คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 649 อยู่ต่อ
ถังเช่าแตกต่างจากถังซี เขาพเนจรอยู่ข้างนอกมาหลายปีคุ้นเคยกับทั่วทุกมุมโลก ยิ่งกว่านั้นเห็นได้ชัดว่าบุคลิกของเขาเย็นชากว่ามาก เทียบไม่ได้กับคุณชายผู้อ่อนโยนอย่างถังซี ดังนั้นนางจึงไม่สามารถใช้วิธีการเดียวกันนี้เพื่อจัดการกับถังเช่าได้
ต่อหน้าถังเช่าวิธีที่ดีที่สุดคือการวางหมากไปตรงๆ และชัดเจน และอย่าทำตัวเสแสร้ง
หลังจากพูดขู่ไปแล้วหมิงเวยก็ยิ้มอีกครั้งนางรินน้ำชาให้พวกเขาแล้วพูดเบาๆ ว่า “คุณชายรอง ข้าไม่ได้ตั้งใจมาที่แคว้นฉู่เจ้าค่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะแม่นางซิ่วอี๋ลักพาตัวข้า วันนี้ข้าคงเป็นคุณหนูในห้องหอดีๆ ในแคว้นฉี ท่านไม่ยินดีที่จะให้ข้าอยู่ที่นี่ แล้วเหตุใดข้าต้องมีความสุขที่จะอยู่ที่นี่ด้วย สำหรับข้าแล้วการรักษาชีวิตตนเอง และกลับแคว้นฉีอย่างปลอดภัยเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด” ถังเช่าจ้องไปที่ถ้วยน้ำชา
การเคลื่อนไหวรินชาของนางนั้นงดงามมากไม่ว่าจะเป็นการม้วนแขนเสื้อขึ้นหรือการรินชา นางมีท่าทางสง่างามอย่างที่สตรีผู้สูงศักดิ์ควรมี แต่คุณหนูเหลียงก็เป็นคุณหนูจากตระกูลขุนนางเช่นกันไม่ใช่หรือ เป็นเรื่องยากที่คนในเสวียนเหมินจะใช้สถานะทางสังคมให้นิยามพวกเขา สตรีจากตระกูลขุนนางไม่จำเป็นต้องเป็นสตรีที่อ่อนแอ
“ข้าไม่เหมือนกับคุณหนูเหลียง” หมิงเวยพูดขึ้นราวกับรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ “นิสัยของคุณหนูเหลียงแข็งกร้าวกว่า หากเปลี่ยนเป็นข้าที่ชอบนายท่านสิบ ข้าจะไม่เสียสละเขาอย่างเด็ดขาด”
“งั้นหรือ” ถังเช่าตอบเสียงเบาเห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยมั่นใจ หมิงเวยหยิบดอกเก๊กฮวยแห้งดอกหนึ่งใส่ลงในถ้วย น้ำในถ้วยถูกพักไว้ชั่วขณะหนึ่งจนเหลือเพียงแต่ไออุ่น นางเอื้อมมือไปวางบนถ้วยชาให้พอเห็นควันลอยออกมา และในช่วงเวลาที่ควันสลายหายไป ดอกเก๊กฮวยก็เบ่งบานออกราวกับมีชีวิตท่ามกลางสายตาของพวกเขา
นางพูดด้วยรอยยิ้มว่า “วรยุทธ์ของข้าฟื้นฟูกลับมาแล้ว หากข้าตัดสินใจจริง ผู้ใดจะรั้งข้าได้” เป็นคำพูดที่ฟังดูเย่อหยิ่งมาก
ถังเช่าหันไปหานักพรตจิน นักพรตจินเบะปากด้วยท่าทีเหมือนคนไร้ทางเลือก
หมิงเวยพูดอีกว่า “เพียงแต่ในจวนตระกูลถังมียอดฝีมือมากมาย หากถึงขั้นที่ต้องแตกหักจนส่งผลเสียกันทั้งสองฝ่ายคงไม่ดีอย่างไรเสียข้าก็ต้องกลับไปแต่งงานเจ้าค่ะ”
พอนางพูดคำว่าแต่งงาน ถังเช่าก็อดนึกถึงคำพูดของคุณหนูเหลียงไม่ได้
“ท่านเป็นคู่หมั้นของเยวี่ยอ๋องแห่งแคว้นฉีหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ!”
“ท่านต้องการช่วยเขาขึ้นครองบัลลังก์งั้นหรือ”
“แน่นอน ข้าบอกไปแล้วว่าข้าไม่เหมือนกับคุณหนูเหลียงเพื่อเป้าหมายแล้วนางสามารถสละคนที่รักได้ แต่หากข้ารักผู้ใดแน่นอนว่าต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่เขา เพราะฉะนั้นข้าจะไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงง่ายๆ หากเกิดอะไรขึ้นมาเขาก็คงเสียใจ”
เมื่อนางพูดเช่นนี้แววตาของนางอ่อนแสงลง ในที่สุดนางก็มีท่าทางอย่างที่เด็กสาวควรจะมี ถังเช่าอดนึกถึงท่าทางของนางตอนอยู่บนหลังคาเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนไม่ได้ สายตาที่มองต่ำลงมาจากที่สูงทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม แต่ตอนนี้แววตา และรอยยิ้มของนางอ่อนโยนราวกับน้ำใสในฤดูใบไม้ผลิ
ถังเช่าไม่ได้พูดเป็นเวลานานนักพรตจินรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ได้ยินเขาพูดออกไปว่า “เพราะฉะนั้นคุณหนูเจ็ดอยากให้ตระกูลถังปล่อยท่านไปหรือ”
หมิงเวยยิ้ม “ไม่เจ้าค่ะ”
นางเงยหน้ามองถังเช่า และพูดอย่างชัดเจนว่า “ตรงกันข้าม ข้าอยากอยู่ที่จวนตระกูลถังสักระยะหนึ่ง”
…………
หลังจากที่ถังเช่าจากไปจี้เสียวอู่ก็กระซิบถามนางเสียงเบา “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ตอนนี้ร่างกายของพวกเราสองคนฟื้นฟูแล้วหากคิดจะหนีไปจริงๆ อาจต้องจ่ายค่าตอบแทนเล็กน้อย แต่เจ้าไม่ไป แต่คิดจะอยู่ต่อเนี่ยนะ”
“ขอโทษด้วยเจ้าค่ะพี่ห้า” หมิงเวยพูดเสียงอ่อนโยน “พี่ห้าต้องมาลำบากอยู่ต่างแดน ทุกข์ทรมานมากมายก็เพราะข้า”
จี้เสียวอู่ละอายใจเล็กน้อย “เจ้าอย่ามาเสแสร้งเลย พูดมาตามตรงเถอะว่าเหตุใดถึงอยู่ต่อ”
หมิงเวยพูด “อันที่จริงข้าก็อยากจะไป แต่คงไม่ง่ายเพียงนั้น นักพรตจินผู้นั้นมีพลังไม่น้อยไปกว่าข้า แค่เขาตัวคนเดียวอาจหยุดไม่ได้ แต่ถ้ารวมพลังกับเวินซิ่วอี๋แล้วก็ฉือชิ่งคงหยุดพวกเราได้แน่”
“ก็เลยเปลี่ยนใจงั้นหรือ แต่เจ้าเตรียมการล่วงหน้าไว้แล้วนี่ ทางฮูหยินผู้เฒ่าถัง…”
หมิงเวยไหวไหล่ “เหตุใดพี่ห้ามองข้าในแง่ร้ายเพียงนั้น ข้าไร้ยางอายแค่ไหนก็ไม่คิดลงมือกับหญิงชราหรอกเจ้าค่ะ”
จี้เสียวอู่หงุดหงิดเรื่องราวทุกอย่างนางเป็นคนทำ แล้วเหตุใดกลายเป็นเขาที่ถามผิด แต่พอเห็นสีหน้าของหมิงเวย…
เขาถาม “เจ้าไม่ทำจริงๆ หรือ”
“ไม่ได้ทำจริงๆ เจ้าค่ะ” หมิงเวยดับไฟแล้วพูดว่า “ที่พูดเมื่อครู่ก็แค่ขู่ให้คุณชายรองตกใจก็เท่านั้น”
“อ้อ…” จี้เสียวอู่เชื่อแล้วเขาคิดในใจว่าน้องสาวของเขาก็ค่อนข้างมีคุณธรรมทีเดียว…
“แต่ทางด้านฉือชิ่ง ข้าลงมือจริงๆ”
“…” เขาขอถอนคำพูดเมื่อครู่!
“เจ้าทำอะไรกันแน่” จี้เสียวอู่อกจะแตกตาย “รีบบอกมาให้ชัดเจนอย่าให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจ”
หมิงเวยอดหัวเราะไม่ได้นางอธิบายให้เขาฟังอย่างละเอียด “คาถาที่ข้าสอนฉือชิ่งมีปัญหาเล็กน้อย หากเขาฝึกปกติอาจไม่สังเกตเห็น แต่ถ้าหากลงมือกับข้า ข้าจะสามารถหยุดเขาได้ง่ายเดิมทีข้าเตรียมการนี้ไว้เพื่อหลบหนี ผู้ใดจะรู้ว่าพวกเราจะตกมาอยู่ในรังของตระกูลถัง” จี้เสียวอู่พยักหน้าอย่างเข้าใจ
หนีออกไปได้ครึ่งทางตระกูลถังก็รับตัวไปโชคไม่เข้าข้างเลยจริงๆ
“ส่วนที่อยู่ต่อนั้นเพราะข้ารอให้พวกเขาปรากฏตัว”
สมองของจี้เสียวอู่คิดตามอย่างรวดเร็ว “คุณหนูเหลียงงั้นหรือ”
หมิงเวยเขี่ยถ่านเมื่อแน่ใจว่าดับแล้วก็ปิดฝาเตา “พูดตามตรงหมายถึงตำหนักดวงดาว ตำหนักดวงดาวนี้ลึกลับเกินไป พยายามหาเบาะแสเท่าไรก็ไม่พบ ครั้งนี้แม้จะล้มเหลว แต่ถังเช่าก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างสมบูรณ์ ข้าคิดว่าพวกเขาจะมาอีกแน่นอน”
จี้เสียวอู่เข้าใจ “ตำหนักดวงดาวนี้เป็นคู่ต่อสู้ของเจ้าหรือ”
“จะพูดเช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ”
จี้เสียวอู่คิดอย่างรอบคอบแล้วพูดว่า “การอยู่ที่ตระกูลถังแม้จะอันตราย แต่ก็เป็นทางออกที่ดี ผู้ที่เจ้าต้องการสนับสนุนคือเยวี่ยอ๋อง หากคุณชายรองมีความคิดนั้นจริงๆ ก็สามารถเข้าใกล้…ใช่หรือไม่”
หมิงเวยพยักหน้า “ถูกต้องเจ้าค่ะ”
จี้เสียวอู่ปรบมือ “ได้ งั้นอยู่ต่อ!”
หมิงเวยเลิกคิ้ว “พี่ห้าเต็มใจเสี่ยงกับข้าหรือ”
จี้เสียวอู่ยิ้มกว้าง “นี่ต่างหากถึงเรียกว่ายุทธภพ!”
หมิงเวยยิ้ม นางเกือบลืมไปแล้วว่าจี้เสียวอู่ปรารถนาที่จะท่องยุทธภพแค่ไหน แต่ยังมีเหตุผลหนึ่งที่หมิงเวยไม่ได้บอกไป
นั่นเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดเช่นกัน คนผู้นั้นไม่ใช่ท่านอาจารย์หรือ หากไม่ใช่ แล้วเขามีความเกี่ยวข้องอะไรกับท่านอาจารย์ หลังจากคิดดูแล้วในใต้หล้าผู้ที่มีความเป็นไปได้ที่สุดว่าจะเกี่ยวข้องกับท่านอาจารย์ก็คือหมิงเซียว
ทักษะวรยุทธ์ที่หลากหลาย และเคล็ดวิชาลับของเขานั้นเหมือนกันมาก เขารู้แม้กระทั่งการมีอยู่ของป้ายคุ้มกันของปรมาจารย์แห่งชีวิต อีกทั้งยังเรียกตนเองว่าปรมาจารย์แห่งชีวิต
นี่หมายความว่าเขาอาจจะเป็นลูกศิษย์ของ ‘ท่านอาจารย์’ ใช่หรือไม่
หากเป็นเช่นนั้นจริงก็สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดเขาไม่เพียงแต่เข้าใจวรยุทธ์ของสำนักตน แต่ยังเป็นวรยุทธ์ของหยางชูด้วย
เพราะท่านอาจารย์รู้
หมิงเซียวมาจากตำหนักดวงดาวแล้ว ‘ท่านอาจารย์’ ล่ะ เขาอยู่ในตำหนักดวงดาวด้วยหรือไม่ ด้วยเหตุผลข้างต้นนางจึงต้องหาที่ตั้งของตำหนักดวงดาว
ตอนนี้ตำหนักดวงดาวกำลังจ้องมองถังเช่าเพราะฉะนั้นนางจะอยู่ข้างกายถังเช่า รอพวกเขามาหาถึงที่ด้วยตนเอง!
……………