จอมปราชญ์ปราบอสูร - บทที่ 88 - แม่นาง คนเราต้องใจกว้าง
บทที่ 88 – แม่นาง คนเราต้องใจกว้าง
โรงเตี๊ยมเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลผู้คน บวกกับเจ้าของร้านสาวสวยสะคราญ กู้เฉิงพลันรู้สึกว่าฉากนี้ช่างคุ้นเคย แต่ไม่เหมาะจะคิดลึก
เจ้าของร้านเดินเยื้องย่างเข้ามาพลางยิ้มเบาๆ “คุณชายไม่ต้องกลัว ท่านจะทานข้าวหรือพักค้างแรม”
“ทานข้าวก่อน มีอะไรกินก็ยกมาให้หมด”
กู้เฉิงมองไปรอบๆ ดูเหมือนในโรงเตี๊ยมจะไม่มีที่ว่างแล้ว แต่มีโต๊ะหนึ่งที่มีคนนั่งอยู่เพียงคนเดียว
นั่นคือชายร่างกำยำคนหนึ่ง หัวเสือดาวตาโปน หน้าตาจะว่าองอาจก็ได้ หรือจะว่าดุร้ายก็ใช่ อย่างไรก็ไม่เหมือนคนดีนัก
“พี่ชายท่านนี้ ขอนั่งโต๊ะด้วยได้หรือไม่”
ชายกำยำคนนั้นเบิกตากลมโตราวกับกระดิ่งทองแดง ถามเสียงห้าวทุ้ม “เจ้าเป็นบัณฑิตหรือไม่”
กู้เฉิงส่ายหน้าอย่างงุนงง “ย่อมไม่ใช่”
สีหน้าของชายกำยำพลันเปลี่ยนเป็นแจ่มใสขึ้นทันที เขาหัวเราะเสียงดัง “ไม่ใช่ก็ดี นั่งๆๆ ตามสบายเลย”
กู้เฉิงนั่งลงตรงข้ามเขา ประสานมือคารวะ “ข้าน้อยกู้ฉางอัน พี่ชายเกลียดบัณฑิตมากหรือ”
ชายกำยำแค่นเสียงเย็นชา “ข้าชื่อโค่วอันตู เป็นโจร ปกติจะปล้นทรัพย์สินเท่านั้น ไม่ฆ่าคน
ไม่ใช่ข้าเกลียดบัณฑิต แต่ข้าเกลียดคนหลอกลวง ไอ้พวกบัณฑิตสมองดีที่สุด ชอบหลอกลวงคนอื่น
ครั้งหนึ่งข้าปล้นบัณฑิตคนหนึ่ง เขาบอกว่าเขามีแม่แก่อายุแปดสิบ ให้ข้าปล่อยเขาไป
เดิมทีบัณฑิตก็ไม่มีอะไรให้ปล้น ข้าก็เตรียมจะปล่อยเขาไปจริงๆ แต่ข้าคิดอีกที ไอ้หมอนี่เพิ่งจะยี่สิบต้นๆ แม่มันจะหกสิบแล้วมีลูกได้ยังไง คิดว่าข้าโง่หรือไง ข้าโมโหเลยสับไอ้หมอนั่นเป็นชิ้นๆ
ต่อมาข้าก็ปล้นบัณฑิตอีกคน คราวนี้เขาบอกว่าเขามีพ่อแก่อายุแปดสิบ
ข้าถามเขาว่าอายุเท่าไหร่ เขาบอกสิบแปด
ข้าถามต่อว่าแม่เขาอายุเท่าไหร่ เขาบอกว่าแม่เขาสามสิบหก”
กู้เฉิงกระแอมเบาๆ “ครั้งนี้เขาอาจจะไม่ได้หลอกท่านจริงๆ ก็ได้ อายุหกสิบกว่าก็เป็นไปได้นี่”
โค่วอันตูแค่นเสียงเย็นชา “แต่ข้าก็ยังสับเขาทิ้งอยู่ดี”
“ทำไมล่ะ”
“ข้าอายุสามสิบกว่าแล้วยังหาเมียไม่ได้เลย ไอ้เฒ่าหกสิบกว่ายังคึกคัก มีเมียคราวลูก ข้ายิ่งคิดยิ่งโมโห”
กู้เฉิงลูบจมูก ในหมู่ชาวยุทธภพนอกรีตมีคนประหลาดมากมาย โจรที่อยู่ตรงหน้านี้เห็นได้ชัดว่าเป็นคนประหลาดคนหนึ่ง ความคิดดูเหมือนจะไม่ปกติเท่าไหร่
“จริงสิพี่โค่ว ขอถามเรื่องหนึ่ง แถวแคว้นหนานอี๋ มีคนที่ขายข่าวโดยเฉพาะหรือไม่”
โค่วอันตูที่อยู่ตรงหน้านี้แม้จะดูมีความคิดแปลกประหลาดไปบ้าง แต่ก็ยังพอสื่อสารกันได้ปกติ เรื่องนี้ถือว่าปกติกว่าชาวยุทธภพนอกรีตคนอื่นๆ มาก
กู้เฉิงถามเรื่องนี้ จริงๆ แล้วก็เพื่อหาข่าวเบาะแสเกี่ยวกับเพลิงเสวียนอิน
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่หน่วยพิทักษ์ราตรี กู้เฉิงขาดอะไรก็สามารถไปหาหน่วยพิทักษ์ราตรีเพื่อใช้คะแนนผลงานแลกมาได้
แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่หน่วยพิทักษ์ราตรีแล้ว บางอย่างก็ต้องพึ่งพาตัวเองในการค้นหา
อีกอย่างหน่วยพิทักษ์ราตรีก็ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง ของที่หายากหรือของที่ไม่สามารถทำซ้ำได้ แม้แต่ในหน่วยพิทักษ์ราตรีก็ไม่มี
โค่วอันตูพยักพเยิดไปทางชั้นบน “อยู่ไกลสุดฟ้าแต่ใกล้แค่ปลายจมูก”
“ท่านหมายถึงเจ้าของร้าน”
กู้เฉิงถามอย่างประหลาดใจ
เจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้งดงามเย้ายวนมากก็จริง แต่โดยทั่วไปแล้วหัวหน้าตลาดมืดที่ขายข่าวสาร คนในยุทธภพที่รู้ข่าววงใน ก็น่าจะเป็นคนในยุทธภพ แต่เขาไม่รู้สึกถึงร่องรอยการฝึกตนบนตัวของเจ้าของร้านเลย
โค่วอันตูพูดเสียงเบา “ไม่มีเจ้าของแล้วจะมีเจ้าของร้านได้อย่างไร โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็คือนาง โรงเตี๊ยมไร้นามชิวเอ้อร์เหนียงมีชื่อเสียงมากในรัศมีร้อยลี้แถบนี้
พี่กู้เจ้าคงมาแคว้นหนานอี๋เป็นครั้งแรกใช่หรือไม่
ตอนเจ้ามาน่าจะสังเกตเห็นแล้วว่า หลายสิบลี้ก่อนหน้านี้ไม่มีโรงเตี๊ยมสักแห่ง เจ้าออกจากโรงเตี๊ยมไปอีกหลายสิบลี้ก็ไม่มีโรงเตี๊ยมสักแห่งเช่นกัน
โรงเตี๊ยมไร้นามแห่งนี้เป็นโรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียวในรัศมีร้อยลี้ ชาวยุทธภพนอกรีตเดินทางมาพักค้างแรม แลกเปลี่ยนข่าวสารอะไรก็อยู่ที่นี่
แต่มีเพียงข้อเดียว อย่าไปคิดไม่ดีกับชิวเอ้อร์เหนียง นางเป็นดอกไม้มีหนาม ทิ่มเจ็บมาก
หลังโรงเตี๊ยมเลี้ยงสุนัขไว้หลายตัว ตาทุกตัวแดงก่ำ นั่นเพราะกินเนื้อมนุษย์
ใครก็ตามที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงกล้าไปลวนลามชิวเอ้อร์เหนียง จุดจบจะน่าอนาถมาก”
แววตาของกู้เฉิงฉายแววประหลาดใจ ที่แท้เจ้าของโรงเตี๊ยมชิวเอ้อร์เหนียงคนนี้คือผู้ที่ซ่อนตัวลึกอย่างแท้จริง
โรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียวในรัศมีร้อยลี้สามารถยืนหยัดอยู่ได้นานขนาดนี้ ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ความสามารถของชิวเอ้อร์เหนียงแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ชาวยุทธภพที่เดินทางไปมาเหล่านี้ล้วนมีนิสัยแปลกประหลาด หงุดหงิดง่าย และไม่ยอมใคร หากฝีมืออ่อนแอกว่านี้สักหน่อยก็คงคุมไม่อยู่
ผลคือพอมาถึงร้านของชิวเอ้อร์เหนียง ทุกคนกลับเชื่องเหมือนแมว คิดดูก็รู้ว่าต้องใช้ชีวิตคนไปถมมามากขนาดไหน
เสี่ยวเอ้อร์ยกเหล้าและอาหารขึ้นมา ที่นี่ห่างไกลผู้คนไม่มีของดีอะไร แต่กู้เฉิงไม่ได้กินอาหารร้อนๆ เป็นเรื่องเป็นราวมาหลายวันแล้ว หลังจากคุยกับโค่วอันตูสองสามคำ เขาก็ก้มหน้าก้มตากินทันที
ทันใดนั้นประตูโรงเตี๊ยมก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง กลิ่นคาวเลือดจางๆ โชยมา
หญิงสาวหน้าตาสะสวยในชุดเกราะนิลของหน่วยพิทักษ์ราตรีเดินเข้ามา สีหน้าซีดเซียวเล็กน้อย ใต้ซี่โครงยังมีเลือดซึมออกมา เห็นได้ชัดว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส
ชาวยุทธภพนอกรีตส่วนใหญ่เพียงแค่เหลือบมองแวบเดียวก็ก้มหน้าลงต่อ
ในสถานที่อย่างแคว้นหนานอี๋ หน่วยพิทักษ์ราตรีไม่ได้มีความพิเศษอะไรนักหนา พวกเขาถึงกับมองหน่วยพิทักษ์ราตรีเป็นเพียงสำนักฝึกตนสำนักหนึ่งไปแล้ว เพียงแต่เป็นสำนักฝึกตนที่มีผู้หนุนหลัง ไม่สามารถทำลายล้างให้หมดสิ้นไปได้อย่างแท้จริง
แต่ชายร่างผอมแห้งสูงโปร่งคนหนึ่งที่ดูเหมือนโครงกระดูกกลับลุกขึ้นยืนทันที เขายิ้มอย่างโหดเหี้ยม “นี่มันท่านผู้ตรวจการณ์ราตรีหลินเสวี่ยหรันของเรานี่นา ทำไมถึงกลายเป็นสภาพนี้ไปได้
เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่า วันนี้เมื่อปีที่แล้ว พี่น้องร่วมสาบานของข้าหลินอาเซิงก็ตายด้วยน้ำมือของเจ้า
วันนี้เจ้าตกอยู่ในมือข้าแล้ว อีหนูรอดูข้าจัดการกับเจ้า”
ชั้นสองของโรงเตี๊ยม เสียงของชิวเอ้อร์เหนียงลอยมาเอื่อยๆ “ทำของแตกต้องชดใช้นะ ประเมินเงินในกระเป๋าตัวเองก่อนว่าพอจ่ายหรือไม่”
ชายที่ดูเหมือนโครงกระดูกหัวเราะเสียงดัง “เอ้อร์เหนียงวางใจ ต่อให้ข้ารื้อโรงเตี๊ยมของท่าน ข้าก็จ่ายไหว”
สีหน้าของหลินเสวี่ยหรันเปลี่ยนไป นางตวาดเสียงกร้าว “ภูตฉงหมิง เจ้ากล้า
ถ้าเจ้าแตะต้องข้า หน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองว่านหลินไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”
ภูตฉงหมิงหัวเราะอย่างประหลาด “ขู่ข้างั้นรึ ข้าไม่แตะต้องเจ้าหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองว่านหลินจะปล่อยข้างั้นรึ หน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองว่านหลินของพวกเจ้ามีคนกี่คนกันเชียว จะมีเวลามาไล่ฆ่าข้าหรือ
วางใจได้ สาวสวยขนาดนี้ข้าเสียดายที่จะฆ่าทิ้งทันที รอข้าเล่นจนเบื่อแล้ว ค่อยฆ่าเจ้า ส่งเจ้าลงไปอยู่เป็นเพื่อนพี่ใหญ่ข้า”
หลินเสวี่ยหรันร้องทุกข์ในใจ ตอนนี้นางบาดเจ็บสาหัส เพิ่งจะอยากมาพักที่โรงเตี๊ยมสักพัก รอให้แผลหายดีแล้วค่อยไป ไม่คิดว่าจะมาเจอศัตรู
นางมองไปรอบๆ โรงเตี๊ยม เมื่อเห็นกู้เฉิงที่นั่งก้มหน้าก้มตากินอยู่ หลินเสวี่ยหรันก็ตะโกนใส่เขาเสียงดัง “คุณชายท่านนี้ช่วยข้าด้วย ข้าคือผู้ตรวจการณ์ราตรีหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองว่านหลิน วันหน้าหน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองว่านหลินของข้าต้องตอบแทนอย่างงามแน่นอน”
ในโรงเตี๊ยมนี้มีชาวยุทธภพนอกรีตมากมาย หลินเสวี่ยหรันกลับขอความช่วยเหลือจากกู้เฉิงเพียงคนเดียว ไม่ใช่เพราะมองออกว่าเขาฝีมือแข็งแกร่ง แต่เพราะที่นี่มีเพียงเขาที่ดูเหมือน ‘คนดี’ พอที่จะยื่นมือเข้าช่วย
อย่างโค่วอันตูคนนั้น อาชีพเป็นโจร หน้าตาก็เหมือนโจร หลินเสวี่ยหรันจะกล้าไปขอความช่วยเหลือได้อย่างไร
กู้เฉิงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นจากอาหาร มองไปที่หลินเสวี่ยหรันแล้วส่ายหน้าเบาๆ “แม่นาง นี่ท่านกำลังบีบคั้นทางศีลธรรมข้าอยู่นะรู้หรือไม่
ในที่นี้มีคนตั้งมากมาย หากท่านขอความช่วยเหลือโดยตรง คนที่มีฝีมือพอจะช่วยท่าน อยากจะช่วยท่าน ย่อมจะยื่นมือเข้าช่วยเอง
แต่ท่านกลับมาขอร้องข้าคนเดียว หากข้าไม่ช่วยท่าน ข้าก็กลายเป็นคนเห็นคนตายไม่ช่วย
หากข้าช่วยท่าน แล้วเกิดข้าฝีมือสู้เขาไม่ได้ ข้าก็ถูกท่านลากลงน้ำไปด้วยมิใช่หรือ
ฉะนั้นแม่นาง คนเราต้องใจกว้างหน่อยสิ”
หลินเสวี่ยหรันทำหน้างุนงง จะช่วยก็ช่วย ไม่ช่วยก็ไม่ช่วย ใครจะคิดว่ากู้เฉิงกลับมาสั่งสอนนางเสียอย่างนั้น
โค่วอันตูที่อยู่ตรงข้ามกลับตบโต๊ะดังปัง แล้วร้องชมเชยเสียงดัง “คำพูดของพี่กู้มีเหตุผล ข้าก็เกลียดคนประเภทนี้ที่สุด
ขอคนอื่นสู้ขอตัวเอง ปล่อยวางเรื่องความเป็นความตาย ชักดาบเข้าสู้ กลัวตายแล้วจะมาท่องยุทธภพทำไม”
ภูตฉงหมิงในตอนนี้กลับหันมองไปทางกู้เฉิงแล้วยิ้มเย็นชา “ไอ้หน้าขาว อย่ามายุ่งไม่เข้าเรื่อง ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าเจ้าไปด้วย”
กู้เฉิงเหลือบมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง แล้วพูดเรียบๆ “สอนบทเรียนให้เจ้าอย่างหนึ่ง จะฆ่าคนก็รีบฆ่า ไม่ใช่ว่าจะต้องมาเพลิดเพลินกับความสุขตอนที่ศัตรูสิ้นหวังก่อนแก้แค้นรึ
เคยได้ยินคำว่าตัวร้ายตายเพราะพูดมากไหม
อีกอย่าง จะฆ่าคนก็ฆ่าไป จะต้องทำตัวเหมือนหมาบ้า ไล่กัดไปทั่วได้หรือไม่”
คุณภาพของชาวยุทธภพนอกรีตระดับล่างสุดเหล่านี้น่าเป็นห่วง แต่ละคนไม่มีใครปกติเลย โดยเฉพาะพวกที่ฝึกวิชาลับเลี้ยงภูตอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไม่ปกติ
แม้ภูตฉงหมิงจะไม่เข้าใจความหมายที่กู้เฉิงพูด แต่เขาก็ฟังออกว่ากู้เฉิงด่าเขาว่าเป็นหมาบ้า
นี่ทำให้เขาโกรธจัด สองมือประสานอินอย่างรวดเร็ว ไอเย็นพัดเข้ามา ไม่เห็นเงาภูตแม้แต่น้อย แต่ใต้เท้าของกู้เฉิงกลับปรากฏค่ายกลภูตสีเลือดขึ้นมาเมื่อใดไม่รู้ ภูตร้ายน่าเกลียดน่ากลัวที่มีสี่แขนกำลังคลานออกมาจากค่ายกลภูตนั้น พุ่งเข้าหากู้เฉิง
ฝ่ามือซ้ายผนึกสุวรรณสะกดมารฟาดลง แสงพุทธสีทองเจิดจ้าปะทุขึ้น บดขยี้ภูตร้ายตนนั้นเป็นผุยผงในทันที
ขณะเดียวกันมือขวาของกู้เฉิงก็เคลื่อนไหว ใช้วิชาห้าภูตเคลื่อนย้ายออกมา ศีรษะที่เหมือนโครงกระดูกของภูตฉงหมิงถูกบิดหลุดออกมาในพริบตา เลือดสดสาดกระเซ็นไปทั่ว เปื้อนคนรอบข้างไปทั้งตัว
“เสียอารมณ์จริงๆ”
กู้เฉิงโยนหัวคนทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเริ่มกินข้าวต่อ
ทั้งโรงเตี๊ยมเงียบกริบในทันที แม้แต่ชาวยุทธภพนอกรีตที่ดูหน้าตาโหดเหี้ยมที่ถูกเลือดสาดใส่ทั้งตัวก็ไม่กล้าพูดอะไรสักคำ เพียงแค่เช็ดเลือดบนตัวเงียบๆ แล้วกินเหล้ากินข้าวต่อ แต่เสียงกลับเบาลงมาก
ใครก็ไม่คาดคิดว่าเจ้าหน้าขาวคนนี้จะลงมือโหดเหี้ยมและแปลกประหลาดถึงเพียงนี้
ภูตฉงหมิงที่มีชื่อเสียงพอตัวในหมู่พวกเขา กลับถูกอีกฝ่ายบิดคอหลุดในชั่วพริบตา
การติดต่อกับชาวยุทธภพนอกรีตเหล่านี้บางครั้งก็ง่ายมาก เพียงแค่เจ้าแสดงออกว่าแข็งแกร่งกว่าพวกเขา โหดเหี้ยมกว่าพวกเขา ก็จะไม่มีใครกล้ามายุ่งกับเจ้า
[จบแล้ว]