คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 642 กับดัก
ในอ่าวแม่น้ำเล็กๆ ใต้ต้นหลิว นักพรตจินพิงกาบเรือแล้วพูดพึมพำกับตัวเอง
“สามารถทำความเข้าใจความลับในเนื้อเพลงของคุณชายรองในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ อีกทั้งยังสามารถคัดลอกบทเพลงได้ เป็นยอดฝีมือจริงๆ!”
เขาหยิบหมวกไม้ไผ่ออกแล้วเห็นหมอกค่อยๆ ลอยขึ้นปกคลุมจวนตระกูลถังก็ยิ้มออกมา “น่าสนใจ คู่ต่อสู้นี้แข็งแกร่งเกินคาด!”
สิ้นเสียงนักพรตจินก็กระโดดขึ้นไป แต่ในเวลาเดียวกันก็มีแสงจากกระบี่พุ่งเข้ามา ‘ฉึก’ และถูกตอกไปที่กาบเรือ นักพรตจินวิ่งเข้าไปในห้องโดยสารแล้วชักกระบี่ออกมา
ไอกระบี่พุ่งเข้าใส่ผู้บุกรุก อาวุธลับของอีกฝ่ายพลาดเป้า เงาร่างแวบหายไป พร้อมกันนั้นก็มีพู่กันเหล็กพุ่งเข้ามา กระบี่ยาวของนักพรตจินตวัดเฉียงขัดขวางเส้นทางของคู่ต่อสู้ ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันไปหลายกระบวนท่าในชั่วพริบตาก่อนจะแยกตัวออกมาชั่วครู่
นักพรตจินมองบุรุษผู้นี้แล้วยิ้ม “โอ้ ช่วงนี้นายท่านจากตระกูลขุนนางเริ่มท่องยุทธภพแล้วหรือ ถึงได้ไม่มอบอาหารให้พวกเราแล้ว!”
นายท่านสามตระกูลเหลียงพูดเสียงเย็นชา “พูดได้ดี! หากท่านไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ก็ยังไม่สาย”
นักพรตจินหัวเราะเขาถือกระบี่ไว้ในมือข้างหนึ่ง และอีกข้างถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าที่มีเครา ผมเผ้ายุ่งเหยิงท่ามกลางแสงจันทร์ซึ่งดูดุร้ายจนดูไม่เหมือนนักพรตเลย “บอกให้ข้าถอยใจกล้าดีนี่! มาดูกันว่าท่านมีความสามารถแค่ไหน!”
หมอกในจวนตระกูลถังหนาขึ้น ทันทีที่แขกสตรีเข้ามาในสวนหลังเรือน ค่ายกลหยินหยางของฉือชิ่งก็กระจายออกไปแยกลานด้านหน้า และด้านหลังออกจากกัน ส่วนแขกบุรุษเขาปิดประตูเอาไว้ แต่ระยะทางนั้นใกล้เกินไปจึงต้องส่งคนไปเฝ้า
ตอนนี้เหลือเพียงแขกคนสำคัญเท่านั้น ในสายตาของฉือชิ่ง พลังหยินหยางกระจายออกไปทีละชุ่น และในตอนที่กำลังจะเข้าปกคลุมเรือนหลัก…
“เกิดอะไรขึ้น” ฉือชิ่งเลิกคิ้ว แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามมากแค่ไหนก็ไม่สามารถไปต่อได้ ตรงกันข้ามกลับมีพลังหนึ่งค่อยๆ ดันเข้ามา และขับไล่ค่ายกลหยินหยางของเขาออก ฉือชิ่งรู้สึกว่าพลังหยินหยางถูกกลืนกินไปทีละนิดเขาทำได้เพียงก้าวถอยออกมาเท่านั้น
อีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่างั้นหรือ
ไม่! ถ้าเขาหยุดมันไม่ได้หลายพันชีวิตในเรือนนี้จะทำอย่างไร!
ในตอนที่ฉือชิ่งต่อต้านด้วยความยากลำบากเวินซิ่วอี๋ก็วิ่งกลับไปที่ห้องหนังสืออีกครั้ง
หมิงเวยเหลือบมองนาง “ท่านกลับมาได้จังหวะพอดีเลย เคล็ดวิชาของอีกฝ่ายแข็งแกร่งมาก พวกเขาได้ควบคุมจวนตระกูลถังไว้อย่างสมบูรณ์ หากไม่มีหนอนพิษกู่ของท่านพวกเราคงตามืดบอดไปแล้ว คุณชายรองกลับมาคนพวกนี้ถึงได้ลงมือ ดูเหมือนว่าเป้าหมายของพวกเขาจะเป็นคุณชายรอง! คุณหนูเวินเพื่อศิษย์พี่ที่รักยิ่งของท่านแล้ว ท่านต้องทำให้ดีที่สุด”
เวินซิ่วอี๋จ้องมองนาง “ศิษย์พี่ที่รักยิ่งอะไร ท่าน ท่านพูดอะไรของท่านน่ะ”
“อ้อ ไม่ใช่หรือ” หมิงเวยเหมือนจะยิ้ม แต่ไม่ยิ้ม “ดูเหมือนข้าจะเข้าใจผิด เช่นนั้นก็วางใจเถอะ นายท่านสิบไม่มีความหมายอะไรกับข้า หากข้าอยากจะอยู่ที่ตระกูลถังก็แค่หาผู้สนับสนุนคนอื่นไม่รู้ว่าคุณชายรอง…”
“นี่!” เวินซิ่วอี๋โกรธจัด
หมิงเวยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ หลังจากหัวเราะเสร็จแล้วนางก็พูดว่า “เอาล่ะ ในช่วงเวลาวิกฤตินี้อย่าเสียเวลากับเรื่องไร้สาระเช่นนี้เลย คุณหนูเวินรีบหน่อย”
เวินซิ่วอี๋ระงับความโกรธจากนั้นก็หยิบขวดมากมายออกมาจากอกเสื้อ ขวดเหล่านี้มีทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็กวัสดุแตกต่างกันไป
นางเปิดขวดเงินที่ใหญ่ที่สุด และวางไว้บนราวบันได จากนั้นก็ท่องบทบางอย่างแล้วมีเลือดไหลออกมาพร้อมหนอนพิษกู่มากมายราวกับฝูงมดคลานออกมาจากขวด
หนอนพิษกู่เหล่านี้มีจำนวนมากมายมหาศาลมีหลายร้อย หรือหลายพันตัว แม้ว่าจะตัวเล็ก แต่ก็ปีนได้เร็วซึ่งพวกมันกระจายไปตามราวบันไดอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็เปิดขวดไม้สองสามขวด หนอนพิษกู่ทุกชนิดที่คลานออกมาจากด้านใน จำนวนมีไม่มาก แต่พวกมันสามารถบินได้ และหายตัวไปในหมอกอย่างรวดเร็ว เวินซิ่วอี๋เป่าขลุ่ยสั้นสั่งการเหล่าหนอนพิษกู่เหล่านี้ไปยังที่ที่พวกมันควรจะไป
“เสร็จแล้ว” นางพูดพร้อมกับวางขลุ่ยลง “พวกมันอยู่ในที่ของมันแล้ว”
หมิงเวยพยักหน้า “หลังเรือนปลอดภัยหรือไม่”
“อืม อาชิ่งได้ปิดผนึกลานหน้า และหลังเรือนแล้วไม่มีผู้ใดน่าสงสัย”
“ลานหน้าเรือนล่ะ”
“เรือนอื่นๆ ก็ปิดเช่นกัน ไม่มีผู้บุกรุกที่เรือนหลักมีอาชิ่งอยู่…เดี๋ยวก่อน! มีคนกำลังทำลายค่ายกลหยินหยางของอาชิ่ง!”
“สัมผัสได้แล้ว” หมิงเวยพูด นางสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของหยินหยาง แน่นอนว่านางสัมผัสได้ว่าฉือชิ่งกำลังรับมือกับคนอื่นอยู่ ไม่เหมือนเวินซิ่วอี๋ที่สั่งการหนอนกู่ นางเข้าใจได้อย่างชัดเจน
“ผู้ใดอยู่ในเรือน”
เวินซิ่วอี๋แยกแยะอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกในตระกูลถัง นายท่านสิบ และศิษย์พี่ก็อยู่ที่นั่น”
หมิงเวยครุ่นคิด “ดูเหมือนว่าเป้าหมายหลักของอีกฝ่ายอยู่ที่นั่น”
แต่เมื่อไม่ได้ยินคำพูดต่อไปเวินซิ่วอี๋ก็รู้สึกกังวล “หลังจากนั้นล่ะ ค่ายกลของอาชิ่งถูกทำลายแล้วพวกเราจะทำอย่างไร”
“ไม่ทำอะไร!”
“ท่าน…” เวินซิ่วอี๋โกรธ “ท่านกล้าทำร้ายอาชิ่ง ข้าจะทำให้ท่านไม่ตายดี!”
“เดี๋ยว!” จี้เสียวอู่อดไม่ได้ที่จะขัดจังหวะ “ตอนนี้พวกเราเป็นพวกเดียวกัน ท่านข่มขู่คนของตัวเองได้อย่างไรจะสร้างปัญหาภายในหรือ”
เวินซิ่วอี๋หันหน้าไปตะคอกใส่ว่า “พวกท่านไม่ควรค่าที่จะเชื่อถือ! รู้อยู่แล้วว่าอาชิ่งตกอยู่ในอันตรายก็ยังไม่สนใจ!”
หมิงเวยถอนหายใจ “คุณหนูเวินรู้สถานการณ์ของพวกเราในตอนนี้หรือไม่”
“อะไรนะ”
“มองจากผิวเผินพวกเราควบคุมสถานการณ์โดยรวมได้ รอให้อีกฝ่ายเข้ามาติดกับ แต่ที่จริงแล้วผู้ที่วางตาข่ายกับดักจริงๆ คือพวกเขา”
เวินซิ่วอี๋เลิกคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”
“หนึ่ง ความแข็งแกร่งต่างกันเกินไป สอง อีกฝ่ายเตรียมการมาหลายปีแล้ว ดังนั้นผู้ที่วางกับดักที่แท้จริงคือพวกเขาไม่ใช่พวกเรา”
“เช่นนั้น…”
“คุณชายฉือไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขานี่คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
หลังจากที่เวินซิ่วอี๋หายตกใจนางพูดอย่างโกรธเคือง “เช่นนั้นท่านให้อาชิ่งไปไม่ใช่ว่าส่งเขาไปตายหรือ”
“นั่นเพราะต้องให้เขาไปต่างหาก!” หมิงเวยพูดอย่างเฉยเมย “หากไม่ปล่อยให้เขาดึงพลังของอีกฝ่ายออกมาพวกเราจะมีโอกาสได้อย่างไร”
“ท่าน…” เวินซิ่วอี๋ตกใจ และโกรธมาก “ท่านให้อาชิ่งเป็นเหยื่อล่อ”
“ไม่เพียงแค่นั้น” หมิงเวยหันกลับมามองนางด้วยสีหน้าเงียบสงบ “เขาก็ใช่ นายท่านสิบก็ใช่ แม้แต่คุณชายรองก็ใช่ด้วย”
“สตรีเช่นท่าน...” เวินซิ่วอี๋กำหมัดแน่นจี้เสียวอู่ยืนขึ้นขวางในทันที เขารับหมัดของนางไว้
เวินซิ่วอี๋ตกใจ “ท่าน บาดแผลของท่าน…”
“หายแล้ว” หมิงเวยมองนาง แม้จะไม่สูงเท่านาง แต่ในตอนนี้กลับให้ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก “มียาดีมากมายอยู่ตรงหน้าหากขโมยมาได้ก็รักษาให้หายขาดได้ไม่ใช่หรือ”
“ท่าน...” ตอนนี้เวินซิ่วอี๋ตกใจมาก
หมิงเวยยิ้ม “รู้จักกันมานานแล้วคุณหนูเวินยังไม่ได้สติอีกหรือ ข้าน่ะเป็นนักต้มตุ๋น อย่าเชื่อในสิ่งที่ข้าพูดออกมาจากปาก” เวินซิ่วอี๋รู้สึกโกรธจนอกแทบจะระเบิด สตรีผู้นี้โกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนหน้านี้เป็นศัตรูกันก็ช่างไปเถอะ ตอนนี้เป็นสหายร่วมกันชั่วคราวก็ยังกล้าที่จะหลอกลวง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้เหตุใดนางยังต้องฟังคำหลอกลวงจากสตรีผู้นี้ต่อล่ะ
มือของเวินซิ่วอี๋ที่เพิ่งจับราวบันได แต่ยังไม่ทันที่นางจะกระโดดลงจากอาคารห้องหนังสือก็ได้ยินหมิงเวยพูดว่า “หากท่านไปตอนนี้จะเป็นการเข้าไปในกับดักเอง เช่นนั้นฉือชิ่ง นายท่านสิบ หรือแม้แต่คุณชายรองก็ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยพวกเขาได้” เวินซิ่วอี๋ชะงัก
“เหยื่อถูกโยนเข้าไปในกับดักแล้วหากท่านตามไปอีกคนก็เป็นการให้พวกเขากัดกินอีก” สายตาของหมิงเวยหันไปมองนาง “แต่หากท่านอดกลั้นไว้ได้ไม่แน่ว่าในตอนที่ฉลามอ้าปากกัดเหยื่อพวกเราจะแย่งชิงกลับมาได้!”