คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 648 ปิ้งย่าง
ชายชุดดำที่แอบเข้าไปในตระกูลถังถอยกลับในพริบตา แขกผู้ถูกโจมตีด้วยฝันร้ายก็ผล็อยหลับไป ถังเช่าก้มตัวลงประคองถังซี สีหน้าของถังซีซีดเซียวแม้จะลืมตาอยู่ แต่แววตานั้นดูเลื่อนลอย
ถังเช่ามองหมิงเวย “แม่นาง”
“วางใจเถอะเจ้าค่ะ เขาได้รับผลกระทบจากฝันร้ายเท่านั้นพักผ่อนสักสองวันน่าจะดีขึ้น”
ถังเช่าเอื้อมมือสัมผัส แต่ไม่พบบาดแผลที่ท้องของถังซี เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก “ขอบคุณ”
เวินซิ่วอี๋มองหมิงเวยแล้วก็อดไม่ได้ที่จะขอความดีความชอบจากถังเช่า
“ศิษย์พี่ ท่านไม่จำเป็นต้องขอบคุณนาง นางหลอกลวงพวกเราที่นางพยายามไล่พวกเขาออกไปเพราะอีกฝ่ายก็เป็นศัตรูของนางเช่นกัน…”
ทางด้านหมิงเวยกลับขึ้นไปบนหลังคาพร้อมจี้เสียวอู่แล้ว
“ท่านจะไปไหน” ถังเช่าตะโกนถาม
“ห้องหนังสือเจ้าค่ะ” หมิงเวยโบกมือแล้วไต่เชือกกลับไป ถังเช่ามองไปที่แผ่นหลังของนางเป็นเวลานานโดยไม่พูดอะไรสักคำ จนกระทั่งเสียงของเวินซิ่วอี๋ดึงสติเขา
“ศิษย์พี่ ท่านมองอะไรน่ะ!” เวินซิ่วอี๋ถามด้วยความโกรธ
“ไม่มีอะไร” ถังเช่ามองความเละเทะในห้องนี้ “เตรียมทำความสะอาดด้วย”
เขาประคองถังซีออกไปเวินซิ่วอี๋รู้สึกสับสนอย่างอธิบายไม่ถูก แต่นักพรตจินก็มาพูดข้างกายนางว่า “สตรีจิตใจดีงามเป็นที่หมายปองของบุรุษ!”
เวินซิ่วอี๋วิ่งตามไปด้วยความใจร้อน “ศิษย์พี่ รอข้าด้วย!”
…………
หมิงเวย และจี้เสียวอู่กลับไปทานเนื้อย่างที่ห้องหนังสือ
“เจ้าทำเรื่องนั้นจริงๆ หรือ” จี้เสียวอู่พูด
“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ” หมิงเวยพูดพลางพลิกชิ้นเนื้อ
“กบฏ! ข้าคิดมานานแล้วว่าพวกเจ้าดูแปลกๆ ที่แท้ก็เป็นเรื่องนี้หรือ”
เขาคีบเนื้อชิ้นหนึ่งแล้วโยนเข้าไปในปาก “อืม ฝีมือการย่างของเจ้าไม่เลวเลย!”
“แน่นอน” สายตาของหมิงเวยว่องไวนางคีบเนื้อที่เพิ่งปรุงสุกเสร็จ “ดูเหมือนพี่ห้าจะไม่กลัวเลย”
“กลัวอะไร” จี้เสียวอู่กะพริบตา “เรื่องน่าตื่นเต้นจะตาย!”
หมิงเวยยิ้ม “ที่แท้พี่ห้าก็สนใจอยู่”
จี้เสียวอู่กินเนื้อที่เหลือทั้งหมด อีกทั้งยังดื่มชาเพื่อบรรเทาความเลี่ยนแล้วพูดว่า “ข้าเข้าใจนิดหน่อยว่าเจ้าเป็นคนอย่างไร”
“อ้อ เป็นคนอย่างไรเจ้าคะ”
“คุณหนูเหลียงผู้นั้นไม่ได้บอกหรือว่าเจ้าเป็นหนึ่งในผู้ที่เหมาะสมที่จะถูกเลือกในตำแหน่งปรมาจารย์แห่งชีวิต”
หมิงเวยยิ้มแล้วฟังจี้เสียวอู่ดื่มด่ำกับจินตนาการของตนเอง “ก่อนหน้านี้ท่านราชครูเคยถูกกล่าวหาว่าฆ่าคนตาย ข้าก็คิดได้ว่าเจ้ามีสถานะที่พิเศษ ผู้ที่ชื่อหมิงเซียวผู้นั้นพาคนไปแย่งสมบัติที่เสวียนตูกวันข้าจำไม่ผิดใช่หรือไม่” หมิงเวยพยักหน้า
จี้เสียวอู่เป็นศิษย์สายตรงของนักพรตซีเฉิง และมีความสัมพันธ์ระดับหนึ่งกับนาง เรื่องเหล่านี้ก็ไม่ได้คิดจะปิดบังเขา
“ปรมาจารย์แห่งชีวิตมีการสืบทอดที่เป็นเอกลักษณ์ใช่หรือไม่ ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้จะต้องแบกรับความรับผิดชอบ หมิงเซียว คุณหนูเหลียงแล้วก็เจ้า ทั้งสามคนทำเรื่องเดียวกันคือการเลือกว่าที่ผู้ปกครองใต้หล้าในอนาคต เป็นการแข่งขันอย่างหนึ่ง พวกเจ้าคือหนึ่งในผู้ที่เหมาะสมที่จะถูกเลือกในตำแหน่งปรมาจารย์แห่งชีวิต หากคนที่เลือกทำสำเร็จก็จะได้สืบทอดตำแหน่งปรมาจารย์แห่งชีวิตข้าเดาถูกหรือไม่”
หมิงเวยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะนางพยักหน้า “พี่ห้าฉลาดจริงๆ! เรื่องก็เป็นเช่นนั้นแหละ!”
จี้เสียวอู่รู้สึกภาคภูมิใจ “แน่นอน เมื่อครู่พวกเจ้าพูดกันเยอะเสียขนาดนั้น ผู้ใดจะเดาไม่ได้กัน อา การเลือกผู้ปกครองใต้หล้าช่วยให้เขาได้ขึ้นครองบัลลังก์ช่างน่าตื่นเต้นมาก! ผู้ที่เจ้าเลือกคือเยวี่ยอ๋องหรือ หากเขาทำสำเร็จล่ะ เจ้าจะไม่กลายเป็นฮองเฮาหรือ มันยากที่จะจินตนาการว่าหากเจ้าได้ขึ้นเป็นฮองเฮาแล้วจะเป็นเช่นไร!”
หมิงเวยถาม “พี่ห้า ท่านไม่คิดหรือว่าตอนนี้ควรกังวลเรื่องอื่น”
“เรื่องอะไรหรือ”
“ที่มาของข้าถูกคุณหนูเหลียงเปิดเผยแล้ว ท่านคิดว่าตระกูลถังจะจัดการอย่างไรกับพวกเรา”
จี้เสียวอู่ตบหัว “จริงด้วย! จะทำอย่างไรดี ถังเช่าผู้นั้นไม่เชื่อนางแน่ แต่เขาคงไม่เชื่อพวกเราด้วย! วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือทำให้พวกเรา…” เขาทำท่าทาง
หมิงเวยพยักหน้า “ดังนั้นสถานการณ์ของพวกเราในตอนนี้อันตรายกว่าเดิมอีกเจ้าค่ะ”
ถึงก่อนหน้านี้นางจะอยู่ในสถานะศัตรู แต่นางสูญเสียวรยุทธ์ทั้งหมด แต่ก็สามารถรักษาอาการของฮูหยินผู้เฒ่าให้หายได้ ตระกูลถังจึงไม่ได้คิดที่จะทำอะไรกับนาง แต่ตอนนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ามีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน และเล่นงานถังซี แม้ว่าตระกูลถังจะอารมณ์ดีเพียงใดก็เป็นไปไม่ได้ที่จะแสร้งทำเป็นว่าไม่เคยเกิดขึ้น
จี้เสียวอู่เหลือบมองไปรอบๆ แล้วพูดเสียงเบา “พวกเราหนีไปตอนนี้ดีหรือไม่ อาศัยโอกาสที่พวกเขายังไม่ตอบโต้อะไร”
หมิงเวยยิ้มแล้วชี้ไปที่ชั้นล่าง “เกรงว่าจะไม่ทันเจ้าค่ะ”
จี้เสียวอู่เอนตัวกับราวบันไดก้มหน้าลงไปดู ผู้ที่เดินเข้ามาไม่ใช่ถังเช่ากับนักพรตจินหรอกหรือ
นี่เป็นการชำระบัญชีทีหลังหรือไม่
จี้เสียวอู่คิด “เจ้าคิดว่าข้ายอมแพ้ตอนนี้มีประโยชน์หรือไม่ อย่างไรข้าก็เป็นพี่ชายเจ้า สถานการณ์ของเจ้าข้าเข้าใจมากที่สุดตระกูลถังจะว่าอะไรหรือไม่หากข้าให้ข้อมูลทั้งหมดแก่พวกเขา”
หมิงเวยพูดอย่างเป็นกันเอง “พี่ห้าไม่มีหวังแล้วเจ้าค่ะ ท่านเข้าใจแล้วข้าจะไม่เข้าใจตนเองหรือ”
จี้เสียวอู่จ้องเขม็ง “เจ้ายอมจำนนแล้วหรือไม่มีความหยิ่งในศักดิ์ศรีเลยหรืออย่างไร”
“ศักดิ์ศรีมันสำคัญกว่าชีวิตไหมล่ะเจ้าคะ”
“นั่นก็…” สองพี่น้องพูดไร้สาระกันไปเรื่อย ถังเช่า และนักพรตจินได้เดินทางมาถึงแล้ว คำพูดของทั้งสองพวกเขาได้ยินหมด
นักพรตจินขึ้นมาแล้วนั่งด้วยท่าทีสง่างาม “พวกท่านสองคนดูน่าสนุกดีนะ เร็ว ย่างเนื้อสักสองชิ้นให้ข้าหน่อย อิ่มท้องแล้วข้าจะช่วยพูดแทนพวกท่านให้”
หมิงเวยรีบไปย่างให้ด้วยความกระตือรือร้น “ได้เลย!”
จี้เสียวอู่ที่อยู่ด้านหลัง “….”
ถังเช่านั่งลงโดยไม่ได้พูดอะไร เขามองหมิงเวยตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเงียบๆ หลังจากนั้นไม่นานเนื้อย่างก็ถูกวางลงในชามของนักพรตจิน ส่วนอีกชิ้นก็มอบให้เขา
“คุณชายรองลองชิมดูดีหรือไม่ รสชาติของเป่ยฉีไม่เหมือนกับแคว้นฉู่เจ้าค่ะ”
ถังเช่าคีบเนื้อย่างเข้าปากโดยไม่พูดอะไร
คุณชายรองตระกูลถังได้ทานอาหารอันโอชะมามากมาย แต่ไม่เคยรู้สึกว่าอร่อยจนถึงขนาดสะท้านฟ้าสะเทือนดิน แต่ด้วยทักษะนี้ไม่ว่าคุณหนูเจ็ดจะอยู่ที่ไหนนางก็ทำให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีได้
“ไม่เลวๆ” นักพรตจินยกนิ้วให้ “รสชาติดีมากน่าเสียดายที่ไม่มีน้ำจิ้ม ไม่อย่างนั้นคงเหมาะกว่านี้”
“ท่านนักพรตเข้าใจดีจริงๆ!” หมิงเวยประจบประแจง “เงื่อนไขมีจำกัดเลยทำได้เพียงเท่านี้ หากวันหนึ่งได้ไปเยือนแคว้นฉีข้าจะพยายามเป็นเจ้าบ้านที่ดี”
“ฮ่าๆๆ!” นักพรตจินมองนางด้วยรอยยิ้ม “แม่นางจิตใจดีจริงๆ ท่านจะได้กลับแคว้นฉีหรือไม่ยังไม่แน่ใจเลย!”
หมิงเวยพูด “ท่านนักพรตพูดผิดแล้วข้าคิดว่าข้าจะได้กลับไปอย่างแน่นอน”
“อ้อ เหตุใดจึงคิดเช่นนั้นกัน”
หมิงเวยวางตะเกียบลงแล้วพูดว่า “ข้ารักษาอาการฝันร้ายของฮูหยินผู้เฒ่าได้แล้ว”
ทันทีที่พูดคำนี้ออกมาถังเช่าก็เงยหน้าขึ้นมองนางด้วยสายตาเย็นชา
หมิงเวยยิ้มอย่างใจดี “คุณชายรองเคารพฮูหยินผู้เฒ่าเช่นนี้ ข้าก็มีความมั่นใจมากขึ้นเล็กน้อย”
“….” ถังเช่าพูดเสียงเรียบเฉย “ในใต้หล้าไม่ได้มีแค่ท่านผู้เดียวที่เป็นเคล็ดวิชา ความสามารถของนักพรตจินก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าท่าน”
หมิงเวยพยักหน้า “เป็นเรื่องปกติ แล้วคุณชายรองกล้าเสี่ยงหรือไม่เจ้าคะ”
นางเงยหน้าขึ้นมองถังเช่า สายตาสบกันพวกเขาเห็นจิตสังหาร การระวังตัวและการหยั่งเชิงในแววตาของกันและกัน
ถังเช่าเก็บสายตาราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น “คุณหนูเจ็ด จากการกระทำก่อนหน้านี้ของท่านไม่ควรค่าที่จะไว้วางใจ”
หมิงเวยยิ้ม “ไว้วางใจหรือ ข้าจะต้องการมันไปทำไมเจ้าคะ ในฐานะชาวแคว้นฉี แม้จะไม่มีคำพูดของคุณหนูเหลียงคุณชายรองก็ไม่เชื่อใจข้าอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้การที่สงสัยเพิ่มสักหน่อยมันจะไปต่างอะไร ข้าเพียงแค่รู้ว่าตนเองมีหมากอยู่ในมือมากพอที่จะทำให้ท่านไม่กล้าเคลื่อนไหวซึ่งแค่นั้นก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ”
……………