จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 49 – คุมเกม
หน่วยพิทักษ์ราตรีสามารถจัดการเรื่องได้มากมาย แต่เหมือนกับ
ตำแหน่งผู้สืบทอดของหัวหน้าสมาคมหน่วยพิทักษ์ราตรีก็อยากจะ
จัดการ แบบนี้ก็ดูจะเผด็จการเกินไปหน่อย
แม้แต่หน่วยพิทักษ์ราตรีในบางพื้นที่ที่มีอำนาจแข็งแกร่ง
สามารถควบคุมสำนักในเขตปกครองได้อย่างสมบูรณ์ แต่เรื่องแบบนี้
ก็ทำกันอย่างลับๆ ไม่ใช่เหมือนกู้เฉิงแบบนี้ ที่พูดออกมาต่อหน้าคน
มากมายอย่างโจ่งแจ้ง
สีหน้าของจี้หลินถังเปลี่ยนไปทันที พูดเสียงเย็น “ท่านกู้ท่าน
หมายความว่าอย่างไร ท่านมีสิทธิ์อะไรมาไม่เห็นด้วย”
กู้เฉิงพูดอย่างสบายๆ “เดิมทีใครจะมาเป็นหัวหน้าสมาคมเรื่องนี้
ข้าจัดการไม่ได้ แต่บังเอิญว่านายน้อยรองท่านได้ตำแหน่งมาโดยมิ
ชอบ
ท่านหัวหน้าเก่าจี้ไห่หยาแม้ร่างกายจะไม่ดี แต่แพทย์หลายคนใน
สมาคมฉางเล่อก็บอกว่า เขายังมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปี
คนที่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปีจะรีบร้อนเขียนพินัยกรรมขนาด
นั้นเลยรึ หรือว่าท่านหัวหน้าเก่าจี้ไห่หยามีความสามารถในการหยั่งรู้
อนาคต”
จี้หลินถังฮึ่มเสียงเย็น “ในสมาคมฉางเล่อใครๆ ก็รู้ว่าบิดาของข้า
รักข้ามากที่สุด เขามาจากคนธรรมดา ไม่ได้ยึดติดกับธรรมเนียม
ที่ว่าบุตรชายคนโตต้องสืบทอด
ดังนั้นเขากลัวว่าตนเองจะเกิดอุบัติเหตุ ทิ้งพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า
จะมีปัญหาอะไรรึ หน่วยพิทักษ์ราตรีทำงานก็ต้องมีหลักฐาน”
กู้เฉิงพูดเรียบๆ “หลักฐานรึ หน่วยพิทักษ์ราตรีของข้าพูดจา
แน่นอนว่าต้องมีหลักฐาน เสี่ยวอี่ เอายันต์หยกมังกรทะยานของเจ้า
มาให้ข้าแผ่นหนึ่ง”
เสี่ยวอี่ตกใจเล็กน้อย ยื่นยันต์แผ่นหนึ่งให้กู้เฉิง “พี่กู้”
กู้เฉิงกลับตัดบทเสี่ยวอี่โดยตรง หันไปเยาะเย้ยจี้หลินถัง
“นักพรตนอกรีตชั้นต ่าเจ้าก็กล้าเชื่อรึ ช่างไร้เดียงสาเสียจริง
เทพแห่งจมูกกล่าวว่าหยกมังกรทะยาน นี่คือยันต์ของสำนักเต๋า
แท้ๆ สามารถขยายกลิ่นใดๆ ให้รับรู้ได้นับไม่ถ้วน
พินัยกรรมฉบับนั้นของเจ้าน่าจะถูกนักพรตนอกรีตชั้นต ่านั่น
ปลอมแปลงแล้วส่งเข้าไปในห้องหนังสือของท่านหัวหน้าเก่าจี้ไห่หยา
ใช่ไหม
จดหมายฉบับนี้ขอเพียงถูกนักพรตนอกรีตชั้นต ่าเหล่านี้แตะต้อง
ก็จะต้องติดกลิ่นมาอย่างแน่นอน แล้วคนคนนี้คือใครกัน
สำนักกระบี่ชิงซานเป็นสำนักวิชายุทธ์ ทำไมถึงได้เชิญนักพรต
สายมารมาเป็นแขก ข้าว่าแขกคนนี้ไม่ใช่ของสำนักกระบี่ชิงซาน แต่
เป็นของนายน้อยรองจี้หลินถังของเจ้าต่างหาก
บิดาของเจ้าแม้จะรักเจ้ามากกว่า แต่เขาก็ไม่ได้ทอดทิ้งนายน้อย
ใหญ่โดยสิ้นเชิง
ในทางกลับกันเพราะนายน้อยใหญ่ทำงานสุขุม ดังนั้นเขาจึงได้
กุมงานบางส่วนในสมาคมไว้แล้ว ไม่เหมือนเจ้าที่เอาแต่เที่ยวเล่นไป
วันๆ
ดังนั้นเจ้าเพราะความอิจฉาและความไม่พอใจรวมถึงความ
ละโมบในตำแหน่งหัวหน้าสมาคมจึงได้ลงมือฆ่า แอบจ้างนักพรตสาย
มารชั้นต ่านักพรตเฮยสือ แล้วก็ปลอมแปลงพินัยกรรม ใช่หรือไม่”
สามคำสุดท้ายของกู้เฉิงตะโกนออกมาโดยตรง เสียงดังสนั่น
หวั่นไหว ทำให้สีหน้าของจี้หลินถังซีดขาวลงทันที รีบอ้าปากเถียง
อย่างร้อนรน “เจ้าพูดจาเหลวไหล ข้าจะไปฆ่าบิดาได้อย่างไร นักพรต
เฮยสือเป็นคนที่ข้าหามาหลังจากที่บิดาตายแล้ว”
กู้เฉิงมองจี้หลินถังอย่างยิ้มๆ “โอ้ เช่นนั้นเจ้าก็ยอมรับแล้วสินะว่า
ตนเองคบคิดกับนักพรตสายมาร
เจ้าคบคิดกับนักพรตสายมาร ก็อาจจะลงมือฆ่าได้
เจ้าลงมือฆ่า ก็จะปลอมแปลงพินัยกรรม
ดูเหมือนว่าการคาดเดาของข้าจะไม่ผิด นายน้อยรอง ไปกับข้าที่
คุกดำสักหน่อยเถอะ”
จ้าวซิงหมิงที่ยืนอยู่ด้านหลังกู้เฉิงอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเบาๆ
นายน้อยรองของสมาคมฉางเล่อคนนี้แทบจะถูกกู้เฉิงหลอกจน
โง่ไปแล้ว
ยันต์หยกมังกรทะยานสามารถเพิ่มความสามารถในการรับรู้
กลิ่นได้จริงๆ แต่เวลาก็ผ่านไปหลายวันแล้ว กลิ่นก็คงจะจางหายไป
หมดแล้ว ยันต์หยกมังกรทะยานร้อยแผ่นก็ดมไม่เจอหรอก
แต่น่าเสียดายที่เรื่องเหล่านี้จี้หลินถังไม่รู้ และในจิตใต้สำนึกของ
เขา ในแวดวงผู้ฝึกตนหน่วยพิทักษ์ราตรีย่อมเป็นผู้มีอำนาจ สูงกว่า
นักพรตสายมารอย่างนักพรตเฮยสือหนึ่งระดับ
แน่นอนว่าที่สำคัญที่สุดคือ ข้อหาฆ่าท่านหัวหน้าเก่านี้ร้ายแรง
เกินไป ร้ายแรงจนแม้แต่จี้หลินเฟิงก็ยังรับไม่ไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคน
ที่มีจิตใจอ่อนแออย่างจี้หลินถัง
ตอนนี้พูดพลาดไปคำหนึ่ง ถูกกู้เฉิงจับจุดอ่อนได้ โยนความผิด
มาให้แบบนี้อยากจะสลัดออกก็ยากแล้ว
กู้เฉิงหันไปมองนักพรตเฮยสือคนนั้น พูดเสียงเย็น “ยังมีเจ้า ใช้
วิชามารทำร้ายคน ข้ากู้เฉิงชาตินี้ตั้งปณิธานว่าจะกำจัดภูตผีปีศาจ
ทั่วหล้า สิ่งที่ข้าทนไม่ได้ที่สุดก็คือนักพรตสายมารเช่นเจ้า”
สีหน้าของนักพรตเฮยสือเปลี่ยนไปทันที รีบพูด “ข้าไม่ได้”
การใช้วิชามารทำร้ายคนเป็นเรื่องที่หน่วยพิทักษ์ราตรี
ปราบปรามอย่างเข้มงวด แต่ก็ต้องดูว่าเจ้าทำร้ายใคร
หากเจ้าทำร้ายคนธรรมดา เช่นนั้นขอเพียงเจ้าวิ่งเร็ว ไม่ถูก
หน่วยพิทักษ์ราตรีจับได้ พูดไม่ดีหน่อยก็คือ หน่วยพิทักษ์ราตรีก็ไม่มี
กำลังที่จะมาเสียเวลาตามจับเจ้าเพื่อคนคนเดียวหรอก
แต่ตอนนี้กู้เฉิงโยนความผิดมาให้โดยตรง โยนข้อหาฆ่าหัวหน้า
สมาคมฉางเล่อจี้ไห่หยามาให้เขา ใครจะไปรับไหว
“ไม่ เจ้าทำ”
กู้เฉิงพูดจบ เท้าก็กระทืบลงพื้น พลังปราณระเบิดออก ทำให้
พื้นดินที่เขาเหยียบลงไปเกิดเสียงดังเปรี๊ยะ อิฐหินแตกละเอียด
ลมแรงพัดมาแล้ว ระยะใกล้เกินไป ไม่สามารถหลบได้เลย
นักพรตเฮยสือทำได้เพียงพ่นเลือดออกมาคำหนึ่ง เงาเลือดปะปนกับ
เงาดำสานกันอยู่เบื้องหน้าเขา แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามากลับเป็นพลังปราณสี
ทองที่แฝงไปด้วยพลังกำจัดมาร
ผนึกสุวรรณสะกดมาร
ชั่วครู่ต่อมา เปลวเพลิงยมโลกสีดำทมิฬก็เบ่งบานออก เพลง
กระบี่เทียนยมโลกเปิดฉาก ภูตผีลืมตา
เปลวเพลิงยมโลกยาวเจ็ดนิ้วที่ปลายกระบี่ฉีกกระชากเงาดำและ
เส้นเลือดนั้น พร้อมกับตัดศีรษะของนักพรตเฮยสือคนนั้นลงมาอย่าง
ราบเรียบ ถูกกู้เฉิงจิกผม ถือไว้ในมือ
ในระยะที่ใกล้ขนาดนี้ นักพรตเฮยสือคนนี้ก็ไม่ได้แข็งแกร่งไป
กว่านักพรตห้าอวัยวะเท่าไหร่นัก
“นักพรตสายมารที่ชั่วช้าเช่นนี้สอบสวนเขาก็เสียเวลา ฆ่าก่อน
แล้วค่อยสอบสวนรับรองว่าไม่ผิดตัวแน่”
กู้เฉิงกวาดสายตาไปรอบๆ สีหน้าของต่งขุยและคนอื่นๆ เคร่ง
ขรึมดั่งน ้า
คำพูดทั้งหมดเจ้าพูดไปหมดแล้ว พวกเขายังจะพูดอะไรได้อีก
ต่อให้
นักพรตเฮยสือจะถูกใส่ร้ายจริงๆ แต่ศีรษะก็ถูกเจ้าตัดไปแล้ว จะ
ต่อกลับไปได้รึ
การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบนี้แม้แต่เสี่ยวอี่ก็ยัง
ตามไม่ทัน เขายังถามเสียงเบา “พี่กู้ตั้งปณิธานว่าจะกำจัดภูตผีปีศาจ
ทั่วหล้าตั้งแต่เมื่อไหร่ ปณิธานยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ข้าไม่เคยได้ยินเขาพูด
เลย”
บนใบหน้าของจ้าวซิงหมิงมีรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
“อาจจะเมื่อครู่นี้เอง
ดูละครไปเถอะ ภารกิจครั้งนี้พวกเราสบาย ปล่อยให้พี่กู้แสดงคน
เดียวก็พอแล้ว”
จริงๆ แล้วกู้เฉิงไม่จำเป็นต้องแสดงอะไรมากแล้ว เพราะ
สถานการณ์คลี่คลายแล้ว
กู้เฉิงพยุงจี้หลินเฟิงที่ยังคงตกตะลึงอยู่ข้างๆ พูดเรียบๆ “นาย
น้อยใหญ่ ตอนนี้ตำแหน่งหัวหน้าสมาคมนี้เป็นของท่านแล้ว ไม่มีใคร
จะมาแย่งกับท่าน ไม่มีใครจะมาชิงกับท่านแล้ว”
จี้หลินเฟิงแม้ในสายตาของกู้เฉิงจะไม่นับว่ามีความสามารถนัก
แต่เห็นได้ชัดว่าคุณสมบัติสูงกว่าจี้หลินถังมาก
ในชั่วพริบตานี้เขาก็มีปฏิกิริยาแล้ว ตวาดใส่ผู้อาวุโสของสมาคม
ฉางเล่อหลายคนอย่างเกรี้ยวกราด “พาจี้หลินถังลงไป เรื่องในบ้าน
อย่าให้รั่วไหล รอให้เรื่องจบแล้วค่อยจัดการเขา”
จี้หลินถังถูกคนลากลงไป พลางดิ้นรนตะโกน “ข้าไม่ได้ฆ่าบิดา
ข้าไม่ได้ฆ่าบิดาจริงๆ”
เขายังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้ว่า ตอนนี้สถานการณ์ไม่เกี่ยวข้อง
กับว่าเขาฆ่าจี้ไห่หยาหรือไม่แล้ว
ระหว่างพี่น้องสองคนนี้ไม่มีความผูกพันใดๆ อยู่เลย ตอนนี้จี้หลิน
เฟิงได้ขึ้นครองตำแหน่งแล้ว ต่อให้เขาไม่ได้ฆ่า สุดท้ายก็คงจะไม่จบ
ลงด้วยดี
ตอนนี้จี้หลินเฟิงกวาดสายตาไปรอบๆ ทันใดนั้นก็พูดขึ้น “บิดา
เพิ่งจะจากไป ข้าน้อยเกรงว่าจะควบคุมสมาคมฉางเล่อไม่ได้
เกี่ยวกับเรื่องการจัดสรรสมุนไพรวิญญาณนี้ ข้าอยากจะเชิญ
หน่วยพิทักษ์ราตรีส่งคนมาช่วยดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้คนในสมาคม
ยักยอก”
จงหลินได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที ชี้ไปที่จี้หลินเฟิง
“เจ้า”
คำหนึ่งหลุดออกมา จงหลินกลับพูดต่อไม่ได้
เมื่อครู่เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องแล้ว ทำไมกู้เฉิงถึงได้
เปิดโปงจี้หลินถังแล้วไปช่วยจี้หลินเฟิงโดยไม่มีเหตุผล
อย่างไรเสียเมื่อวานจี้หลินเฟิงก็แสดงท่าทีแล้วว่า จะยืนอยู่ข้าง
สำนักเต๋าเสวียนของเขา
ใครจะไปคิดว่าเพียงแค่วันเดียว กู้เฉิงคนนี้ไม่รู้ว่าพูดอะไรไป ถึง
ได้ทำให้จี้หลินเฟิงกลับลำโดยตรงเช่นนี้
มีหน่วยพิทักษ์ราตรีส่งคนมาดูแล จี้หลินเฟิงก็ยืนอยู่ข้างหน่วย
พิทักษ์ราตรี สมุนไพรวิญญาณที่สมาคมฉางเล่อผลิตออกมา พวก
เขาก็ไม่ได้แม้แต่เส้นขนเดียว
กู้เฉิงในตอนนี้กลับเดินมาอยู่เบื้องหน้าต่งขุยและจงหลินสองคน
ยิ้มเบาๆ “ยังไง สองท่านไม่พอใจรึ”
จงหลินฮึ่มเสียงเบา “แพ้พนันก็ต้องยอมรับ ไม่มีอะไรไม่พอใจ
ท่านกู้ฝีมือดี ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าหน่วยพิทักษ์ราตรีไปได้ ‘คนหนุ่ม
อนาคตไกล’ เช่นท่านกู้มาจากไหน”
เมื่อพูดถึงสี่คำว่าคนหนุ่มอนาคตไกล จงหลินเห็นได้ชัดว่ามีท่าที
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
กู้เฉิงพูดเรียบๆ “สองท่านไม่ต้องไม่พอใจ เป็นสำนักในยุทธภพที่
มีหน้ามีตา ชนะได้แต่แพ้ไม่เป็น แบบนี้ก็ไม่มีความหมายแล้ว
สองท่านรู้หรือไม่ว่าครั้งนี้ทำไมหน่วยพิทักษ์ราตรีถึงส่งข้ามา
ไม่ใช่ผู้ตรวจการณ์ราตรีคนอื่น ไม่ใช่ท่านชุยจื่อเจี๋ย
เพราะหน่วยพิทักษ์ราตรีต้องการหน้าตา
ร่วมมือกันสร้างความมั่งคั่ง หน่วยพิทักษ์ราตรีต้องการหน้าตา
ดังนั้นจึงไม่อยากจะแตกหักกับทุกท่าน
ข้างนอกมีภูตผีปีศาจนับไม่ถ้วนรอให้ข้าหน่วยพิทักษ์ราตรีกำจัด
ดังนั้นจึงไม่มีเวลามาเล่นเล่ห์เหลี่ยมกับทุกท่านที่นี่
ครั้งนี้ข้ามาแล้ว ยังมีโอกาสประนีประนอม แต่หากท่านผู้
บัญชาการใหญ่มา หรือว่า ‘หน้ากากอสูร’ ท่านซ่งเฉิงสวินมา พวก
ท่านคิดว่ายังมีโอกาสประนีประนอมอีกรึ”
ต่งขุยและจงหลินต่างเงียบขรึม
ชุยจื่อเจี๋ยดูเหมือนจะพูดจาง่าย ทั้งวันยิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนจะ
เป็นคนใจดี แต่จริงๆ แล้วก็เป็นเสือยิ้มที่มีชื่อเสียง
ส่วนซ่งเฉิงสวินคนนั้นแทบจะเป็นคนบ้าครึ่งตัว หากเขามา เกรง
ว่าเมื่อวานพวกเขาคงจะได้อาละวาดกันในงานศพของคนอื่นแล้ว
“ข้าหน่วยพิทักษ์ราตรีไม่อยากจะทำเรื่องให้ถึงที่สุด ดังนั้นจึงให้
หน้าสองท่านบ้าง
เหมือนกับเมื่อก่อน สำนักกระบี่ชิงซานและสำนักเต๋าเสวียนแต่ละ
ฝ่ายได้หนึ่งส่วน สองส่วนที่สำนักฉางชุนไม่เอาเป็นของข้าหน่วย
พิทักษ์ราตรี
หน้าตาและบันไดข้าหน่วยพิทักษ์ราตรีให้แล้ว สองท่านจะรับ
หรือไม่”
กู้เฉิงจริงๆ แล้วไม่ใช่คนที่ชอบประนีประนอม
ทน ทน ทน ยอม ยอม ยอม ถอย ถอย ถอย เมื่อไหร่จะสิ้นสุด
ส่วนใหญ่แล้วการถอยหนึ่งก้าวไม่ได้แลกมาซึ่งฟ้ากว้างทะเลไกล
แต่เป็นการรุกคืบของอีกฝ่าย
ดังนั้นหากมีโอกาส เขาคงไม่คัดค้านที่จะทำเรื่องให้ถึงที่สุด
แต่เรื่องในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของเขาคนเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ
หน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยางทั้งเมือง
ชุยจื่อเจี๋ยก็มีเรื่องลำบากใจของชุยจื่อเจี๋ย สองสำนักนี้หาก
อาละวาดขึ้นมา ชุยจื่อเจี๋ยก็จะปวดหัวเช่นกัน
ดังนั้นเพื่อให้ภารกิจของตนเองในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี กู้
เฉิงจึงทำได้เพียงประนีประนอมบ้าง
ได้ของมาหนึ่งส่วน ผลประโยชน์ของสองสำนักนี้ก็ยังคง
เหมือนเดิม เพียงแต่แผนการทั้งหมดกลายเป็นศูนย์เท่านั้น ไม่ได้
ขาดทุนมากนัก ก็อย่ามาอาละวาดอีกเลย
ต่งขุยและจงหลินเงียบไปครู่หนึ่ง ประสานมือคารวะกู้เฉิง แล้วก็
หันหลังเดินจากไปโดยตรง
แม้พวกเขาจะไม่ได้พูดอะไร แต่ความหมายก็ชัดเจนแล้ว
บันไดนี้ พวกเขายอมลง
หลังจากคนของสองสำนักนี้จากไป ชิวเหลียนตงของสำนักฉาง
ชุนก็กล่าวคำอำลาจากไปเช่นกัน
กู้เฉิงพูดกับจี้หลินเฟิง “นายน้อยใหญ่… ไม่สิ ตอนนี้ควรจะเรียก
ท่านว่าหัวหน้าสมาคมแล้ว
ท่านเอนเอียงไปทางสำนักเต๋าเสวียนก่อน แล้วก็เอนเอียงมาทาง
ข้าหน่วยพิทักษ์ราตรี กลับลำสองครั้ง ถือว่าโลเลแล้ว ดังนั้นอย่าโทษ
ข้าว่าไม่เตือนท่าน ทางที่ดีอย่าได้มีครั้งที่สาม
ข้าอาจจะไม่ได้อยู่ที่เมืองเหอหยางเป็นส่วนใหญ่ หากเกิดเรื่อง
อะไรขึ้นมาก็สามารถไปหาท่านผู้บัญชาการใหญ่ชุยจื่อเจี๋ยที่เมืองเห
อหยางได้”
จี้หลินเฟิงคนนี้แม้จะสุขุมกว่าจี้หลินถังอยู่บ้าง แต่เห็นได้ชัดว่า
เป็นคนไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง กู้เฉิงนี่คือการเตือน และก็เป็น
การข่มขู่ด้วย
“ท่านโปรดวางใจ ข้าเข้าใจแล้ว”
จี้หลินเฟิงส่งกู้เฉิงออกไปอย่างนอบน้อม ในขณะที่กู้เฉิงรู้สึกว่า
ภารกิจครั้งนี้ตนเองทำได้เกินเป้าหมายแล้ว เตรียมจะกลับไปรายงาน
ผล เสียงของโจวเจี้ยนซิงก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังเขาอย่างกะทันหัน
“พี่กู้โปรดอยู่ก่อน”