คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 632 ภาษามนุษย์
หมิงเวยหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาแตะริมฝีปากแล้วทำหน้าเบ้เล็กน้อย “เย็นหมดแล้ว” จี้เสียวอู่รีบไปต้มน้ำทันที
หมิงเวยวางถ้วยน้ำชาลง และพูดว่า “พวกเราไปที่สวนหลานซินจากนั้นก็พบกับโจรเข้า เรื่องก็มีแค่นี้เจ้าค่ะ”
เส้นเลือดบนหน้าผากของถังซีกระตุก “อะไรทำให้ท่านไปที่สวนหลานซินกัน คุณหนูเจ็ด…ท่านอาศัยอยู่ที่เรือนชั้นในส่วนพี่ชายของท่านอาศัยอยู่ที่เรือนด้านนอก เหตุใดถึงมาปรากฏตัวที่สวนหลานซินด้วยกันไม่คิดจะอธิบายหน่อยหรือ”
“อย่างที่ท่านเห็น พี่ชายของข้าแอบเข้ามาแล้วข้าก็แอบออกไป พวกเราเลยเจอกันที่สวนหลานซินเจ้าค่ะ”
ถังซีหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์ และพูดว่า “คุณหนูเจ็ด โปรด พูด ภา ษา มนุษย์ ด้วย!”
เขาเน้นคำว่าโปรดเป็นพิเศษน้ำเสียงนั้นเห็นได้ชัดว่าถังซีอดทนจนถึงขีดสุดแล้ว หมิงเวยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
“เช่นนั้นนายท่านสิบเชิญเริ่มถามได้เลยข้าอ่านหนังสือมาไม่มากไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดีเจ้าค่ะ”
เกี่ยวอะไรกับการอ่านหนังสือกัน…ถังซีไม่ต้องการให้นางหลีกเลี่ยงจึงทำตามที่นางพูด “ก่อนอื่นเหตุใดพวกท่านถึงเจอกันที่สวนหลานซิน นัดกันไว้หรือ”
หมิงเวยส่ายหน้า “ไม่ใช่เจ้าค่ะ เป็นเรื่องบังเอิญ”
“อ้อ”
“พูดตามตรง หลังจากพิธีกรรมในวันนี้ทำให้ข้าสงสัยสวนหลานซิน เลยขอให้พี่ชายช่วยจับตาดู จากนั้นพี่ชายบอกว่าพบปัญหาเข้าเลยเรียกข้าออกมา…”
“เดี๋ยวก่อน” ถังซียกมือถามนาง “ท่านติดต่อกับคุณชายจี้ได้อย่างไร”
หมิงเวยยิ้มอย่างไม่จริงใจ “แค่ความสามารถอันน้อยนิดเจ้าค่ะ นายท่านสิบอย่าไปสนใจเลยเป็นแค่การละเล่นเล็กๆ น้อยๆ ที่พี่น้องเล่นกัน”
นางข้ามเรื่องไปอย่างรวดเร็ว “พวกเราพบปัญหาที่สวนหลานซินจึงปีนข้ามกำแพงเข้าไปกับไห่เอี้ยนเจ้าค่ะ ผลลัพธ์กลายเป็นว่าพบคนผู้หนึ่ง คนผู้นี้มีวรยุทธ์สูงมาก ไห่เอี้ยนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา ข้าจึงร้องตะโกนให้จับโจรเรื่องทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้”
ถังซีกระตุกมุมปาก วิธีการพูดนี้เป็นการละเว้นเรื่องสำคัญที่สุดอย่างชัดเจน
“คุณหนูเจ็ด!”
เมื่อฟังเสียงเตือนของเขาหมิงเวยก็ยิ้มอย่างจริงใจ “นายท่านสิบไม่ใช่คนในเสวียนเหมิน มันอธิบายยากจริงๆ ตอนนี้พวกเราสองพี่น้องสูญเสียกำลังภายใน ร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส นี่คือความจริงเจ้าค่ะหากนายท่านสิบไม่เชื่อก็ลองถามไห่เอี้ยนดู เมื่อครู่พวกเราไม่ได้ลงมืออะไรเลยเพราะพวกเราสู้ไม่ได้จริงๆ ถึงได้ร้องเรียกคนมา”
ถังซีพบว่าหากยังพัวพันกับนางต่อไปเรื่องนี้ก็จะไม่ชัดเจน ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ดึงสถานการณ์กลับไปเป็นจังหวะของตัวเอง และดึงหัวข้อหลักขึ้นมา
“เช่นนั้นทั้งวันนี้ท่านสงสัยว่ามีสิ่งผิดปกติกับสวนหลานซินงั้นหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ” หมิงเวยตอบอย่างเชื่อฟังถามอะไรไปก็ตอบ “ทันทีที่ฝันร้ายหลบหนี ข้ารู้สึกว่ามีใครบางคนซ่อนตัวอยู่ในจวนตระกูลถัง”
“และท่านสงสัยสวนหลานซิน”
“ใช่เจ้าค่ะ”
ถังซีเลิกคิ้ว “เป็นไปไม่ได้ อาการป่วยของท่านแม่เป็นเมื่อสองสามปีก่อน แต่คุณหนูเหลียงเพิ่งเดินทางมาถึง”
หมิงเวยพูด “ของแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีผู้ชักนำอยู่ข้างกายหรอกเจ้าค่ะ เพียงแค่ปล่อยให้มันมาอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าก็พอแล้ว ไม่แน่ว่าอาจเริ่มลงมือเมื่อสองสามปีก่อน เหมือนหว่านเมล็ดพืชที่รอวันแตกหน่อ”
ถังซียังคงรู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผล “ตระกูลเหลียงมีเหตุผลอะไรต้องทำร้ายฮูหยินผู้เฒ่าด้วย หากเป็นพี่ใหญ่หรือว่าใครก็ตามยังพอถูไถไปได้ แต่ท่านแม่เป็นแค่หญิงชราที่มีความสุขในวัยชราไม่สนใจแม้แต่เรื่องครอบครัวด้วยซ้ำ”
หมิงเวยพูดอย่างเจ้าเล่ห์ “ข้าพูดแค่ว่าผู้ที่ชักนำมีแนวโน้มมากว่าจะอยู่ในสวนหลานซิน แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นคนตระกูลเหลียงเสียหน่อยเจ้าค่ะ อีกอย่างหลายสิ่งหลายอย่างยังไม่ถึงช่วงเวลาแห่งการเปิดเผย ผู้ใดจะสามารถพูดแรงจูงใจได้”
ถังซีเหลือบมองนางพลางคิดในใจว่าในสวนหลานซินนอกจากตระกูลเหลียงแล้วก็ไม่มีผู้อื่นอีกมันต่างจากการกล่าวหาตระกูลเหลียงตรงไหนกัน
“ความจริงสามารถพิสูจน์ได้ว่าข้าพูดถูกเจ้าค่ะ” หมิงเวยพูดต่อ “ผู้ที่ต่อสู้กับไห่เอี้ยนเมื่อครู่ แม้จะไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริงอย่างน้อยก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดบุคคลนี้อยู่ในสวนหลานซิน นายท่านสิบควรระวังให้มากกว่านี้ วันแต่งงานของท่านใกล้จะถึงแล้ว ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดกับเจ้าสาวมันจะน่าเศร้าเกินไปเจ้าค่ะ”
“….”
ถังซีครุ่นคิดอยู่นาน และพูดว่า “คนผู้นั้นซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มขบวนส่งเจ้าสาวใช่หรือไม่”
“ก็อาจเป็นไปได้เจ้าค่ะ” หมิงเวยยิ้มอย่างมั่นใจ “อย่างไรก็ตามผู้ที่ตระกูลเหลียงพามาค่อนข้างน้อยมีสาวใช้ไม่กี่สิบคน แม้จะบอกว่าการลงมือกับฮูหยินผู้เฒ่า มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นเจ้านายเป็นผู้สั่งการ แต่ไม่แน่ว่าอาจเป็นสาวใช้ก็ได้เจ้าค่ะ”
“…ท่านหมายความว่าอะไร”
หมิงเวยกะพริบตา “นายท่านสิบคิดมากไปแล้ว ข้าแค่พูดความจริงเจ้าค่ะ”
ถังซีคิดในใจ นางพูดจาวกวนว่ามีแนวโน้มว่าผู้เป็นนายจากตระกูลเหลียงจะโจมตี นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน แต่พอมาลองคิดดูมันก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น ท่านแม่ถูกคนวางกลอุบายเมื่อสองสามปีก่อน และเมื่อสองสามปีก่อนตระกูลถัง และตระกูลเหลียงได้ทำข้อตกลงหมั้นหมาย…
เดี๋ยวนะ!
งานแต่งงานเมื่อสองสามปีก่อน หากพูดเช่นนั้น…อีกฝ่ายกำลังรอโอกาสนี้อยู่หรือไม่
โอกาสส่งตัวเจ้าสาว! พวกเขาคิดจะทำอะไร อาศัยช่วงงานแต่งงานคิดจะทำอะไรตระกูลถังกันแน่
เสียงของไห่เอี้ยนมาจากนอกประตู “นายท่านสิบ ของว่างมื้อดึกเจ้าค่ะ”
“เข้ามา!”
ไห่เอี้ยนเข้ามาพร้อมกล่องอาหารก็เห็นว่าบรรยากาศภายในห้องเงียบสงบ
จี้เสียวอู่กำลังนอนอยู่บนโต๊ะอย่างเกียจคร้านพลางเล่นกับไส้ตะเกียง หมิงเวยกำลังดื่มชาด้วยท่าทีสง่างาม ส่วนถังซีกำลังครุ่นคิด ไห่เอี้ยนวางอาหารร้อนทุกชนิดไว้บนโต๊ะ และจี้เสียวอู่ก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
“บะหมี่ไหมเงิน ข้าอยากทานอันนี้น้องหญิงอยากทานอะไร เอ๋ เกี๊ยวห้าสีนี่ก็น่าทาน เอ๋ น้ำแกงลูกชิ้นปลาน่าอร่อยมาก!”
“พี่ห้าทานให้มันน้อยหน่อยเถอะเจ้าค่ะ ดึกเพียงนี้แล้วเดี๋ยวอาหารไม่ย่อย”
“คืนนี้ข้ายุ่งกับหลายอย่างมากหิวจะตายอยู่แล้ว และข้าคิดว่าข้ากินไม่พอ!”
“ท่านแค่ปีนกำแพงไม่ใช่หรือเจ้าคะ เป็นไห่เอี้ยนต่างหากที่ไปต่อสู้”
“ไอหยา ข้าจ้องมองอยู่นาน ทานมากหน่อยจะเป็นอะไรไป”
ท่ามกลางเสียงอึกทึกในที่สุดถังซีก็เข้าใจอะไรบางอย่าง และถอนหายใจด้วยความโล่งอก “นี่มันดึกมากแล้ว พวกท่านสองคนควรกลับไปพักก่อนเถอะ!”
พูดจบเขาก็เรียกบ่าวรับใช้ “ส่งแขก!”
จี้เสียวอู่ตกตะลึง “เดี๋ยวก่อน ข้าเพิ่งทานไปได้สองคำเอง!”
บ่าวรับใช้ไม่สนใจว่าเขาจะกินหรือไม่ อย่างไรก็ตามนายท่านสิบพูดเช่นนั้นก็ต้องเชิญออกไป! จี้เสียวอู่ทำได้เพียงหยิบเกี๊ยวนึ่งที่เหลือขึ้นมาเพื่อรองท้องเท่านั้น
เหตุใดนายท่านสิบถึงงกเช่นนี้กัน เรียกให้คนเอาอาหารมา แต่ไม่ให้กินเนี่ย
นะ ขอให้ท่านทานคนเดียวจนจุกตายไปเลย ฮึ!
หมิงเวยเดินออกจากห้องอย่างเกียจคร้าน และพูดกับไห่เอี้ยนว่า “พวกเรากลับกันเถอะ หากเสวี่ยอิงตื่นขึ้น และไม่เห็นเราสองคนคงกังวลมากแน่”
จี้เสียวอู่ไม่พอใจ “ได้ หมิงเสี่ยวชี! หลอกใช้ผู้อื่นมีความสุขมากหรือไม่ ไม่สนแล้ว ข้ายังทานไม่อิ่มข้ารับไม่ได้!”
“พี่ห้า หากข้าสอนวิธีให้ท่านรับรองว่าอิ่มแน่เจ้าค่ะ”
“วิธีอะไร”
“ท่านเดินออกไปจากที่นี่ไปที่ทางแยกนั่น จากนั้นยืนหันหลังพิงกำแพงแล้วอ้าปากเจ้าค่ะ”
“อะไรน่ะ”
“ดื่มลมทางซีเป่ย! อิ่มแน่นอน!”
“หมิงเสี่ยวชี!”
“ฮ่าๆๆ นี่มันดึกมากแล้วรีบเข้านอนเถอะเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ไม่ทานข้าวเช้าหรืออย่างไร”
เสียงนั้นค่อยๆ จางหายไป…