จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 30 – ยุทธภพนอกรีต
หลิ่วอิ๋งอิ๋งซึ่งเป็นสาวงามที่บอบบางน่าสงสารเช่นนี้กลับพูดถึงแต่
เรื่องศพไม่หยุด นี่ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
กู้เฉิงกล่าวอย่างเรียบเฉย “อย่าลืมว่า ตอนนี้เจ้าอยู่ในมือของข้า
นะ ข่าวสารของคนเหล่านั้นข้าถาม เจ้ายังกล้าไม่ตอบรึ ของที่อยู่ใน
มือของข้าแล้ว ยังจะเอาออกมาทำข้อตกลงได้อีกรึ”
หลิ่วอิ๋งอิ๋งตะโกนลั่น “เฮ้ๆ อย่ามาทำตัวเป็นจริงเป็นจังนักสิ พวก
เจ้ามีกันแค่แปดคน เจ้าพวกนั้นมีกันตั้งสิบกว่าคนนะ ถ้าสู้กันจริงๆ
พวกเจ้าก็เสียเปรียบ มีข้าเพิ่มอีกคน อย่างน้อยก็ยังเพิ่มพลังต่อสู้ได้
บ้างไม่ใช่รึ”
ทันใดนั้นฉีโจวได้ยินว่าอีกฝ่ายมีคนอยู่สิบกว่าคน เขาก็ลังเลอยู่
บ้าง “กู้เฉิง พวกเราจะระมัดระวังหน่อยดีหรือไม่ ถอยกลับไปก่อน
แล้วให้ทางเมืองใหญ่ส่งคนมาเพิ่มอีกหน่อย อย่างไรเสียภารกิจครั้งนี้
ของพวกเราก็เน้นการสืบสวน ไม่ใช่มาสู้ตายกับพวกยุทธภพนอกรีต
ระดับล่างที่นี่”
ฉีโจวอายุเกือบห้าสิบปีแล้ว วิถีนักรบเพิ่งจะบรรลุถึงระดับแปดฝึก
ภายนอกอย่างยากลำบาก เรียกได้ว่าพรสวรรค์มีจำกัด ชีวิตนี้ก็คงจะ
มีเพียงเท่านี้
เขาอยู่ในหน่วยพิทักษ์ราตรีก็ไม่ได้เรียกว่ากินเงินเดือนไปวันๆ
เพียงแต่ว่าเคยชินกับการระมัดระวังอย่างยิ่ง ทุกเรื่องมักจะคิดถึงความ
ปลอดภัย ไม่อยากจะเสี่ยง
ความปรารถนาสูงสุดของเขาก็คือหลังจากอายุหกสิบปีแล้ว
สะสมผลงานและประสบการณ์ได้เพียงพอแล้ว ก็จะย้ายไปอยู่ในเมือง
ใหญ่หรือแคว้น รับตำแหน่งงานธุรการที่ปลอดภัยเพื่อใช้ชีวิตบั้น
ปลาย
กู้เฉิงหันไปมองหลิ่วอิ๋งอิ๋ง “คนเหล่านั้นมีฝีมือระดับไหนกันแน่ มี
คนที่เทียบเท่ากับระดับเจ็ดวิถีนักรบหรือระดับเจ็ดบำเพ็ญปราณ
หรือไม่”
หลิ่วอิ๋งอิ๋งกล่าว “ระดับของผู้ฝึกตนนอกรีตระดับล่างไม่ได้
แบ่งแยกชัดเจนเหมือนนักรบและผู้บำเพ็ญปราณ แต่หากพูดถึงพลัง
ต่อสู้แล้ว คนที่เทียบเท่ากับระดับเจ็ดมีอยู่สองคน”
“แล้วความสัมพันธ์ระหว่างคนเหล่านี้เป็นอย่างไร”
หลิ่วอิ๋งอิ๋งหัวเราะอย่างเย็นชา “แน่นอนว่าไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่
พวกเขาทุกคนต่างก็อยากจะฆ่าอีกฝ่ายให้หมด แล้วก็ครอบครอง
ข่าวสารเกี่ยวกับสมบัตินั่นไว้แต่เพียงผู้เดียว เพียงแต่ว่าทำไม่ได้ จึง
ได้ตกลงร่วมมือกัน ไปเอาสมบัติด้วยกัน
ข้าเองก็มองทะลุคนเหล่านั้นแล้ว จึงได้ตัดสินใจที่จะลงมือคน
เดียว นี่ก็ยังเกือบจะถูกพวกเขาเล่นงาน”
“แล้วพรุ่งนี้พวกเขาไม่เข้าเขาโดยตรง มาที่เมืองทำไม”
หลิ่วอิ๋งอิ๋งกล่าว “ผู้นำของเจ้าพวกนั้นคือ ‘มือหยกแหลก’ ตู้
หลานเจียง เคยเป็นโจรสลัดขุดสุสาน มีประสบการณ์อยู่บ้าง ดังนั้น
จึงอยากจะมาหาแผนที่บันทึกประจำเมืองในเมืองก่อน สืบหาข้อมูล
เบื้องลึกก่อนแล้วค่อยลงมือ”
กู้เฉิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ หันกลับไปพูดกับเสี่ยวอี่และคนอื่นๆ
เสียงขรึม “ทุกท่าน แม้ว่าตอนนี้พวกเราจะกลับไปโดยตรง เบื้องบนก็
จะไม่พูดอะไร แต่การทำเช่นนี้ก็รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง
พวกเราเป็นทหาร พวกเขาเป็นโจร พวกเราเป็นแมว พวกเขา
เป็นหนู
ใต้หล้านี้มีแต่เหตุผลที่โจรกลัวทหารทางการ จะมีแมวที่เห็นหนู
แล้วหนีเอาชีวิตรอดได้อย่างไร
กลุ่มผู้ฝึกตนนอกรีตระดับล่างของอีกฝ่ายมีจำนวนคนมากกว่า
แต่ก็เป็นกลุ่มคนที่ไร้ระเบียบวินัย และยังแก่งแย่งชิงดีกันเอง ข้ามี
ความมั่นใจว่าจะสู้ได้
อีกอย่างรอให้กลับไปแล้วค่อยส่งคนมาอีกที ทางภูเขา
ยากลำบาก ไปกลับก็ต้องใช้เวลาหลายวัน เกรงว่าพวกเขาคงจะเอา
สมบัติไปแล้ว
ตอนนี้แม้จะยังไม่รู้ว่าสมบัตินั่นเป็นของจริงหรือของปลอม แต่ขอ
เพียงมีของดี ไม่ว่าจะมอบให้เบื้องบนเพื่อแลกเป็นแต้มผลงาน หรือจะ
เอามาใช้เอง ก็ล้วนเป็นวาสนา”
พูดจบ กู้เฉิงก็มองไปที่ฉีโจว “แน่นอนว่าหากพี่ฉีมีความกังวล
มากเกินไป ก็สามารถกลับไปรายงานข่าวที่เมืองเหอหยางก่อนได้
คนเรามีปณิธานต่างกัน เรื่องแบบนี้ข้าจะไม่บังคับทุกคน”
กู้เฉิงทำงานไม่ขี้ขลาด หรือจะพูดให้ถูกก็คือก่อนหน้านี้ตอนที่
เขาเผชิญหน้ากับคนทรยศของลัทธิหลัวนั่นก็ไม่ใช่การขี้ขลาด แต่
เป็นการระมัดระวัง
แต่การระมัดระวังก็ไม่ได้หมายความว่าจะระมัดระวังจนถึงกับต้อง
ยอมปล่อยโอกาสที่อยู่ตรงหน้าไป
นอกจากผลตอบแทนจากภารกิจรางวัลแล้ว อย่างอื่นในหน่วย
พิทักษ์ราตรีล้วนเป็นของส่วนตัว แน่นอนว่าหากเจ้าใช้ไม่ได้ ก็
สามารถมอบให้หน่วยพิทักษ์ราตรีได้ เพื่อแลกเป็นแต้มผลงาน
สรุปแล้วกฎเกณฑ์ของหน่วยพิทักษ์ราตรีก็เพื่อให้คนในสังกัดมี
ความกระตือรือร้นมากขึ้น ไม่ใช่แค่กินเงินเดือนไปวันๆ
อายุของจ้าวซิงหมิงและคนอื่นๆ ไม่ได้มากนัก ยังคงมีความกล้า
หาญที่จะเสี่ยง
ฉีโจวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ยิ้มอย่างขมขื่น “ในเวลาแบบนี้ข้ากลับไป
คนเดียวจะเป็นอย่างไร ช่างเถอะ วันนี้ก็จะเสี่ยงกับทุกคนสักครั้ง”
เมื่อเห็นว่าคนของหน่วยพิทักษ์ราตรีได้ตกลงกันเป็นเอกฉันท์
แล้ว หลิ่วอิ๋งอิ๋งก็มองไปที่กู้เฉิง ไม่พอใจ “เฮ้ๆ ในเมื่อเป็นพันธมิตรกัน
แล้ว เจ้าควรจะปล่อยได้แล้วใช่ไหม ยังจะจับจนติดใจรึไง”
กู้เฉิงคลายแขนออก หลิ่วอิ๋งอิ๋งจึงได้ลูบคอของตนเอง วิ่งไปดู
ซากศพสองตนของนาง ไม่พอใจพึมพำ “เจ้าใหญ่ดำกับเจ้าขาวน้อย
ของข้าถูกเจ้าทำพังหมดแล้ว ต้องเสียวัสดุซ่อมแซมอีกแล้ว”
มุมปากของทุกคนที่อยู่ในที่นั้นกระตุกเล็กน้อย
ซากศพที่น่ากลัวสองตนนี้ตนหนึ่งชื่อเจ้าใหญ่ดำอีกตนหนึ่งชื่อ
เจ้าขาวน้อยรึ
เช้าวันรุ่งขึ้น กู้เฉิงก็ให้นายอำเภอจางเปิดประตูเมืองโดยตรง
ขณะเดียวกันก็ให้ชาวบ้านในเมืองช่วงนี้อย่าออกจากบ้าน
การต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกตน คนธรรมดาแม้จะแค่ยืนดูก็อาจจะ
เสียชีวิตได้ง่ายๆ
เมืองเล็กๆ อย่างอำเภอตงหลิน ยิ่งไม่มีอำนาจควบคุมผู้ฝึกตน
นอกรีตที่ไร้กฎเกณฑ์เหล่านั้น
กู้เฉิงและคนอื่นๆ ยืนรออยู่หน้าประตูที่ว่าการอำเภอได้หนึ่งชั่ว
ยามกว่า ที่ไกลๆ จึงได้มีกลุ่มคนเดินเข้ามา แต่งกายแตกต่างกันไป
บางคนถึงกับมีรูปร่างแปลกประหลาด มีคนอยู่สิบกว่าคน
หลิ่วอิ๋งอิ๋งยืนอยู่ข้างหลังกู้เฉิงแล้วพูดเสียงเบา “เห็นชายฉกรรจ์ที่
อยู่ข้างหน้าสุดไหม เขาคือ ‘มือหยกแหลก’ ตู้หลานเจียง เคยเป็นโจร
สลัดทางน ้าที่เจียงเป่ย ขุดสุสาน ปะปนอยู่ในสมาคม ว่ากันว่ายังเคย
เป็นแขกรับเชิญของวังอ๋องอยู่พักหนึ่ง อย่างไรเสียก็ไม่ใช่ตัวละครที่
รับมือง่ายๆ
ชายหนุ่มที่สวมชุดคลุมยาวผ้าไหมสีดำข้างๆ เขาคือ ‘คุณชาย
ภูต’ หวังชวน เขาเลี้ยงผีไว้ในร่างกายตนเอง หรือจะพูดให้ถูกก็คือ
หลอมรวมเข้ากับผีตนหนึ่ง
ตอนกลางวันผียืมร่างคน ตอนกลางคืนคนกลายเป็นกายผี
ในบรรดาคนเหล่านี้มีเพียงสองคนนี้เท่านั้นที่มีพลังต่อสู้ที่แท้จริง
เทียบเท่ากับระดับเจ็ด
แต่ทว่าคนอื่นๆ ก็รับมือยากเช่นกัน คนแคระที่มีขนาดเท่าเด็กคน
นั้นคือลิงน ้า ไม่รู้ชื่อ อย่างไรเสียทุกคนก็เรียกเขาว่าลิงน ้า ก็เคยเป็น
โจรสลัดทางน ้าเช่นกัน แต่ทว่าเขาเป็นโจรสลัดที่เดินทางคนเดียว
ปล้นฆ่าพ่อค้าวาณิชขนาดเล็กที่เดินทางไปมาโดยเฉพาะ ว่ากันว่า
วิชาว่ายน ้าของเขายอดเยี่ยมอย่างยิ่ง สามารถอยู่ในน ้าได้หนึ่งวัน
หนึ่งคืน
ยังมีหญิงงามที่งดงามเย้ายวนคนนั้น นางคือหญิงงามชิงเฉิง ครึ่ง
คนครึ่งปีศาจ ข้างล่างมีของแปลกๆ ไปนอนกับหญิงสาวที่หอนางโลม
ต้องเสียเงิน ไปนอนกับนางต้องเสียชีวิต”
หลิ่วอิ๋งอิ๋งแนะนำตู้หลานเจียงและคนอื่นๆ ให้กู้เฉิงฟังอย่าง
รวดเร็ว ขณะเดียวกันกลุ่มคนนั้นก็เห็นกู้เฉิงและคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่หน้า
ประตูที่ว่าการอำเภอ นี่ทำให้พวกเขาขมวดคิ้วขึ้นมาทันที
เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะเอาบันทึกประจำเมืองมา ศึกษาดู
สถานการณ์ของภูเขาแม่ทัพแล้วก็จะเข้าเขาโดยตรง ใครจะคิดว่าจะ
มาเจอคนของหน่วยพิทักษ์ราตรีที่นี่ นี่ก็ค่อนข้างจะลำบากแล้ว
พวกผู้ฝึกตนนอกรีตระดับล่างเหล่านี้กับหน่วยพิทักษ์ราตรีเป็น
ศัตรูกันมาโดยตลอด ทั้งสองฝ่ายแม้จะไม่ถึงกับต้องตายกันไปข้าง
หนึ่ง แต่ก็อย่างน้อยก็ไม่ชอบหน้ากัน
อีกอย่างวันนี้พวกเขาบอกว่าจะมาเอาบันทึกประจำเมือง อันที่
จริงแล้วด้วยพฤติกรรมของพวกเขาก็คือต้องการจะมาปล้นโดยตรง
อย่างไรเสียเมืองเล็กๆ ที่ห่างไกลก็ไม่สามารถหยุดยั้งพวกเขาได้
แต่ใครจะคิดว่าในสถานที่ที่ห่างไกลเช่นนี้จะปรากฏคนของหน่วย
พิทักษ์ราตรี
คนของทั้งสองฝ่ายต่างก็ยืนเผชิญหน้ากันบนถนนยาว
บรรยากาศก็ตึงเครียดและเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟันในทันที
ทันใดนั้นในกลุ่มคนของตู้หลานเจียงมีนักพรตวัยกลางคนสวม
ชุดคลุมยาวลวดลายปากว้าสีแดงคนหนึ่งลุกขึ้นยืน ชี้ไปที่หลิ่วอิ๋งอิ๋ง
แล้วด่าทอ “หญิงแพศยา เจ้าไปยืนอยู่กับพวกสุนัขรับใช้ของหน่วย
พิทักษ์ราตรีได้อย่างไร
เจ้าลืมไปแล้วรึว่าตอนแรกพวกเราตกลงกันไว้อย่างไร ตอนนี้เจ้า
ไปยืนอยู่กับพวกสุนัขรับใช้ของหน่วยพิทักษ์ราตรี เจ้าได้บอกเรื่อง
นั้นให้พวกเขาฟังหมดแล้วใช่ไหม”
หลิ่วอิ๋งอิ๋งแค่นเสียงเบาๆ “ตกลงรึ พวกเจ้าฉวยโอกาสที่ซากศพ
ประจำตัวของข้าใช้ไม่ได้ บังคับให้ข้าสาบาน นี่ก็เรียกว่าตกลงรึ”
พูดจบ หลิ่วอิ๋งอิ๋งก็กระซิบกับกู้เฉิง “เจ้าหมอนั่นคือ ‘นักพรตเก้า
มายา’ เหอเทียนจิ่ว แห่งลัทธิมายาวิญญาณ ก่อนหน้านี้ลัทธิมายา
วิญญาณเป็นลัทธิเล็กๆ นอกรีตทางใต้ ถนัดใช้คาถาลวงตา
หลอกลวงชาวบ้านที่โง่เขลา ผลปรากฏว่าเมื่อพัฒนาไปถึงระดับหนึ่ง
ก็ลำพองใจขึ้นมา ถึงกับไปหลอกลวงทางการ ถูกหน่วยพิทักษ์ราตรี
กวาดล้าง
เจ้าหมอนี่คือศิษย์ที่รอดชีวิตคนสุดท้ายของลัทธิมายาวิญญาณ
ดังนั้นเขาจึงเกลียดชังคนของหน่วยพิทักษ์ราตรีอย่างยิ่ง”
กู้เฉิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วพูดกับนักพรตผู้นั้นอย่างเรียบ
เฉย “พรต เมื่อครู่ท่านเรียกพวกเราว่าอะไร”
เหอเทียนจิ่วหัวเราะอย่างเย็นชา “แน่นอนว่าเรียกพวกเจ้าว่าสุนัข
รับใช้ ในฐานะผู้ฝึกตน กลับยอมเป็นสุนัขรับใช้ของราชสำนัก ปู่ของ
ข้าพูดผิดตรงไหนรึ
กระต่ายตายสุนัขถูกต้ม ไม่แน่ว่าวันไหนก็จะถึงคราวที่พวกเจ้า
สุนัขรับใช้ต้องเดือดร้อน”
พูดจบ เหอเทียนจิ่วก็หันกลับไปพูดกับตู้หลานเจียง “หัวหน้าตู้
หน่วยพิทักษ์ราตรีมีคนน้อย พวกเราบุกเข้าไปพร้อมกัน จัดการพวก
มันแล้วค่อยเข้าภูเขาแม่ทัพไปหาสมบัติ”
ตู้หลานเจียงขมวดคิ้ว ไม่พอใจเล็กน้อย
เช่นเดียวกับพวกยุทธภพนอกรีตเช่นพวกเขา แม้ปกติจะมีความ
ขัดแย้งกับหน่วยพิทักษ์ราตรีอยู่บ้าง แต่ขอเพียงไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับ
ความเป็นความตาย พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะสู้ตายกับหน่วยพิทักษ์
ราตรี
ครั้งนี้พวกเขามาเพื่อหาสมบัติ ไม่ใช่มาเพื่อฆ่าคน สมบัติยังไม่
ทันได้เห็น ก็มาสู้ตายกับหน่วยพิทักษ์ราตรีที่นี่ ช่างไม่คุ้มค่าเอา
เสียเลย
อีกอย่างเหอเทียนจิ่วผู้นี้เป็นใครกัน ถึงมีสิทธิ์มาออกคำสั่งกับ
เขา
ยังไม่ทันที่ตู้หลานเจียงจะพูดอะไร ร่างของกู้เฉิงกลับเคลื่อนไหว
ทันที กระบี่ยาวในมือออกจากฝักแล้ว กระบี่สุริยันอักขระเดียวแทง
เข้าใส่เหอเทียนจิ่ว พลังปราณที่ร้อนระอุพุ่งปะทะใบหน้าทันที
ไม่ว่าจะเป็นเหอเทียนจิ่วหรือตู้หลานเจียงก็ไม่คิดว่า กู้เฉิงซึ่งเป็น
ฝ่ายที่มีคนน้อยกว่าจะพูดแล้วลงมือทันที
เหอเทียนจิ่วยืนอยู่ค่อนข้างจะข้างหน้า ในชั่วพริบตาก็รู้สึกได้ถึง
พลังปราณจากคมกระบี่พุ่งเข้ามาแล้ว
ตู้หลานเจียงต้องการจะลงมือ แต่จ้าวซิงหมิงก็ได้ใช้วิชาลับ
กระดูกขาวแล้ว กระดูกแหลมคมหลายสิบแท่งผุดขึ้นจากพื้น ขวาง
อยู่เบื้องหน้าของเขา
ในชั่วพริบตานี้ กระบวนท่ากระบี่ของกู้เฉิงก็มาถึงแล้ว
ด้วยความตกใจ เหอเทียนจิ่วประสานอิน ปากก็ท่องอะไร
บางอย่าง ควันเจ็ดสีพวยพุ่งออกมาจากชุดคลุมยาวที่กว้างขวางของ
เขา
แต่ยังไม่ทันที่ควันเจ็ดสีจะกระจายออกไปโดยสมบูรณ์ ผนึก
สุวรรณสะกดมารในมือซ้ายของกู้เฉิงกลับฟาดลงมาแล้ว แสงสีทอง
ระเบิดออกมา ฉีกควันเจ็ดสีนั้นเป็นชิ้นๆ ในทันที
‘พรวด’
เสียงเบาๆ ดังขึ้น คมกระบี่ที่ร้อนระอุตัดศีรษะของเหอเทียนจิ่วผู้
นั้นลงมาทันที ตกลงบนพื้นกลิ้งไปอยู่เบื้องหน้าของตู้หลานเจียง
กู้เฉิงยืนถือกระบี่ สะบัดหยดเลือดบนคมกระบี่ กล่าวอย่างเรียบ
เฉย “พูดไม่เป็นก็อย่าพูดเลย ลัทธิมายาวิญญาณที่ถูกทำลายล้างนั่น
เกรงว่าก็เป็นเพราะผู้อาวุโสในสำนักของเจ้าแต่ละคนปากเหม็น
เกินไป พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด คิดในสิ่งที่ไม่ควรคิด”