คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 641 มาแล้ว
ภายในห้องเจ้าสาว คุณหนูเหลียงในชุดเหิงกวนเซี่ยเผ่ย[1]นั่งอยู่บนเตียง มีบางครั้งที่ญาติที่เป็นสตรีจากตระกูลถังพาเด็กๆ เข้ามาดูเจ้าสาว ใบหน้าของคุณหนูเหลียงเป็นสีแดง นางก้มหน้าลงเล็กน้อยปล่อยให้ญาติๆ กล่าวชมหรือหยอกล้อ
ในตอนที่ดอกไม้ไฟถูกจุดขึ้นมาทุกคนแห่กันไปชมที่ใต้ชายคา
“คุณหนูๆ มาดูทางนี้สิเจ้าคะ งดงามมากเลย!” คุณหนูเหลียงมาที่หน้าต่างด้วยแรงผลักดันของเหล่าสาวใช้ ท่ามกลางความมืดยามค่ำคืนดอกไม้ไฟมีสีสันงดงามค่อยๆ ก่อตัวกลายเป็นลวดลายมงคล
เหล่าสาวใช้ก็คุยกัน “หวา มีนกยวนยางด้วยการทำดอกไม้ไฟเช่นนี้ไม่ง่ายเลย”
“ได้ยินมาว่าคุณชายรองเตรียมมาเพื่อนายท่านสิบ!”
“คุณชายรองกลับมาแล้วหรือ”
“ได้ยินว่าเป็นอย่างนั้นนะ เหล่าญาติที่เป็นสตรีบอกว่าพบคุณชายรอง”
ภายในห้องเจ้าสาวนอกจากคุณหนูเหลียงแล้วมีเพียงสตรีที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าสาว และสาวใช้ไม่กี่คนเท่านั้น
“คุณหนู…” สาวใช้อยากจะพูดอะไร แต่จู่ๆ ก็มีเงาดำปรากฏขึ้นตรงหน้า ดวงตาของนางพร่ามัวจากนั้นก็ล้มลงกับพื้น
คุณหนูเหลียงเงยหน้าขึ้นแสงในรูม่านตาขยับเล็กน้อยราวกับกระแสน้ำวน
ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ค่อยๆ ล้มลง เสียงหนึ่งดังมาจากนอกหน้าต่าง “ถังเช่ากลับมาแล้วพวกเราลงมือได้เลย”
คุณหนูเหลียงถาม “เขามาคนเดียวหรือ”
“มีสหายหนึ่งคนน่าจะเป็นชาวยุทธภพ” บุรุษวัยกลางคนแต่งตัวดีปรากฏตัวขึ้นที่ทางเดินนอกหน้าต่าง หากถังซีอยู่ที่นี่เขาจำได้ทันทีว่าเป็นนายท่านสามตระกูลเหลียงที่ได้รับหน้าที่มาส่งเจ้าสาว
“แค่สหายคนเดียวหรือ” คุณหนูเหลียงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ถังเช่าระมัดระวังอยู่เสมอ สหายผู้นี้เป็นยอดฝีมือหรือไม่”
นายท่านสามตระกูลเหลียงตอบ “ดูเหมือนจะเป็นยอดฝีมือจริงๆ แต่ก็แค่คนเดียวคงรั้งพวกเราไม่ได้หรอก”
เมื่อเห็นว่าคุณหนูเหลียงไม่พูดอะไรเขาเลยถามว่า “ทำไมหรือ เจ้าไม่มั่นใจที่จะจัดการกับถังเช่าหรือ”
คุณหนูเหลียงตอบ “หากมีแค่เขา ข้าไม่กลัว แต่ท่านลืมไปแล้วหรือว่าคืนนั้นท่านพบคนมาที่สวนของพวกเรา”
นายท่านสามตระกูลเหลียงพึมพำเบาๆ “เจ้าหมายถึงสองพี่น้องคู่นั้นหรือ พวกเขาดูเหมือนจะมีอะไรจริงๆ แต่หนึ่งคนสูญเสียวรยุทธ์อีกหนึ่งคนได้รับบาดเจ็บสาหัส พวกเขาจะทำอะไรได้”
“สัญชาตญาณ” คุณหนูเหลียงพูด “ข้ารู้สึกว่าทั้งสองคนจะเป็นตัวแปรสำคัญของความไม่มั่นคง เราควรให้ความสนใจมากกว่านี้”
นายท่านสามตระกูลเหลียงตอบกลับว่า “เช่นนั้นก็ได้ ข้ายกคนให้เจ้า”
“ท่านลุงสามจัดการคนเดียวได้หรือ”
นายท่านสามตระกูลเหลียงไม่เห็นด้วย “ก็แค่รั้งไม่ให้เขาเข้าไปในจวนตระกูลถัง ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นยอดฝีมือที่หาตัวจับได้ยากคงไม่ถึงขนาดรั้งไม่ได้หรอก”
เมื่อความแตกต่างของความแข็งแกร่งห่างชั้นมากเท่านั้นถึงจะไม่สามารถรั้งไว้ได้ นายท่านสามตระกูลเหลียงมั่นใจในตัวเองมาก
เขาแทบรอไม่ไหว “พวกเราเตรียมตัวมาอย่างเต็มที่เพียงนี้ไม่จำเป็นต้องกลัวพวกเขา”
คุณหนูเหลียงพูดเสียงเรียบเฉย “ไม่ได้กลัว เพียงแต่เตรียมตัวมาหลายปี พวกเราไม่สามารถล้มเหลวได้ ฝันร้ายถูกเปิดเผยล่วงหน้าไปแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง หากพวกเราล้มเหลวในภารกิจนี้การเตรียมการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็เปล่าประโยชน์”
“ได้” นายท่านสามตระกูลเหลียงพูด “เจ้าพูดมาจะทำอย่างไร ข้าเชื่อฟังเจ้า”
คุณหนูเหลียงพยักหน้า “เพิ่มระดับแผน แจ้งอี้หั่วเฉอให้เข้าเมืองทันที!”
“ได้” นายท่านสามตระกูลเหลียงรับคำสั่ง และจากไป
คุณหนูเหลียงเหลือบมองเหล่าสาวใช้ที่ล้มบนพื้นจากนั้นถอดมงกุฎเฟิงกวนและกระโดดออกไปทางหน้าต่าง
………..
ดอกไม้ไฟหายไป ไห่เอี้ยนกล่าวด้วยความชื่นชมว่า “คุณชายรองเก่งกาจจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นดอกไม้ไฟที่สวยงามเช่นนี้มาก่อน”
หมิงเวยอดหัวเราะไม่ได้ คงดูไม่ออกจริงๆ ที่แท้ไห่เอี้ยนก็ชื่นชอบคุณชายรองนี่เอง นางกำลังจะพูด แต่จู่ๆ แขนเสื้อก็ขยับ และรอยยิ้มของนางแข็งค้าง
“พี่ห้า” หมิงเวยกระซิบ
จี้เสียวอู่คิดว่านางคิดจะทำอะไรบางอย่างเพื่อหยอกล้อเขาอีกครั้ง แต่ในขณะที่กำลังจะยิ้มเยาะเขาเงยหน้าขึ้น และสีหน้าของนางก็เข้าใจในทันที
“เริ่มแล้วหรือ” หมิงเวยพยักหน้า
นางยืนอยู่หน้าราวบันได และมองขึ้นไปที่จวนตระกูลถังในความมืด ที่ชั้นหนึ่งไม่รู้ว่าหมอกมาจากที่ใด ราวกับว่าทั้งจวนใหญ่ถูกคลุมด้วยตาข่าย ไม่ได้ยินเสียงคึกคักจากตลาดบนถนนเลยสักนิด
จี้เสียวอู่เห็นเช่นนั้นก็บ่น “เก่งจริงๆ…”
สีหน้าของหมิงเวยเคร่งขรึมมากนางกวาดตามองไปทั่ว และในที่สุดก็พูดว่า “ส่งสัญญาณ”
จี้เสียวอู่พยักหน้า และโยนสิ่งของออกไป ดอกไม้ไฟพุ่งขึ้นไปในอากาศ เปล่งแสงเป็นประกาย
เนื่องจากเมื่อครู่มีจุดดอกไม้ไฟฉลองเลยไม่ค่อยมีผู้ใดให้ความสนใจกับแสงนี้เพราะคิดว่าเป็นกิจกรรมบันเทิงเพื่อความสนุกสนาน แต่ฉือชิ่งผู้ซึ่งเฝ้าลานด้านข้างเห็นอย่างนั้นก็ลุกขึ้นจากม้านั่งหินทันที
“เด็กๆ”
ศิษย์จากสำนักหมอผีก้าวไปข้างหน้า “ท่านหัวหน้า”
“เริ่มค่ายกลหยินหยาง”
“ขอรับ” เวินซิ่วอี๋ที่กำลังรีบไปพบถังเช่าอย่างมีความสุขต้องหยุดลงเมื่อเห็นดอกไม้ไฟพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
“เหตุใดจู่ๆ ถึงเป็นตอนนี้คงไม่ได้จงใจหรอกใช่หรือไม่” นางขมวดคิ้วเล็กน้อยดูลังเล นางไม่ได้พบศิษย์พี่มาหนึ่งปีแล้ว และตอนนี้นางก็อยากจะพบเขาอีกครั้ง แต่ดอกไม้ไฟนี้…
ผ่านไปครู่หนึ่ง เวินซิ่วอี๋ก็กระทืบเท้า และหันศีรษะอย่างโกรธเคือง “ข้าโชคร้ายจริงๆ!” แล้วรีบวิ่งไปที่ห้องหนังสือ
เมื่อถังซีเห็นดอกไม้ไฟสีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันทีเขาก็หันไปหาฮูหยินผู้เฒ่าถัง และพูดว่า “ท่านแม่ มีการจัดงานเลี้ยงที่สวนหลังเรือนท่านเข้าไปในงานกับเหล่าฮูหยินเถอะขอรับ!”
ฮูหยินผู้เฒ่าได้รับสัญญาณก็ตบมือเขาเบาๆ “ได้ ที่นี่ยกให้เจ้าจัดการ”
ถังซียิ้ม “วางใจได้ขอรับ”
จากนั้นเขาหันไปหาถังเช่า “เอ้อร์หลาง เจ้าไม่ได้กลับมานานแล้ว เหตุใดไม่ไปอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่กับพี่สะใภ้ล่ะ”
ถังเช่าหัวเราะ “วันนี้ที่จวนมีงานเลี้ยง หลังเรือนก็เต็มไปด้วยญาติที่เป็นสตรี หลานไปคงไม่เหมาะหรอกขอรับ สู้ไปกับท่านอาสิบดีกว่าแล้วค่อยไปขออภัยท่านย่ากับท่านแม่ทีหลัง”
ถังซีคิดตามแล้วพยักหน้า “ได้”
เมื่อเห็นญาติที่เป็นสตรีทั้งหมดจากไปแล้วถังซีก็พูดว่า “เอ้อร์หลาง…”
เขากำลังจะพูด แต่ก็ถูกถังเช่าขัดไว้ก่อน “ท่านอาสิบไม่ต้องพูดหรอก หลานเข้าใจดี” ถังซีตกตะลึง และมองเขาด้วยความสงสัย จะบอกว่าพวกเขาอาหลานเป็นญาติสนิทกันที่สุดในบรรดาลูกหลานชายคนอื่นๆ ในตระกูลถังก็คงไม่ผิดนัก
ถังเช่าไม่ได้รับความรักจากมารดาดังนั้นเขาจึงได้รับการเลี้ยงดูจากผู้เป็นย่าพร้อมกับอาตัวน้อยอย่างเขา ทั้งสองโตมาด้วยกัน ร่ำเรียนด้วยกันจนกระทั่งเขาอายุได้สิบปี ถังซีเลือกที่จะไปจิงตูจึงต้องเป็นอันแยกจากกัน
อย่างไรก็ตามระยะทางไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์เหินห่างกัน ถึงแม้ในครึ่งปีจะได้พบกันเพียงครั้ง แต่พวกเขาก็ยังเป็นคนสองคนในครอบครัวที่รู้จักกันดีที่สุด
ถังซีคิด เขาพูดเช่นนั้นหมายความว่าเข้าใจเรื่องราวภายในจริงๆ หรือไม่
ปฏิกิริยาของถังเช่าได้ยืนยันการคาดเดาของเขา “ตอนแรกข้าคิดจะกลับมาก่อน เพียงแต่พบเบาะแสบางอย่างเลยจงใจเลื่อนไปจนตอนนี้ งานเลี้ยงได้เริ่มขึ้นแล้ว หลานเลยกลับมาเพื่อเข้าไปในกับดักนั้นเอง แต่ให้พวกเขาไม่สามารถเตรียมการล่วงหน้าได้”
ถังซีพูดเสียงกระซิบ “เจ้ารู้งั้นหรือ รู้ได้อย่างไร”
ถังเช่ายิ้ม “เรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลัง ท่านอาสิบ ท่านตอบข้ามาก่อน ในจวนนี้มียอดฝีมือผู้อื่นด้วยใช่หรือไม่ ท่านไม่เข้าใจเคล็ดวิชา แผนการนี้ดูไม่เหมือนจะเป็นฝีมือของท่านเลย”
……………
[1] เหิงกวนเซี่ยเผ่ย : มงกุฎเฟิงกวนและสายสะพายเซี่ยเผ่ย ถือเป็นสัญลักษณ์ของความสูงศักดิ์ของสตรี