คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 663 ชมพระจันทร์
เวินซิ่วอี๋หงุดหงิดมาก
“ท่านเป็นคนทำใช่หรือไม่” นางที่หาสาเหตุไม่พบทำได้เพียงสงสัยหมิงเวย
“ไป ท่านอย่ามาอยู่ที่นี่!” แต่หมิงเวยไม่ตอบรับ
“คุณหนูเวิน ท่านเป็นแขกตระกูลถัง ตอนนี้ข้าเองก็เป็นด้วย แล้วเหตุใดท่านถึงอยู่ที่นี่ได้แต่ข้าอยู่ไม่ได้กัน จะใช้เหตุผลเช่นนี้ได้อย่างไร”
เวินซิ่วอี๋โกรธมาก “ท่านยังจะท้าทายข้าอีกหรือ”
“ท้าทายตรงไหนกัน ข้าแค่พูดความจริงกับท่าน!” หมิงเวยพูดอย่างจริงใจ “ดูท่านสิ อารมณ์ร้อนเช่นนี้ผู้ใดจะอยากเล่นกับท่านบ้าง อย่าโทษฮูหยินผู้เฒ่ากับฮูหยินใหญ่ที่ไม่ชอบท่านเลย ตัวท่านที่เป็นเช่นนี้คงไม่ได้รับความโปรดปรานจากพวกเขาหรอก”
นางไม่พูดก็ดีอยู่แล้ว แต่พอพูดเวินซิ่วอี๋ก็ระเบิดอารมณ์
“ไม่ชอบก็ไม่ชอบสิ ผู้ใดจะสนกัน!” พูดจบนางก็เก็บหนอนพิษกู่แล้วเดินจากไป
หมิงเวยที่เพิ่งพ่ายแพ้ “….”
นี่มันอะไรกันด้วยบุคลิกของเวินซิ่วอี๋ควรจะข่มอารมณ์เพื่อให้ฮูหยินผู้เฒ่าและฮูหยินใหญ่โปรดปรานไม่ใช่หรือ หรือว่านางไม่อยากแต่งงานกับคุณชายรองแล้ว
งูขาวตัวน้อยเลื้อยออกมาเลียนิ้วนาง “นายท่านเจ้าคะ ให้ข้าน้อยแอบไปขโมยหรือไม่ หากข้าน้อยระวังตัวหน่อยนางอาจหาข้าน้อยไม่พบ”
“ไม่ต้องหรอก” หมิงเวยพูด “นางไม่ใช่คนดีเพียงนั้น อย่างไรก็มีฉือชิ่งตอนนี้เจ้าเป็นแค่วิญญาณ หากมีบางอย่างผิดพลาดอีกคงช่วยกลับมาไม่ได้”
งูขาวรู้สึกซาบซึ้ง “นายท่าน!”
หมิงเวยลูบหัวของมัน “ไม่เป็นไรก็แค่ยื่นข้อเสนอให้ฉือชิ่ง ไม่ใช่แค่หนอนพิษกู่หรอก เจ้าเก็บของสิ่งนั้นไว้ก็พอ”
“เจ้าค่ะ”
เมื่อวานพวกเขาต่อสู้กันที่ทะเลสาบ กระดาษวาดเขียนของหมิงเซียวตกลงไปในทะเลสาบ และถูกงูขาวกลืนเข้าไป บนภาพเขียนนั้นมีกลิ่นอายของหมิงเซียว หมิงเวยต้องการใช้กลิ่นอายนี้ค้นหาที่อยู่ของเขา
เรื่องนี้แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่เวินซิ่วอี๋ถนัดหากสามารถฝึกหนอนพิษกู่ให้สามารถจดจำกลิ่นอายของหมิงเซียวได้ เช่นนั้นขอเพียงหมิงเซียวอยู่ใกล้ๆ นางก็จะสามารถหาที่ซ่อนของเขาได้
ในเมื่อไม่สามารถหลอกเวินซิ่วอี๋ได้นางจึงต้องไปหาฉือชิ่งเท่านั้น
ฉือชิ่งได้ยินคำขอของนางก็เลิกคิ้ว “วิชาฝึกหนอนพิษกู่เป็นวิชาลับของสำนักข้า ไม่สามารถนำมาแลกเปลี่ยนได้”
หมิงเวยยิ้ม “คุณชายฉือเข้าใจผิดแล้ว”
“อย่างไรหรือ”
“ข้ารู้วิธีใช้งานหนอนพิษกู่เพียงแต่วิชาบ่มเพาะนั้นไม่เชี่ยวชาญเท่าพวกท่าน หากต้องลงมือเองต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการฝึกฝนหนอนพิษกู่หนึ่งตัวให้ใช้งานได้ ดังนั้นข้าจึงอยากขอซื้อหนอนพิษกู่ของพวกท่านด้วยวิธีนี้จะไม่เป็นการเกี่ยวข้องกับวิชาฝึก”
ฉือชิ่งยังคงลังเลสำหรับสำนักหมอผีนั้นหนอนพิษกู่ก็ไม่ต่างจากวิชาลับ หากถูกนางค้นพบความลับ…
“คุณชายฉือ ให้อภัยด้วยที่ต้องพูดความจริง สำนักของพวกข้ามีวิชาลับมากมาย และลึกลับกว่าของพวกท่านมากมีเหตุผลอะไรต้องเล่นกับแมลงเหล่านั้นด้วย มันดูน่าขยะแขยง”
“....”
ฉือชิ่งคิดอย่างรอบคอบแล้วตัดสินใจ “เช่นนั้นท่านเอาอะไรมาแลกเปลี่ยน”
“วิชาอัญเชิญทวยเทพ”
“อัญเชิญทวยเทพ…” ฉือชิ่งลุกขึ้นยืนทันที “ท่านพูดจริงหรือ”
อัญเชิญทวยเทพเป็นรากฐานของวิชาหมอผี หากเป็นวิชาอัญเชิญทวยเทพจริงๆ มันก็เพียงพอแล้วที่จะแลกเปลี่ยนกับวิชาการฝึกหนอนพิษกู่ นับประสาอะไรกับหนอนพิษกู่ตัวเดียว
หมิงเวยพูดช้าๆ ว่า “ไม่ต้องกังวล วิชาอัญเชิญทวยเทพที่ข้าพูดถึงยังไม่สมบูรณ์ แต่จะเกิดผลย้อนกลับอย่างรุนแรงหลังการใช้งานไม่สามารถใช้ในช่วงเวลาต่อสู้ตัดสินชี้ขาดความเป็นตายได้”
อัญเชิญทวยเทพคือการอันเชิญเทพประทับร่าง แน่นอนว่าพลังของเทพนั้นสูงกว่ามนุษย์ ดังนั้นจึงสามารถเพิ่มพลังได้ชั่วคราว และเอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองได้
นี่เป็นหนึ่งในวิชาลับของพ่อมดแม่มด สำนักหมอผีได้สูญหายไปนานแล้ว และหากสามารถกู้คืนได้ก็จะมีความสำคัญเป็นพิเศษ
ฉือชิ่งสงบลงเล็กน้อยแล้วพูดว่า “เช่นนั้นหรือ ไม่แปลกใจที่ท่านจะนำมาแลกเปลี่ยน”
หมิงเวยยิ้มเล็กน้อย “เช่นนั้น คุณชายฉือจะแลกเปลี่ยนหรือไม่”
“แลก!” ฉือชิ่งไม่ลังเลมันเป็นแค่หนอนพิษกู่ไม่กี่ตัว และถ้าสามารถแลกเปลี่ยนกับวิชาอัญเชิญทวยเทพ แม้ว่ามันจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็ได้ประโยชน์มากมาย (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
“เช่นนั้นเป็นอันตกลง”
หมิงเวยหยิบขวดกระเบื้องกลับไป และบอกให้งูขาวตัวเล็กคายกระดาษวาดรูปแตกหักแล้วหยดเลือดลงในขวดกระเบื้อง เลี้ยงด้วยวิธีนี้ไปสามวันนางก็เปิดขวดกระเบื้องออก
แมลงคล้ายผึ้งหลายตัวบินออกไป ขอเพียงหมิงเซียวอยู่แถวนี้พวกมันก็จะสามารถติดตามเพื่อค้นหาที่อยู่ได้
หลังจากนั้นหมิงเวยก็ไปที่สวนหลานซิน ผู้เป็นนายแห่งตระกูลเหลียงจากไปแล้ว บ่าวรับใช้เหล่านั้นก็ถูกพากลับไปตอนนี้สวนหลานซินว่างเปล่าไร้ผู้คน
นางปีนข้ามกำแพงเข้าไปงูขาวตัวเล็กก็เข้ามารายงาน “นายท่านเจ้าคะ มีคนมาเจ้าค่ะ!”
หมิงเวยตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งเดินตามงูขาวตัวเล็กแล้วผลักประตูห้องหนังสือ
ถังซีที่ยืนงุนงงอยู่ในห้องหันกลับมา “คุณหนูเจ็ด”
หมิงเวยยิ้ม “นายท่านสิบกำลังระลึกถึงคนอยู่หรือ”
เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว ถังซีผอมลงไปมากใบหน้าที่ดูอบอุ่นมืดมนลงไปมาก
เขาพูดว่า “ข้ากับคุณหนูเหลียงพบกันเพียงไม่กี่ครั้ง แม้จะมีสัญญาหมั้นหมาย แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่ารู้สึกลึกซึ้งเพียงใดคงพูดว่าระลึกถึงคนไม่ได้หรอก”
“งั้นหรือเจ้าคะ” หมิงเวยพูด “แต่คุณหนูเหลียงทำกับท่าน…”
ถังซีหันหน้า “คุณหนูเจ็ดอย่าพูดเป็นเรื่องตลกเลยเรื่องนี้ค่อนข้าง…”
หมิงเวยเข้าใจ “มันยากที่จะพูดสินะเจ้าคะ”
ถังซีเงียบ
หมิงเวยเงยหน้าขึ้น และพูดว่า “แสงจันทร์กำลังสวยเลย นายท่านสิบต้องการชมจันทร์เป็นเพื่อนข้าหรือไม่”
ถังซีมาที่สวนหลานซินตอนกลางดึก และกำลังรู้สึกเบื่อ พอได้ยินนางพูดเช่นนั้นก็ตอบตกลง “ได้”
ทั้งสองเดินออกจากเรือน และหมิงเวยก็คว้าแขนเขาไว้
“เดี๋ยว….”
ถังซียังพูดไม่ทันจบเขาก็ลอยขึ้นไปในอากาศ เมื่อเท้าแตะพื้นก็พบว่าตนเองอยู่บนหลังคาแล้ว
หมิงเวยยิ้ม “ชมจันทร์ที่นี่ดีกว่าเยอะเจ้าค่ะ!”
“….” ถังซีพึมพำ “วรยุทธ์ของพวกท่านยอดเยี่ยมจริงๆ….”
“เหตุใดนายท่านสิบพูดแดกดันขนาดนั้นล่ะเจ้าคะ”
ถังซีไม่ตอบหลังจากนั้นครู่หนึ่งเขาถามนางว่า “คนในเสวียนเหมินอย่างพวกท่านล้วนเป็นเช่นนี้หรือ ท่านมีคู่หมั้นอยู่ที่เป่ยฉี แต่กลับไม่เห็นท่านรู้สึกอยากกลับไปเลย”
หมิงเวยเลิกคิ้ว “สิ่งที่นายท่านสิบอยากถามจริงๆ แล้วคือคุณหนูเหลียงใช่หรือไม่ นางทิ้งท่านไว้เช่นนี้ราวกับว่านางไม่สนใจเรื่องการหมั้นหมายเลย”
ถังซีเงียบอยู่นานก่อนจะพูดว่า “ช่างมันเถอะ ข้าเพียงไม่เข้าใจเท่านั้น”
หมิงเวยเท้าคางแล้วมองเขาด้วยรอยยิ้ม “นายท่านสิบบอกช่างมันเถอะ ท่านไม่ได้พูดจากใจจริงสินะ ก่อนหน้านี้ท่านพูดว่าไม่ได้มีความรู้สึกลึกซึ้งต่อคุณหนูเหลียง ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องจริง อย่างไรก็ตามสิ่งที่นางทำในคืนวันแต่งงานทำให้ท่านฝังใจจนไม่สามารถปล่อยมันไปได้ใช่หรือไม่”
ถังซีลำบากใจเล็กน้อย “ข้าเพียงแต่ไม่เข้าใจไม่มีความหมายอื่น”
“ความอยากรู้เป็นจุดเริ่มต้นของความรัก!” หมิงเวยพูด “เมื่อท่านสนใจผู้ใดสักคน และต้องการรู้ความคิดของนาง ชีวิตของนาง การตกหลุมรักนางเป็นเรื่องง่าย”
“….” ถังซีพูด “นางทำเรื่องเช่นนั้นไปเรื่องของพวกเราคงเป็นไปไม่ได้ คุณหนูเหลียงหักหลังเช่นนี้คงไม่มีโอกาสได้แต่งงานกันแล้ว นอกจากนี้ข้าก็ไม่ได้เป็นพวกนิยมความเจ็บปวดโดยการแต่งงานกับภรรยาที่ต้องการจะฆ่าข้า”
“ความรักไม่เกี่ยวกับการแต่งงานเจ้าค่ะ” หมิงเวยไม่เห็นด้วย “ท่านอาจจะแต่งงานกับภรรยาคนอื่น หรืออาจให้กำเนิดบุตรตามขั้นตอน แต่รอยที่นางทิ้งไว้ในใจท่านจะไม่มีวันหายไป”
ถังซีก้มศีรษะลง
หมิงเวยพูดอย่างใจดีว่า “อารมณ์มักจะขัดกับเหตุผลไม่ใช่เรื่องแปลก นายท่านสิบไม่จำเป็นต้องละอายใจ”
………………