จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 35 – หลอกภูต
บางคำพูดหลอกคนไม่ได้ แต่หลอกภูตได้
เมื่อได้ยินกู้เฉิงพูดเช่นนั้น ไอสังหารรอบกายของภูตหญิงในชุด
แดงก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น จนในที่สุดก็พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า แต่
เป้าหมายกลับไม่ใช่กู้เฉิงแล้ว
“หลี่หรูกงทำเช่นนั้นจริงๆ รึ”
กู้เฉิงพยักหน้าอย่างจริงจัง “จริงแท้แน่นอน ข้าน้อยขอสาบาน
หากข้าหลอกลวงท่านหญิง ขอให้ข้าถูกรถชนตาย”
“หลี่หรูกง”
ภูตหญิงในชุดแดงคำรามก้องฟ้า ไอแค้นและไอสังหารอัน
หนาแน่นนั้นทำให้คนอดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
“หลังจากออกไปแล้ว จงแก้ไขบันทึกอำเภอกลับดังเดิม ทำให้
เรื่องที่เจ้าคนชั่วนั่นทำแพร่กระจายไปทั่วหล้า
มิฉะนั้นต่อให้เจ้าหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียวก็ไร้ประโยชน์ ค่ายกล
ของจวนแม่ทัพกักขังข้าไว้ไม่ได้ ค่ายกลของภูเขาแม่ทัพก็เช่นกัน”
เมื่อได้ยินภูตหญิงในชุดแดงพูดเช่นนั้น กู้เฉิงก็ถอนหายใจอย่าง
โล่งอก พยักหน้าซ ้าๆ
ด่านนี้ถือว่าผ่านไปได้แล้ว
แต่เมื่อฟังสรรพสิ่งที่ภูตหญิงในชุดแดงพูด ภูเขาแม่ทัพแห่งนี้
รวมถึงจวนแม่ทัพในปัจจุบันน่าจะมีค่ายกลอยู่ แล้วใครกันที่ทำลาย
ค่ายกลนี้
แต่ตอนนี้กู้เฉิงไม่มีเวลามาคิดเรื่องนี้แล้ว เขาโบกมือแล้วพาคน
ของหน่วยพิทักษ์ราตรีจะจากไป
พ่อบ้านภูตชี้ไปที่ประตูหลังแล้วพูดเรียบๆ “นายหญิงเมตตาให้
พวกเจ้าจากไป ไปทางประตูหลังเถอะ ประตูหน้าตอนกลางคืนออกไป
ไม่ได้หรอก”
“ขอบคุณ”
กู้เฉิงและคนอื่นๆ จากไปทางประตูหลัง เหล่านักพรตนอกรีตก็
เดินตามคนของหน่วยพิทักษ์ราตรีไปด้วย
กู้เฉิงเหลือบมองพวกเขาแวบหนึ่ง คิดอยากจะวางกับดักพวกเขา
แต่คิดไปคิดมาก็ล้มเลิกไป
การคาดเดาความคิดของภูตผีปีศาจนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายอย่าง
ยิ่ง กู้เฉิงไม่อยากจะเจอเรื่องแบบนี้เป็นครั้งที่สอง
หากทำอะไรผิดพลาดไป แล้วพาตัวเองและคนอื่นๆ เข้าไปพัวพัน
ด้วยอีก มันก็ไม่คุ้มค่า
แต่ในขณะนั้น ภูตหญิงในชุดแดงกลับโบกมือ หญิงงามชิงเฉิงก็
ถูกนางดึงมาอยู่ตรงหน้าทันที
“คนอื่นไปได้ แต่เจ้าไปไม่ได้”
“ทะ ทำไม”
หญิงงามชิงเฉิงกรีดร้องออกมา เสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ดูจากท่าทางสำส่อนของเจ้าแล้ว คงจะเป็นนังแพศยาที่ชอบ
ยั่วยวนผู้ชาย
เมื่อก่อนหลี่หรูกงก็ถูกนังแพศยาเช่นนี้ยั่วยวน
นังแพศยา สมควรตายให้หมด”
สิ้นเสียงของภูตหญิงในชุดแดง หญิงงามชิงเฉิงยังไม่ทันได้ทันตั้ง
ตัว ร่างทั้งร่างก็ถูกมวยผมอันไร้ขอบเขตห่อหุ้ม กลายเป็นหมอก
โลหิตในทันที
เหลือแต่เพียงกระดูก ไม่มีแม้แต่ซากศพ ช่างน่าเวทนาอย่างยิ่ง
ทุกคนต่างตัวสั่น โดยเฉพาะหลิ่วอิ๋งอิ๋ง
ที่นี่มีเพียงนางและหญิงงามชิงเฉิงที่เป็นผู้หญิง ผู้หญิงเวลาลงมือ
กับผู้หญิงด้วยกัน ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก
นางแอบมองหน้าอกของตัวเอง
ก่อนหน้านี้นางยังรู้สึกว่าตัวเองเล็กไปหน่อย ตอนนี้ดูเหมือนว่า
เล็กก็มีข้อดีของเล็ก อย่างน้อยก็ทำให้ตัวเองดูบริสุทธิ์ ไม่ถูกมองว่า
เป็นนางจิ้งจอก
ส่วนนักพรตนอกรีตคนอื่นๆ ที่อยู่ที่นั่น พวกเขาไม่แม้แต่จะ
ชายตามอง กลัวว่าถ้าเดินช้าไปจะลงเอยเหมือนหญิงงามชิงเฉิง
แม้ว่าพวกเขาจะมาด้วยกัน แต่ระหว่างพวกเขาก็ไม่ได้มี
ความสัมพันธ์อะไรกัน
ต่างคนต่างชิงดีชิงเด่น หวังให้คนอื่นรีบไปตาย แล้วตัวเองจะได้
ครอบครองสมบัติแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อทุกคนออกจากประตูหลังจึงได้พบว่า ที่ประตูหลังของจวนแม่
ทัพยังมีกองกระดูกอยู่มากมาย
บางส่วนกลายเป็นกระดูกขาวไปแล้ว แต่บางส่วนก็ทำให้กู้เฉิง
ขมวดคิ้วขึ้นมาทันที
กระดูกเหล่านั้นแม้จะเน่าเปื่อยไปบ้าง แต่ดูจากเวลาแล้ว ไม่น่าจะ
เกินสามเดือน
และบางส่วนยังสวมชุดเกราะอยู่ ดูแล้วไม่ใช่คนธรรมดา
ก่อนหน้านี้ มีคนเคยมาที่นี่ด้วยรึ
แต่สถานการณ์ตอนนี้คับขัน กู้เฉิงไม่กล้าที่จะอยู่ที่นี่เพื่อศึกษา
ของเหล่านี้
ทุกคนรีบหนีออกจากจวนแม่ทัพ ในที่สุดก็เดินออกจากพื้นที่ที่
ถูกความมืดมิดอันไร้ขอบเขตห่อหุ้ม แต่เส้นทางข้างหน้ากลับยิ่งเดิน
ยิ่งแคบ กลายเป็นทางเดินที่สามารถรองรับคนได้เพียงสามสี่คนเดิน
เรียงกัน
ตลอดทางทุกคนต่างเงียบกริบ และยังแบ่งเป็นสองแถวอย่าง
ชัดเจน ต่างฝ่ายต่างระแวดระวังซึ่งกันและกัน
ในตอนแรกทั้งสองฝ่ายยังสามารถพูดคุยกันได้ว่าจะร่วมมือกัน
แต่เมื่อครู่ในจวนแม่ทัพ นักพรตคนนั้นลากกู้เฉิงลงน ้า กู้เฉิงก็
สังหารเขาอย่างไม่ปรานี ทั้งสองฝ่ายถือว่าแตกหักกันโดยสิ้นเชิงแล้ว
และตลอดทางที่ผ่านมา ฝ่ายหน่วยพิทักษ์ราตรีไม่ได้รับบาดเจ็บ
แม้แต่น้อย แต่ฝ่ายของพวกเขากลับสูญเสียไปแล้วสี่คน ความ
แตกต่างของกำลังของทั้งสองฝ่ายยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ
หากข้างหน้าเป็นสุสานของหลี่หรูกงจริงๆ แม้จะหมายความว่ามี
สมบัติอยู่อย่างแน่นอน แต่ก็มีอันตรายอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
และพวกเขายังต้องแย่งชิงกับหน่วยพิทักษ์ราตรี เมื่อคิดถึงตรงนี้
นักพรตนอกรีตบางคนถึงกับเริ่มคิดที่จะถอยแล้ว
ในขณะนั้น คุณชายภูตหวังชวนก็สูดจมูกฟุดฟิดแล้วพูดว่า “มี
กลิ่นเลือด”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็พลันตื่นตัว สำรวจไปข้างหน้าอย่าง
ระมัดระวัง ศพหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าทุกคน
ชายผู้นั้นอายุราวสามสิบกว่าปี ร่างกายกำยำแข็งแรง แม้จะดู
อ้วนไปบ้าง แต่จริงๆ แล้วเป็นเพราะรูปร่างที่กำยำเกินไป จึงนับได้ว่า
เป็นคนท้วม
สีหน้าของตู้หลานเจียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย “คือหวงพั่งจื่อ หนึ่งใน
สามนักขุดสุสานแห่งเจียงเป่ย
แม้เราจะไม่ได้เดินไปตามทางที่พวกเขาขุดไว้ แต่ดูเหมือนว่าใน
ที่สุดเราก็มาเจอกันจนได้”
กู้เฉิงเดินเข้าไปตรวจสอบ สาเหตุการตายของหวงพั่งจื่อนี้
ค่อนข้างแปลก เพราะทุกคนดูไม่ออกว่าเขาตายได้อย่างไร
หวงพั่งจื่อเบิกตากว้าง สีหน้าหวาดกลัว ราวกับเห็นอะไรที่น่า
กลัวอย่างยิ่ง บนร่างกายไม่มีร่องรอยของชีวิตแล้ว
กู้เฉิงค้นของบนตัวหวงพั่งจื่อ นอกจากเครื่องมือและของวิเศษที่
ใช้ในการขุดสุสานแล้ว ยังมีม้วนภาพหนึ่งที่เขาถือไว้แน่นในมือ
เมื่อหยิบม้วนภาพนั้นออกมา ตู้หลานเจียงก็เข้ามาดูด้วย
ตอนแรกกู้เฉิงคิดว่าในม้วนภาพนั้นน่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับหลี่
หรูกง แต่ไม่คิดว่าข้างในจะเป็นข้อมูลจริงๆ แต่กลับไม่เกี่ยวข้องกับห
ลี่หรูกงแม้แต่น้อย
บนข้อมูลนั้นกลับเป็นข่าวเกี่ยวกับนักพรตคนหนึ่ง
เมื่อห้าร้อยปีก่อนในยุทธภพมีนักพรตลึกลับคนหนึ่ง อ้างตัวว่า
เป็นนักพรตพันวิญญาณ มีอิทธิฤทธิ์ในการกลับชาติมาเกิด ทุกๆ
หกสิบปีจะต้องตายหนึ่งครั้ง แบ่งวิญญาณส่วนหนึ่งออกมา สามารถ
กลับมาสู่โลกมนุษย์ได้อีกครั้ง
และฝีมือของเขาก็สูงส่งล ้าลึก เคยต่อสู้กับยอดฝีมือของสามลัทธิ
คือลัทธิหลัว ลัทธิบัวขาว และลัทธิพระศรีอาริย์โดยไม่เสียเปรียบ
ได้รับการยกย่องจากเจ้าเมืองเล็กๆ หลายแห่งให้เป็นแขกผู้มีเกียรติ
แต่ต่อมาไม่รู้ว่าทำไม นักพรตพันวิญญาณผู้นี้กลับหายตัวไป
อย่างลึกลับ ข่าวคราวเกี่ยวกับเขาก็น้อยอยู่แล้ว พอเขาหายตัวไป
ข่าวที่หลงเหลืออยู่ก็ยิ่งน้อยลงไปอีก
เมื่อเห็นคำอธิบายเกี่ยวกับนักพรตผู้นี้บนนั้น กู้เฉิงก็ส่ายหน้า
เบาๆ
ทุกๆ หกสิบปีเพียงแค่แบ่งวิญญาณส่วนหนึ่งออกมาก็สามารถ
กลับมาสู่โลกมนุษย์ได้อีกครั้ง นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นอมตะแล้ว
อย่างไรก็ตามกู้เฉิงไม่เชื่อ เพราะมันขัดกับหลักการของการฝึก
ตน
หากเป็นเช่นนั้นจริง อีกฝ่ายมีชีวิตอยู่มานับพันนับหมื่นปี นั่นก็
ไม่เท่ากับว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบันแล้วรึ
มีชีวิตอยู่นานขนาดนี้ หมูตัวหนึ่งก็คงจะฝึกตนจนกลายเป็น
เซียนดินหรือนักบุญแห่งการต่อสู้ได้แล้ว
ฝ่ายตู้หลานเจียงก็งงไม่แพ้กัน ไม่รู้ว่าข่าวในมือของหวงพั่งจื่อห
มายความว่าอย่างไร
แต่ตอนนี้พวกเขามาถึงที่นี่แล้ว จะให้กลับไปหานางภูตในชุด
แดงเพื่อแต่งงานรึไง
ทุกคนทำได้เพียงเดินไปตามทางเดินนั้นต่อ เดินไปไม่ถึงครึ่งชั่ว
ยาม ที่ปลายทางของทางเดิน วังใต้ดินแห่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
พวกเขา
แต่เมื่อเห็นฉากในนั้น ตู้หลานเจียงกลับสูดหายใจเข้าลึกๆ
“ฝังทับเขามังกร เก้ามังกรลากโลงศพ หลี่หรูกงต้องการจะทำ
อะไร ให้ลูกหลานของตัวเองไปเป็นฮ่องเต้รึ”
ในวังใต้ดินนั้นนอกจากอาวุธและชุดเกราะที่ฝังไว้เป็นเครื่องเซ่น
แล้ว ตรงกลางที่สุดก็คือโลงศพทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่
แต่โลงศพนั้นไม่ได้วางอยู่บนพื้น แต่ถูกโซ่มังกรเก้าเส้นที่ฝังอยู่
ในผนังหินดึงไว้ ลอยอยู่กลางอากาศ
ตู้หลานเจียงก็พอจะรู้เรื่องฮวงจุ้ยอยู่บ้าง ตำแหน่งที่โลงศพตั้งอยู่
นั้นคือมุมหนึ่งของสายมังกร
ในทางฮวงจุ้ยที่เรียกว่าฝังทับเขามังกร โลงศพจะต้องถูกทำลาย
นี่เป็นข้อห้ามใหญ่ในทางฮวงจุ้ย
หมายความว่าสุสานที่ฝังทับมุมหนึ่งของสายมังกร ในอนาคต
สุสานจะถูกขุดค้นและทำลายได้ง่าย
แต่ในขณะเดียวกัน การทับมุมหนึ่งของสายมังกร ก็สามารถช่วง
ชิงพลังของสายมังกรได้
และเก้ามังกรลากโลงศพ ยิ่งเป็นสิ่งที่ฮ่องเต้เท่านั้นที่จะมีได้ หลี่
หรูกงเป็นเพียงแม่ทัพ กลับกล้าใช้เก้ามังกรลากโลงศพ แถมยังกล้า
ฝังทับเขามังกรอีก ท่านแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ คงไม่ได้คิดจะก่อกบฏหรอก
นะ
แต่ตอนนี้นักพรตนอกรีตคนอื่นๆ ไม่รู้จักอะไรที่เรียกว่าฝังทับเขา
มังกร เก้ามังกรลากโลงศพหรอก
สายตาของพวกเขาทั้งหมดถูกดึงดูดโดยโลงศพทองสัมฤทธิ์นั้น
ในเมื่อข้างในนั้นคือโลงศพของหลี่หรูกง ตามธรรมเนียมแล้ว
ทรัพย์สมบัติที่ล ้าค่าที่สุดในชีวิตของท่านแม่ทัพใหญ่สมัยราชวงศ์
ก่อนก็น่าจะอยู่ในนั้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ดวงตาของทุกคนก็พลันแดงก ่าขึ้นมาทันที