คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 668 คนจากต่างแดน
ฮ่องเต้โปรดปรานคนจากต่างแดนถือเป็นสัญลักษณ์ของคนไร้ความสามารถ
หากคนจากต่างแดนผู้นี้มีความสามารถจริงก็จะมอบตำแหน่งที่ไร้อำนาจให้แก่เขา มีปัญหาอุปสรรคก็ให้ทำนายดวงชะตาได้ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่นี่ไปไหนมาไหนด้วยกัน พูดอะไรก็เชื่อไปหมดมันดูจะล้ำเส้นเกินไปแล้ว
บรรยากาศในห้องค่อนข้างน่าเบื่อ และทุกคนก็ฟังคำอธิบายของบัณฑิตเหมียวว่า
“…จวนคังอ๋องว่างมาหลายปีแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ฝ่าบาทมีพระราชโองการให้เปิดจวนนั่นให้เขาอาศัยอยู่โดยอนุญาตให้เขาเข้าไปในวังได้ตลอดเวลาแม้แต่ช่วงเวลากลางคืน”
“พระราชวังโกลาหลแล้ว!” บัณฑิตหวังพูดอย่างโกรธเคือง “เหตุใดฝ่าบาทถึงได้…”
บัณฑิตเหมียวพ่นลมหายใจเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้มีความเกรงใจเลย อย่างไรก็ตามอำนาจของฮ่องเต้แคว้นฉู่ได้ตกต่ำลงไปนานแล้ว ห่างไกลจากฮ่องเต้แห่งแคว้นฉีมาก ทุกคนก็ไม่ได้จริงจังกับมันมากนัก
บัณฑิตที่เก็บตัวอ่านตำราอย่างหนักถามด้วยความแปลกใจ “ฝ่าบาทโปรดปรานเขาเพราะเขาเป็นเคล็ดวิชาจริงๆ หรือ ก่อนหน้านี้พี่ชายทั้งสองบอกว่าเขาเป็นคนงาม…”
“ผู้ใดจะรู้ล่ะ” บัณฑิตเหมียวยิ้ม “เทศกาลตวนอู่วันนั้น ข้าได้บังเอิญไปที่เขาเวิ่นเสีย แล้วได้พบกับฝ่าบาทที่เสด็จออกมาข้างนอกพอดี และคนที่เสด็จมากับท่านก็หันมาพอดี”
“เป็นอย่างไร” เหล่าบัณฑิตเอนตัวไปข้างหน้าแล้วแย่งกันถาม
“รูปลักษณ์ของเขาเป็นอย่างเช่นข่าวลือหรือไม่”
“ก็ประมาณนั้น” พวกเขาทั้งหมดรู้ว่าบัณฑิตเหมียวไม่ใช่คนที่ชอบคุยโว คำพูดนี้ทำให้พวกบัณฑิตรู้สึกอยากเห็นกับตาบ้าง
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าเพราะหน้าตาดีก็อยากมีความสัมพันธ์ด้วย”
“คงไม่ใช่หรอก ไม่เคยได้ยินว่าฝ่าบาทจะมีปัญหาในเรื่องนี้!”
“ก่อนหน้านี้อาจไม่มี แต่ฝ่าบาทก็พระชนมายุยี่สิบ…”
“ก็จริง”
บัณฑิตหวังอยากรู้อยากเห็น “ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่พวกเจ้าคงไม่รู้ คนต่างแดนผู้นั้นเป็นคนที่เหวินชานโหวแนะนำมา”
“อะไรนะ ตระกูลเขามีสนมเฉินอยู่แล้วไม่ใช่หรือแล้วยังแนะนำ…เขาเป็นคนของตระกูลนี้หรือ”
“อาจเป็นเพราะเขาเห็นบาดแผลที่ซ่อนอยู่ของฝ่าบาทเลยตั้งใจตอบสนองความต้องการของท่าน” ทุกคนประณามเหวินชานโหวด้วยความขุ่นเคือง
ฝ่าบาทโปรดปรานสนมเฉินมากที่สุด พวกเขายังไม่พอใจอีกหรือ ตระกูลเฉินล้ำเส้นเกินไปแล้ว!
เหล่าบัณฑิตดื่มชาอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็แยกย้ายกันไป
หมิงเวยปอกถั่วไปพลางถามว่า “พวกท่านสองคนพาข้ามาที่นี่เพื่อฟังข่าวลือพวกนี้หรือ”
ทั้งสองมองหน้ากันแล้วเป็นถังซีที่พูดว่า “กลับเมืองหลวงก็ได้ยินข่าวพวกนี้ ข้าจึงเข้าวังเพื่อพบฝ่าบาทแล้วบังเอิญได้พบกับคุณชายหยางผู้นั้น…”
เมื่อได้ยินคำว่าคุณชายหยาง หมิงเวยก็เลิกคิ้ว
แม้ใต้หล้านี้จะมีคนแซ่หยางอยู่มากมาย แต่สำหรับนางแล้ว คุณชายหยางแทนได้เพียงคนเดียวเท่านั้น
“ทำไมหรือ”
“คุณชายหยางผู้นั้นเป็นหลานชายของเจ้าสำนักเสวียนอู่ชาน นามว่าหยุนเฟย คุณหนูเจ็ดเคยได้ยินสำนักเสวียนอู่ชานหรือไม่”
หมิงเวยพยักหน้า “เสวียนอู่ชานมีชื่อเสียงในด้านทำนายโชคชะตามาโดยตลอด ตระกูลของเขาเชี่ยวชาญในเรื่องการทำนาย แต่ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องของคุณชายหยางผู้นี้”
ถังเช่าพูด “ข้าไปตรวจสอบมาแล้ว เจ้าสำนักเสวียนอู่ชานมีหลานชายจริงๆ ซึ่งติดตามเขามาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ อายุของเขาน่าจะอยู่ในวัยที่เหมาะสม”
หมิงเวยเลิกคิ้ว “แล้วอย่างไรพวกท่านคงไม่ได้อยากให้ข้าตรวจสอบที่มาของเขาใช่หรือไม่”
ถังเช่าพูดเสียงเบา “คุณหนูเจ็ดลำบากหรือไม่”
“ไม่ลำบากหรอก” หมิงเวยทานถั่วที่ปอกเปลือกแล้วพลางอดนึกถึงหยางชูไม่ได้ หากเขาอยู่ด้วยละก็จะต้องปอกให้นางแน่ ตอนอยู่ด้วยกันไม่รู้สึกอะไร แต่พออยู่ห่างไกลกันถึงได้รู้ว่ามันดีเพียงใด
“เพียงแต่เสวียนอู่ชานอยู่ที่เป่ยฉี แน่นอนว่าคุณชายหยางผู้นี้เป็นชาวแคว้นฉี พวกท่านไม่กังวลว่าข้ากับเขาจะร่วมมือกันหรือ”
ถังซียิ้ม “เสวียนเหมินอย่างพวกท่านไม่เต็มใจเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ อีกอย่างพวกเราเชื่อในตัวของคุณหนูเจ็ด”
“อย่าดีกว่า” หมิงเวยโบกมือ “นายท่านสิบพูดเช่นนี้ทำให้ข้าละอายที่จะหลอกท่าน” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ถังซียิ้ม รอพวกเขาพูดจบ ถังเช่าจึงแทรกการสนทนา “ก่อนหน้านี้คุณหนูเจ็ดพูดมาเสียเยอะ ถึงเวลาแสดงความจริงใจให้พวกเราได้เห็นแล้วไม่อย่างนั้นพวกเราจะไม่ได้มีแค่ท่านที่เป็นตัวเลือก”
หมิงเวยสะบัดมือปัดเศษอาหารออก “ในเมื่อเป็นบททดสอบของคุณชายรอง เช่นนั้นคงต้องทำอย่างจริงจังเสียแล้ว”
ถังเช่าพยักหน้า “ไม่กี่วันหลังจากนี้จะมีการประชุมอภิปรายที่วัดตงจือ ตอนนี้ฝ่าบาทกระตือรือร้นที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับคนผู้นั้น และเขาจะเข้าร่วมอย่างแน่นอน คุณหนูเจ็ดเตรียมตัวให้พร้อม”
“ได้เจ้าค่ะ” หลังจากพูดคุยเสร็จ ถังเช่าก็พาหมิงเวยกลับไปส่วนถังซีไปทำงานต่อ ก่อนออกเดินทาง หมิงเวยหยิบถั่วไปหนึ่งกำมือ และกลับไปที่รถม้าเพื่อปอกเปลือกกินต่อ
ถังเช่ามองนางอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “คุณหนูเจ็ดทานเช่นนี้ เหมือนว่าตระกูลถังจะเลี้ยงดูท่านไม่อิ่ม”
หมิงเวยหัวเราะ “ในที่สุดคุณชายรองเริ่มชวนข้าคุยแล้วหรือเจ้าคะ”
ถังเช่าเลิกคิ้ว “ข้าไม่ได้ชวนท่านคุยตอนไหนกัน วันนี้ไม่ใช่ข้าที่ไปหาท่านก่อนหรือ”
“นั่นเป็นเรื่องสำคัญ ท่านต้องมาอยู่แล้ว ไม่ได้เริ่มก่อนเจ้าค่ะ” หมิงเวยพูด
“อันที่จริงตั้งแต่ข้ามาที่หนานอัน คุณชายรองดูตัดญาติขาดมิตรมากจะไม่ให้ข้ารู้สึกแปลกใจได้อย่างไร หรือว่าการเดินทางครั้งนี้ทำให้คุณชายรองรู้สึกขุ่นเคืองกันเจ้าคะ”
ถังเช่าเงียบอยู่นานก่อนจะพูดว่า “เปล่าหรอก เพียงแต่หนานอันมีสายตามากมาย หากมีปัญหานิดหน่อยก็จะมีข่าวลือ หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความสงสัยจะดีกว่า”
“อ้อ” หมิงเวยหรี่ตาลง และถาม “เป็นคำพูดของฮูหยินใหญ่หรือเจ้าคะ”
ถังเช่าแสดงท่าทางประหลาดใจ เขาไม่ได้พูดอะไร และหมิงเวยก็ไม่ได้รู้ข้อมูลอะไรในตระกูลถัง เหตุใดถึงรู้ได้
“ข้าเดาถูกสินะเจ้าคะ!” หมิงเวยพูด “คนที่สามารถทำให้คุณชายรองใส่ใจได้มีเพียงผู้อาวุโสไม่กี่คนในตระกูลถังเท่านั้น ท่านกั๋วกงยุ่งมากคงไม่ใส่ใจละเอียดขนาดนั้น ท่านเองก็ไม่ได้ลำบากอะไรเขาคงไม่สั่งอะไรเกินความจำเป็น ส่วนฮูหยินผู้เฒ่านั้นคนที่ท่านกังวลอยู่ตอนนี้คือนายท่านสิบคงไม่ได้นึกถึงคุณชายรองอะไร เช่นนั้นก็เหลือเพียงฮูหยินใหญ่เท่านั้นแหละ”
“....”
“จริงสิ นักพรตจินล่ะเจ้าคะ ตั้งแต่มาหนานอันข้ายังไม่เห็นเขาเลย เขาไปไหนหรือ”
ถังเช่าพูด “…ออกไปข้างนอกกับคุณชายจี้ทุกวันคงเดินไปทั่วเพื่อหาของอร่อย”
หมิงเวยยิ้ม “ข้าก็กลัวว่าพี่ห้าจะเบื่อมีนักพรตจินอยู่ด้วยก็วางใจเจ้าค่ะ”
ทั้งสองคุยกันต่ออีกเล็กน้อย เมื่อกลับไปถึงจวนกั๋วกงก็แยกย้ายกันไปโดยไม่พูดอะไรอีก
…………
พระราชวัง
หยางชูกำลังพูดคุยกับฉางเจิ้งหมิงอย่างสนุกสนาน และเมื่อพวกเขาเดินไปถึงท้องพระโรงเสียนหมิงก็เห็นขันทีรับใช้ข้างกายเทียนเฉิงตี้รออยู่นอกประตู ข้างกายมีคนจำนวนหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ทหารรักษาพระองค์
ฉางเจิ้งหมิงหุบยิ้มแล้วดึงเขาไว้
“พี่ฉาง ทำไมหรือ”
ฉางเจิ้งหมิงพูดเสียงเบา “นั่นเป็นทหารของไต้กั๋วกง แสดงว่าเขาอยู่ด้านใน พวกเรารอก่อนเถิด”
“อ้อ”
ไต้กั๋วกงถังจิ้งออกมาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เดินจากไปเขาเหลือบมองหยางชูเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร จากนั้นก็เดินออกไปพร้อมกับทหารของเขา
ในสายตาของไต้กั๋วกงไม่สำคัญว่าหยางชูจะได้รับความโปรดปรานเพียงใด เขาไม่จำเป็นต้องสนใจเลย ทั้งสองเข้าไปในท้องพระโรงเสียนหมิง เทียนเฉิงตี้เท้าคางมือเดียวแล้วพิงกับโต๊ะเล่นตุ๊กตาล้มลุก
“ฝ่าบาท”
เมื่อได้ยินเสียงเขาเงยหน้าขึ้นเหลือบมองอย่างเกียจคร้าน “พวกท่านมาแล้ว!”
แม้สีหน้าดูไม่มีอะไร แต่ฉางเจิ้งหมิงรู้ได้ทันทีว่าเขาอารมณ์ไม่ดีถึงได้เล่นของเล่นนี้ ก่อนหน้านี้ที่เรียกพวกเขามาก็ยังดูอารมณ์ดีอยู่ไม่รู้ว่าไต้กั๋วกงไปพูดอะไรถึงทำให้ฮ่องเต้อารมณ์เปลี่ยนเช่นนี้
ฉางเจิ้งหมิงรออย่างอดทนอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดเทียนเฉิงตี้ก็เล่นจนพอใจแล้วพูดขึ้นเงียบๆ ว่า “เจิ้นก็ไม่ได้ดีไปกว่าตุ๊กตาล้มลุกนี้! เพียงไต้กั๋วกงสะกิดนิ้วก็นอนลงอย่างเชื่อฟัง”
……………