คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา - ตอนที่ 861 หุงข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก / ตอนที่ 862 ข้าก็ป่วยเช่นกัน
- Home
- คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา
- ตอนที่ 861 หุงข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก / ตอนที่ 862 ข้าก็ป่วยเช่นกัน
ตอนที่ 861 หุงข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก
นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋จื่อพูดกับเขาเอง เขาจึงรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก ก้นที่เพิ่งลุกขึ้นได้ไม่เท่าไรหย่อนกลับไป เขาโบกมือเบาๆ “แม่นางไป๋เชิญพูด”
ไป๋จื่อถามคำถามที่ไม่สลักสำคัญกับเขาหลายคำถาม จุดประสงค์ก็เพื่อถ่วงเวลา คอยดูว่าฤทธิ์ยาที่ฮองเฮาวางไว้จะเป็นอย่างไร
ครั้นเห็นโอรสยังคุยเล่น ฮองเฮาก็ร้อนใจมาก นางอยากจะถลาไปลากตัวเขาออกไปเสียจริง ทว่าทำเช่นนั้นต่อหน้าไป๋จื่อจะมีแต่เสียกับเสีย
ขณะที่พระนางกำลังร้อนรนเหมือนมดบนหม้อร้อนๆ ฉู่เฟิงก็เริ่มดึงคอเสื้อ กล่าวกับนางกำนัลข้างๆ ว่า “เหตุใดร้อนเช่นนี้ เตาไฟใต้ดินแรงเกินไปกระมัง”
นางกำนัลหน้าซีดเผือด นางขยิบตาให้เขาอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่น่าเสียดายที่เซียวอ๋องผู้นี้พูดจบแล้วก็ไม่ได้มองนางอีก ดวงตาของเขาจับจ้องแต่ใบหน้าของจื่อ ย่อมไม่เห็นแววตาของนางอยู่แล้ว
ร้อน ร้อนยิ่งนัก ร้อนลวกจากข้างในสู่ข้างนอก ฉู่เฟิงยื่นมือไปปลดกระดุมเสื้ออย่างอดไม่อยู่ พร้อมกันนั้นก็มีเหงื่อไหลลงมาจากหน้าผากด้วย
ไป๋จื่อมุ่นคิ้ว เยี่ยมนัก ตั้งใจใส่ยาชนิดนี้ให้นางเลยหรือนี่ หากเมื่อครู่นางนั่งลงโดยไม่ทันสังเกต ตอนนี้นางคงกลายเป็นลูกแกะรอเชือดแล้วกระมัง
นางไม่ได้พูดคุยกับฉู่เฟิงอีก สายตาของนางเย็นชาขึ้นมา นางเบือนหน้าหนี เลี่ยงแววตาร้อนเร่าสองสายจากฉู่เฟิง
ฮองเฮาเห็นโอรสเริ่มเสียกิริยาแล้ว จึงไม่สนใจอะไรอย่างอื่นอีก นางรีบกล่าวกับขันทีข้างๆ “ยังตะลึงลานอะไรอยู่ ท่านอ๋องไม่สบาย ประคองเขาออกไปสิ”
ขันทีเร่งก้าวไปข้างหน้า หมายจะประคองฉู่เฟิงลุกขึ้นจากเก้าอี้ ทว่าฉู่เฟิงในเวลานี้สติพร่าเลือนไปบ้างแล้ว เมื่อยาออกฤทธิ์ สัญชาตญาณสัตว์ป่าก็กลืนกินเขาราวกับน้ำหลากเข้ามา เขาแม้กระทั่งไม่สนใจคิดใคร่ครวญหรือควบคุมอารมณ์ ความมีเหตุผลหายไปไร้ร่องรอยแล้ว
เขาดันร่างขันทีออก เขาเดินไปหาไป๋จื่ออย่างโซซัดโซเซ
ไป๋จื่อรีบเบี่ยงตัวหนี นางมุ่นคิ้วกล่าว “ท่านอ๋อง โปรดสงวนท่าทีด้วยเจ้าค่ะ ที่นี่คือตำหนักชิ่งอัน คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือเสด็จแม่ของท่านนะเจ้าคะ”
ไหนเลยตอนนี้ฉู่เฟิงจะยังสนใจว่านางพูดอะไร เขาเห็นเพียงนางอ้าหุบริมฝีปากสีชมพูระเรื่อ ยั่วยวนใจยิ่งนัก ทำให้เขาอยากจะกอดนางไว้ในอ้อมอก ทะนุถนอมนางอย่างดีสักยก
เมื่อคิดได้เช่นนั้น แน่นอนว่าเขาย่อมต้องการลงมือทำทันที เขาโผไปข้างหน้า หมายจะกอดนางเอาไว้
ไป๋จื่อป้องกันตัวไว้นานแล้ว นางหลบหลีกอย่างปราดเปรียว พลางกล่าวเสียงแข็ง “เซียวอ๋อง โปรดระวังด้วย ไม่เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
ซูฉุนที่นั่งอยู่เบื้องบนได้ยินดังนั้น ก็พลันโมโหขึ้นมาไม่น้อย “ไป๋จื่อ เจ้าช่างกล้านัก กล้าพูดเช่นนี้กับเซียวอ๋องได้อย่างไร เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร”
ไป๋จื่อแค่นเสียง “หม่อมฉันย่อมรู้ว่าตนเองเป็นใครเพคะ ข้าไม่ใช่บ่าวไพร่ในตำหนักชิ่งอันของฮองเฮา ที่ฮองเฮาจะข่มเหงรังแกได้ตามใจชอบ หากมีอะไรเกิดขึ้นกับข้าในตำหนักชิ่งอันวันนี้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ฮองเฮาได้คิดบ้างหรือไม่เพคะ ว่าสุดท้ายแล้วจะมีผลลัพธ์เช่นไร”
สุดท้ายจะมีผลลัพธ์เช่นไร
สิ่งแรกที่ฮองเฮานึกได้ก็คือตงฟางมู่ คนผู้นี้จะต้องปรี่มาคิดบัญชีกับนางถึงที่นี่อย่างแน่นอน แม้กระทั่งถือดาบบุกไปที่จวนเซียวอ๋อง ทว่าเขาไม่กล้าลงมือกับเฟิงเอ๋อร์จริงๆ แน่ ถึงอย่างไรเสียเฟิงเอ๋อร์ก็เป็นองค์ชาย หุงข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก[1] แม้กระบวนการจะจะไม่ถึงขั้นมีเกียรติ แต่ผลลัพธ์จะมีแต่สิ่งที่ดี เช่นนั้นไม่ดีหรืออย่างไร
เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้แล้ว ฮองเฮาก็ตัดสินใจเด็ดขาด สั่งขันทีข้างๆ ว่า “จับนางนอนลง”
ไป๋จื่อคิดไม่ถึงเลยว่าฮองเฮาจะหน้าไม่อายจนถึงขั้นนี้ วางยาไม่สำเร็จ ตอนนี้เปลี่ยนมาใช้กำลังบังคับเลยหรือนี่
ขันทีสองเข้าก้าวเข้ามา นางใช้วิชายูโดที่เคยร่ำเรียนในยุคปัจจุบัน เหวี่ยงร่างขันทีข้ามผ่านไหล่ กระแทกลงบนพื้นได้อย่างสวยงาม
ขันทีตัวเล็กนัก หากเป็นขันทีที่ตัวสูงใหญ่ เกรงว่าจะไม่ง่ายดายเช่นนี้
นางต้องรีบหาโอกาสหลบหนีไปถึงจะใช้ได้
……….
ตอนที่ 862 ข้าก็ป่วยเช่นกัน
ฮองเฮาคล้ายกับมองความคิดของนางออก จึงยกมือขึ้นทันใด “ปิดประตู!”
ประตูใหญ่ของตำหนกชิ่งอันค่อยๆ ปิดลง แสงสว่างภายในหมองลงมากทีเดียว ไป๋จื่อหนักใจเล็กน้อย พลางมองฉู่เฟิงที่ย่างสามขุมเข้ามาหานาง นางจึงยกมือขึ้นหยิบปิ่นทองออกจากบนศีรษะ
สีหน้าของฮองเฮาพลันเปลี่ยนไป นางร้องเสียงแหลม
ตอนนี้เอง ไป๋จื่อแทงปิ่นทองไปที่ไหล่ซ้ายของฉู่เฟิง นางไม่โง่ถึงขั้นลงมือฆ่าคนที่นี่ ไม่ว่าอย่างไรฉู่เฟิงก็เป็นองค์ชาย หากเขาตายด้วยน้ำมือของนาง คงไม่ต้องพูดว่านางจะไม่จุดจบอย่างไร เกรงว่าจะพัวพันถึงสกุลตงฟางด้วยซ้ำ
เมื่อถูกปิ่นแทงเช่นนี้ ความเจ็บปวดอย่างยิ่งยวดก็ทำให้ฉู่เฟิงคืนสติกลับมาได้เล็กน้อย เขามองไป๋จื่ออย่างงุนงง “จะ เจ้าทำอะไร ข้าเป็นอะไรไป”
ไป๋จื่อไม่สนใจเขา นางหมุนกายวิ่งหนีไป ทว่านางกำนัลและขันทีในตำหนักตามนางทัน ล้อมนางไว้ได้ในมุมหนึ่งของประตูตำหนัก ส่วนฉู่เฟิง ถึงแม้ตอนนี้เขาจะบาดได้ แต่ฤทธิ์ยารุนแรงก็ทำให้เขาลืมความเจ็บไปชั่วคราว ดวงตาแดงก่ำของเขาไม่ต่างอะไรกับสัตว์ป่า พลางก้าวเข้ามาหาไป๋จื่อราวกับเห็นนางเป็นเหยื่ออย่างไรอย่างนั้น
ในตำหนักใหญ่นี้มีนางกำนัลอยู่มากมาย แต่ละคนหน้าตาไม่เลว ทว่าในสายตาของเขากลับมีเพียงแต่ไป๋จื่อ นางขยับไปทางใด ดวงตาของเขาก็เคลื่อนไปทางนั้น เมื่อนางไม่ขยับ ดวงตาของเขาก็ไม่เคลื่อนไปไหนเช่นกัน
ไป๋จื่อหลบนางกำนัลตัวใหญ่สองคน ก่อนจะขว้างจอกชาบนโต๊ะใส่พวกนาง ทำให้พวกนางคนหนึ่งหัวแตก เลือดไหลโชก
ขณะนี้ประตูตำหนักเปิดออกเป็นซอกเล็กๆ ขันทีน้อยคนหนึ่งลอดเข้ามา รีบร้อนกระซิบที่ข้างหูของฮองเฮา สีหน้าของพระนางเปลี่ยนไปมากในทันที ก่อนจะเอ่ยด้วยโทสะว่า “เช้าไม่ป่วย สายไม่ป่วย กลับจะป่วยเอาเสียตอนนี้ นี่จงใจเป็นปฏิปักษ์ต่อข้าอย่างเห็นได้ชัด”
“ฮองเฮา ตอบกลับไปอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีถาม
ฮองเฮาทันควัน “บอกไปว่าข้าก็ป่วยเช่นกัน ไป๋จื่อกำลังรักษาให้ข้าอยู่ รอนางรักษาข้าเสร็จแล้ว ย่อมถึงตาของนางเอง”
ไป๋จื่อได้ยินเสียงฮองเฮาชัดเจน ท่าทางพระสนมซูเฟยจะยื่นมือเข้าช่วยแล้ว แต่นางรู้ได้อย่างไรว่าตนอยู่ที่นี่ ไม่ถูกต้อง หากเป็นหูเฟิง ด้วยนิสัยของเขาแล้ว เขาไม่มีทางไปหาพระสนมซูเฟยแน่ แต่จะบุกมาพาตัวนางออกจากที่นี่โดยตรง ไม่มีทางขอความช่วยเหลือคนอื่นเพื่อช่วยนางในเวลาเช่นนี้แน่
ต้องเป็นเพราะหมอหลวงสวี่ไม่ได้ไปหาหูเฟิง จึงไปหาพระสนมซูเฟยแทนแน่ๆ
ขันทีออกไปแล้ว ไม่นานนักเขาก็เร่งร้อนกลับมาอีก สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก “ฮองเฮา พระสนมซูเฟยบอกว่าหากไม่ให้แม่นางไป๋ออกไปตินนี้ นางจะพาฝ่าบาทมาที่ตำหนักชิ่งอันพ่ะย่ะค่ะ”
ฮองเฮามองไปทางฉู่เฟิง ที่กำลังคิดจะโผเข้าหาไป๋จื่อ แต่กลับคว้าน้ำเหลวร่ำไปในทันที บัดนี้เขาถอดเสื้อตัวนอกของตนเองออก เผยท่าทางอุบาทว์แล้ว หากฝ่าบาทมาเห็นภาพนี้เข้า ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพระองค์จะลงโทษพวกตนสองแม่ลูกอย่างไร
นางรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง แต่หากไม่ทำอะไรสักอย่าง นางสารเลวเมิ่งเสวียนหลิงคงจะเชิญฝ่าบาทมาจริงๆ เช่นนั้นผลลัพธ์สุดท้ายก็ยากจะจินตนาการได้แล้ว
วังหลังมีกฎห้ามอย่างชัดเจน ไม่อนุญาตให้ใช้ยาชนิดนี้ เดิมทีฝ่าบาทก็เย็นชากับนางอยู่แล้ว หากเกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้นอีก พระองค์คงจะชิงชังเขากระดูกดำ ไม่มาพบนางอีกตลอดกาล
หลังจากคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ในที่สุดนางก็ลั่นวาจา “เปิดประตู ปล่อยนางออกไป”
ไป๋จื่อถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากหลบการจับกุมของฉู่เฟิงได้แล้ว นางก็จับปอยผมที่หลุดรุ่นในทันที แล้วหนีออกไปทางตำหนักข้าง ออกไปจากตำหนักชิ่งอันอย่างรวดเร็ว
…
เมิ่งเสวียนหลิงและหมอหลวงสวี่ชะเง้อคอมองหาอยู่ข้างนอกตำหนักชิ่งอัน เมื่อเห็นเด็กสาวออกมาได้อย่างปลอดภัย ก็พากันถอนใจโล่งอกทั้งคู่
ฝ่ายเมิ่งเสวียนหลิงพิจารณาดูไป๋จื่อ เสื้อผ้าของนางนับว่าเรียบร้อยดี มีแต่ผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย หากไม่มองดูอย่างตั้งใจย่อมไม่สังเกตเห็น “ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” นางถามด้วยเสียงอ่อนโยน เพราะในใจรู้สึกกังวลอยู่บ้าง
น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยของเมิ่งเสวียนหลิงทำให้ไป๋จื่อนึกถึงจ้าวหลานและตงฟางหว่านเอ๋อร์ หากพวกนางรู้ถึงหายนะที่นางเจอในวันนี้ ไม่แน่ว่าจะต้องตกใจแทบแย่แน่นอน
……….
[1] หุงข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก (生米煮成熟饭) หมายถึง เรื่องราวเลยเถิดเกินกว่าที่จะแก้ไขอะไรได้