จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 3 – ผู้ฝึกตน
สถานการณ์ของกู้เฉิงในตอนนี้เลวร้ายอย่างยิ่ง คนที่เขาพอจะ
ไว้ใจได้มีเพียงท่านย่าเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ใครจะรู้ว่าเป็นคนของจาง
ซื่อหรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านย่ายังคิดจะส่งเขาไปเป็นทหารอยู่กับท่านอา
สอง นั่นมันไม่ต่างอะไรกับการส่งแกะเข้าปากเสือ
ในเมื่อจางซื่อต้องการจะฆ่าเขาให้ตาย แล้วท่านอาสองของเขา
จะคิดเช่นไร กู้เฉิงไม่กล้าเสี่ยงเดาใจเลย
ในสายตาของท่านย่า จางซื่อเป็นเพียงคนปากร้ายไปบ้างเท่านั้น
ท่านย่าไม่เคยคาดคิดเลยว่าลูกสะใภ้คนนี้จะถึงกับลงมือฆ่าคนเพื่อ
แย่งชิงตำแหน่งโหว
ประสบการณ์จากการย้ายงานหลายครั้งในชาติก่อนสอนกู้เฉิง
ว่า หากอยู่ที่ไหนแล้วไปไม่รอด ก็แค่ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ไม่เห็นจะต้อง
ผูกคอตายอยู่กับต้นไม้ต้นเดียว
กู้เฉิงเอ่ยเสียงหนักแน่น “ท่านย่า หลานใกล้จะถึงวัยบรรลุนิติ
ภาวะแล้ว สมควรจะมีที่ทางเป็นของตัวเอง จะมานั่งกินนอนกินอยู่ใน
จวนต่อไปไม่ได้
หลานไม่เก่งทั้งบุ๋นทั้งบู๊ หากไปอยู่กับท่านอาสองก็เกรงว่าจะเป็น
ภาระเสียเปล่าๆ บังเอิญว่าหลานเพิ่งประสบกับเรื่องนี้มา การไปอยู่
หน่วยพิทักษ์ราตรีจึงน่าจะเหมาะสมที่สุด”
ท่านย่าเช็ดน ้าตาพลางกล่าว “พูดอะไรอย่างนั้น เราเป็น
ครอบครัวเดียวกัน จะมาเป็นภาระอะไรกัน ถ้าไม่ใช่เพราะผลงานทาง
ทหารที่พ่อของเจ้าทิ้งไว้ให้ อาของเจ้าก็คงไม่ได้เป็นถึงชานเจียง
หรอก
เจ้าเด็กคนนี้แค่ไก่สักตัวยังไม่เคยฆ่า แล้วจะไปฆ่าคนฆ่าผีได้
อย่างไร ถ้าเจ้าเป็นอะไรไป ตระกูลเราสายนี้ก็เท่ากับสิ้นสุดแล้วนะ”
จางซื่อที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะพูดแทรกขึ้น “ท่านย่า ยังมีเจิ้ง
เอ๋อร์อยู่นะคะ ตระกูลกู้ของเราจะสิ้นสุดได้อย่างไร”
สีหน้าของท่านย่าพลันเคร่งขรึมลง “ถ้าเฉิงเอ๋อร์เป็นอะไรไป
ตระกูลสายพี่ใหญ่ของเจ้าก็สิ้นสุดไม่ใช่รึ ทำไมเจ้าถึงได้เห็นแก่ตัว
เช่นนี้ คิดถึงแต่เรื่องของตัวเองอยู่ได้”
กู้เฉิงได้แต่ยิ้มขื่นในใจ ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมจางซื่อถึง
เกลียดเขาเข้าไส้ คงไม่ใช่แค่เรื่องตำแหน่งโหวเพียงอย่างเดียว
การที่ท่านย่าลำเอียงเข้าข้างเขาเช่นนี้ ทุกครั้งที่ท่านย่าตำหนิ
เธอ เธอก็คงจะลงบัญชีแค้นไว้ที่เขาเป็นแน่
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว กู้เฉิงจึงกล่าวกับท่านย่า “ท่านย่า ท่าน
ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว หลานตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว”
ท่านย่าชะงักไปครู่หนึ่ง หลานชายคนนี้ของเธอมีความคิดเป็น
ของตัวเองตั้งแต่เมื่อใดกัน ช่างเหมือนกับพ่อของเขายิ่งนัก
เมื่อเห็นว่าหลานโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ท่านย่าก็ถอนหายใจก่อนจะ
หันไปพูดกับเถียเทียนอิง “ท่านเถีย เช่นนั้นก็คงต้องรบกวนท่านแล้ว”
เถียเทียนอิงพยักหน้า “ท่านย่าเกรงใจเกินไปแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ข้า
ควรทำ
ข้าจะกลับไปเขียนจดหมายแนะนำคุณชายกู้เข้าหน่วยพิทักษ์
ราตรีทันที เมื่อได้หนังสือรับรองแล้ว เขาก็สามารถเดินทางไปรายงาน
ตัวที่หน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยาง แคว้นตงหลินได้เลย”
ท่านย่าประหลาดใจ “แคว้นตงหลิน เมืองเหอหยางรึ ทำไมถึงไป
ไกลขนาดนั้น ไม่ใช่ที่เมืองหลวงหรอกหรือ”
เถียเทียนอิงส่ายหน้า “แน่นอนว่าไม่ใช่เมืองหลวง ที่นั่นเป็น
กองบัญชาการใหญ่ของหน่วยพิทักษ์ราตรี เป็นที่รวมเหล่าหัวกะทิ
จากทั่วทั้งต้าเฉียน จึงไม่รับคนใหม่
ไม่ใช่ว่าข้าจะโอ้อวด แม้ตอนนี้ข้าจะเป็นเพียงทหารเกราะนิล แต่
หากไปอยู่ที่หน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยาง อย่างน้อยก็ต้องได้
ตำแหน่งรองผู้บัญชาการหรือผู้ตรวจการณ์ราตรี
ตัวข้าเองก็เคยเลื่อนตำแหน่งจากผู้ตรวจการณ์ราตรีเมืองเหอห
ยางขึ้นมายังเมืองหลวง ปัจจุบันผู้บัญชาการหน่วยพิทักษ์ราตรีเมือง
เหอหยาง ‘ฝ่ามือสุริยันสีม่วง’ ชุยจื่อเจี๋ย ก็เป็นสหายร่วมงานเก่าของ
ข้า คุณชายกู้ไปอยู่ที่นั่นย่อมจะได้รับการดูแลและฝึกฝนเป็นอย่างดี”
ไม่รอให้ท่านย่าตอบตกลง กู้เฉิงก็ประสานมือคำนับ “ขอบคุณ
ท่านเถียที่กรุณา”
เถียเทียนอิงพยักหน้ารับ “คุณชายกู้ไม่ต้องเกรงใจ เมื่อครั้งอดีต
ข้าเถียผู้นี้เคยได้รับบุญคุณจากท่านโหวผู้ล่วงลับ เรื่องเพียงเท่านี้ถือ
เป็นสิ่งที่ควรทำ
ข้าจะรีบไปดำเนินการเรื่องเอกสารเพื่อส่งต่อไปยังเมืองเหอหยาง
คาดว่าประมาณหนึ่งเดือนก็น่าจะเรียบร้อย”
หลังจากเถียเทียนอิงจากไป ท่านย่าก็เอ่ยขึ้นอย่างตัดพ้อ “หลาน
เอ๋ย เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าตอบตกลงอะไรไป การตัดสินใจครั้งนี้ของเจ้า
มันวู่วามเกินไปนัก”
“ท่านย่า ข้ารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร ตระกูลกู้ของเราสืบเชื้อสาย
นักรบ จะให้มาสิ้นสุดที่รุ่นของข้าไม่ได้”
ท่านย่าถอนหายใจ “เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้วก็ดี มานี่
ให้บ่าวไพร่เตรียมน ้าให้คุณชายอาบเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเตรียมสำรับ
อาหารมาด้วย เฉิงเอ๋อร์ไม่ได้กินอะไรมาเกือบทั้งวันแล้ว”
กู้เฉิงรีบกล่าว “ข้าไม่ได้ร่วมโต๊ะกับท่านย่านานแล้ว วันนี้ข้ากิน
กับท่านย่าดีกว่าขอรับ”
ตอนนี้จางซื่อเกลียดเขาเข้ากระดูกดำ ขนาดจ้างคนมาใช้วิชา
คุณไสยฆ่าเขายังทำได้ ใครจะรับประกันว่าเธอจะไม่คิดวางยาพิษ
แม้การวางยาพิษในสถานการณ์เช่นนี้จะเป็นเรื่องโง่เขลาและ
เสี่ยงต่อการถูกเปิดโปง แต่ใครจะรู้ว่าสตรีผู้นี้อาจจะโกรธจนขาดสติก็
เป็นได้
ท่านย่าได้ฟังก็ยิ้มกว้าง “ได้สิ ได้สิ มากินข้าวกับย่า”
จางซื่อมองตามร่างของท่านย่าและกู้เฉิงที่เดินจากไป ในแววตา
ของเธอฉายประกายความเคียดแค้นอันเย็นเยียบ
หลังกินข้าวเสร็จ กู้เฉิงกลับมายังห้องของตน เขาสำรวจตรวจ
ตราจนทั่วแล้วจึงหยิบจี้หยกที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อออกมา
เขาจำได้ว่าครั้งก่อนเพียงแค่ลูบมันเบาๆ ก็ถูกดึงเข้าไปในพื้นที่
มืดมิดนั่นแล้ว
แต่ครั้งนี้ ทันทีที่กู้เฉิงนึกถึงพื้นที่มืดมิดนั้น สติของเขาก็ถูกดูด
เข้าไปในบัดดล
คราวนี้กู้เฉิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่ถูกดูดเข้าไปคือจิต
วิญญาณของเขาเอง ซึ่งทำให้เขาสูญเสียพลังจิตไปส่วนหนึ่งและรู้สึก
อ่อนเพลียในทันที
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกู้เฉิงลองหลับตาตั้งสมาธิ เขาก็พบว่าทุกวินาที
ที่อยู่ในพื้นที่แห่งนี้ พลังจิตของเขากำลังถูกสูบออกไปเรื่อยๆ
ที่เขาหมดสติไปครั้งก่อนหาได้เกี่ยวข้องกับภูตหัวใจไม่ แต่เป็น
เพราะพลังจิตของเขาหมดสิ้นไปต่างหาก
ทันใดนั้นเจ้าภูตหัวใจก็กระโดดหย็องแหย็งเข้ามาหาอีกครั้ง แม้
รูปลักษณ์ของมันจะน่ากลัว แต่หากไม่พิจารณาให้ดี ก็ดูน่าเกลียด
น่าชังปนน่ารักอยู่บ้าง
กู้เฉิงลูบคางพิจารณาเจ้าภูตหัวใจ
เมื่อถูกดูดเข้ามาที่นี่ มันก็กลับเชื่องผิดปกติ หรือว่าที่นี่จะเป็นคุก
สำหรับมัน
กู้เฉิงรู้สึกว่าเรื่องราวคงไม่เรียบง่ายเพียงนั้น
ทันใดนั้นเจ้าภูตหัวใจก็ทำท่าเหมือนอ่านความคิดของกู้เฉิงออก
มันยื่นมือเล็กๆ ขนาดเท่านิ้วโป้งชี้ออกไปข้างนอก
“เจ้าหมายความว่า เจ้าออกไปข้างนอกได้รึ”
ภูตหัวใจพยักหน้าโตๆ ของมันขึ้นลง
กู้เฉิงลองตั้งจิตนึกถึงโลกภายนอก และในวินาทีต่อมา สติของ
เขาก็กลับคืนสู่ร่างดังคาด
พร้อมกันนั้น กู้เฉิงก็นึกถึงภูตหัวใจในใจ แสงสีดำสายหนึ่งพลัน
วาบขึ้น ปรากฏร่างของภูตหัวใจขึ้นตรงหน้าเขา
ในชั่วพริบตานั้น กู้เฉิงสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างตนเอง
กับภูตหัวใจได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าพลังจิตของตน
กำลังเหือดหายไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่ลมหายใจก็แทบจะหมดสติ
กู้เฉิงรีบส่งภูตหัวใจกลับเข้าไปในพื้นที่นั้น แล้วลูบหน้าตัวเอง
อย่างครุ่นคิด
จี้หยกที่ติดตัวเขามาจากชาติก่อนนี้ช่างลึกลับนัก ไม่เพียงแต่
กลืนกินภูตได้ ยังสามารถควบคุมภูตได้อีกด้วย
น่าเสียดายที่เวลาออกจะสั้นไปหน่อย เพียงไม่กี่วินาทีเช่นนี้จะทำ
อะไรได้
แต่แน่นอนว่ามีก็ยังดีกว่าไม่มี อย่างน้อยก็ถือเป็นไพ่ตายสำหรับ
ป้องกันตัวอีกหนึ่งใบ
เช้าวันรุ่งขึ้น เถียเทียนอิงแวะมาอีกครั้งเพื่อขอเอกสารยืนยัน
ตัวตนของกู้เฉิงไปส่งที่เมืองเหอหยาง
ขณะเดียวกัน เขาก็ถือโอกาสตรวจดูอาการของกู้เฉิง ว่าไอเย็น
บนร่างกายจางลงบ้างแล้วหรือไม่
แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว เถียเทียนอิงกลับขมวดคิ้ว “เหตุใดไอเย็น
บนตัวเจ้าจึงดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นอีก เมื่อวานเจ้าเจอเรื่องประหลาด
อะไรอีกรึ”
กู้เฉิงคาดว่าอาจเป็นเพราะเมื่อวานเขาได้สัมผัสกับภูตหัวใจอีก
ครั้ง จึงได้รับไอเย็นมาเพิ่ม
“เปล่านี่ขอรับ เมื่อวานทุกอย่างปกติ”
ไอเย็นเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เถียเทียนอิงจึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ
เพียงแต่ถามว่า
“คุณชายกู้ ท่านเคยฝึกฝนวิชาประจำตระกูลจงหย่งโหวของท่าน
หรือไม่”
“วิชา”
กู้เฉิงส่ายหน้าอย่างงุนงง “ในความทรงจำ ท่านพ่อสอนเพียง
เพลงมวยสำหรับฝึกร่างกาย ไม่เคยเอ่ยถึงวิชาอะไรเลย”
เถียเทียนอิงถอนหายใจ “ดูท่าว่าบิดาของเจ้าคงจะเป็นผู้ฝึกตน
สายนักรบคนสุดท้ายของตระกูลกู้แล้ว และวิชาที่เขาฝึกก็คงไม่ใช่
วิชาของตระกูลเจ้า
บรรพบุรุษของตระกูลกู้หาได้เป็นผู้ฝึกตนมาแต่เดิม ดังนั้นจึงไม่มี
วิชาที่แข็งแกร่งสืบทอดลงมา ในยุคหลังต้องอาศัยผลงานทาง
การทหารเพื่อแลกเปลี่ยนกับตำราวิชา
แต่ราชสำนักมีกฎว่า ตำราวิชาที่ได้มาจากผลงานทางการทหาร
นั้น ทุกครั้งที่ระดับสูงขึ้นหนึ่งขั้น จึงจะสามารถแลกเปลี่ยนตำราขั้น
ต่อไปได้หนึ่งขั้น และยังต้องลงอาคมห้ามมิให้ถ่ายทอดแก่ผู้อื่น”
พูดจบ เถียเทียนอิงก็ยื่นตำราเล่มบางสองเล่มให้กู้เฉิง คือ ‘ตำรา
วิถีนักรบ’ และ ‘ตำราศาสตร์เร้นลับ’
“นี่คือตำราวิชารึ” กู้เฉิงถามด้วยความดีใจ
เถียเทียนอิงส่ายหน้า “ไม่ใช่ นี่เป็นเพียงตำราสำหรับปูพื้นฐาน
ให้แก่สมาชิกใหม่ของหน่วยพิทักษ์ราตรีเท่านั้น
ผู้ฝึกตนแบ่งออกเป็นสามสายหลัก คือ ผู้ฝึกปราณเก้าชั้นฟ้า
นักรบเก้าชั้นกลาง และนักพรตสายมารเก้าชั้นล่าง
แน่นอนว่ามีผู้ที่ฝึกฝนทั้งวิถีนักรบและผู้ฝึกปราณควบคู่กันไป
แต่ก็หาได้ยากยิ่ง
เก้าชั้นของผู้ฝึกปราณ ประกอบด้วย หลอมปราณ บำเพ็ญจิต
ตระหนักรู้ ควบแน่นพลังกล้า หยวนชี่ กลับสู่หยวน ท่องจิต ตรัสรู้
และเซียนดิน
เก้าชั้นของวิถีนักรบ ประกอบด้วย ฝึกภายนอก ฝึกภายใน
หลอมกระดูก โลหิตไหลเวียน ชมภูผา มองมหาสมุทร ประตูเทพ
เหนือสามัญ และนักบุญยุทธา
ส่วนพวกชั้นล่างนั้น ล้วนเป็นพวกที่ไร้พรสวรรค์ในการฝึกปราณ
ทั้งยังทนความยากลำบากในการฝึกร่างกายของวิถีนักรบไม่ไหว จึง
หันไปฝึกวิชาลับสายมารที่สำเร็จได้อย่างรวดเร็ว
คนประเภทนี้โดยทั่วไปไม่อาจไปถึงจุดสูงสุดได้ เว้นแต่จะเปลี่ยน
มาฝึกฝนวิถีนักรบและผู้ฝึกปราณในภายหลัง
ในตำราวิถีนักรบนี้ บันทึกวิธีการฝึกฝนของชั้นเก้าฝึกภายนอก
และชั้นแปดฝึกภายในไว้
การฝึกภายนอกคือการฝึกฝนเส้นเอ็น กระดูก และผิวหนัง เพื่อ
หล่อหลอมร่างกายให้แข็งแกร่ง
การฝึกภายในคือการสูดลมหายใจเฮ่าเทียนชี่เข้าปอด เพื่อ
ขยายทรวงอกและช่องท้อง หล่อหลอมอวัยวะภายในทั้งห้า ทำให้มี
ความทนทานและฟื้นตัวได้อย่างน่าทึ่ง สามารถปลดปล่อยพลังปราณ
สู่ภายนอก และในระหว่างการหายใจของอวัยวะภายใน จะเกิดเสียง
คำรามดุจเสือดาว
สองระดับนี้ถือเป็นพื้นฐาน จึงไม่จำเป็นต้องใช้ตำราวิชาเฉพาะ
หากต้องการก้าวหน้าต่อไป เจ้าต้องใช้ผลงานของตนเองเพื่อยื่น
ขอตำราระดับสูงจากหน่วยพิทักษ์ราตรี
ก่อนจะไปรายงานตัวที่หน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยาง เจ้าควร
จะสำเร็จการฝึกฝนชั้นเก้าฝึกภายนอกให้ได้เสียก่อน
แม้เจ้าจะเป็นลูกหลานขุนนาง แต่ก็ควรเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์
ราตรีหลังจากเป็นผู้ฝึกตนอย่างเป็นทางการแล้ว มิฉะนั้นอาจจะถูก
ครหาได้”
กู้เฉิงพยักหน้ารับ เขาเข้าใจแล้วว่านี่คือสิ่งที่เรียกกันว่าวิชา
พื้นฐานทั่วไป
“เช่นนั้นตำราศาสตร์เร้นลับเล่มนี้ก็คือวิชาของผู้ฝึกปราณสินะ”
เถียเทียนอิงส่ายหน้า “ไม่ใช่ ตำราวิชาของผู้ฝึกปราณนั้นหา
ยากกว่ามาก ตำราศาสตร์เร้นลับเป็นเพียงบันทึกความรู้พื้นฐาน
เกี่ยวกับภูตผีปีศาจและวิธีรับมือพวกมัน ถือเป็นวิชาลับพื้นฐานของ
สำนักเต๋า แต่ไม่ใช่วิชาฝึกตน
วิถีนักรบสองชั้นแรก หากเจ้ามีพรสวรรค์และขยันหมั่นเพียร
เพียงไม่กี่เดือนก็สามารถฝึกร่างกายให้แข็งแกร่งเพื่อเริ่มฝึกหายใจ
เฮ่าเทียนชี่หล่อหลอมอวัยวะภายในได้ ภายในหนึ่งปีก็สามารถสำเร็จ
ทั้งการฝึกภายในและภายนอก หากพรสวรรค์ไม่ดีนัก ไม่กี่ปีก็ย่อม
เห็นผลสำเร็จบ้าง
แต่ผู้ฝึกปราณสองชั้นแรกต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีในการหลอม
ปราณ สามปีในการบำเพ็ญจิต รวมเป็นสี่ปีจึงจะสำเร็จขั้นต้น นับว่า
สิ้นเปลืองเวลาอย่างยิ่ง
นี่คือกรณีของผู้มีพรสวรรค์ หากเป็นผู้ไร้พรสวรรค์ ทั้งชีวิตก็
อย่าหวังว่าจะเข้าสู่เส้นทางนี้ได้
ดังนั้นผู้ฝึกปราณที่แท้จริงจึงมีเพียงสำนักใหญ่ๆ เท่านั้นที่ฝึกฝน
ส่วนนักรบเมื่อเข้าสู่เส้นทางแล้ว พลังจิตและวิญญาณจะ
แข็งแกร่งขึ้น สามารถใช้วิชาลับสายมารที่สำเร็จได้อย่างรวดเร็วได้
อย่างเช่นหน่วยพิทักษ์ราตรีของเรา โดยทั่วไปจะเน้นฝึกฝนวิถี
นักรบ เสริมด้วยวิชาลับสายมาร หรืออาจจะเน้นฝึกปราณ แต่ก็จะ
ฝึกฝนวิถีนักรบขั้นต้นเพื่อเสริมสร้างร่างกายไว้ป้องกันตัวด้วย”
“แล้วระหว่างนักรบกับผู้ฝึกปราณ ใครแข็งแกร่งกว่ากัน”
เถียเทียนอิงตอบ “เรื่องนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละ
บุคคล
แต่ถ้าพูดตามความน่าจะเป็นโดยทั่วไป ในช่วงแรกนักรบจะ
แข็งแกร่งกว่า ส่วนในช่วงหลังผู้ฝึกปราณจะมีวิชาที่หลากหลายและ
พิสดารกว่า
ระดับหลอมปราณคือการหลอมเฮ่าเทียนชี่ไว้ในร่างกาย ทำให้หู
ตาสว่างไสว จิตใจแจ่มใส
ระดับบำเพ็ญจิตคือการหลอมรวมจิงชี่เซิน ผ่านการนั่งสมาธิและ
วิธีอื่นๆ เพื่อฝึกฝนจิตใจ เพิ่มพูนการรับรู้ และเปิดตาหยินหยาง ทำให้
สามารถมองเห็นภูตผีปีศาจได้
สองระดับนี้ไม่ได้ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็น
ได้ชัด ทั้งวิชาที่สามารถใช้ได้ก็น้อยมาก หากถูกนักรบเข้าประชิดตัว
มีแต่ตายสถานเดียว”
กู้เฉิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ สิ่งที่เถียเทียนอิงเล่ามานี้
เปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่โลกใบใหม่ให้แก่เขา
“เช่นนั้นการฝึกฝนทั้งสองอย่างควบคู่กันไปย่อมต้องแข็งแกร่ง
กว่ามิใช่รึ”
เถียเทียนอิงชี้ไปที่กู้เฉิงแล้วชี้มาที่ตัวเอง “พลังกายพลังใจของ
คนเรามีจำกัด เพียงแค่ฝึกฝนวิชาสายเดียวให้ถึงจุดสูงสุดได้ก็นับว่า
ยากยิ่งแล้ว คนส่วนใหญ่ที่ฝึกฝนทั้งสองอย่างควบคู่กันไป ผลลัพธ์
คือทั้งสองอย่างล้วนไม่สำเร็จ เจ้าอย่าได้มีความคิดเช่นนี้เป็นอันขาด
เอาล่ะ ข้าต้องไปแล้ว รอให้หนังสือราชการจากเมืองเหอหยาง
มาถึง เจ้าก็สามารถออกเดินทางได้”
“รบกวนท่านเถียแล้ว”
ทันใดนั้นกู้เฉิงก็เอ่ยถามขึ้น “ท่านเถีย ท่านอยู่ในระดับใดรึ”
เถียเทียนอิงเผยรอยยิ้ม ยื่นมือคู่หนึ่งซึ่งมีข้อนิ้วใหญ่กว่าคนปกติ
ออกมา แล้วกำหมัดแน่น ในอากาศพลันเกิดเสียงระเบิดดังขึ้น พลัง
ปราณแท้จริงปะทุออกมารอบทิศ
“วิถีนักรบชั้นเจ็ดหลอมกระดูก ปราณซึมซับเข้าสู่กระดูก ชำระ
ไขกระดูกสร้างแก่นแท้ หลอมรวมเป็นพลังปราณแท้จริง ร่างกาย
แข็งแกร่งดุจศาตราวุธ สามารถบดขยี้ทองคำและทำลายอาวุธได้”