จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 50 – เรื่องประหลาด
โจวเจี้ยนซิงผู้มีตาหยีคนนี้ ในเรื่องของสมาคมฉางเล่อเขาทำตัว
เงียบมาก เหมือนกับที่เขาพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า ขีดจำกัดของเขาคือ
ตระกูลโจวไม่เอาเปรียบแต่ก็จะไม่ยอมเสียเปรียบเช่นกัน
ดังนั้นทั้งเรื่องราวเขาราวกับว่ากำลังดูละครอยู่ นอกจากจะ
เสนอแนะเรื่องการประลองยุทธ์แล้ว ตลอดทั้งกระบวนการเขาแทบจะ
ไม่ได้พูดอะไรเลย ตอนนี้เขามาเรียกตนเองทำไม
“ขอเรียนถามพี่โจวมีอะไรจะชี้แนะ”
โจวเจี้ยนซิงยิ้มกล่าว “ชี้แนะไม่กล้าหรอก จริงๆ แล้วข้าอยากจะ
มาขอความช่วยเหลือจากพี่กู้”
“มาขอความช่วยเหลือจากข้างั้นรึ ตระกูลโจวก็ต้องมาขอความ
ช่วยเหลือจากข้าด้วยรึ”
โจวเจี้ยนซิงส่ายหน้า “ตระกูลโจวแน่นอนว่าไม่ต้องมาขอความ
ช่วยเหลือจากพี่กู้ แต่ข้ากลับต้องการ
พี่กู้ก็รู้ว่าตระกูลโจวจริงๆ แล้วใหญ่มาก และข้าเพิ่งจะเริ่มมา
ควบคุมธุรกิจบางส่วนของตระกูลโจวในเมืองเหอหยางเมื่อไม่นานมา
นี้
แต่ว่านะ ช่วงนี้กลับเกิดเรื่อง… แปลกๆ น่ากลัวๆ ขึ้นมา
หน่วยพิทักษ์ราตรีในด้านนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นข้าจึงเตรียม
จะเชิญพี่กู้มาช่วยตรวจสอบหน่อย”
การตัดสินใจของโจวเจี้ยนซิงนี้เป็นความคิดที่เกิดขึ้นอย่าง
กะทันหันจริงๆ
โจวเจี้ยนซิงเพิ่งจะมาถึงเมืองเหอหยาง เขาไม่ค่อยเข้าใจหน่วย
พิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยางนัก รู้เพียงว่าผู้บัญชาการใหญ่ของหน่วย
พิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยาง ‘ฝ่ามือสุริยันสีม่วงใหญ่’ ชุยจื่อเจี๋ยมี
ชื่อเสียงไม่น้อย
แต่สองวันนี้เขาเห็นสำนักกระบี่ชิงซานและสำนักเต๋าเสวียนวาง
แผนการต่างๆ มากมาย ผลคือกลับถูกกู้เฉิงโค่นล้มทั้งหมดในคืน
เดียว เรื่องนี้ทำให้เขาเกิดความสงสัยในตัวกู้เฉิงขึ้นมา
พูดอีกอย่างคือ ไม่ใช่ผู้ตรวจการณ์ราตรีอย่างเป็นทางการ แต่กู้
เฉิงกลับสามารถเป็นตัวแทนของหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยางมา
จัดการเรื่องของสมาคมฉางเล่อได้ แสดงให้เห็นว่าเขาอยู่ในหน่วย
พิทักษ์ราตรีเมืองเหอหยางมีสถานะอย่างไร แน่นอนว่าเป็นคนที่มีแวว
ดีที่ถูกชุยจื่อเจี๋ยจับตามองและปลุกปั้นเป็นพิเศษ
เรื่องของบ้านตัวเองมอบให้กู้เฉิงมาสืบสวน ย่อมดีกว่าโยนให้
ทหารเกราะนิลคนอื่นๆ ไปทำส่งๆ
กู้เฉิงไม่ได้ตอบตกลงทันที แต่พูดด้วยความประหลาดใจ “พี่โจว
เป็นสายเลือดโดยตรงของตระกูลโจว ด้วยอำนาจของตระกูลโจว
น่าจะสามารถส่งผู้แข็งแกร่งมาจัดการเรื่องแบบนี้ได้มากกว่า
หน่วยพิทักษ์ราตรีจัดการปัญหาเหล่านี้แม้จะเชี่ยวชาญจริงๆ แต่
ในสายตาของข้า ภายใต้อำนาจที่เด็ดขาด สิ่งที่น่ากลัวแค่ไหนก็
สามารถสลายไปเป็นผุยผงได้”
โจวเจี้ยนซิงค่อยๆ ส่ายหน้า “ข้าเป็นศิษย์ของตระกูลโจว ถูกส่ง
มาที่เมืองเหอหยาง จัดการกิจการต่างๆ ของตระกูลที่นี่ ในนั้นมี
ความหมายของการฝึกฝนสะสมประสบการณ์ และก็มีความหมาย
ของการทดสอบด้วย
เหมือนกับพี่กู้นั่นแหละ
ปัญหาสมาคมฉางเล่อในวันนี้หากเป็นท่านผู้บัญชาการใหญ่
ชุยจื่อเจี๋ยมา ก็น่าจะแก้ไขได้ง่ายมาก
แต่หากท่านผู้บัญชาการใหญ่ชุยจื่อเจี๋ยแก้ไขแล้ว เขาจะ
ต้องการเจ้าไปทำไม
ข้าก็เหมือนกัน ทางบ้านมอบกิจการทางฝั่งเมืองเหอหยาง
ทั้งหมดให้ข้าจัดการ ผลคือเกิดเรื่องขึ้นมานิดหน่อยข้าก็ต้องรายงาน
ครอบครัวขอความช่วยเหลือ เช่นนั้นจะไม่ทำให้ข้าดูไร้ประโยชน์ไป
หน่อยรึ”
กู้เฉิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ โจวเจี้ยนซิงพูดแบบนี้เขาก็เข้าใจ
แล้ว
คิดอยู่ครู่หนึ่ง กู้เฉิงกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นก็ขอให้พี่
โจวรอสักวันหนึ่ง
ตอนนี้ข้าเป็นรักษาการผู้ตรวจการณ์ราตรีอำเภอหลัว เรื่องของ
เมืองเหอหยางเดิมทีข้าไม่ควรจะจัดการ
ดังนั้นข้าต้องกลับไปรายงานท่านผู้บัญชาการใหญ่หนึ่งครั้ง
ได้รับความเห็นชอบจากท่านผู้บัญชาการใหญ่แล้วถึงจะลงมือได้”
โจวเจี้ยนซิงพยักหน้า “เช่นนั้นก็รบกวนพี่กู้แล้ว”
หลังจากกลับมาถึงเมืองเหอหยางแล้ว กู้เฉิงก็นำเรื่องของสมาคม
ฉางเล่อทั้งหมดเล่าให้ชุยจื่อเจี๋ยฟังหนึ่งรอบ
แน่นอนว่ากู้เฉิงปิดบังเหตุผลที่แท้จริงที่ตนเองฆ่านักพรตห้า
อวัยวะไป เพียงแค่บอกว่าอีกฝ่ายเป็นนักพรตสายมารที่จี้หลินเฟิง
เชิญมา ลอบทำร้ายคน มีโทษสมควรตาย
หลังจากฟังจบ ชุยจื่อเจี๋ยก็พยักหน้าอย่างพอใจ ยังมีความ
ประหลาดใจเล็กน้อย “ไม่เลว ไม่เลว เจ้าสามารถทำได้ถึงขนาดนี้
ดีกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก”
ในเมื่อกู้เฉิงสามารถเป็นที่จับตามองของเมิ่งหานถังได้ เช่นนั้น
เรื่องของสมาคมฉางเล่อเขาก็สามารถแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์แบบก็
เป็นเรื่องปกติ
สิ่งที่ทำให้ชุยจื่อเจี๋ยประหลาดใจจริงๆ ไม่ใช่ว่ากู้เฉิงได้ส่วนแบ่ง
สมุนไพรวิญญาณห้าส่วน แต่เป็นที่เขาสุดท้ายให้ส่วนแบ่งสมุนไพร
วิญญาณแก่สำนักเต๋าเสวียนและสำนักกระบี่ชิงซานฝ่ายละหนึ่งส่วน
ให้บันไดแก่พวกเขา ให้พวกเขาเงียบปาก ไม่ได้ก่อเรื่องขึ้นมา
แข็งกร้าวอย่างเดียว ทำงานเด็ดขาด หน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองเห
อหยางไม่ใช่ว่าไม่มี
แต่คนที่รู้จักประนีประนอมในเวลาสำคัญ เพื่อแลกกับ
ผลประโยชน์ระยะยาว กลับมีน้อยมาก
กู้เฉิงสามารถเข้าใจจุดนี้ได้ในวัยเท่านี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“ท่านขอรับ เรื่องของสมาคมฉางเล่อนี้ยังมีข้อสงสัยอยู่อีกหนึ่ง
จุด นั่นก็คือจี้ไห่หยาตายอย่างไรกันแน่
ตามหลักแล้ว แพทย์มากมายในสมาคมฉางเล่อ ได้ยินว่าจี้ไห่ห
ยายังได้เชิญแพทย์จากแคว้นอื่นมาตรวจร่างกายให้เขาเป็นพิเศษ
ด้วย แม้สถานการณ์จะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ล้วนคาดการณ์ว่าจี้ไห่หยา
ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปี
ผลคือจี้ไห่หยากลับตายอย่างกะทันหัน ข้าน้อยรู้สึกว่ามี
บางอย่างไม่ถูกต้อง
ลูกชายสองคนของจี้ไห่หยา พวกเขาแม้จะต้องการตำแหน่ง
หัวหน้าสมาคมนี้ แต่การตายของจี้ไห่หยาก็ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา
จริงๆ
สมาคมฉางเล่อทั้งสมาคมก็เป็นจี้ไห่หยาสร้างขึ้นมาด้วยมือเดียว
คนในสมาคมภักดีต่อเขาอย่างยิ่ง ก็ไม่เหมือนว่าจะเป็นพวกเขาที่ลง
มือ”
ชุยจื่อเจี๋ยลูบท้องของตนเอง ถามว่า “เกี่ยวกับเรื่องการตายของ
จี้ไห่หยา จี้หลินเฟิงต้องการจะสืบสวนรึ”
กู้เฉิงส่ายหน้า “หมวกข้อหาฆ่าพ่อถูกสวมไว้บนหัวของจี้หลินถัง
แล้ว เขาจะไปสืบสวนได้อย่างไร”
“ลูกชายแท้ๆ ของเขาเองยังไม่อยากจะสืบสวน เจ้ากับข้าจะไป
สืบอะไร ในยุทธภพเรื่องที่ตายอย่างไม่กระจ่างแบบนี้มีมากมาย หาก
ทุกเรื่องต้องสืบสวนอย่างเข้มงวด คนของหน่วยพิทักษ์ราตรีของเรา
แค่นี้จะไปพอที่ไหน
ประชาชนไม่แจ้งความ เจ้าหน้าที่ไม่สอบสวน ปล่อยเบลอได้ก็ดี
ในเมื่อไม่มีใครเสนอขึ้นมา เช่นนั้นเราก็ไม่ต้องไปจัดการ”
“จริงสิ ท่านขอรับ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง
ศิษย์สายตรงของตระกูลโจวแห่งตงหลิน โจวเจี้ยนซิงตอนนี้กำลัง
รับผิดชอบจัดการกิจการของเมืองเหอหยาง
ช่วงนี้เขาดูเหมือนจะเจอกับเรื่องแปลกๆ บางอย่าง ดังนั้นจึง
อยากจะเชิญข้าไปช่วยตรวจสอบหน่อย”
ชุยจื่อเจี๋ยค่อยๆ พยักหน้า “ไม่มีปัญหา เจ้าไปเถอะ
ตระกูลโจวแห่งตงหลินมีอำนาจแข็งแกร่ง แม้แต่ท่านผู้บัญชาการ
ปราบปรามก็ต้องให้เกียรติประมุขตระกูลโจว
โจวเจี้ยนซิงคนนั้นแม้จะไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาคน
รุ่นใหม่ของตระกูลโจว แต่ก็เป็นสายเลือดโดยตรงของตระกูลโจว
ในอนาคตขอเพียงเขาไม่ทำผิดพลาด ฝีมือตามทัน ก็ย่อมต้อง
เป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริงของตระกูลโจว
ตอนนี้เจ้าไปผูกมิตรกับเขาก็ไม่มีข้อเสีย เขาในเมื่อเปิดปากแล้ว
เจ้าก็พาลูกน้องไปช่วยเขาตรวจสอบหน่อย ต้องการให้หน่วยพิทักษ์
ราตรีทางนี้อำนวยความสะดวกอะไร ก็บอกมาได้เลย
ข้ามีป้ายคำสั่งเฉพาะของเมืองเหอหยางอยู่ที่นี่เจ้าเอาไป
สามารถยื่นขอระดมพลทหารเกราะนิลในพื้นที่โดยรอบได้”
“ขอบคุณท่านขอรับ”
ที่หอแปดเซียนในอำเภอตงอู่ของเมืองเหอหยาง โจวเจี้ยนซิงนัด
พบกับกู้เฉิงที่นี่
อำเภอตงอู่ก็เป็นอำเภอเล็กๆ ที่ไม่มีหน่วยพิทักษ์ราตรีประจำอยู่
สถานที่แม้จะไม่นับว่าห่างไกล แม้แต่จะเหมือนกับอำเภอหลัวที่ตั้งอยู่
บนเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ แต่ขนาดของอำเภอกลับเล็กเกินไป
แม้แต่จะยังไม่ใหญ่เท่าอำเภอตงหลิน
ในหอแปดเซียน โจวเจี้ยนซิงจัดโต๊ะอาหารให้จ้าวซิงหมิงและคน
อื่นๆ สามคนแยกต่างหาก เขานั่งตรงข้ามกับกู้เฉิง ชี้ไปที่ห่านย่างที่
มันวาวอยู่เบื้องหน้าแนะนำว่า
“ห่านย่างห้าอย่างนี้เป็นอาหารขึ้นชื่อของอำเภอตงอู่นี้ ในห่าน
ย่างยัดเป็ดหนุ่มหนึ่งตัว ในเป็ดหนุ่มมีไก่แก่หนึ่งตัว ในไก่แก่มี
นกพิราบหนึ่งตัว ในนกพิราบยังมีนกกระทาหนึ่งตัว
สัตว์ปีกห้าชนิดรสชาติต่างกัน แต่ตอนที่ย่างน ้าเนื้อและไขมัน
ผสมผสานกันไปมา ประกอบกับน ้าจิ้มสูตรลับ รสชาตินี้ถือว่าสุดยอด
จริงๆ”
กู้เฉิงไม่ใช่คนที่ชอบกินดื่มมากนัก ได้ยินดังนั้นเขาก็ลองชิมไป
คำหนึ่ง กรอบนอกนุ่มใน แต่ละชั้นมีรสชาติที่แตกต่างกันไป ไม่
ธรรมดาจริงๆ
“อร่อยจริงๆ อาหารขึ้นชื่อในสถานที่เล็กๆ แบบนี้ก็ถูกพี่โจวขุด
ค้นพบมาได้ ดูท่าพี่โจวคงจะมีความรู้เรื่องการกินไม่น้อยเลยนะ”
ตาของโจวเจี้ยนซิงหยีลง การกระทำนี้ทำให้ตาของเขาเล็กลงไป
อีก แทบจะหยีเป็นเส้นเดียว
“คนเราเกิดมาก็ต้องหาความสุขให้ตัวเองบ้างสิ ไม่อย่างนั้นเอา
แต่ชิงดีชิงเด่นกันไปมาน่าเบื่อจะตาย งานอดิเรกของข้าไม่มาก รวมๆ
แล้วก็แค่สี่คำเท่านั้น”
กู้เฉิงพูดออกมาโดยไม่คิด “กินดื่มเที่ยวเล่น”
หน้าของโจวเจี้ยนซิงดำคล ้า “พี่กู้อย่าพูดจาเหลวไหล เคล็ดวิชา
สุริยันแท้จริงเก้าเปลี่ยนของตระกูลโจวของข้าก่อนจะฝึกถึงขั้นที่สาม
ห้ามแตะต้องสตรีโดยเด็ดขาด แม้แต่จะถึงขั้นหลังๆ ก็ไม่สามารถ
สิ้นเปลืองพลังหยางโดยพล่อยๆ ได้
สี่คำที่ข้าพูดคือ กินดื่มบำเพ็ญเพียร”
“เช่นนั้นก็น่าเสียดายจริงๆ เพื่อการบำเพ็ญเพียร ดูท่าพี่โจวคงจะ
ขาดความสุขไปไม่น้อยเลยนะ”
กู้เฉิงค่อยๆ ส่ายหน้า “เอาเถอะ ไม่พูดเรื่องไร้สาระเหล่านี้แล้ว พี่
โจวท่านให้ข้าสืบสวนเรื่องน่ากลัวๆ นั่น คืออะไรกันแน่”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของโจวเจี้ยนซิงก็ดูแปลกๆ ไปเล็กน้อย
“ตระกูลโจวของข้ามีเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เมืองเหอหยางนี้ ชื่อว่า
เมืองซูเจีย คนในตระกูลซูเจียรุ่นต่อรุ่นล้วนเป็นข้ารับใช้ของตระกูล
โจวของข้า แต่ไม่ใช่ผู้ฝึกตน ส่วนใหญ่เป็นพวกสมุห์บัญชี ผู้จัดการ
ผู้ดูแลการค้าและผู้จัดการฝ่ายพลาธิการเป็นต้น
ตระกูลซูเจียยังมีหญิงสาวหลายคนแต่งงานกับศิษย์สายรองของ
ตระกูลโจวของข้า ทั้งสองฝ่ายก็ถือว่าเป็นญาติกันแล้ว
ไม่กี่วันก่อนผู้จัดการคนหนึ่งของขบวนสินค้าตระกูลซูเจีย ซูเจิ้น
ซิงบังเอิญไปเจอนักรบสองคนต่อสู้กันบนถนน เขาเดิมทีเป็นคนเดิน
ผ่านทาง ผลคือกลับถูกอาวุธที่พลาดเป้ากระเด็นมาทำร้าย
คนอื่นๆ เดิมทีอยากจะช่วยรักษา แต่กลับพบว่าสิ่งที่ไหลออกมา
จากร่างกายของเขาไม่ใช่เลือด แต่เป็นหนองสีดำ
ไม่ถึงครู่ต่อมา หนองสีดำในร่างกายของซูเจิ้นซิงก็ไหลออกมา
หมดเหลือเพียงหนังคนแผ่นหนึ่ง”
กู้เฉิงพูดเสียงหนัก “ดูจากท่าทางแล้ว ซูเจิ้นซิงคนนั้นไม่ก็ถูกคน
ลอบทำร้ายด้วยวิชามาร ไม่ก็ไปเจอกับภูตผีปีศาจเข้า
สืบสวนว่าก่อนหน้านี้เขาไปเจอใครมาบ้าง ก็น่าจะไม่ยาก”
โจวเจี้ยนซิงยิ้มขมขื่น “ก่อนหน้านี้ข้าก็คิดแบบนั้น แต่ที่น่ากลัว
ไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่อยู่ที่เมื่อข้าส่งคนไปสอบถามที่บ้านตระกูลซูเจีย
คนในตระกูลซูเจียทั้งหมดกลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตระกูลซูเจีย
ไม่มีคนชื่อซูเจิ้นซิงเลย”
กู้เฉิงเงยหน้าขึ้นทันที ถามว่า “คนในตระกูลซูเจียกล้าหลอกเจ้า
รึ ซูเจิ้นซิงคนนี้ แน่ใจนะว่าไม่มีปัญหา”
โจวเจี้ยนซิงส่ายหน้า “อย่าว่าแต่ข้าเลย ต่อให้เป็นสายรอง
ตระกูลซูเจียก็ไม่มีความกล้าที่จะหลอก
ส่วนซูเจิ้นซิงคนนั้น อีกฝ่ายก็เป็นผู้จัดการคนใหม่ นอกจาก
ลูกน้องคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนตระกูลซูเจียแล้ว ก็มีแต่คนตระกูลซูเจียที่
รู้จักเขา
ข้าจะจำเขาได้ก็เพราะเขาเป็นผู้จัดการขบวนสินค้ากลุ่มแรกที่
ออกเดินทางหลังจากที่ข้ารับช่วงต่อกิจการของเมืองเหอหยาง ดังนั้น
ตระกูลซูเจียจึงได้มาหาข้าเพื่อขออนุมัติเป็นพิเศษ ข้าถึงได้จำเขา
ได้”
กู้เฉิงลูบคาง “คนเป็นๆ คนหนึ่งจะหายไปได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็น
ซูเจิ้นซิงหรือว่าเมืองซูเจียก็มีปัญหา
พี่โจว รอสักครู่พาข้าไปดูหนังคนแผ่นนั้น แล้วก็ไปสืบสวนที่
เมืองซูเจียสักหน่อยเถอะ”
โจวเจี้ยนซิงพยักหน้า “เช่นนั้นก็รบกวนพี่กู้แล้ว”