คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 655 ตระกูลฉาง
ผู้ใดกัน
บนรถม้าคุณชายใหญ่ฉางพลิกดูเอกสารเข้าเมืองไปหลายหน้า และพูดกับผู้ติดตามของเขาว่า “เขาเป็นคนที่น่าทึ่งจริงๆ อย่างน้อยเราไม่มีคุณสมบัติที่จะจัดการกับเขา”
ผู้ติดตามถามด้วยความสงสัย “เขาคงไม่ใช่เชื้อพระวงศ์แคว้นฉีใช่หรือไม่ขอรับ”
คุณชายใหญ่ฉางแค่นหัวเราะ “เชื้อพระวงศ์อะไรล่ะ หากเป็นเชื้อพระวงศ์แคว้นฉีจริง เมื่อครู่ข้าคงให้คนจับเขาส่งเข้าคุกแล้ว”
“แล้วพวกเขาเป็น…” คุณชายใหญ่ฉางส่งเอกสารเข้าเมืองให้เขา “เจ้าเอาไปดูเอง”
ผู้ติดตามรับไปแล้วพูดว่า “…เสวียนอู่ชานหรือ คุณชาย นี่มันอะไรกันขอรับ”
คุณชายใหญ่ฉางพูด “หากบอกว่าแคว้นฉู่ของพวกเรามีอะไรสู้แคว้นฉีไม่ได้ก็คงเป็นภูมิประเทศ ดินแดนทางเหนือนั้นกว้างใหญ่ ภูเขาสูงชัน ผืนดินกระจุกรวมกันซึ่งเสวียนเหมินเหล่านั้นส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น เสวียนอู่ชานเป็นเสวียนเหมินที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง ข้าเห็นว่าคุณชายหยางผู้นั้นเดินทางมาเที่ยวไกลเพียงนี้ พาสาวใช้พร้อมด้วยสัมภาระมามากมาย ดูเป็นคนที่ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก แต่จะบอกว่าเขาเป็นลูกขุนนางชนชั้นสูงก็ดูจะประหลาดไปเสียหน่อยไม่เพียงแต่เป็นวรยุทธ์ แต่สาวใช้ที่ติดตามยังเป็นยอดฝีมือ พ่อบ้านดูไม่เป็นวรยุทธ์ แต่ก็แสดงได้อย่างแนบเนียน ดูเหมือนโจรไม่เหมือนขุนนาง…”
ผู้ติดตามก็ตระหนักได้ในทันใด “ท่านจะบอกว่าเขาเป็นศิษย์จากเสวียนเหมินหรือขอรับ”
คุณชายใหญ่ฉางพยักหน้า “มีเพียงคำอธิบายนี้เท่านั้นที่สมเหตุสมผล”
“หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดคุณชายถึงสุภาพกับเขาเพียงนั้นเล่า เขาเป็นชาวยุทธภพไม่ใช่หรือ” ในแววตาของผู้ติดตามฉายแววดูถูกเล็กน้อย
ขุนนางที่แท้จริงจะดูถูกชาวยุทธภพแม้แต่ผู้ติดตามของพวกเขาก็เช่นกัน
คุณชายใหญ่ฉางยิ้ม “หากเป็นชาวยุทธภพคนอื่นข้าไม่จำเป็นต้องสนใจหรอก แต่คนผู้นี้มาจากเสวียนอู่ชาน…”
“เสวียนอู่ชานแล้วทำไมหรือขอรับ”
“แต่ก่อนแต่ไรเสวียนอู่ชานได้ชื่อว่าเป็นเทพแห่งการทำนาย…”
…………
ทั้งสี่คนถูกส่งไปพักที่เรือนหลังใหญ่อย่างสุภาพ คุณชายใหญ่ฉางพูดคุยกับพวกเขาสักพักก็ขอตัวไปรายงาน และเดินจากไป
โหวเหลียงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “คุณชาย นี่มันอะไรกันขอรับ เหตุใดถึงเปิดเผยสถานะของพวกเรา คุณชายใหญ่ฉางผู้นั้นดูสุภาพขึ้นกว่าเดิมมาก”
หยางชูยิ้มแล้วหันไปมองตัวฝู ตัวฝูพยักหน้าบอกเป็นนัยว่าเขาสามารถพูดได้อย่างปลอดภัยไม่มีผู้ใดจับตาดูอยู่
หยางชูพูด “พวกเราปลอมตัวมาที่หนานอันเพื่ออะไร แคว้นฉู่ให้ความสำคัญกับสถานะมาก หากข้าบอกที่มาไม่ชัดเจนคงไม่สามารถเข้าไปอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูงได้”
“แล้วอย่างไรขอรับ”
“ดังนั้นเราจึงต้องหาทางอื่น” หยางชูพยักพเยิดหน้าไปทางอาสวน “เอกสารเข้าเมืองจากฮั่วโจวนั้นไม่ใช่เพราะเขาอ่อนหัดถึงได้เจอปัญหา ส่วนเอกสารเข้าเมืองอันจริงนั้น…ผู้ใดบอกกันว่าเป็นของจริง”
“อา…”
“อาอะไรล่ะ” อาสวนกลอกตาใส่เขา “คุณชายเคยดูแลหวงเฉิงซือมาก่อน จะทำผิดพลาดในเรื่องนี้ได้อย่างไร เอกสารเข้าเมืองที่คิดว่าเป็นของจริงถูกเตรียมไว้ตั้งแต่พวกเราออกจากหยุนจิงแล้ว พวกเราอยู่ในแคว้นฉีมีอีกสถานะหนึ่ง”
“สถานะอะไรหรือขอรับ”
“หลานชายของเจ้าสำนักเสวียนอู่ชาน หยางหยุนเฟย”
โหวเหลียงอ้าปากผ่านไปนานเขาก็ยังไม่เข้าใจจึงพูดอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวว่า “คุณชายขอรับ สถานะนี้พิเศษอย่างไรหรือ”
หยางชูหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มแล้วส่งสายตาให้อาสวนเป็นคนอธิบาย
อาสวนพูดว่า “เสวียนอู่ชานเป็นสำนักใหญ่ในหมู่เสวียนเหมิน พวกเขามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าในด้านการทำนาย ว่ากันว่าในสมัยของอดีตเอี้ยนเจินจง เสวียนอู่ชานเคยติดค้างน้ำใจของขุนนางผู้หนึ่ง ในตอนนั้นเหล่าองค์ชายกำลังต่อสู้เพื่อครองบัลลังก์เพื่อเป็นการตอบแทนเจ้าสำนักเสวียนอู่ชานได้ให้ขุนนางผู้นั้นสนับสนุนองค์ชายที่ไม่เป็นที่โดดเด่นผู้หนึ่ง ต่อมาองค์ชายผู้นั้นก็ได้ขึ้นครองบัลลังก์ ขุนนางผู้นั้นเรียกว่าบรรลุผลสำเร็จในช่วงเวลาอันสั้นเลย”
โหวเหลียงตระหนักได้ทันทีว่า “ข้าน้อยเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้างเล็กน้อย เจ้าสำนักเสวียนอู่ชานเป็นที่รู้จักในนามเทพแห่งการทำนาย พวกเขาสืบทอดมาเป็นเวลากว่าร้อยปีแล้วซึ่งชื่อนี้ไม่เคยถูกมอบให้กับตระกูลอื่นๆ เลย”
เขาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง และกล่าวชื่นชมซ้ำแล้วซ้ำเล่า “คุณชายเป็นอัจฉริยะจริงๆ ใช้สถานะปลอมแล้วค่อยนำสถานะจริงออกมา พวกเขาจะไม่สงสัยอย่างแน่นอนกฎเกณฑ์เก่าของแคว้นฉู่เข้มงวดมาก พวกเขาเชื่อมั่นในโชคชะตามากยิ่งขึ้น ด้วยสถานะนี้ของคุณชายอยู่ในแคว้นฉู่ไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอน”
อาสวนพูด “ก่อนที่พวกเราจะเข้าเมืองข้าไม่คิดว่าจะราบรื่นเพียงนั้น คิดว่ามันต้องใช้ความคิดเล็กน้อยถึงจะสามารถพบกับชนชั้นสูงได้ ผู้ใดจะรู้ว่าจะได้พบกับคุณชายใหญ่ฉาง”
หยางชูยิ้ม “สวรรค์ไม่ได้กลั่นแกล้งข้า ตระกูลฉางมีเป้าหมายดีกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก”
“เหตุใดคุณชายถึงพูดเช่นนั้นหรือขอรับ” โหวเหลียงถาม “ในแคว้นฉู่มีตระกูลขุนนางใหญ่ไม่กี่ตระกูล และตระกูลฉางก็ไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้น”
“การเลือกตระกูลใหญ่สักตระกูลมันชัดเจนเกินไป” หยางชูพูด “อำนาจของเหวินชานโหวไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็มีข้อได้เปรียบ บุตรสาวตระกูลนี้คือเฉินเฟยผู้ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้แคว้นฉู่”
โหวเหลียงร้องอา เห็นได้ชัดว่าเขาโชคดีเพียงใด เขาลดเสียงลงด้วยความเคยชิน “เป้าหมายของคุณชายคือผู้ใดหรือขอรับ” พูดจบเขาก็ชี้ขึ้นไปบนฟ้า
หยางชูยิ้มแล้วหันหน้าไปอีกทาง “ตัวฝู ต่อไปรบกวนเจ้าด้วย”
“คุณชายวางใจได้เจ้าค่ะ” ตัวฝูตบอกด้วยความมั่นใจ “บ่าวจะไม่เผยพิรุธแน่นอนเจ้าค่ะ”
เรื่องทำนายคุณหนูได้สอนนางมาแล้ว
…………
คุณชายใหญ่ฉางกลับจวนไม่นานหลังจากนั้นเขาก็เข้าวังพร้อมกับบิดา
เทียนเฉิงตี้ ฮ่องเต้แคว้นฉู่เวลานี้เพิ่งกลับมาที่ห้องบรรทม พอได้ยินว่าเหวินชานโหว และบุตรชายขอเข้าพบก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
“ฉางอ้ายชิง เหตุใดถึงมาพบเจิ้นในเวลานี้มีเรื่องสำคัญหรือ”
เทียนเฉิงตี้เพิ่งมีอายุยี่สิบชันษา แต่เขาอยู่บนบัลลังก์มาเป็นเวลาสิบปีแล้ว
ด้วยเหตุนี้เขาทนทุกข์ทรมานจากปัญหาที่ว่าขุนนางสำคัญกว่าฮ่องเต้
ตระกูลขุนนางหลายตระกูลควบคุมราชสำนัก แต่เขาที่เป็นฮ่องเต้ที่แท้จริงกลับถูกทอดทิ้ง บอกว่าให้เขาควบคุมราชสำนัก แต่งานราชกิจที่ถูกส่งมาถึงมือเขานั้นล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สำคัญอะไร
ตระกูลฉางเป็นคนสนิทของเขา แต่น่าเสียดายที่อ่อนแอไปหน่อยเกินกว่าจะเทียบกับตระกูลถังได้
เหวินชานโหวรายงานว่า “ทูลฝ่าบาท เจิ้งหมิงได้พบเรื่องหนึ่ง กระหม่อมคิดว่าให้ฝ่าบาทเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้จะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ” เทียนเฉิงตี้แปลกใจ “แค่เวลาที่เจิ้งหมิงตัดสินใจไม่ได้งั้นหรือ”
เขาพูดติดตลกตามปกติเหวินชานโหว และบุตรชายคล้อยตาม แต่วันนี้คุณชายใหญ่ฉางไม่มีอารมณ์จะเล่นตลกด้วยเขาคำนับแล้วพูดว่า “ฝ่าบาท วันนี้ในตอนที่กระหม่อมปฏิบัติหน้าที่ได้พบคนกลุ่มหนึ่งปลอมแปลงเอกสารเข้าเมืองมาพ่ะย่ะค่ะ…”
เขาเล่าเหตุการณ์อีกรอบ และจบด้วยเรื่องการยื่นเอกสารเข้าเมืองของ ‘จริง’
เทียนเฉิงตี้นึกทวนอยู่หลายรอบแล้วถอนหายใจ “เทพแห่งการทำนายแล้วอย่างไร เขาไม่ได้ช่วยอะไรพวกเราเลย ถ้าหากเขาบอกว่าโองการสวรรค์ไม่ได้อยู่ข้างเราล่ะ…”
เหวินชานโหวรีบพูดว่า “ฝ่าบาทแคว้นเพิ่งก่อตั้งมาได้ห้าสิบปี ขณะนี้ใต้หล้าสงบสุข โองการสวรรค์จะเคลื่อนย้ายอย่างง่ายดายได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นเสวียนเหมินกล่าวเสมอว่าโชคสำคัญกว่าชีวิต หากมีพวกเขาช่วยเหลือทำนายดวงชะตาให้พวกเราได้ไม่แน่ว่าบางทีอาจจะราบรื่นขึ้น”
เทียนเฉิงตี้เงียบอยู่เป็นเวลานาน คุณชายใหญ่ฉางได้รับสัญญาณจากบิดาจึงพูดขึ้นว่า “ฝ่าบาท คุณชายหยางผู้นี้อายุพอๆ กับพวกเรา กระหม่อมมั่นใจว่าเราสามารถเจรจากับเขาได้ ช่วงนี้ฝ่าบาทรู้สึกเบื่อๆ เหตุใดไม่ลองเสด็จประพาสที่ชานเมืองดูเล่าพ่ะย่ะค่ะ ผ่อนคลายอารมณ์สักหน่อยน่าจะดี”
ได้ยินเขาว่าเช่นนั้นเทียนเฉิงตี้ก็ตื่นเต้นเล็กน้อย เขาอารมณ์ไม่ดีจริงๆ แหละ และคงจะดีถ้าได้ออกไปเที่ยวเล่นสักหน่อย
…………….