คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 669 ร่วงหล่น
ฉางเจิ้งหมิงกำลังจะปลอบเขา แต่ก็จะยินเสียง ‘พรืด’ ที่ข้างหู
เมื่อหันกลับไปก็เห็นหยางชูหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง
“พี่หยาง!” ฉางเจิ้งหมิงโกรธเล็กน้อยไม่เห็นหรือว่าฝ่าบาทอารมณ์ไม่ดีเหตุใดถึงได้หัวเราะเช่นนั้นกัน
“ขออภัยด้วย” หยางชูโบกมือ “ฝ่าบาทเปรียบเทียบได้น่าสนใจมากเลยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ” ใบหน้าของฉางเจิ้งหมิงบูดบึ้ง และในขณะที่เขากำลังจะพูดเขาก็ถูกพูดแทรก
“ฝ่าบาท มันค่อนข้างง่ายที่จะทำให้ตุ๊กตาล้ม” เขาเดินไปที่โต๊ะทรงอักษรและหยิบตุ๊กตาล้มลุกจากพระหัตถ์ของฮ่องเต้
“อ้อ ต้องใช้เคล็ดวิชาหรือ” ไม่เคยมีผู้ใดบอกเทียนเฉิงตี้มาก่อนเขาเลยอยากรู้มาก “ไม่จำเป็นหรอกพ่ะย่ะค่ะ มันง่ายมาก” หยางชูคลำอยู่ครู่หนึ่งแล้วใช้แรงแยกตรงกลางออกจากกัน จากนั้นก็หยิบตราประทับบนโต๊ะ
“ฝ่าบาท กระหม่อมใช้มันได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ท่านใช้เถอะ!” แล้วจ้องไปที่มันโดยไม่กะพริบตา
หยางชูยัดตราประทับเข้าไปปิดตุ๊กตาล้มลุกอีกครั้งจากนั้นกดให้แรงแล้วยึดมันไว้
“ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรอีกครั้ง” เขายื่นมือสะกิดจากนั้นตุ๊กตาล้มลุกก็ตกลงมา
เทียนเฉิงตี้ตกใจมาก “แค่ยัดสิ่งหนึ่งเข้าไป เหตุใดมันถึงล้มลง”
หยางชูยิ้ม “สาเหตุที่ไม่ล้มลงก็เพราะส่วนบนเบา ส่วนล่างหนัก หากทำให้ส่วนบนหนักมันก็จะล้มลง”
เทียนเฉิงตี้เงียบไปนานผ่านไปสักพักเขาก็พูดขึ้นอย่างเงียบๆ ว่า “ที่แท้ไม่จำเป็นต้องเอาไปก็สามารถเอาชีวิตไปได้”
หยางชูพูด “เมื่อตอนที่ยังเป็นเด็กกระหม่อมเล่นแบบนี้แล้วก็ถูกดุ หากตอนนั้นกระหม่อมสามารถให้เหตุผลเหมือนฝ่าบาทในตอนนี้ได้คงไม่โดนดุแน่นอน”
เทียนเฉิงตี้หัวเราะ และอาการซึมเศร้าของเขาก็หายไป “เจิ้นแค่พูดไปอย่างนั้น เจิ้งหมิงเจ้ายืนอยู่ตรงนั้นทำอะไร มานี่สิ”
ฉางเจิ้งหมิงลูบคางพลางมองหยางชูด้วยแววตาที่ซับซ้อน
ก่อนหน้านี้ฝ่าบาทอารมณ์ไม่ดีตนมักเสียเวลาในการพูดอยู่นานกว่าจะแก้ไขปัญหาได้ แต่คุณชายหยางผู้นี้ใช้คำพูดเพียงไม่กี่คำก็สามารถทำให้ฝ่าบาทเปลี่ยนความโกรธเป็นความสุขได้มันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีนะ…
“ฝ่าบาทอารมณ์ไม่ดี ไต้กั๋วกงมาพูดอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ ตระกูลถังคิดจะทำอะไร”
เทียนเฉิงตี้พูด “จะพูดอะไรอีก เรื่องสำคัญเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในมือเจิ้นแล้ว ไต้กั๋วกงแค่มาบอกว่าพวกเขาจับกุมชนชั้นสูงจากแคว้นฉีได้”
หยางชูได้ยินอย่างนั้นก็ใจเต้นแรงเขาถามอย่างไม่ใส่ใจว่า “มีชนชั้นสูงจากแคว้นฉีมาแคว้นฉู่ด้วยหรือ รนหาที่ตายหรืออย่างไร”
“เขาไม่ได้มาด้วยตนเอง แต่ถูกลักพาตัวมา” เทียนเฉิงตี้พูดอย่างอารมณ์ดี
“พูดแล้วก็แปลก สถานะของคนผู้นี้พิเศษมากเป็นคู่หมั้นของเสียนอ๋องแห่งแคว้นฉี น่าเสียดายจริงๆ เป็นคุณหนูในห้องหออยู่ดีๆ กลับมาตกต่ำที่ต่างแดนเช่นนี้คงกลับไปไม่ได้แล้ว”
หัวใจของหยางชูเต้นผิดจังหวะ เขาพูดว่า “ตระกูลถังต้องจับเสียนอ๋องสิ จับคู่หมั้นของเสียนอ๋องจะไปมีประโยชน์อะไรกัน”
“ผู้ใดบอกว่าไม่ใช่ล่ะ” เทียนเฉิงตี้พูด “ยังไม่ได้แต่งงานกันแค่เปลี่ยนตัวคู่หมั้นก็พอแล้ว หรือจะให้จ่ายค่าไถ่หรือ สถานะยังเบาบางเกินไปไม่คุ้มค่าหรอก!”
ในแคว้นฉีมีเสียนอ๋องอยู่ไม่กี่คน และเขาเป็นผู้เดียวที่มีคู่หมั้น หยางชูมั่นใจเลยว่าผู้ที่เทียนเฉิงตี้กล่าวถึงต้องเป็นหมิงเวยแน่ ขอบคุณสวรรค์ที่นางยังไม่เป็นอะไร
หยางชูตัดสินใจแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไต้กั๋วกงมาพูดอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ หรือว่าจะส่งมอบให้ฝ่าบาท ก็จริงอยู่ด้วยสถานะเช่นนี้ให้อยู่ในตระกูลถังคงไม่ดี”
เทียนเฉิงตี้แค่นหัวเราะ “ตระกูลถังสนด้วยหรือ เขาแค่มาทักทายบอกว่าไม่มีข่าวอะไรจากแคว้นฉี เกรงว่าเขาคงไม่สนใจหรอกคงจัดการกับสตรีผู้นั้นตามใจชอบ หึ..อย่าตกหลุมรักสตรีผู้นั้นจนอยากรับมาเป็นอนุก็แล้วกัน”
หยางชูได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกประหม่าเล็กน้อย “ไต้กั๋วกงคงไม่ใช่คนเช่นนั้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ ไม่เห็นได้ยินว่าเขาเป็นคนเจ้าชู้”
“การรับอนุไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรจำเป็นต้องเจ้าชู้ด้วยหรือ” เทียนเฉิงตี้พูดอย่างไม่ใส่ใจแล้วหันไปถามฉางเจิ้งหมิง “เจิ้งหมิง การประชุมอภิปรายที่วัดตงจือเหลืออีกกี่วัน” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
หยางชูไม่สนใจฟังการสนทนาของพวกเขา ตอนนี้เขาแทบรอไม่ไหวที่จะเหาะไปหาตระกูลถังเพื่อตามหาหมิงเวยแล้วรีบพากลับแคว้นฉีเพื่อแต่งงานทันที!
ไม่ได้ๆ เขาต้องอดทน
ที่นี่คือหนานอัน ต้องคิดหาวิธีที่ต้องไร้ข้อผิดพลาด
หลังจากนั้นเทียนเฉิงตี้พูดอะไรเขาไม่ได้ตั้งใจฟัง เพราะหัวใจของเขามันบินออกไปนอกวังแล้ว
หลังจากพูดคุยกับฮ่องเต้เสร็จ ในตอนที่ออกจากวังฉางเจิ้งหมิงอธิบายมากมาย แต่กลับเห็นเขาใจลอยเลยอดไม่ได้ที่จะถามว่า “พี่หยาง ท่านมีเรื่องอะไรในใจหรือไม่”
หยางชูถอนหายใจ “ตอนที่ฝ่าบาทพูดถึงหวางเฟยแห่งแคว้นฉีนั้นมันทำให้ข้านึกถึงตัวเองเลยอดไม่ได้ที่จะกังวล”
ฉางเจิ้งหมิงแปลกใจ “ท่านมีอะไรให้กังวลหรือ”
“ฝ่าบาทบอกว่าสตรีผู้นั้นกลับแคว้นฉีไม่ได้แล้วนางตกต่ำในต่างแดนเช่นนี้ หากกลับไปต้องถูกสงสัยแน่นอน เช่นนั้นข้าล่ะหากกลับไปก็คง…”
เทียนเฉิงตี้ยังคงต้องการเขา ฉางเจิ้งหมิงจะให้เขาจากไปได้อย่างไรจึงรีบพูดว่า “พี่หยางกับนางจะเหมือนกันได้อย่างไร นางเป็นสตรี ถูกสงสัยว่าเสียพรหมจรรย์ก็เหมือนเส้นทางชีวิตถูกตัดขาดแล้ว แต่ท่านไม่ใช่สำหรับบุรุษแล้วการสร้างความสำเร็จเป็นรากฐาน หากท่านสร้างความสำเร็จในแคว้นฉู่ ผู้ใดจะว่าอะไรท่านได้ ไม่แน่ว่าครอบครัว และสหายของท่านอาจต้องพึ่งพาท่านในอนาคต!”
หยางชูครุ่นคิด “ที่พี่หยางพูดมาก็มีเหตุผล…”
“ท่านวางใจเถอะ” ฉางเจิ้งหมิงปลอบโยนเขา “ฝ่าบาทชื่นชอบท่านเช่นนี้ยังต้องกังวลเกี่ยวกับอนาคตอีกหรือ ทันทีที่การประชุมอภิปรายที่วัดตงจือเริ่มขึ้น ฝ่าบาทจะทำทุกอย่างตามอำนาจของเขาเพื่อช่วยให้ท่านอยู่ในจุดที่สูง เมื่อถึงตอนนั้นท่านจะมีชื่อเสียงในแคว้นฉู่ และฝ่าบาทก็จะให้ตำแหน่งกับท่าน…”
เขาบรรยายถึงอนาคตที่สวยงามจนหยางชูอดยิ้มไม่ได้ และพูดอย่างถ่อมตน
“พี่ฉางให้เกียรติข้าเกินไปแล้ว ข้ายังห่างไกลจากความสามารถนี้! เกรงว่าเมื่อถึงตอนนั้นจะทำให้ฝ่าบาทขายหน้าเอาได้”
“อย่ากลัวไปเลย ความสามารถของท่านพวกเราได้เห็นกับตาแล้ว ในแคว้นฉู่จะมีผู้ใดสู้ท่านได้”
หยางชูแสดงสีหน้าพึงพอใจทั้งยับยั้งชั่งใจเขาซ่อนร่องรอยของความปรารถนา “หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”
หลังจากออกจากวังทั้งสองก็แยกย้ายกลับเรือนของตน หยางชูเดินเข้าไปแล้วขยิบตาให้ตัวฝู
หลังจากนั้นไม่นานทั้งสี่คนก็รวมตัวกัน
“พบนางแล้ว” หยางชูพูด
ตัวฝูดีใจมาก “จริงหรือเจ้าคะคุณชาย คุณหนูอยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ”
“จวนไต้กั๋วกง” หยางชูหันไปหาโหวเหลียง “โหวเหลียง วันรุ่งขึ้นเจ้าหาวิธีสืบข่าวที่จวนไต้กั๋วกงด้วย”
โหวเหลียงพยักหน้า “เข้าใจแล้วขอรับ”
หยางชูสั่งการอาสวนอีกว่า “คนจากนอกเมืองจัดการเสร็จหรือยัง ต้องสามารถเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา ขอเพียงมีโอกาสพวกเราจะถอนตัวทันที”
อาสวนตอบรับ “คุณชายวางใจได้ขอรับ ข้าน้อยได้ออกคำสั่งแล้วว่าตราบใดที่พบคุณหนูหมิง และอาหว่านก็จะจากไปทันที”
ตัวฝูกังวล “แล้วบ่าวล่ะเจ้าคะคุณชาย บ่าวต้องทำอะไร”
“เจ้าไม่ต้องทำอะไรแล้ว” หยางชูพูด “รอรับคุณหนูของเจ้าก็พอ”
“แต่ว่า…”
“ตัวฝูเจ้าต้องอดทนไว้” หยางชูแนะนำอย่างนุ่มนวล “ยิ่งวิกฤติมากเท่าไร เราก็ยิ่งผ่อนคลายไม่ได้ เจ้าต้องปิดบังตัวตนของข้าเพื่อที่พวกเราจะได้มีโอกาสลอบหนีออกไป”
………………