คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 667 โปรดปราน
ตระกูลถังได้จัดเรือนรับรองแขกที่เงียบสงบให้กับหมิงเวย เสวี่ยอิง และไห่เอี้ยนถอนหายใจด้วยความโล่งอก และตามนางไปยังที่พักใหม่ การมีพวกนางสองคนอยู่ด้วยทำให้หมิงเวยรู้สึกผ่อนคลายมาก นางเข้าไปดูการตกแต่งด้านใน เมื่อไม่มีอะไรต้องจุกจิกก็ปล่อยให้พวกนางจัดการไป
หลังจากนั้นวันๆ นางก็ตื่น กินแล้วก็นอน มีพบจี้เสียวอู่เป็นครั้งคราวไม่มีอะไรให้ต้องกังวล แต่ตระกูลถังกลับอยู่ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดอันคละคลุ้ง
งานแต่งงานของถังซีกลายเป็นเช่นนี้ตระกูลถังจะทำเป็นว่าไม่เคยเกิดขึ้นได้อย่างไร นับตั้งแต่ถังจิ้งได้รับจดหมายจากบุตรชายคนรองของเขา เขาก็เริ่มสอบสวนตระกูลเหลียง ตอนนี้พวกเขามาที่นี่ และเตรียมการเสร็จแล้วก็ถึงเวลาชำระบัญชีกับตระกูลเหลียง
แน่นอนว่าตระกูลเหลียงกล่าวหาว่าไม่เป็นธรรม พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการกระทำของนายท่านสาม และคุณหนูเหลียง
ต่อมาพวกเขาถูกตระกูลถังบังคับให้หาหลักฐานมามากมายเพื่อพิสูจน์ว่าทั้งสองคนนี้มีปัญหามานานแล้ว และไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลเหลียง
หมิงเวยไม่มีอะไรทำนางนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ในสวน อ่านหนังสือ และกินผลไม้ขณะฟังสองสาวพูดคุยเกี่ยวกับตระกูลเหลียง เห็นได้ชัดว่าพวกนางทั้งสองได้รับคำสั่ง ดูไม่ได้กังวลเหมือนอย่างเคย
“ตระกูลเหลียงบอกว่า สี่ปีก่อนนายท่านสามออกไปทำธุระ และได้พบกับกลุ่มโจร ทุกคนที่ติดตามเขามาล้วนตายหมดมีเพียงเขาที่รอดกลับมาได้ แต่หลังจากนั้นนิสัยของนายท่านสามก็เปลี่ยนไป พวกเขาขอให้สหายของนายท่านสามเป็นพยานให้บอกว่านิสัยของเขาแตกต่างจากนิสัยเดิม บางครั้งเขาก็ไม่สามารถตอบเรื่องในอดีตได้โดยบอกว่าตนนั้นลืมไปแล้ว”
“หมายความว่านายท่านสามถูกสวมรอยงั้นหรือ”
“ตระกูลเหลียงก็คิดว่าเป็นเช่นนั้น แต่ผู้ใดจะพูดได้ล่ะไม่แน่ว่าบางทีอาจกุเรื่องขึ้นมาเพื่อหลอกพวกเรา”
“ก็จริง มันง่ายที่จะสร้างเรื่องราวขึ้นมา”
“ผู้ใดบอกไม่ใช่”
“แล้วคุณหนูเหลียงล่ะ”
“ส่วนคุณหนูเหลียง ตระกูลเหลียงให้การกลับไปกลับมา บอกว่านางเป็นโรคอีสุกอีใสมาหนึ่งปี อาศัยอยู่ที่สำนักชีมามากกว่าครึ่งปีแล้ว แต่นางเป็นคุณหนูในห้องหอซึ่งติดต่อกับผู้คนน้อยมากเลยไม่มีหลักฐาน”
“แล้วท่านกั๋วกงเชื่อหรือ”
“อย่าว่าแต่ท่านกั๋วกงเลยพวกเราเองก็ไม่เชื่อ! หากเรื่องนี้มันปลอมง่ายเพียงนั้น ตระกูลเหลียงก็ไร้ประโยชน์แล้ว”
เสวี่ยอิงพูดถึงตรงนี้โดยไม่ลืมที่จะขอแรงสนับสนุนจากหมิงเวย “คุณหนูเจ็ดก็คิดเหมือนกันใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ตอนนี้หมิงเวยก็อยากเห็นด้วย แต่พอคิดดูอีกทีนางก็ตอบกลับไปอย่างจริงจังว่า “เรื่องนายท่านสามถูกสวมรอยอาจเป็นไปได้ บุรุษวัยกลางคนมีรูปร่างสูงใหญ่ การปลอมตัวไม่ใช่เรื่องยาก แต่คุณหนูเหลียง…”
“คุณหนูเหลียงทำไมหรือเจ้าคะ มีปัญหาอะไรหรือ”
หมิงเวยไม่ตอบแต่ถามว่า “คุณหนูเหลียงเป็นอีสุกอีใสตอนอายุเท่าไรหรือ”
เสวี่ยอิงคิด “น่าจะสามปีแล้ว หากนับดูน่าจะตอนอายุสิบห้าเจ้าค่ะ”
หมิงเวยยิ้ม “เช่นนั้นก็ใช่แล้ว อายุสิบห้าจนถึงสิบแปด เป็นวัยที่คนกำลังเติบโต การทำตัวให้อ่อนเยาว์ในวัยสิบห้าเป็นเรื่องง่าย แต่ยากที่จะเลียนแบบกระบวนการเติบโต”
ไห่เอี้ยนถาม “หมายความว่าตัวตนของคุณหนูเหลียงไม่มีปัญหาหรือเจ้าคะ”
หมิงเวยส่ายหน้า “ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าไม่มีปัญหา พูดได้เพียงว่าหากคุณหนูเหลียงถูกสวมรอยจริงๆ คนผู้นั้นควรมีอายุเท่ากับคุณหนูเหลียง และมีรูปร่างหน้าตาที่คล้ายคลึงกันรอบตัวนางมีสาวใช้มากมาย ปกติก็มีสาวใช้ทำทุกอย่างแทนนาง การปลอมตัวโดยไม่ให้เห็นข้อบกพร่องนั้นมันพูดง่าย แต่ทำได้ยาก”
ไห่เอี้ยนพยักหน้าพลางครุ่นคิดอย่างเงียบๆ คำพูดเหล่านี้บ่งบอกว่าไม่มีปัญหากับตัวตนของคุณหนูเหลียง เพียงแต่แค่พูดเผื่อเอาไว้หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาล่ะ
พูดถึงตรงนี้หมิงเวยยิ้มแล้วพูดเปลี่ยนหัวข้อ “หยางเหมย[1]อร่อยมาก ข้าไม่สามารถซื้อได้ที่เป่ยฉี แต่ถึงมีก็ต้องดองไว้”
เสวี่ยอิงเชิดหน้าขึ้นไม่รู้ว่านางภูมิใจในสิ่งใด “แน่นอนเจ้าค่ะ หยางเหมยมีเฉพาะที่แคว้นฉู่เท่านั้น ตอนนี้ถึงฤดูกาลแล้วหากท่านชอบก็ทานได้เยอะๆ เลย หากผ่านฤดูกาลนี้ไปจะทานได้แต่หยางเหมยเจี้ยงเท่านั้น ท่านเคยทานหยางเหมยเจี้ยงหรือไม่เจ้าคะ อร่อยแล้วก็หวานมากสามารถทานกับข้าวได้…” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ทั้งสามคนจึงเริ่มคุยกันว่าผลไม้ชนิดใดที่อร่อย วิธีทำ และรสชาติอย่างไร
ถังเช่าฟังอยู่ข้างนอกบ้านครู่หนึ่งก่อนจะเคาะประตู
“คุณชายรอง!” สาวใช้ทั้งสองรีบลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นว่าเป็นเขา
ถังเช่าพยักหน้าแล้วถามว่า “คุณหนูเจ็ดพอมีเวลาหรือไม่ ท่านมาที่หนานอันตั้งนานแล้ว ข้ายังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับแขกผู้มาเยือน ท่านอยากออกไปเดินเล่นหรือไม่”
หมิงเวยเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ แต่ก็เข้าใจอย่างรวดเร็วว่าเขาหมายถึงอะไรจึงตอบด้วยรอยยิ้มว่า “คุณชายรองเชิญทั้งทีจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไรเจ้าคะ”
ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนเสื้อผ้า สวมหมวกคลุมหน้า และตามถังเช่าออกจากจวนกั๋วกง กระแสนิยมของสังคมของแคว้นฉู่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมมากกว่าแคว้นฉี ในตอนที่นางอยู่แคว้นฉีไม่จำเป็นต้องสวมหมวกคลุมหน้าออกจากจวน สตรีสามารถเผยใบหน้าบนท้องถนนได้ แต่ที่แคว้นฉู่หากสวมเสื้อผ้าที่ดูดีต้องสวมหมวกคลุมใบหน้า
เห็นรถม้าจอดรออยู่ก็รู้เลยว่าถังเช่าเตรียมการล่วงหน้าแล้ว หลังจากควบม้าไปสักพักรถม้าก็หยุดลง และมาถึงร้านอาหาร ถังเช่าพานางเข้าไปในร้านไปที่ห้องส่วนตัวโดยตรง
ภายในห้องส่วนตัวมีคนรออยู่ก่อนแล้วซึ่งก็คือถังซี
ทั้งสองทักทายกันหมิงเวยเห็นว่าไม่มีคนนอกจึงถามว่า “คุณชายรองพาข้ามาที่นี่ มีเรื่องสำคัญอะไรหรือ”
ถังเช่าผายมือให้นางนั่งลงแล้วพูดว่า “คุณหนูเจ็ดรออีกสักครู่ก็จะทราบเอง”
หมิงเวยไม่ถามอะไรอีกนางนั่งฝั่งตรงข้ามกับพวกเขา จิบชาเงียบๆ และเพลิดเพลินกับเสียงกู่ฉิน เส้นทางการเดินทางมายังร้านอาหารแห่งนี้งดงาม ทุกที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม แขกที่มาที่นี่ล้วนดูดี แม้คนจะเยอะ แต่ก็ไม่ส่งเสียงดังแม้แต่น้อย
ที่มุมห้องโถงใหญ่มีนักดนตรีบรรเลงกู่ฉิน เสียงกู่ฉินลื่นไหล ดูมีความแตกฉานมาก ฟังไปฟังมา ผู้คนที่อยู่ในห้องโถงใหญ่ใกล้กับห้องส่วนตัวของพวกเขา มองดูจากการแต่งกายด้วยชุดยาว และพัดแล้วล้วนแต่เป็นบัณฑิต
รอจนพวกเขาสั่งอาหาร และเริ่มสนทนา หมิงเวยก็ตระหนักถึงประโยชน์ของห้องส่วนตัวนี้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวก็สามารถฟังสิ่งที่พวกเขาพูดได้อย่างชัดเจน ตอนแรกพวกเขาพูดคุยกันเรื่องสถานศึกษาและสหาย จากนั้นก็มีคนพูดถึง…
“ได้ยินว่าช่วงนี้ฝ่าบาทมีคนโปรดคนใหม่”
ทันทีที่พูดถึงเรื่องนี้บัณฑิตอีกคนพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่เหมียวสนใจเรื่องในวังตั้งแต่เมื่อไรกัน”
บัณฑิตเหมียวผู้นั้นโบกมือ “น้องเสียนพูดตลกแล้วคนโปรดที่ข้าพูดถึงไม่ใช่สาวงามคนไหนเสียหน่อย”
คนที่ผอมพอๆ กับไม้ไผ่ที่นั่งตรงข้ามพวกเขาพูดขึ้น “ข้ารู้ว่าคนที่พี่เหมียวพูดถึงคือผู้ใด จะบอกว่าเขาเป็นสาวงามก็ไม่ผิด!”
บัณฑิตเหมียวหัวเราะ “พี่หวังโสมมเกินไปแล้ว เขาเป็นบุรุษร่างใหญ่…”
“บุรุษร่างใหญ่ แต่มีใบหน้าเช่นนั้นจะปฏเสธได้อย่างไร ฝ่าบาทเองก็ด้วย เหตุใดถึงไม่รู้จักหลีกเลี่ยงจนถึงตอนนี้ข่าวลือแพร่ไปทั่ว บอกว่าฝ่าบาทเห็นความงามนั้นเลยพิศวาสจนตัดแขนเสื้อ ช่างวุ่นวายจริงๆ!”
บัณฑิตหวังผู้นี้มีอารมณ์ค่อนข้างตรงไปตรงมา และสิ่งแรกที่เขาพูดคือการกล่าวโทษ
ด้วยคำพูดของเขาบรรยากาศในห้องจึงเย็นลงเล็กน้อย โชคดีที่มีคนสงสัยจึงถามต่อว่า “ตกลงเรื่องเป็นอย่างไรกันแน่น้องไม่ได้ออกข้างนอกมานาน ตกข่าวอะไรไปหรือ”
บัณฑิตเหมียวอธิบายด้วยรอยยิ้มว่า “เรื่องเป็นเช่นนี้ ไม่นานมานี้ฝ่าบาทพบยอดฝีมือจากเสวียนเหมินผู้หนึ่ง เขามีความสามารถทำนายได้อย่างแม่นยำ ตอนนี้ฝ่าบาทโปรดปรานเขามาก เสด็จไปไหนมาไหนด้วยกัน บอกอะไรก็ทรงเชื่อไปหมดไม่รู้ว่าเป็นพรหรือคำสาป…”
………………
[1] หยางเหมย : เบอร์รี่เมืองจีน