คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 659 ศิษย์พี่หญิง
เสวี่ยอิงกรีดร้อง ไห่เอี้ยนเลิกม่านห้องโดยสารในเรือขึ้นคิดจะกระโดดออกไปช่วยคน
มือของนางถูกรั้งไว้
“คุณหนูเจ็ด” ไห่เอี้ยนประหลาดใจ เวลานี้แล้วเหตุใดยังต้องรั้งนางอีก ชีวิตของคนสองคนเชียวนะ! หนึ่งในนั้นเป็นเด็กด้วย!
“ไม่ต้องสนใจ พวกเจ้านั่งอยู่เฉยๆ!” น้ำเสียงของหมิงเวยไม่แยแส
“แต่…” ไห่เอี้ยนยิ่งสับสน
นางไม่มีโอกาสได้พูดอะไรอีก และรู้สึกได้ถึงคลื่นลมที่มองไม่เห็นรอบๆ ตัวนาง จากนั้นร่างกายของนางก็แข็งค้างราวกับเวลาได้หยุดนิ่ง
จากนั้นนางก็เห็นคุณหนูเจ็ดเลิกม่านขึ้นแล้วออกไป ไห่เอี้ยนอ้าปากจะกรีดร้อง แต่พบว่าตัวเองไม่สามารถเปล่งเสียงได้
เกิดอะไรขึ้น…หมิงเวยยืนอยู่บนหัวเรือ ปล่อยให้ละอองฝนตกลงมาบน
ใบหน้าเย็นชาราวกับน้ำแข็ง
“ออกมา!” ไม่มีเสียงตอบรับ สถานที่ที่สตรีผู้นั้นโดดลงพร้อมกับลูกน้อยของนาง กระแสน้ำวนยังคงหมุนไปทีละชั้น บุรุษชุดเทาที่เมื่อครู่มีสีหน้ากังวลตัวแข็งค้างราวกับรูปปั้นอยู่ที่นั่นเช่นเดียวกับสาวใช้ทั้งสอง
หมิงเวยยกขลุ่ยจรดริมฝีปากแล้วเป่าออกไป เสียงของขลุ่ยเซียวดังขึ้น ทุกเสียงล้วนเปี่ยมไปด้วยพลัง พัดพากิ่งไม้ใบไม้ที่ร่วงหล่นหมุนไปรอบๆ กายของบุรุษชุดเทา
คลื่นอากาศหมุนเร็วขึ้น และลมก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
จนในที่สุด…เหมือนมีบางอย่างแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
เกิดรอยแยกแปลกๆ ปรากฏขึ้นบนร่างบุรุษชุดเทา และรอยแยกนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็แตกออกเป็นสองส่วน คนที่มีชีวิตอยู่เมื่อครู่ล้มลงราวกับเครื่องลายครามที่แตกหักตกลงสู่พื้น และเมื่อตกกระทบพื้นดินก็ละลายกลายเป็นผงธุลี
ภาพวาดอันวิจิตรบรรจงของเขื่อน ศาลา สตรี และบุรุษชุดเทาปลิวไสวไปตามสายลม ตกลงไปในทะเลสาบ และจมลงอย่างรวดเร็ว หมิงเวยเลื่อนสายตาเล็กน้อย และเห็นบุรุษชุดครามนั่งอยู่บนศาลาชมวิวริมทะเลสาบ
“หมิงเซียว” นางเรียกชื่อนั้นเบาๆ
หมิงเซียว บุรุษชุดครามมองนางด้วยรอยยิ้ม “ไม่แปลกใจที่ท่านอาจารย์มักชื่นชมท่านเสมอ ปีนี้ข้าหมกมุ่นจนลืมกินลืมนอนพัฒนาทักษะการวาดภาพ แต่ก็ยังถูกท่านทำลายโดยง่าย ศิษย์พี่…”
ในตอนที่เขาเรียกคำว่าศิษย์พี่นั้นแววตาของเขาดูซับซ้อนมากทั้งดูใกล้ชิดทั้งดูอันตราย
หมิงเวยพูดเสียงเรียบเฉย “ไม่ต้องเรียกข้าว่าศิษย์พี่ ข้าไม่รับ”
หมิงเซียวยิ้ม “ท่านกับข้ามาจากสำนักเดียวกันท่านมาก่อนข้ามาทีหลัง เรียกศิษย์พี่นั้นมันก็ถูกต้องแล้วมิใช่หรือ”
หมิงเวยกลับพูดอย่างไม่ไว้หน้าว่า “ข้ามีศิษย์น้องเพียงคนเดียว และเขาก็ตายในช่วงเวลาอื่นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับท่าน”
“ดูเหมือนท่านจะรังเกียจข้ามาก! ก็จริง อย่างไรข้าก็จะแย่งตำแหน่งของท่านอยู่แล้ว” เขาหมุนขลุ่ยตี๋จื่อในมือพลางมองหมิงเวยแล้วพูดต่อไปว่า “บรรยากาศเช่นนี้มันน่าอึดอัดมาก แต่จะทำอย่างไรดีล่ะ
เดิมทีท่านก็ไม่สมควรมาอยู่ในโลกนี้อยู่แล้ว ท่านจะฝืนชะตาฟ้าไปทำไมกัน ศิษย์พี่ฟังข้าเถอะ ท่านกลับไปซะ! ปรมาจารย์แห่งชีวิตได้เข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องแล้ว ที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีท่าน” เขาพูดเกลี้ยกล่อมไม่หยุดด้วยเจตนาที่ดี
หมิงเวยแค่คิดว่ามันตลกดี “ข้าไม่สมควรมีตัวตนอยู่ที่นี่ แล้วท่านสมควรหรือ การสืบทอดปรมาจารย์แห่งชีวิตตอนนี้อยู่ในมือของหนิงซิวแล้วท่านมาจากไหนกัน หากต้องพูดเช่นนั้นเคล็ดวิชาของท่านไม่ใช่ว่าไม่มีพื้นฐาน หากไม่มีพวกมันท่านจะมีสิทธิ์อะไรมายืนอยู่ตรงนี้ได้”
หมิงเซียวคิดตาม “ที่พูดมาก็มีเหตุผล”
หมิงเวยพูดต่อว่า “การมีอยู่ของข้ามีความเกี่ยวโยงที่ชัดเจน แต่การมีอยู่ของท่านราวกับภาพลวงตา ผู้ใดกันแน่คือคนที่ไม่ควรมีอยู่จริง”
ทั้งสองสบตากันราวกับใบมีดที่กำลังฟาดฟันกัน
หมิงเซียวยิ้ม “ศิษย์พี่ ท่านกำลังหยั่งเชิงข้าอยากพบท่านอาจารย์หรือ” หมิงเวยไม่ตอบคำถาม
“เขาไม่พบท่านหรอก โลกนี้มีข้าแล้วเพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องมีท่านอยู่”
“ท่านจะพูดอะไรก็ได้” หมิงเวยพูดอย่างดูถูก “สิ่งที่ท่านพูดไม่เป็นความจริง! ”
หมิงเซียวหัวเราะเสียงดัง “ท่านอาจารย์บอกว่าท่านเป็นคนหัวแข็ง เป็นเช่นนี้นี่เอง แต่ศิษย์พี่…บางครั้งก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้เสียบ้าง บางสิ่งที่ท่านคิดว่าไม่เป็นความจริง อย่างเช่น…”
เขาพูดช้าๆ “ท่านคิดจริงหรือว่าการมีอยู่ของท่านสามารถหาร่องรอยได้”
คำพูดนี้มาพร้อมกับคำถามที่หนักอึ้ง หมิงเวยตระหนักได้หลังจากที่เขาพูดว่าอาจมีผลกระทบต่อตนเอง แต่มันก็สายไปแล้ว…
“เด็กคนเมื่อครู่คือท่านในอีกโลกหนึ่ง เหตุใดทารกที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ท่านจะพูดได้อย่างไรว่าการมีอยู่ของท่านสามารถหาร่องรอยได้”
สิ้นเสียงนั้นเวลารอบข้างก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
ณ จุดที่สตรีอุ้มเด็กกระโดดลงน้ำเกิดเสียง และฟองอากาศก็ลอยขึ้นมาไม่หยุด บุรุษชุดเทาปรากฏตัวขึ้นทันที เขารีบวิ่งแล้วกระโดดลงไปในน้ำ
“อาหลิ่วๆ!”
เขาดำดิ่งลงไปในน้ำ และค้นหาอย่างสิ้นหวัง และในที่สุดเขาก็สามารถคว้าตัวคนขึ้นมาได้ เด็กหนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งที่ไร้ลมหายใจ
บุรุษชุดเทาจ้องไปที่ศพทั้งสองอย่างเหม่อลอย ใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นนั้นไม่รู้ว่าเปี้อนน้ำในทะเลสาบหรือน้ำตากันแน่
“อาหลิ่ว!” เขากอดสตรีและเด็ก จากนั้นก็ร้องไห้จนแทบจะขาดใจ
หมิงเวยมองไปที่ศพที่บวม และทารกในอ้อมแขนสตรีผู้นั้น นางยังเด็กมาก ดูยังมีอายุไม่ถึงเดือนเลยด้วยซ้ำ แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้รู้จักโลกใบนี้ก็ถูกช่วงชิงชีวิตไปเสียแล้ว
ในตอนนั้นจู่ๆ ทารกที่ตายไปแล้วก็ลืมตาขึ้น ดวงตาที่ควรไร้เดียงสากลับเป็นแววตาของคนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ นางมองมาที่หมิงเวยแล้วอ้าปากน้อยๆ นั้น
หมิงเวยชาไปทั้งร่างผู้อื่นอาจไม่รู้ แต่นางจำไม่ผิดแน่
นั่น…คือตัวนางเอง!
หมิงเวยไม่พูดอะไรนางยกขลุ่ยในมือจรดริมฝีปาก เสียงขลุ่ยพัดพาเสียงลมพายุรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ลมหมุนนี้เปรียบเสมือนใบมีดที่หมุนไปหาหมิงเซียวที่อยู่บนยอดศาลา
หมิงเซียวทำได้เพียงรีบโต้ตอบกลับด้วยเสียงขลุ่ย จังหวะอันบ้าคลั่งกระทบกันราวกับลมฝนทำให้ไม่มีที่ว่างให้เขาได้หายใจเลย ฝนที่เดิมทีตกปรอยๆ จู่ๆ ก็กลายเป็นฝนที่ตกกระหน่ำอย่างหนัก
หยาดฝนเทลงมาราวกับลูกเห็บอย่างท่วมท้น และฟ้าร้องดังระเบิด
เสียงฟาดฟันของขลุ่ยเซียว และขลุ่ยตี๋จื่อของทั้งสองถูกสายฝนสาดเทลงมาจนตกที่นั่งลำบาก หมิงเซียวคิดจะล่าถอยอีกครั้ง แต่ถูกพัวพันจนไม่สามารถถอยได้
ยิ่งต่อสู้ต่อเช่นนี้เขาก็ยิ่งกลัว จนถึงตอนนี้เขาได้รู้ซึ้งแล้วว่านางน่ากลัวเพียงใด เห็นได้ชัดว่าบาดเจ็บอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดว่ากำลังภายในยังไม่ฟื้นตัวเต็มร้อย แต่สำหรับความเข้าใจของวรยุทธ์กับการควบคุมจังหวะได้มาถึงขอบเขตที่ทำให้ผู้คนต้องแหงนหน้ามอง
ในที่สุดเขาก็เข้าใจดีว่าเขาโชคดีเพียงใดที่ได้ทำร้ายนางในวัดฉางเซิง
หากในตอนนั้นนางมีสติสัมปชัญญะเพียงเล็กน้อยนางจะไม่ตกอยู่ในสถานการณ์นั้นแน่
อย่างไรก็ตามสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าท่านอาจารย์มีความสำคัญเพียงใดในหัวใจของนาง
นี่เป็นเพียงจุดอ่อนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้! เห็นได้ชัดว่ารู้จุดอ่อนของนางแล้ว แต่หมิงเซียวก็ถูกบีบบังคับให้ไม่สามารถต่อกรกับนางได้
เขาถอยแล้วถอยอีก…
“ตูม…” มีเสียงหนักดังขึ้น ตอนนี้ไห่เอี้ยนสามารถขยับตัวได้แล้ว นางพบว่าที่เขื่อนไม่มีสตรี และเด็กเลย รวมทั้งบุรุษชุดเทาด้วย
ท่ามกลางสายลม และละอองฝน ศาลาชมทะเลสาบก็ระเบิดราวกับฟ้าร้อง
เรือน้อยพลิกคว่ำ เสียงฝีเท้าย่ำบนพื้นน้ำมีเงาร่างหนึ่งวิ่งมาทางนี้
…………………