คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 653 เข้าเมือง
หนานอัน เมืองหลวงโบราณที่ตั้งอยู่ในแคว้นทางใต้ไม่ได้โดดเด่นเท่าหยุนจิง แต่มีความแปลกตามากกว่า
หนานอันสร้างขึ้นก่อนหยุนจิง มีประวัติยาวนานกว่าพันปี และเคยเป็นเมืองหลวงโบราณของหลายราชวงศ์
อดีตแคว้นเอี้ยนล่มสลาย ตระกูลเจียงก่อตั้งแคว้นเป่ยฉี และเกาเหมี่ยนอดีตขุนนางเก่ากลายเป็นฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งแคว้นฉู่ และสร้างเมืองหนานอันขึ้น
เป็นเวลากว่าห้าสิบปีแล้วที่ทั้งสองแคว้นคิดจะยึดรวมอีกฝ่ายมาเป็นของตนเองเพื่อให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์ แต่ไม่มีผู้ใดสามารถบรรลุความปรารถนาได้ และพวกเขาก็ค่อยๆ หยุดการต่อสู้ ต่างคนต่างปกครองแคว้นของตนกันไปเช่นนี้
หลังจากที่หมิงเวยถูกลักพาตัว หยางชูได้ออกเดินทางจากหยุนจิง และไล่ตามไปจนถึงชายแดนต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการแอบเข้าไปในแคว้นฉู่
เขาคิดว่าการที่อีกฝ่ายส่งคนไปแทรกซึมแคว้นฉีเพื่อยุยงให้ผิดใจกันมีแต่ผู้ที่มีอำนาจในแคว้นฉู่เท่านั้นที่จะสามารถทำได้จึงไม่ลังเลที่จะมุ่งหน้าไปที่หนานอัน และตอนนี้เขาซ่อนตัวอยู่ในบ้านไร่เล็กๆ นอกเมืองหนานอัน
นักทำนายสวมชุดสีน้ำเงินหยาบๆ ถือธงที่เขียนคำว่า ‘ทำนายแม่นยำ’ เดินโบกไปมาพลางเคาะประตูบ้าน
“ผู้ใด!” เสียงสตรีดังมาจากข้างใน
“นักทำนายดวงชะตาขอรับ ขอดื่มน้ำหน่อย” เขาพูดเสียงดัง
ผ่านไปครู่หนึ่งประตูก็เปิดออกสาวชาวบ้านมัดผมด้วยผ้า ยิ้มและพูดว่า
“ท่านทำนายดวงชะตาได้ใช่หรือไม่ คิดเท่าไรหรือ”
นักทำนายดวงชะตาผู้นั้นโบกมือ “แม่นางให้น้ำข้าดื่ม ข้าจะทำนายดวงชะตาให้ท่าน ไม่คิดเงินขอรับ”
“ไอหยา ดีอะไรเช่นนี้ เชิญเข้ามาด้านในได้เลย” นักทำนายดวงชะตาเดินเข้าไปด้านใน และประตูก็ถูกปิดลงอีกครั้ง
ทั้งสองคนมองหน้ากันสาวชาวบ้านพาเขาเข้าไปในห้อง และพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “คุณชายกำลังรอท่านอยู่!”
ภายในห้องโถงหลักมีคนสองคนนั่งอยู่ เสื้อผ้าของบุรุษผู้นั้นเรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็ยังไม่สามารถซ่อนมาดคุณชายของอีกฝ่ายได้เลยอีกทั้งไฝชาดระหว่างคิ้วที่ดูโดดเด่นนั้นอีก
“คุณชาย” โหวเหลียง นักทำนายดวงชะตาโค้งคำนับ
หยางชูหาว และโบกมือ “ไม่ต้องมากพิธีได้ข่าวอะไรบ้างหรือไม่”
โหวเหลียงพูดอย่างละอาย “ข้าน้อยไม่ได้ข่าวอะไรเลยขอรับ…”
หยางชูไม่แปลกใจเลย “แม้แต่สายลับจากหวงเฉิงซือยังไม่ได้ข่าวคราว เจ้าไปสำรวจเช่นนี้ แต่ไม่ได้ข่าวอะไรก็เป็นเรื่องปกติ”
หยางชูเคาะโต๊ะ “เอาล่ะ เดิมทีข้าก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับท่านอยู่แล้ว ผู้ที่สามารถทำเรื่องนี้ได้แน่นอนว่าจะต้องเป็นคนชั้นสูงในแคว้นฉู่ นอกจากราชวงศ์แล้วก็น่าจะเป็นขุนนางที่มีอำนาจใช่หรือไม่ ได้ยินว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเป็นคนทะเยอทะยานมาก แต่น่าเสียดายที่ตระกูลขุนนางมีอำนาจเกินไปเลยถูกกดข่มจนไม่มีพื้นที่ให้แสดง หรือจะเป็นคนที่เขาส่งมากัน”
คำถามนี้โหวเหลียงไม่กล้าตอบ หากเปลี่ยนเป็นเมื่อสามปีที่แล้ว โหวเหลียงไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าตนจะได้เข้าร่วมภารกิจใหญ่ระดับแคว้นเช่นนี้เลย
แม้เขาจะรู้สึกว่าตนเองค่อนข้างฉลาด แต่เขาอยู่ท่ามกลางโจรมาหลายปีแล้วก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความขี้ขลาดในเหตุการณ์สำคัญๆ แต่อาสวนมองออกว่าเขาคิดอะไรอยู่จึงถามว่า
“คุณชายจะเริ่มจากจุดนี้หรือขอรับ”
“ใช่” หยางชูพูดอย่างไม่คิดปิดบัง “คนในหวงเฉิงซือที่อยู่ในแคว้นฉู่ไม่สามารถเคลื่อนไหวตามอำเภอใจได้ทำให้การสอบถามข้อมูลของพวกเรามีจำกัด ท่ามกลางผู้คนมากมายการตามหาคนเป็นเรื่องยาก สู้ดำเนินการตามสภาพของท้องที่ที่แตกต่างกันจะดีกว่า”
โหวเหลียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “คุณชายคิดจะแฝงตัวอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูงหรือขอรับ”
หยางชูพยักหน้า “เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปสามารถรู้ได้ต้องมีสถานะที่สูงพอถึงจะทำได้”
โหวเหลียงคิดว่า “ผู้ที่ควบคุมราชสำนักในแคว้นฉู่เป็นตระกูลใหญ่ๆ ไม่กี่ ตระกูล ในหมู่พวกเขาตระกูลถังมีอำนาจมากที่สุด แต่การควบคุมนั้นเข้มงวดเกินไป ตระกูลผางเป็นอันดับสองรองลงมา เป็นตระกูลที่ค่อนข้างเป็นจุดสนใจ คุณชาย…”
เห็นได้ชัดว่าหยางชูไม่พอใจกับความคิดของเขาจึงไม่ตอบ
ตัวฝูที่รินชาให้เขาพูดว่า “คุณชาย ให้บ่าวขายตัวให้ตระกูลถังดีหรือไม่เจ้าคะ แค่บ่าวรับใช้พวกเขาคงไม่ตรวจสอบเข้มงวดเพียงนั้น”
หยางชูส่ายหน้า “เด็กที่เกิดจากสาวใช้ในตระกูลขุนนางส่วนใหญ่ก็จะเป็นสาวใช้ต่อจากบิดามารดาตน น้อยมากที่จะซื้อสาวใช้จากข้างนอกยิ่งไปกว่านั้นสาวใช้ที่เข้าจวนเช่นนี้มักจะเข้าหาเจ้านายไม่ได้ พวกเราไม่ได้มีเวลามากถึงเพียงนั้น”
“เช่นนั้นทำอย่างไรดีเจ้าคะ” ตัวฝูเป็นกังวล “คุณหนูได้รับบาดเจ็บอีกฝ่ายก็เจ้าเล่ห์เพทุบาย…”
“อย่ากังวลไปเลย” อาสวนปลอบนาง “แม่นางหมิงเก่งกาจเพียงนั้น นางไม่เป็นอะไรหรอก อีกอย่างมีอาหว่านอยู่ด้วยเด็กคนนั้นมีความสามารถมากมายไม่ทำให้คุณหนูของเจ้าลำบากหรอก”
ตัวฝูเชื่อครึ่งสงสัยครึ่ง อาหว่านมีความสามารถนางรู้ดี แต่อีกฝ่ายไม่ได้เกลียดคุณหนูแค่วันสองวัน…
“ช่างเถอะ” หยางชูยอมแพ้ชั่วคราว “เข้าเมืองก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“คุณชาย!” หลายคนร้องพร้อมกัน
การเข้าสู่เมืองหนานอันความเสี่ยงอันตรายจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก หากมีผู้ใดรู้ตัวตนของเขาก็คงจะถอนตัวออกมาได้ยาก
“หาคนไม่พบก็รออย่างเปล่าประโยชน์ไม่ได้ยิ่งยื้อเวลาไว้นานพวกเขายิ่งเป็นอันตราย”
“ให้ข้าน้อยไปเถอะขอรับ” อาสวนพูด “ท่านรอข่าวอยู่ที่นี่ดีกว่าขอรับ”
หยางชูส่ายหน้า “ข้าจะรอได้อย่างไร อีกอย่างหากคิดจะแอบเข้าไปในกลุ่มชนชั้นสูงพวกเจ้าไม่ได้เปรียบเท่าข้า”
เขาตัดสินใจแล้วอาสวน และคนอื่นๆ ไม่สามารถโน้มน้าวเขาได้ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงเชื่อฟัง คนกลุ่มหนึ่งแต่งกายเปลี่ยนรูปลักษณ์เพื่อไม่ให้มีผู้ใดรู้จัก และเข้าไปในเมืองหนานอันในเย็นวันนั้น
…………
เจ้าหน้าที่อารักขาเมืองมองเอกสารเดินทางของพวกเขาจากนั้นก็มองหยางชู แต่ไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาผ่านไป หยางชูทำท่าทีหมดความอดทนเขาถามว่า
“มองพอแล้วหรือยัง”
เจ้าหน้าที่อารักขาเมืองในจิงตู ตำแหน่งเล็กใหญ่ล้วนเท่ากันคนธรรมดาต่างไล่ตามเคยโดนตะคอกใส่เช่นนี้ที่ไหนกัน สีหน้าของเจ้าหน้าที่คนนั้นมืดครึ้มแล้วเตรียมจะต่อว่า
โหวเหลียงที่แต่งกายเป็นพ่อบ้านรีบก้าวไปข้างหน้าเขายัดเหรียญเงินใส่มืออีกฝ่ายด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
“ต้องขออภัยด้วยขอรับ วันนี้คุณชายของข้าน้อยรีบเดินทางมาทั้งวันจึงรู้สึกไม่ค่อยสดชื่น อารมณ์เลย…โปรดให้อภัยด้วยเถอะขอรับ!”
เจ้าหน้าที่ชั่งน้ำหนักเงินในมือสีหน้าเขาดูอ่อนลงเล็กน้อย “ที่นี่คือจิงตูไม่ว่าจะเป็นคุณชายจากตระกูลใดก็ต้องปฏิบัติตามกฎ สัมภาระของพวกท่านยังไม่ได้รับการตรวจสอบ อาจใช้เวลาสักครู่หากคุณชายรอไม่ไหวไปรอที่ห้องทำงานสักครู่!”
ซึ่งหมายความว่าสิ่งของของพวกเขาจะต้องได้รับการตรวจสอบก่อน แต่ดูจากจำนวนเงินที่ได้ไปนั้นทำให้พวกเขาสามารถนั่งรอได้ โหวเหลียงถอนหายใจด้วยความโล่งอก และขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ดังนั้นทั้งสามคนจึงได้เข้าไปรอในห้องทำงาน ยกเว้นอาสวนที่ต้องเฝ้ารถ
เพราะมีคนสอดส่องมากเกินไปหยางชูจึงให้องครักษ์ของเขากระจายกันออกไป แยกย้ายกันเข้าเมืองเขาจึงพามาแค่สามคนเท่านั้นซึ่งก็คืออาสวน ตัวฝูแล้วก็โหวเหลียง
อาสวนเป็นองครักษ์ ตัวฝูเป็นสาวใช้ โหวเหลียงเป็นพ่อบ้านรวมกับคุณชายอย่างเขาด้วยเป็นกลุ่มสี่คนกำลังดี สัมภาระของพวกเขามีไม่น้อย รถม้าที่อาสวนขับจึงอัดเต็มไปด้วยสัมภาระมากมาย
เหล่าเจ้าหน้าที่ และทหารตรวจค้นทีละอัน หลังจากการตรวจค้นสิ้นสุดลง พวกเขาก็ยังไม่ปล่อยผ่านไปอาสวนจึงถามว่า “พวกเราไม่ได้พกสิ่งของต้องห้ามใช่หรือไม่ เหตุใดจึงยังผ่านไปไม่ได้”
เจ้าหน้าที่ตอบว่า “ไม่ใช่เช่นนั้น แต่สัมภาระของพวกท่านมีมากเกินไปจึงต้องลงทะเบียนตามกฎ”
อาสวนยัดเงินให้อีกชิ้น “ได้โปรดท่านเจ้าหน้าที่ช่วยจัดการให้ด้วยตอนนี้ฟ้ามืดแล้วพวกเรายังหาโรงเตี๊ยมที่จะพักไม่ได้เลย!”
น้ำเสียงของเจ้าหน้าที่ดีขึ้นเล็กน้อย “เช่นนั้นท่านรออยู่ที่นี่สักครู่ข้าจะไปเรียกรองหัวหน้ามาให้”
“รบกวนท่านแล้ว”
โหวเหลียงมองออกไปข้างนอกสัญชาตญาณของโจรทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างมากจึงกระซิบ “คุณชาย เหตุใดข้าน้อยถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ”
หยางชูพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ผิดปกติอย่างไร”
“ก็…” โหวเหลียงยังพูดไม่จบ เจ้าหน้าที่ และทหารทั้งหมดก็วิ่งมาที่นี่
“เป็นพวกเขา ล้อมเอาไว้!” เสียงตะโกนดังขึ้น และห้องทำงานก็ถูกล้อมไว้
…………….