คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 658 ริมทะเลสาบ
ความวุ่นวายในงานแต่งงานของถังซีสิ้นสุดลงหลังจากผ่านไปมากกว่าหนึ่งเดือน เรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับหมิงเวย
นางตื่นสาย และเข้านอนเร็วทุกวันรู้สึกสะดวกสบายมาก ตอนนี้ตระกูลถังไม่สามารถดูแลนางได้ หรือจะพูดว่าไม่อยากสนใจนางก็เป็นได้จึงปล่อยให้นางใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
หมิงเวยต้องการทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในฐานะแขก นางพยายามจะไปพบฮูหยินผู้เฒ่าอยู่หลายครั้ง แต่ก็ถูกห้ามไว้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้เหตุใดนางต้องดันทุรังไปทำให้เขาไม่ชอบด้วยล่ะ
เดือนสี่ อี๋ตูเข้าสู่ฤดูฝน
หมิงเวยเปิดหน้าต่าง และเห็นว่าข้างนอกฝนตกจึงถามสาวใช้ทั้งสองว่า
“พวกเราออกไปล่องเรือกันดีหรือไม่”
“ตอนนี้หรือเจ้าคะ” เสวี่ยอิงเบิกตากว้าง “แต่ฝนตกแล้วนะเจ้าคะคุณหนูเจ็ด!”
“ก็เพราะฝนตกถึงจะไปล่องเรือไงล่ะ!” หมิงเวยยิ้ม “ล่องเรือฟังเสียงฝนไม่น่าสนุกหรือ”
“…” เสวี่ยอิงเป็นคนธรรมดาจึงไม่ค่อยชอบพฤติกรรมบ้าๆ เช่นนี้ แต่ตนถูกส่งให้มารับใช้คุณหนูเจ็ดจึงทำได้เพียงตอบรับเท่านั้น แต่ไห่เอี้ยนกลับคิดอีกอย่าง
คุณหนูเจ็ดไม่นับว่าเป็นแขก เจ้าบ้านจะอนุญาตให้ออกไปข้างนอกหรือ
นางอยากจะพูดอะไร แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมาหมิงเวยดูออกจึงพูดออกไปด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไปถามเถอะ”
ไห่เอี้ยนถอนหายใจด้วยความโล่งอก “เจ้าค่ะ”
หลังจากนั้นไม่นานไห่เอี้ยนก็กลับมา และสั่งกับเสวี่ยอิงว่า “เก็บของเถอะ”
หมายความว่าออกไปได้ ทั้งสองจึงพกของใช้จำเป็นแล้วออกมาข้างนอกกับหมิงเวย ระหว่างนั้นก็ให้คนไปเรียกจี้เสียวอู่ผลกลายเป็นว่าจี้เสียวอู่หลับอยู่และปฏิเสธที่จะออกไป หมิงเวยจึงพาสาวใช้สองคนเดินออกจากจวนตระกูลถังช้าๆ นางถือร่มเดินไปที่แม่น้ำ
ในวันที่ฝนตกไม่ค่อยมีผู้คนออกมาข้างนอกกันเท่าไรนัก คนพายเรือได้ยินว่านางต้องการเช่าเรือก็ดีใจมากเลยมอบผลอิงเถาตระกร้าใหญ่ให้ไป
หมิงเวยนั่งอยู่ในเรือกับสาวใช้สองคนฟังเสียงฝน และทานผลอิงเถาไปด้วย
หลังจากทานจนอิ่มเอมแล้วนางก็เช็ดปากล้างมือแล้วหยิบขลุ่ยของตนเองขึ้นมา เสียงขลุ่ยดังคู่ไปกับเสียงสายฝน เรือแล่นไปในทะเลสาบขนาดใหญ่ใจกลางเมืองอี๋ตู
หมอกท่ามกลางสายฝน เรือแล่นผ่านเขื่อนกั้นน้ำที่ทะเลสาบ มีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ในศาลาท้ายเขื่อน
เสวี่ยอิงมองไปทางประตูเรือ และเห็นคนผู้นั้นก็รู้สึกแปลกใจ “ฝนตกแล้ว คนผู้นั้นยืนทำอะไรน่ะ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องไห้ดังเป็นระยะ ไห่เอี้ยนพูด “เหมือนนางกำลังอุ้มเด็กอยู่นะ”
สาวใช้ทั้งสองหันไปมอง และเห็นว่ามีทารกอยู่ในอ้อมแขนของสตรีผู้นั้น
เสวี่ยอิงแปลกใจยิ่งกว่า “เหตุใดต้องพาเด็กมาที่นี่ด้วยคงไม่ใช่ว่า…”
ทั้งสองมองหน้ากัน และตะโกนพร้อมกันว่า “คนพายเรือ รีบพายไปทางนั้นเร็ว!”
หลังจากตะโกน เสวี่ยอิงก็เพิ่งตระหนักได้ว่ายังมีอีกคนอยู่ด้วยจึงรีบพูดว่า
“คุณหนูเจ็ด คนผู้นั้นดูแปลกๆ นะเจ้าคะ พวกเราไปดูสักหน่อยดีหรือไม่”
หมิงเวยในตอนนี้หยุดเป่าขลุ่ยแล้วมองไปที่อีกด้านหนึ่งของเขื่อน
สตรีผู้นั้นแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบๆ และดูผอมมาก ทารกในอ้อมแขนของนางร้องไห้เป็นช่วงๆ มือและเท้าเล็กๆ นั้นหลุดออกจากผ้าห่อตัวเป็นครั้งคราว
นางยังคงนิ่งเหมือนรูปปั้นไม่ขยับไปไหน “พวกเจ้าสงสัยว่านางจะโยนเด็กออกไปหรือ”
“เจ้าค่ะ!” เสวี่ยอิงพูด “ฝนตกเช่นนี้ไม่มีผู้ใดมาเล่นที่ริมทะเลสาบหรอกเจ้าค่ะ อีกอย่างนางดูไม่เหมือนคนที่จะมาเดินเล่นด้วย”
ไห่เอี้ยนเห็นด้วย “เด็กคนนั้นดูยังเล็กมาก อาจมีอายุไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ ผู้ใดจะอุ้มเด็กเล็กออกมาข้างนอกกัน”
ทั้งสองพูดพร้อมกัน “คุณหนูเจ็ด ช่วยเขาด้วยเถอะเจ้าค่ะ!”
หมิงเวยถอนหายใจ “เช่นนั้นก็ไป”
เรือกำลังเข้าใกล้เขื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ และคิ้วของหมิงเวยก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้น นางมีความรู้สึกแปลกๆ…
ก่อนที่เรือจะแล่นไปถึงเสวี่ยอิงก็ตะโกนขึ้นว่า “เร็วเข้า มีคนมา!”
หมิงเวยมองตามทิศทางที่นางชี้ไปแล้วใจของนางก็หล่นวูบ บุรุษในชุดคลุมสีเทาพลิ้วไหวไปตามสายลม เขาเดินไปอีกด้านหนึ่งของเขื่อนอย่างช้าๆ แต่ในชั่วพริบตาเขาก็มาถึงศาลาริมทะเลสาบ
สตรีผู้นั้นหันศีรษะมาแล้วตะโกนว่า “อย่าเข้ามานะ!”
บุรุษชุดเทาหยุดลง เรืออยู่ใกล้ทำให้พวกนางมองเห็นได้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นในศาลา
ดูเหมือนว่าสตรีผู้นั้นจะอายุยี่สิบต้นๆ สวมเสื้อผ้าสีฟ้าที่มีผ้าพันรอบศีรษะ หน้าตางดงาม แต่สีหน้าดูซีดเผือด ตอนนี้นางอุ้มทารกไว้ในอ้อมแขนด้วยท่าทีตื่นตระหนก
เสวี่ยอิงร้องพลางบีบมือของไห่เอี้ยนแล้วพูดด้วยความตื่นตระหนก “นางคงไม่ได้คิดจะโยนเด็กลงน้ำหรอกใช่หรือไม่”
หมิงเวยไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่จ้องไปที่สถานการณ์ในศาลา
บุรุษชุดเทาถอนหายใจเขายื่นมือออกไปหานางแล้วพูดเบาๆ ว่า “ไม่ต้องกลัว ส่งเด็กมาให้ข้า”
เมื่อเรือหันหัวทำให้ทั้งสามคนเห็นใบหน้าของบุรุษชุดเทาชัดเจน เสวี่ยอิงอุทานด้วยความตกใจ “ใบหน้าของเขา…”
บุรุษชุดเทาดูอายุประมาณสี่สิบปี ผมดำมีเส้นผมสีเงินปะปนอยู่ และมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ที่แก้มซ้ายซึ่งดูน่ากลัวมาก
หมิงเวยคว้าขลุ่ยในมือทันที เสวี่ยอิง และไห่เอี้ยนพูดกระซิบกัน
“พวกเขามีความสัมพันธ์กันอย่างไร”
“คนผู้นั้นบอกให้นางส่งเด็กไปให้คงไม่ใช่คนไม่ดีหรอกใช่หรือไม่”
“ข้าว่าไม่เหมือนนะ แม้ว่าลุงคนนี้จะดูน่ากลัว แต่มีบุคลิกกลิ่นอายที่ดีเจ้าคิดว่า…”
“แต่ท่าทีของพวกเขาดูแปลกนะ เจ้าคิดว่าเด็กคนนั้นเกิดจากสตรีผู้นี้หรือไม่ ดูจากการแต่งกายของนางแล้วเหมือนคนกำลังอยู่เดือน[1]”
“ก็เหมือนอยู่…”
“ในเมื่อนางคลอดเด็กมา เหตุใดต้องวิ่งมาที่ทะเลสาบในวันฝนตกด้วย ไม่กลัวเด็กไม่สบายหรือ”
“ใช่”
“ลุงคนนั้นก็แปลกเขาเป็นอะไรกับนางกัน สามีภรรยาก็ดูไม่เหมือน พ่อลูกก็ดูไม่เหมือน…”
ความคิดของหมิงเวยล่องลอยไปไกลแล้ว นางมองบุรุษชุดเทาไม่ขยับไปไหนราวกับจะสลักรูปลักษณ์หน้าตาของเขาเข้าไปในหัวใจของนางทีละน้อย จากนั้นก็หันไปมองสตรีผู้นั้น และเด็กในอ้อมแขนของนาง…
เป็นไปได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้นกันแน่
สตรีผู้นั้นกอดเด็กน้อยในอ้อมแขน และจ้องมาที่เขาด้วยความตื่นตระหนก
“อย่าเข้ามาๆ…”
บุรุษชุดเทาพูดเสียงอ่อนโยน “ได้ ข้าไม่เดินเข้าไปหา เจ้าระวังเด็กด้วย ฝนกำลังจะเทลงมาเจ้าเดินเข้ามาข้างในหน่อยได้หรือไม่”
สตรีผู้นั้นก้มศีรษะลงมีเม็ดฝนกระเด็นเข้ามาในศาลา และตกลงบนใบหน้าของเด็ก นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เช่นนี้ฝนก็ไม่ตกกระทบตัวเด็กอีก
บุรุษชุดเทาจ้องมองนาง และพูดต่อด้วยเสียงอันอ่อนโยนว่า “จะเที่ยงแล้วเจ้ายังไม่ได้ทานข้าวไม่ใช่หรือ พวกเราไปทานข้าวกันก่อนดีหรือไม่”
มีร่องรอยของความสับสนในดวงตาของสตรีนางนั้น นางพูดย้ำอีกครั้ง “ทานข้าวหรือ”
“ใช่ ทานข้าว หิวก็ต้องทานข้าว เจ้าไม่ทาน แต่เด็กต้องทานนะ…”
เด็กที่อยู่ในอ้อมแขนร้องเสียงดังราวกับตอบสนองต่อคำพูดของเขา
สีหน้าดุร้ายของบุรุษชุดเทาเปี่ยมไปด้วยความรัก “อาหลิ่ว เจ้าก็เห็นว่านางหิวแล้ว”
“หิวแล้ว” สตรีผู้นั้นพูดทวนอีกครั้งก้มหน้ามองเด็กน้อยที่กำลังห่อลิ้วราวกับคิดอะไรบางอย่างอยู่ “ใช่ ลูกหิวแล้วต้องป้อนนม…”
“ใช่” บุรุษชุดเทาพูดต่อ “รีบกลับกันเถอะได้เวลาให้นมลูกแล้ว”
“กลับไป…” สตรีผู้นั้นทวนคำพูดพลางยกเท้าก้าว
“ไม่!” นางหยุดกะทันหัน ออกแรงกระชับห่อผ้าในอ้อมแขนแรงจนเด็กร้องไห้
“อาหลิ่ว!” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียงร้องของเด็กหรือไม่ บุรุษชุดเทาจึงร้องดังขึ้นอีกหน่อย
ดูเหมือนสิ่งนี้จะไปกระตุ้นสตรีผู้นั้น นางก้าวถอยหลังโดยกะทันหัน เอนหลังพิงศาลา กระชับเด็กในอ้อมแขนแน่น
“ไม่ ข้าไม่กลับไป ปีศาจ! ทุกคนเป็นปีศาจ!”
นางก้มหน้ามองเด็กด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว มือที่กระชับห่อผ้าออกแรงแน่นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก
“ตาย ต้องตาย…”
“อาหลิ่ว!”
สตรีผู้นั้นหมุนตัวกลับแล้วออกแรงกระโดดลงไป
……………
[1] อยู่เดือน : การดูแลแม่ลูกอ่อนตามขนบแบบจีนเก่า มีข้อปฏิบัติและข้อห้ามหลายอย่างแตกต่างโดยรายละเอียดตามคติความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น หลักๆ คือห้ามแม่ลูกอ่อนสระผมและแช่น้ำเย็น ให้กินอาหารบำรุง ห้ามโดนลม ฯลฯ