จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 102 - สับเปลี่ยนบุปผาต่อกิ่งไม้
บทที่ 102 – สับเปลี่ยนบุปผาต่อกิ่งไม้
การกระทำของกู้เฉิงทำให้เจียงหยวนตงและคนอื่นๆ งงเป็นไก่ตาแตก พวกเขาพบว่าตนเองยิ่งมองกู้เฉิงไม่ออกมากขึ้นเรื่อยๆ
ตอนแรกก็โยนเงินเป็นหมื่นตำลึงในหอนางโลมเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับหวังหลิน ผลคือพูดคุยกันไม่กี่คำก็จากไป
จากนั้นก็โต้เถียงกับซูเสวียนจีอย่างจริงจังเกี่ยวกับข้อกำหนดต่างๆ ผลคือเมื่อโต้เถียงเสร็จ พวกเขากลับฉีกของเหล่านั้นทิ้งเสีย
การกระทำที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยของกู้เฉิงนี้ ในสายตาของพวกเขาดูเหมือนจะเป็นการทำเรื่องไร้สาระ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าถามอะไรมาก
เพราะก่อนหน้านี้ฟางเจิ้นไห่เคยบอกกับพวกเขาแล้วว่า เพียงแค่รายงานว่ากู้เฉิงทำอะไรไปบ้างก็พอแล้ว ไม่ต้องถามมาก และไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวมาก
แต่เจียงหยวนตงก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ท่านผู้ใหญ่ พวกเราจะไปทำอะไรต่อรึ”
กู้เฉิงเลิกคิ้ว “วิ่งวุ่นมาหลายวันแล้ว แน่นอนว่าต้องกลับไปพักผ่อนสิ”
“กลับไปพักผ่อนรึ”
กู้เฉิงพยักหน้า แล้วพูดเรียบๆ “รอพักผ่อนให้สบายแล้ว ก็จะมีคนมาเชิญพวกเราเอง”
………………
ตระกูลหวังแห่งหนานอี๋ตั้งอยู่ในเมืองหวังเฉิงของแคว้นหนานอี๋ ใช่แล้ว เมืองนี้ชื่อว่าหวังเฉิง เป็นเมืองที่ตระกูลหวังสร้างขึ้นโดยลำพัง แม้แต่ในสมัยที่ราชสำนักยังอยู่ ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของราชสำนัก
ชาวเมืองทั้งเมืองอาจจะพูดได้ว่าหาเลี้ยงชีพด้วยตระกูลหวัง มีทั้งเข้าร่วมขบวนสินค้าของตระกูลหวัง ช่วยตระกูลหวังปลูกสมุนไพรวิเศษ และเป็นคนรับใช้ในตระกูลหวัง เป็นต้น
ตระกูลหวังทำเกินเลยขนาดนี้แต่ยังไม่ถูกราชสำนักกดขี่ ก็เพราะว่าเมื่อพันปีก่อนพวกเขาก็เป็นแบบนี้แล้ว
ใต้หล้าหมื่นแคว้นรุ่งเรืองเสื่อมสลาย สายลมตระกูลหวังและเซี่ยสืบทอดชั่วกาลนาน
ประโยคนี้หมายถึงตระกูลใหญ่สองตระกูลที่สืบทอดมานานกว่าพันปี คือตระกูลหวังทางใต้และตระกูลเซี่ยทางเหนือ
ต่อให้ใต้หล้าหมื่นแคว้นจะรุ่งเรืองหรือเสื่อมสลายอย่างไร สายลมพัดผ่าน ตระกูลหวังก็ยังคงเป็นตระกูลหวัง ตระกูลเซี่ยก็ยังคงเป็นตระกูลเซี่ยเหมือนเดิม
ถึงกับพูดให้ไม่น่าฟังหน่อยก็คือ สมัยที่ตระกูลหวังรุ่งเรืองที่สุดเริ่มสร้างเมืองหวังเฉิง บรรพบุรุษของจักรพรรดิผู้ก่อตั้งต้าเฉียนอาจจะยังเป็นชาวนาที่ขุดดินหาอาหารอยู่เลยก็ได้
เพียงแต่ในช่วงร้อยปีมานี้ ตระกูลหวังเริ่มเสื่อมถอยลง ไม่ทัดเทียมกับตระกูลเซี่ยทางเหนือแล้ว
ทั้งสองตระกูลเดิมทีเป็นญาติกัน แต่ในช่วงร้อยปีมานี้ นอกจากจะมีการแต่งงานกันของสายรองแล้ว ก็ไม่มีการแต่งงานกันระหว่างสายตรงอีกเลย
ตอนนี้ภายในตระกูลหวัง เจ้าบ้านตระกูลหวัง หวังไข่จือ พูดกับหวังหลินด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “กู้เฉิงคนนั้นพูดแบบนั้นจริงๆ รึ”
หวังไข่จืออายุสี่สิบต้นๆ หน้าตาหล่อเหลาสง่างาม เหมือนกับหวังหลินมากจริงๆ
แต่ข้อแตกต่างคือ หวังไข่จือคนนั้นเรียกว่ามีสง่าราศี สุขุมเยือกเย็น ส่วนหวังหลินนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสุรา นารี และความมั่งคั่ง
หวังหลินหดคอแล้วพูด “ยังไงกู้เฉิงคนนั้นก็พูดกับข้าแบบนั้น พ่อ จะไม่เกิดเรื่องจริงๆ ใช่ไหม”
หวังไข่จือถอนหายใจ “ข้าสืบประวัติของกู้เฉิงคนนั้นแล้ว เขาเป็นคนสนิทของฟางเจิ้นไห่จริงๆ เพิ่งจะถูกเขารับเข้ามาใต้บังคับบัญชา มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมประชุมในห้องโถงได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟางเจิ้นไห่กับสำนักสี่ขั้วมีข้อตกลงปากเปล่ากันมานานแล้ว และกู้เฉิงคนนั้นในช่วงไม่กี่วันนี้ก็เคยไปที่สำนักสี่ขั้วมาครั้งหนึ่ง
เบาะแสเหล่านี้เพียงพอที่จะน่าสงสัยแล้ว อย่าลืมความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลหวังของเรากับสำนักสี่ขั้ว ไม่ป้องกันไม่ได้”
หวังไข่จือพลันมองไปที่หวังหลิน “เจ้าไปหาวิธี เชิญกู้เฉิงคนนั้นมาที่บ้านหวังของเราเพื่อร่วมงานเลี้ยง ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ตาม จะต้องเชิญคนมาให้ได้
เรื่องนี้หากเจ้าทำสำเร็จ ต่อไปทุกเดือนข้าจะให้เงินเจ้าหนึ่งหมื่นตำลึง จะเอาไปใช้จ่ายอะไรก็ได้ตามใจชอบ ต่อให้เจ้าอยากจะไถ่ตัวหญิงสาวในหอนางโลมกลับมาบ้านหวัง ข้าก็จะไม่ห้ามเจ้า”
หวังหลินที่กำลังจะปฏิเสธ เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมา
“ท่านพ่อวางใจเถอะ มอบให้ข้าได้เลย”
พูดจบ หวังหลินก็วิ่งออกไปเหมือนกับสายลม
เมื่อเห็นท่าทางของหวังหลินเช่นนี้ หวังไข่จือก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า
ตอนนั้นเขาก็เคยคาดหวังกับลูกชายคนนี้ไว้สูง แต่เสียดายที่ช่วงเวลาที่หวังหลินเกิดเป็นช่วงที่ตระกูลหวังของเขากำลังตึงเครียดที่สุด ดังนั้นส่วนใหญ่เขาจึงมัวแต่ยุ่งอยู่กับเรื่องราวต่างๆ ภายในตระกูล
รอจนในที่สุดเขาอยากจะดูแลลูกชายคนเล็กคนนี้บ้าง เขากลับพบว่า เจ้าหนูนี่เติบโตมาแบบผิดรูปผิดร่างไปแล้ว
ไม่ใช่หน้าตาผิดรูปผิดร่าง แต่เป็นสมองที่ผิดรูปผิดร่าง
ในจวนแม่ทัพของเมืองกว่างหลิง กู้เฉิงถูกหวังหลินที่รีบร้อนมาลากออกไปอย่างแรง
“พี่หวัง ท่านจะทำอะไรกันแน่ ท่านลากข้าออกไปแบบนี้ คนที่ไม่รู้เรื่องคงคิดว่าตระกูลหวังของท่านจะลงมือกับกองทัพคลุ้มคลั่งยุทธ์ของข้าแล้ว”
หวังหลินก็ตกใจ รีบพูด “พี่กู้อย่าพูดมั่วสิ แค่เชิญท่านไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านข้าเท่านั้น ขอเพียงพี่กู้มาสักครั้ง ความสุขในอนาคตของข้าก็อยู่ในมือท่านแล้ว”
“รีบร้อนไปร่วมงานเลี้ยงทำไมกัน ไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านหวังก็ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าสักหน่อย”
“ไอ้หยา บ้านหวังของข้าไม่พิถีพิถันขนาดนั้นหรอก”
กู้เฉิงส่ายหน้า “บ้านหวังไม่พิถีพิถัน แต่ข้าพิถีพิถัน พี่หวังโปรดรอสักครู่”
พูดจบ รอจนกู้เฉิงเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว จึงตามหวังหลินออกจากเมือง แน่นอนว่าก็พาเจียงหยวนตงและทหารองครักษ์คนอื่นๆ ไปด้วย
เดินทางมาถึงบ้านหวัง กู้เฉิงยังไม่ทันได้ดูทิวทัศน์ของบ้านหวังอย่างละเอียด ก็ถูกหวังหลินลากเข้าไปในห้องรับแขกห้องหนึ่งโดยตรง
ตอนนี้งานเลี้ยงจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว มีเพียงเจ้าบ้านตระกูลหวัง หวังไข่จือคนเดียว
“ท่านนี้คงจะเป็นน้องกู้สินะ ลูกชายข้าบอกว่าครั้งก่อนน้องกู้ช่วยเขาแก้สถานการณ์ ไม่ทำให้เขาต้องขายหน้า ข้าน้อยขอบคุณมาก”
บนใบหน้าของหวังไข่จือมีรอยยิ้มที่สดใสมาก ให้ความรู้สึกเหมือนกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ไม่เสียสง่าราศีของเจ้าบ้าน และไม่ดูหยิ่งยโสเกินไป
กู้เฉิงประสานมือคารวะ “ท่านเจ้าบ้านหวังไม่ต้องมากพิธีเลย แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ทำไมต้องจัดงานเลี้ยงด้วย ข้าน้อยรับไม่ไหวหรอก”
หวังไข่จือโบกมือ “น้องกู้ ท่านกับลูกชายข้าก็ถือว่าเป็นเพื่อนกันแล้ว ข้าก็จะไม่พูดจาอ้อมค้อมกับน้องกู้แล้ว
ก่อนหน้านี้ท่านเตือนลูกชายข้า ให้ตระกูลหวังของข้าย้ายออกจากแคว้นหนานอี๋ นี่หมายความว่าอะไร มีอะไรซ่อนเร้นอยู่รึ”
กู้เฉิงหัวเราะฮ่าๆ “ไอ้หยา คำพูดตอนเมา คำพูดตอนเมา ข้าคนนี้นะ พอเมาแล้วก็ชอบพูดจาเพ้อเจ้อ ขอให้ท่านเจ้าบ้านหวังอย่าไปถือสาเลย”
“คำพูดตอนเมารึ”
หวังไข่จือยิ้มเบาๆ “คนเมามักจะพูดความจริง คำพูดตอนเมาบางครั้ง กลับเป็นความจริงที่สุด”
พูดจบ หวังไข่จือก็หยิบขวดยาเม็ดขวดหนึ่งวางไว้บนโต๊ะ แล้วพูดเรียบๆ “ยาเม็ดชำระร่างกายวายุใส ยาเม็ดชั้นเลิศ ชำระร่างกายล้างไขกระดูกเสริมเส้นเอ็น เพิ่มพื้นฐานของนักรบ เป็นยาเม็ดลับของตระกูลหวังของข้า ในตลาดมืดยังหาได้ยาก
น้องกู้ เราเป็นคนกันเอง เปิดเผยอะไรออกมาสักหน่อย ตระกูลหวังของข้าจะขอบคุณอย่างสุดซึ้ง”
ดวงตาของกู้เฉิงกระพริบ เผยให้เห็นแววตาที่ปรารถนาและโลภ
เขาคว้ายาเม็ดใส่เข้าไปในอกเสื้อ แล้วลุกขึ้นยืนหัวเราะเสียงดัง “ตระกูลหวังใหญ่โตขนาดนี้ ข้ายังไม่เคยเดินเที่ยวเลย ท่านเจ้าบ้านหวัง ข้าขอออกไปเดินเที่ยวสักหน่อย ชมตระกูลหวัง แล้วจะกลับมาในหนึ่งเค่อ”
พูดจบ กู้เฉิงก็เดินออกไปทันที
หวังหลินเห็นฉากนี้ก็ยังรู้สึกโกรธอยู่บ้าง อุตส่าห์นับเขาเป็นเพื่อน เจ้านี่รับของแล้วกลับไม่ทำงานรึ
เขากำลังจะลุกขึ้นพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกหวังไข่จือรั้งไว้ แล้วชี้ไปที่ที่นั่งของกู้เฉิง
ปรากฏว่าบนที่นั่งนั้น ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มีหนังสือเล่มบางๆ เล่มหนึ่งวางอยู่
หวังไข่จือหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา พลิกหน้าแรกก็เป็นลายเซ็นของซูเสวียนจีและตราประทับใหญ่ของสำนักสี่ขั้วของเขา
ลายเซ็นและตราประทับของผู้ฝึกตนโดยทั่วไปแล้วปลอมแปลงได้ยากอย่างยิ่ง เพราะลายมือปลอมแปลงได้ง่าย แต่กลิ่นอายกลับปลอมแปลงได้ยาก
เช่น ลายมือของฟางเจิ้นไห่ก็จะทิ้งกลิ่นอายแปลกๆ ที่เกิดจากการใช้ร่างมนุษย์ฝึกวิชาปีศาจไว้
หวังไข่จือติดต่อกับซูเสวียนจีมาไม่ใช่วันสองวันแล้ว แน่นอนว่าเขารู้จักกลิ่นอายของอีกฝ่ายดี นี่เป็นของที่ซูเสวียนจีทิ้งไว้แน่นอน
พลิกไปด้านหลัง ด้านหลังนั้นเดิมทีควรจะเป็นเนื้อหาที่กู้เฉิงกับซูเสวียนจีเคยหารือกันไว้ก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้กลับถูกกู้เฉิงสับเปลี่ยนบุปผาต่อกิ่งไม้ เปลี่ยนเป็นเนื้อหาที่เกินเลยกว่าเดิม
หวังไข่จืออ่านจบแล้ว ท่าทีที่สงบนิ่งก็หายไป กลายเป็นมืดมนอย่างยิ่ง
เพราะสิ่งที่อยู่บนนั้นช่างน่าตกใจอย่างยิ่ง
สำนักสี่ขั้วตั้งใจจะทำลายตระกูลหวังของเขาก่อน แล้วแบ่งทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลหวังออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งให้ฟางเจิ้นไห่ แลกกับการที่ฟางเจิ้นไห่ส่งทหารมาสนับสนุน แล้วโจมตีสำนักยุทธภพทั้งหมดในแคว้นหนานอี๋ ผู้ที่ไม่ยอมจำนนก็จะถูกทำลายล้าง ผู้ที่ยอมจำนนก็จะกลายเป็นเมืองขึ้น
แบบนี้สำนักสี่ขั้วก็จะกลายเป็นเจ้าแห่งยุทธภพของแคว้นหนานอี๋ทั้งหมด ทุกปีเพียงแค่ต้องมอบผลประโยชน์ส่วนหนึ่งให้ฟางเจิ้นไห่ ฟางเจิ้นไห่ก็จะยอมรับตำแหน่งของเขา
นับจากนั้นไป กองทัพคลุ้มคลั่งยุทธ์และสำนักสี่ขั้วจะร่วมกันปกครองแคว้นหนานอี๋ กองทัพคลุ้มคลั่งยุทธ์จะรับช่วงต่ออำนาจที่ราชสำนักทิ้งไว้ ส่วนสำนักสี่ขั้วก็จะกลายเป็นเจ้าแห่งยุทธภพ
แต่จริงๆ แล้วข้อตกลงที่ซูเสวียนจีเคยหารือกับกู้เฉิงก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่ฟางเจิ้นไห่สนับสนุนให้เขาควบคุมยุทธภพแคว้นหนานอี๋ อาศัยสัญญาของเขากับฟางเจิ้นไห่ แลกกับชื่อเสียงมหาศาล แล้วกลายเป็นประมุขยุทธภพ ซูเสวียนจีไม่เคยคิดที่จะลงมือกับยุทธภพแคว้นหนานอี๋เลย เพียงแค่ตั้งใจจะใช้อำนาจกดดันเท่านั้น
ประมุขยุทธภพกับเจ้าแห่งยุทธภพ ต่างกันเพียงคำเดียว แต่ความหมายต่างกันราวฟ้ากับดิน
ปิดหนังสือเล่มนั้น กู้เฉิงก็เดินเข้ามา เก็บหนังสือเล่มนั้นกลับไปอย่างไม่ทิ้งร่องรอย แล้วประสานมือยิ้ม “ท่านเจ้าบ้านหวัง สิ่งที่ท่านอยากรู้ก็รู้แล้ว เช่นนั้นข้าน้อยขอลา”
“น้องกู้ช้าก่อน”
หวังไข่จือเรียกกู้เฉิงไว้ แล้วพูดเสียงเข้ม “น้องกู้ คนตรงไปตรงมาไม่พูดจาอ้อมค้อม ท่านก็น่าจะรู้ว่าเรื่องนี้สำหรับตระกูลหวังของข้าแล้วสำคัญเพียงใด
ท่านเป็นคนข้างกายท่านอ๋องฟางเจิ้นไห่ ย่อมเข้าใจความคิดของท่านอ๋องฟางเจิ้นไห่
ข้าอยากจะขอคำแนะนำจากน้องกู้ เรื่องนี้ควรจะแก้ไขอย่างไร
ขอเพียงน้องกู้ช่วยตระกูลหวังของข้าให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ในอนาคตตระกูลหวังของข้าจะต้องตอบแทนอย่างงามแน่นอน”
ตระกูลหวังไม่กลัวสำนักสี่ขั้วเพียงลำพัง แต่สิ่งที่เขากลัวจริงๆ คือกองทัพคลุ้มคลั่งยุทธ์ของฟางเจิ้นไห่จะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เหมือนกับที่เขียนไว้ในข้อตกลง ช่วยเหลือสำนักสี่ขั้วควบคุมยุทธภพแคว้นหนานอี๋ทั้งหมด
ก่อนหน้านี้เมื่อกองทัพคลุ้มคลั่งยุทธ์บุกมา ตระกูลหวังไม่ได้เลือกที่จะช่วยราชสำนัก
ก่อนที่ต้าเฉียนจะดำรงอยู่ตระกูลหวังก็ดำรงอยู่แล้ว แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีความภักดีต่อราชสำนัก ต่อต้าเฉียนเลย
เช่นเดียวกันกับฝ่ายกองทัพคลุ้มคลั่งยุทธ์ก็ยิ่งแล้วใหญ่ สำหรับการกบฏในแคว้นหนานอี๋ ตระกูลหวังก็มีท่าทีเย็นชามาโดยตลอด
ใครจะคิดว่าสำนักสี่ขั้วจะลงเดิมพันล่วงหน้า และยังชนะอีกด้วย นี่กลับทำให้ตระกูลหวังตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
และตอนนี้เมื่อกู้เฉิงได้ยินคำพูดของหวังไข่จือแล้ว มุมปากของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มที่มองไม่เห็น
เขารอคำพูดนี้ของหวังไข่จืออยู่แล้ว
[จบแล้ว]