คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 670 ของนาง
ไม่กี่วันต่อมาการประชุมอภิปรายวัดตงจือก็เริ่มขึ้น เส้นทางจากหนานอันไปเขาเวิ่นเสียมีประชาชนคนหนุ่มสาวคนแก่ไปทั่วทุกที่
หมิงเวยยกม่านขึ้นรถ และถามเวินซิ่วอี๋ว่า “ชาวแคว้นฉู่คึกคักเพียงนี้เลยหรือ หญิงชราผู้นั้นแทบเดินไม่ไหวแล้วแต่ยังคงอยากชมการอภิปรายพุทธศาสนา”
นางชี้ไปที่หญิงชราคนหนึ่งที่หลานชายของนางแบกขึ้นหลังนางดูเหมือนอายุแปดสิบปีแล้ว
เวินซิ่วอี๋นั่งอยู่ด้านในสุดสีหน้าราวกับจะไปหลุมฝังศพ “ข้าจะรู้ได้อย่างไร เหตุใดไม่ถามพวกนางล่ะ”
เสวี่ยอิง และไห่เอี้ยนที่ถูกพูดถึงมองหน้ากันด้วยท่าทางที่ทำอะไรไม่ถูก
หมิงเวยยิ้มแล้วเรียก “คุณหนูเวิน…”
เวินซิ่วอี๋ทนไม่ไหวระเบิดออกไปว่า “คุณหนูเวินอะไร ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ได้แซ่เวิน จงใจเรียกให้ข้าอับอายหรืออย่างไร กลับมาแคว้นฉู่ตั้งนานแล้วจะเรียกคุณหนูทำไมอีก”
หมิงเวยเลิกคิ้ว “แล้วท่านแซ่อะไร”
“ข้าไม่มีแซ่!” เวินซิ่วอี๋พูดอย่างโกรธจัด “พวกเราสำนักหมอผีไม่ใช่คนจงหยวน ไม่มีการสืบทอดแซ่!”
“แต่คุณชายฉือ…”
“เขาชื่อฉือชิ่งท่านคิดว่าเขาแซ่ฉือหรือ พวกท่านแค่คิดไปเอง!” หมิงเวยทำสีหน้าเห็นอกเห็นใจ
เวินซิ่วอี๋ยิ่งโกรธมากขึ้น “ท่านทำสีหน้าเช่นนั้น หมายความว่าอย่างไร”
หมิงเวยแปลกใจเล็กน้อย “ทำไม ข้าทำอะไรหรือ”
“สีหน้าเมื่อครู่ ท่านไม่ได้เยาะเย้ยข้าอยู่หรือ”
หมิงเวยทำหน้าไร้เดียงสา “ท่านกำลังกล่าวหาข้านะ ข้าไม่ได้กลอกตาหรือหัวเราะใส่ท่านเลย เหตุใดถึงเป็นเยาะเย้ยท่านได้ล่ะ คุณหนูเวิน ท่านกำลังแกล้งข้าอยู่หรือ”
“ท่านยัง…”
ยังไม่ทันที่เวินซิ่วอี๋จะพูดจบหน้าต่างรถม้าก็ถูกเคาะตามด้วยเสียงของถังเช่า
“เกิดอะไรขึ้น”
ไม่จำเป็นต้องให้หมิงเวยพูด เวินซิ่วอี๋ตอบกลับไปว่า “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ”
ถังเช่าไม่ถามอะไรอีก แต่พูดขึ้นว่า “อีกเดี๋ยวก็ถึงแล้ว พวกท่านทนหน่อย”
“อ้อ” เวินซิ่วอี๋ทรุดตัวลงด้วยท่าทีเหี่ยวเฉา การเดินทางครั้งต่อไปต้องหุบปากไม่พูดอะไรอีก
หมิงเวยมองออกว่านางคงถูกอีกฝ่ายปฏิเสธไปแล้ว ไม่น่าแปลกใจที่นางอารมณ์ไม่ดี คุณชายรองโหดร้ายจริงๆ เห็นได้ชัดว่าแม่นางซิ่วอี๋เดินทางไกลไปแคว้นฉีเพื่อเขา แต่พูดปฏิเสธได้อย่างเฉยเมย ที่จริงแล้วการแต่งงานกับเวินซิ่วอี๋ก็ไม่เลว นางทุ่มเทให้กับเขามาก...
เดี๋ยวก่อนนะในประวัติศาสตร์เขาแต่งงานกับผู้ใดนะ หมิงเวยนึกย้อนความทรงจำของตนเองแล้วจู่ๆ นางก็พบอะไรบางอย่างราวกับว่าถูกฟ้าผ่า
……………
พระพุทธศาสนาในแคว้นฉู่รุ่งเรืองมาก วัดก็เต็มไปด้วยธูปตลอดทั้งปี และผู้คนเดินทางมาไม่ขาดสาย
การประชุมอภิปรายในวันนี้มีผู้คนหนาแน่นมาก โชคดีที่ตระกูลถังได้รับการปรนนิบัติเป็นพิเศษ รถม้าเข้าสู่วัดโดยตรงจากประตูด้านข้างจึงไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้คน
หมิงเวยมองถังเช่าบ่อยครั้งตั้งแต่ลงจากรถ
ถังเช่าถูกนางจ้องมองจนรู้สึกสับสนจึงเอ่ยปากถามว่า “คุณหนูเจ็ด ข้ามีอะไรผิดปกติหรือ”
“ไม่มีเจ้าค่ะ” หมิงเวยหันกลับไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไม่มีจริงหรือ”
“ไม่มีก็คือไม่มีเจ้าค่ะ”
ทั้งสองพูดคุยกันไม่กี่คำ เวินซิ่วอี๋แค่นหัวเราะแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
แม้ว่านางจะถูกปฏิเสธ แต่ก็ไม่สามารถทนมองศิษย์พี่ของนางเกี้ยวผู้อื่นต่อหน้านางได้…ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีท่าทีเกี้ยวกันเลยก็ตาม
หมิงเวยมองตามแล้วกลั้นหัวเราะ
เอกสารทางประวัติศาสตร์กระจัดกระจายมาก นางไม่พบบันทึกที่เขียนไว้อย่างชัดเจน แต่มีข้อความในบันทึกจากคนรุ่นก่อนว่าบุตรชายของถังเช่าเกิดจากองค์หญิงผู้หนึ่ง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเขาน่าจะอภิเษกกับองค์หญิง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ยากที่จะจินตนาการว่าคนเช่นเขาจะเลือกองค์หญิง
เอ๋ พูดถึงเรื่องนี้ ถังเช่าในความฝันของฮูหยินผู้เฒ่าถังแตกต่างจากตอนนี้ ตอนนี้มีอะไรที่ไม่เหมือนกับในประวัติศาสตร์ก็อาจเป็นงานแต่งงานของถังซี เพราะการแทรกแซงของนางทิศทางเลยเปลี่ยนไป เป็นไปได้หรือไม่ที่ชีวิตก่อนถังเช่าและตระกูลถังขัดแย้งกันเขาเลยเลือกอภิเษกกับองค์หญิงเพื่อสะสมอำนาจ
แน่นอนว่าหากไม่เห็นสถานการณ์ในประวัติศาสตร์ ทั้งหมดนี้เป็นแค่การคาดเดา เวลาสำหรับการประชุมอภิปรายกำลังใกล้เข้ามาที่ลานเต็มไปด้วยผู้คนซึ่งหนาแน่นอย่างรวดเร็ว
อาคารหลายหลังที่เตรียมไว้เป็นพิเศษสำหรับแขกผู้มีเกียรติก็แออัดเช่นกัน
หมิงเวยนั่งลงครู่หนึ่งจี้เสียวอู่ และนักพรตจินก็เดินกอดคอกันเข้ามา
จี้เสียวอู่วิ่งเข้ามาหาอย่างกระตือรือร้นแล้วยื่นถั่วทอดหนึ่งกำมือให้นางแล้วพูดอย่างใส่ใจว่า “น้องหญิง นี่เป็นถั่วทอดที่ดีที่สุดในวัดตงจือข้าต่อแถวถึงสองเค่อกว่าจะได้มันมา เจ้าลองชิมดู”
หมิงเวยเหลือบมองเขาด้วยรอยยิ้ม “ไม่ได้เห็นหน้าพี่ห้ามาหลายวัน นึกว่าจะลืมน้องคนนี้ไปเสียแล้ว หนานอันสนุกหรือไม่ มีความสุขกับการใช้ชีวิตในที่ใหม่จนลืมบ้านเกิดหรือยังเจ้าคะ”
จี้เสียวอู่ดูจริงจัง “น้องหญิง เจ้าพูดอะไรน่ะ พวกเรากลับไปไม่ได้ไม่ใช่หรือ ข้าไม่ได้นั่งคอตกทั้งวันหรอกนะ เจ้าเองก็ดูไม่มีความสุข!”
หมิงเวยเหลือบมองเวินซิ่วอี๋แล้วพยักหน้า “ก็มีเหตุผลเจ้าค่ะ”
เวินซิ่วอี๋โกรธ “ท่านมองข้าทำไมกัน ทำเป็นด่าคนนี้ แต่ความจริงด่าคนนั้นอยู่หรือ”
หมิงเวยพูดอย่างไร้เดียงสา “ข้าทำแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไรกัน ด่าเมื่อไรกัน ข้าดูมีความเป็นผู้ดีเพียงนี้จะทำเรื่องไม่สุภาพเช่นนั้นได้อย่างไร”
“…” เวินซิ่วอี๋อยากจะฉีกหน้าสตรีผู้นี้ เหตุใดถึงเสแสร้งได้ขนาดนี้นะ
จู่ๆ นักพรตจินก็พูดขึ้นว่า “นั่นใช่นายท่านสิบหรือไม่”
ทุกคนมองไปในทิศทางที่เขาชี้ และแน่นอนว่าพวกเขาเห็นถังซี
ถังซีไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่คนที่อยู่ด้วยกันกับเขาเป็นบุรุษหลายคนในวัยเดียวกัน แต่ละคนแต่งกายดูดีแค่มองก็รู้ว่าสถานะไม่ธรรมดา
“คนพวกนั้นคือผู้ใดกัน” จี้เสียวอู่ถาม “เหตุใดนายท่านสิบไม่มานั่งกับพวกเราล่ะ”
เวินซิ่วอี๋เหลือบมองแล้วพูดว่า “นั่นฝ่าบาทกับคุณชายใหญ่ฉาง”
“อ้อ แล้วอีกคนหนึ่งล่ะ”
กลุ่มของถังซีมีผู้คนจำนวนมาก แต่เห็นได้ชัดว่ามีทหารอยู่ข้างหลังพวกเขา มีเพียงคนเดียวที่เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับคุณชายใหญ่ฉาง แต่เดินตามหลังเทียนเฉิงตี้เพียงครึ่งก้าวเห็นได้ชัดว่าสถานะของพวกเขาแตกต่างกัน
เวินซิ่วอี๋พูด “ไม่รู้ ไม่เคยเห็นมาก่อน”
นักพรตจินยิ้ม “คนผู้นั้นต้องเป็นคนโปรดคนใหม่ของฝ่าบาทใช่หรือไม่”
พูดแล้วก็หันไปยักคิ้วหลิ่วตากับจี้เสียวอู่
จี้เสียวอู่หัวเราะเสร็จก็เห็นว่าหมิงเวยกำลังมองคนผู้นั้นไม่หันไปไหน และไม่ได้ละสายตาไปเป็นเวลานาน
เขาถามด้วยความแปลกใจ “น้องหญิงกังวลอยู่หรือ”
หมิงเวยหันกลับมามอง และยิ้มเล็กน้อย “นิดหน่อยเจ้าค่ะ”
เวินซิ่วอี๋พ่นลมหายใจ และพูดอย่างดูถูก “กังวลกับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ใจไม่นิ่งเลยนะ”
หมิงเวยเห็นด้วย “ที่แม่นางซิ่วอี๋พูดมาก็ถูก ข้าไม่เคยเห็นงานใหญ่ขนาดนี้มาก่อน”
เห็นได้ชัดว่าคล้อยตามคำพูดของนาง แต่เวินซิ่วอี๋มีความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ราวกับว่าอีกฝ่ายดูถูกตน แต่การเลือกคำนี้ไม่ผิด จะหักหน้าก็ไม่เหมาะสม เวินซิ่วอี๋จึงทำได้เพียงฝืนกลืนมันลงคอไป
หมิงเวยถอนสายตากลับมานานแล้ว ความคิดทั้งหมดของนางในตอนนี้อยู่ที่ตัวคุณชายหยางผู้นั้นไม่สนใจการกลั่นแกล้งของเวินซิ่วอี๋
แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ห่างไกลกัน และแม้ว่านางจะมองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย แต่นางจำไม่ผิดแน่คุณชายหยางผู้นั้นคือคุณชายหยางของนาง
………………