จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 48 – ประลองยุทธ์
คำพูดของกู้เฉิงไม่เกรงใจเลย ราวกับว่ากินขาดคนของสอง
สำนักนี้แล้ว ทำให้สีหน้าของจงหลินและต่งขุยดำคล ้าลง
พวกเขาไม่ได้เห็นคนหนุ่มที่หยิ่งผยองเช่นนี้มานานมากแล้ว
จงหลินเยาะเย้ยเสียงเย็น ลุกขึ้นมายืน “ให้ข้าผู้เฒ่ามาก่อนเถอะ
คนหนุ่มล้วนเลือดร้อน แม้หนทางการบำเพ็ญเพียรจะยึดผู้บรรลุ
ธรรมเป็นหลัก ไม่ได้ดูที่อายุ แต่ข้าวที่ข้าผู้เฒ่ากินมาหลายปี ก็ไม่ใช่
ว่ากินไปโดยเปล่าประโยชน์”
กู้เฉิงแคะหู ชักกระบี่ห้วงโลหิตออกมาอย่างไม่ใส่ใจ เดินออกไป
ยืนอยู่กลางโถงใหญ่ของสมาคมฉางเล่อ
เพราะเป็นการประลองยุทธ์ ทั้งสองฝ่ายหนึ่งรุกหนึ่งรับ ออก
กระบวนท่าเพียงครั้งเดียว ดังนั้นจึงไม่ได้ไปที่ลานประลองด้านนอก
“ลงมือเถอะ” กู้เฉิงพูดเรียบๆ
ในการประลองยุทธ์ การลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ
การลงมือก่อนจะมีเวลาเตรียมตัวมากกว่า และอีกฝ่ายก็ไม่รู้ว่า
เจ้าจะใช้วิธีอะไร การรับมือโดยไม่รู้ย่อมยากกว่าการลงมือเอง
จงหลินฮึ่มเสียงเย็น สองมือประสานอิน เส้นไหมสีเลือดพุ่ง
ออกมาจากปลายนิ้วทั้งสิบของเขา แทรกเข้าไปในแขนเสื้อที่กว้าง
ใหญ่ของเขา
เสียงโลหะกระทบกันดังกังวาน ข้อต่อโลหะทีละชิ้นถูกเส้นไหมสี
เลือดดึงออกมา เรียงตัวประกอบกัน ในที่สุดก็กลายเป็นหุ่นโลหะสูง
ครึ่งคน ด้านหลังมีเส้นไหมสีเลือดสานกันไปมา ราวกับหุ่นเชิด
แคร้ง
แขนทั้งสองข้าง ข้อศอก เข่า และส่วนข้อต่ออื่นๆ ของหุ่นโลหะ
ต่างก็มีใบมีดแหลมคมโผล่ออกมา ดูเย็นเยียบอย่างยิ่ง
“ดูท่าท่านกู้จะใช้กระบี่รึ เช่นนั้นไม่รู้ว่ากระบี่เล่มเดียวของท่านจะ
สามารถต้านทานกระบี่แปดเล่มของข้าได้หรือไม่”
สำนักเต๋าเสวียนเชี่ยวชาญวิชาลับสายมารต่างๆ ที่เรียกว่าวิชา
ลับสามสิบหกของเต๋าเสวียน จริงๆ แล้วที่มีพลังทำลายล้าง สามารถ
นำมาใช้ได้จริงมีไม่ถึงสิบวิชา หุ่นโลหิตอสูรที่จงหลินใช้อยู่นี้ก็เป็น
หนึ่งในนั้น
ภายใต้การควบคุมของเส้นไหมสีเลือด ร่างของหุ่นโลหิตอสูรบิด
เบี้ยวเป็นองศาที่ประหลาดอย่างยิ่ง แม้แต่ในอากาศก็ยังเปลี่ยนแปลง
ท่าทางอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ใบมีดบนร่าง
ของหุ่นโลหิตอสูร ก็ยังมีครึ่งหนึ่งชี้มาที่กู้เฉิง
ถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ชั่วพริบตาต่อมาแขนขวาของกู้เฉิงก็
เปลี่ยนเป็นแขนซากศพดำทันที บนกระบี่ห้วงโลหิตพลันปรากฏเปลว
เพลิงยมโลกสีดำทมิฬขึ้นมา
แตกต่างจากครั้งก่อนที่กู้เฉิงใช้แขนซากศพดำใช้วิชากระบี่
สุริยันอักขระเดียว เปลวเพลิงยมโลกที่ปรากฏขึ้นในครั้งนี้ดำมืดไม่
แน่นอน ไม่ใช่พลังปราณที่ว่างเปล่า แต่ราวกับว่ามีเพลิงเทียนยมโลก
กำลังลุกไหม้อยู่จริงๆ แม้แต่แสงสว่างโดยรอบก็ถูกดูดเข้าไป ทุกครั้ง
ที่เปลวเพลิงยมโลกเต้นระริก ก็ราวกับว่าภูตผีที่ซ่อนอยู่ในความมืด
มิดได้ลืมตาขึ้น
เพลงกระบี่เทียนยมโลก ภูตผีลืมตา
ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ในชั่วพริบตาที่ออกกระบี่ กู้เฉิงก็วาด
อักขระสัตย์เลือดขึ้นในใจ โลหิตในร่างกายพลันเดือดพล่าน แสง
โลหิตสีดำทมิฬสายหนึ่งแนบชิดอยู่บนคมกระบี่ นำมาซึ่งไอสังหารที่
หนาวเหน็บถึงขีดสุด
“ฉึก”
ราวกับมีดที่เผาจนแดงร้อนแทงเข้าไปในเนย ลื่นไหลอย่างถึง
ที่สุด
หุ่นโลหิตอสูรภายใต้กระบี่ของกู้เฉิง ถูกฟันขาดเป็นสองท่อน
โดยสิ้นเชิง เส้นไหมสีเลือดที่ใช้เชิดทั้งหมดถูกพลังของสัตย์เลือดดูด
ซับไป พอดีกับที่ชดเชยการใช้พลังของกู้เฉิงในชั่วพริบตาที่ใช้สัตย์
เลือดไป
“ลูกไม้เยอะแยะ ทำเป็นอวดดีไปได้”
กู้เฉิงเก็บกระบี่แล้วถอยกลับ นี่แทบจะเป็นกระบี่ที่ใช้พลังถึงขีด
สุดของเขา ในขณะเดียวกันก็นำความรู้สึกสดชื่นอย่างถึงที่สุดมาให้
เขา นั่นคือความรู้สึกที่ความคิดปลอดโปร่ง
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการที่เขาฆ่านักพรตห้าอวัยวะเมื่อวานนี้
ความรอบคอบระมัดระวังในชาติก่อนและประสบการณ์ที่ถูกลอบ
ทำร้ายในชาตินี้มักจะทำให้ในใจของกู้เฉิงมีอุปสรรคและความขุ่น
เคืองอยู่เสมอ อาจจะเป็นความไม่พอใจเล็กน้อยที่ ‘กู้เฉิง’ ที่ถูกลอบ
ทำร้ายไปแล้วทิ้งไว้
และเมื่อนักพรตห้าอวัยวะตายไป ความขุ่นเคืองนั้นก็สลายไปใน
ที่สุด
หมัดและดาบคือรากฐานในการดำรงชีวิตของเขา กู้เฉิงแสวงหา
พลังและอำนาจ ไม่ใช่เพื่อต้องการควบคุมชะตากรรมของผู้อื่น แต่
เพื่อต้องการควบคุมชะตากรรมของตนเอง
การเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสภาพจิตใจส่งผลต่อความก้าวหน้า
ในการบำเพ็ญเพียรของเขา
แม้ตอนนี้ระดับพลังบำเพ็ญของกู้เฉิงจะไม่มีการพัฒนาขึ้นเลย
แต่พลังใจและจิตวิญญาณในการลงมือของเขากลับมีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
และในขณะนี้จงหลินมองดูหุ่นโลหิตอสูรของตนเองที่แตกเป็น
เสี่ยงๆ สายตาเหม่อลอย ใบหน้าแดงก ่า เต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ
ความแข็งแกร่งและความคมของกระบี่ของกู้เฉิงนั้นเหนือความ
คาดหมายของเขาจริงๆ หุ่นโลหิตอสูรของเขาที่สร้างจากเหล็กกล้า
ชั้นดีและหลอมด้วยวิชาลับกลับเหมือนกับเต้าหู้ที่ถูกตัดขาดต่อหน้า
กระบี่เล่มนั้น เส้นไหมสีเลือดของตนเองก็ถูกพลังประหลาดดูดซับไป
แต่หากเป็นการต่อสู้ซึ่งๆ หน้า เขากล้าประกันได้ว่ากู้เฉิงไม่มีทาง
ใช้พลังแบบนี้ได้เป็นเวลานานแน่นอน และเขายังมีวิชาลับอีกหลาย
อย่างที่ยังไม่ได้ใช้
แต่ตอนนี้เป็นการประลองยุทธ์ ภายใต้กระบวนท่าเดียว แพ้ก็คือ
แพ้ หากเขายังดึงดันไม่ยอมรับ ก็เท่ากับทำให้สำนักเต๋าเสวียนทั้ง
สำนักเสียหน้า
“ข้าผู้เฒ่ายอมแพ้แล้ว”
จงหลินฮึ่มเสียงเย็นแล้วถอยกลับไป
ทันใดนั้นต่งขุยก็พูดขึ้น “รอบนี้สำนักกระบี่ชิงซานของข้าให้
แขกใต้สังกัดของข้า นักพรตเฮยสือลงมือ ท่านกู้จะเห็นด้วยหรือไม่”
กู้เฉิงยักไหล่ “ไม่เป็นไร ข้าไม่เกี่ยงอยู่แล้ว”
กู้เฉิงมั่นใจในฝีมือของตนเองมาก อาจจะกล่าวได้ว่ารู้ตัวเองดี
แขนซากศพดำและสัตย์เลือดเป็นต้น สามารถรับประกันได้ว่ากู้
เฉิงมีพลังระเบิดที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง การประลองยุทธ์แบบนี้แม้จะดู
เหมือนว่ากู้เฉิงที่มีระดับพลังต ่ากว่าจะเสียเปรียบ แต่จริงๆ แล้วกลับ
เป็นประโยชน์กับเขามากที่สุด
นักพรตเฮยสือคนนั้นลุกขึ้นยืน พูดด้วยเสียงที่ค่อนข้างเย็นชา
“ท่านกู้ วิชาลับไม่มีตา ใช้ไปแล้วก็ถอนกลับไม่ได้ ท่านต้องระวังตัว
ให้ดี”
ก่อนหน้านี้ในภาพของภูตที่เลี้ยงไว้ในอวัยวะ กู้เฉิงเคยเห็น
นักพรตเฮยสือคนนี้ลงมือ
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเชี่ยวชาญวิชาลับที่เหมือนกับเงา สามารถทำ
ให้เงาชนิดนี้กลายเป็นของจริงได้
แต่ตอนนี้นักพรตเฮยสือยืนอยู่กลางโถงใหญ่กลับไม่ขยับเขยื้อน
เลย ทำให้คนอื่นๆ ตกใจ นักพรตคนนี้กำลังเล่นอะไรอยู่
แต่ชั่วพริบตาต่อมา นักพรตเฮยสือก็ลืมตาขึ้นทันที ในดวงตาทั้ง
สองข้างกลับมีแต่ความมืดมิดที่เคลื่อนไหวอยู่
ในขณะเดียวกัน ที่ใต้เท้าของกู้เฉิงไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่มีเงา
มากมายวนเวียนอยู่ กลายเป็นมือผีนับไม่ถ้วน ฉุดรั้งแขนขาทั้งสี่ของ
เขาฉีกกระชาก พลังมหาศาลถาโถมเข้ามา ราวกับจะฉีกร่างเขาเป็น
ห้าส่วน
“ที่แท้ก็เป็นวิชาหลอมภูตนี่เอง”
มุมปากของกู้เฉิงปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา รวบรวมสมาธิ พลังปราณ
ทั่วร่างระเบิดออก ต่อต้านแรงดึงนั้นอย่างสุดกำลัง
ในขณะเดียวกัน ไอเย็นห้าสายก็ลอยออกมา พุ่งตรงไปยัง
นักพรตเฮยสือ
วิชาที่นักพรตเฮยสือฝึกฝนย่อมเป็นวิชาหลอมภูตเช่นกัน แต่เขา
ไม่คิดเลยว่า กู้เฉิงที่เมื่อครู่เพิ่งจะทำลายหุ่นโลหิตอสูรได้ด้วยกระบี่
เดียว จะฝึกวิชาลับสายมารอย่างการหลอมภูตด้วย
เขาเร่งรีบประสานอินด้วยสองมือ เงาดำนับไม่ถ้วนแยกตัว
ออกมา ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าอย่างหนาแน่น สกัดกั้นภูตที่เลี้ยงไว้ใน
อวัยวะไว้
แต่เมื่อเขาขยับเช่นนี้ แรงดึงที่กู้เฉิงได้รับก็ลดลงทันที
กู้เฉิงระเบิดพลังปราณทั่วร่าง กระบี่ห้วงโลหิตในมือชักออกจาก
ฝักแล้ว
ทันใดนั้น ต่งขุยก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว สีหน้าเคร่งขรึม “ท่านกู้
ไม่ต้องลงมือแล้ว รอบนี้พวกเรายอมแพ้”
ตามกฎของการประลองยุทธ์ จริงๆ แล้วในชั่วพริบตาที่นักพรต
เฮยสือลงมือป้องกัน เขาก็แพ้แล้ว เพราะเขาเป็นฝ่ายรุก
และต่อให้สู้ต่อไปผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม
นักพรตสายมารที่ร่างกายอ่อนแออย่างนักพรตเฮยสือถูกนักรบที่
มีพลังระเบิดน่าทึ่งอย่างกู้เฉิงเข้าใกล้ตัว ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ไม่
ต้องพูดถึงแล้ว
แต่ต่งขุยและจงหลินสบตากัน ในดวงตาทั้งสองคนปรากฏแววตา
ที่มีความหมายลึกซึ้งขึ้นพร้อมกัน
พวกเขาทั้งสองฝ่ายคนหนึ่งสนับสนุนนายน้อยใหญ่ อีกคนหนึ่ง
สนับสนุนนายน้อยรอง จริงๆ แล้วทั้งสองฝ่ายมีความเกี่ยวข้องกัน ไม่
ว่าสุดท้ายคนสองคนนี้ใครจะได้ขึ้นครองตำแหน่ง ก็อาจจะกล่าวได้ว่า
เป็นคนของพวกเขาทั้งหมด
ภายนอกดูเหมือนจะแพ้ แต่ภายในสมาคมฉางเล่อมอบสมุนไพร
วิญญาณให้พวกเขาเท่าไหร่ ใครจะไปรู้
ตอนนี้นายน้อยรองจี้หลินถังเริ่มจะอดทนไม่ไหวแล้ว เรื่องของ
พวกเขาแก้ไขเสร็จแล้ว ก็ควรจะถึงตาของตนเองแล้ว
จี้หลินถังลุกขึ้นยืนพูดเสียงดัง “สมาคมฉางเล่อขาดผู้นำไม่ได้
แม้แต่วันเดียว ต่อให้ทุกท่านจะกำหนดส่วนแบ่งสมุนไพรวิญญาณ
แล้ว ก็ต้องมีคนมาดูแลเรื่องนี้ไม่ใช่รึ
ก่อนหน้านี้เพราะยุ่งกับงานศพของบิดา ข้าจึงยังไม่ได้พูด จริงๆ
แล้วบิดาบอกข้าไว้นานแล้วว่า หลังจากเขาตายไปพินัยกรรมจะวาง
ไว้ที่ไหน ใครจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าสมาคม”
“นายน้อยรองท่านพูดจริงรึ”
ผู้อาวุโสของสมาคมฉางเล่อหลายคนอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
พวกเขาล้วนเป็นคนเก่าแก่ที่ติดตามจี้ไห่หยามาตั้งแต่ก่อตั้ง
สมาคมฉางเล่อ ภักดีต่อเขาอย่างยิ่ง
ดังนั้นขอเพียงเป็นพินัยกรรมที่จี้ไห่หยาทิ้งไว้จริงๆ พวกเขาย่อม
ต้องปฏิบัติตามอย่างแน่นอน
“หากท่านผู้อาวุโสไม่เชื่อ สามารถไปหาที่ด้านบนห้องหนังสือ
ของบิดาได้ ทุกคนไปด้วยกัน ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครปลอมแปลง”
จี้หลินถังมีท่าทีมั่นใจ แต่ตอนนี้เขามองไปที่จี้หลินเฟิงกลับรู้สึก
แปลกๆ
บนใบหน้าของจี้หลินเฟิงไม่มีความตื่นตระหนก ไม่มีความโกรธ
ยิ่งไม่มีความดีใจ
เขากลับมีท่าทีเฉยเมย ราวกับว่าสิ้นหวังแล้ว
ทันใดนั้นผู้อาวุโสหลายคนก็พากันไปนำพินัยกรรมของจี้ไห่หยา
ที่อยู่บนคานบ้านออกมา ในนั้นเขียนไว้จริงๆ ว่าตนเองใกล้จะตาย
แล้ว ดังนั้นจึงได้มอบตำแหน่งให้จี้หลินถัง
ผู้อาวุโสหลายคนสบตากัน ครู่หนึ่งก็มีคนพูดขึ้น “เป็นลายมือ
ของหัวหน้าสมาคมจริงๆ แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของน ้าเสียง
และตัวอักษรก็เหมือนกันทุกอย่าง”
เพียงแต่พวกเขายังรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง
ท่านหัวหน้าเก่าแม้จะรักจี้หลินถังเป็นพิเศษก็จริง แต่เขาก็ไม่ได้
เกลียดจี้หลินเฟิงนี่นา แม้แต่งานบางส่วนในสมาคมก็เป็นเขาที่มอบ
ให้จี้หลินเฟิงทำ ทำไมในพินัยกรรมถึงไม่ได้เอ่ยถึงลูกชายคนโตคนนี้
เลยแม้แต่คำเดียว
ทันใดนั้นต่งขุยก็หัวเราะเสียงดัง “พอดีวันนี้ทุกคนอยู่ที่นี่ นาย
น้อยรองก็จัดพิธีรับตำแหน่งไปเลย จะได้ไม่ต้องให้พวกเรามาอีก
รอบ”
ในขณะที่จี้หลินถังกำลังจะตอบตกลงด้วยความดีใจ กู้เฉิงกลับ
ใช้ฝักกระบี่เคาะโต๊ะ พูดเรียบๆ
“ข้าไม่เห็นด้วย”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นก็ตกตะลึงทันที
นายน้อยรองของสมาคมฉางเล่อถือพินัยกรรมของท่านหัวหน้า
เก่ามารับตำแหน่งหัวหน้าสมาคม ถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ถึง
ตาเจ้าสุนัขรับใช้ราชสำนักมาคัดค้านได้อย่างไร