จอมศาสตราพลิกดารา - บทที่ 625 ปณิธานอันยิ่งใหญ่
หลี่มู่คิดๆ และตัดสินใจทําตามกฎเกณฑ์
เพิ่มมาเรื่องก็ยังดีกว่าขาดไปเรื่อง
ยิ่งไปกว่านั้นจากการที่สังเกตมาหลายวันนี้ สองเทวะแห่งภูเขา เทพกระดูก มีท่าทีที่ยุติธรรมต่อเหล่าภูตบําเพ็ญอย่างมาก และนํา ความสุขมาให้แก่ภูตบําเพ็ญชั้นล่างอย่างแท้จริง เป็นสํานักคิดก้าวหน้า ยุติธรรมที่ไม่ค่อยจะได้พบเห็นนัก ระบบและระดับขั้นในสํานักเด็ดขาด ยุติธรรม เป็นขั้วอํานาจรุ่นใหม่ที่ไม่เลวกลุ่มหนึ่ง
ตรงกันข้ามกับสามสํานักภูตใหญ่ที่ภูเขาเทพกระดูกกําลังทําศึกอยู่ เป็นระบบตรานาบข้าทาสที่สืบทอดมานานหลายปี ปฏิบัติตามท่าที ประมาณว่าหากไม่ใช่พวกข้าก็ไม่ถือว่ามีใจดวงเดียวกัน โหดร้ายทารุณ ต่อสํานักและพวกฝึกตนไร้สังกัดอย่างมาก และมีความเป็นอริศัตรูต่อ คนเป็นที่อยู่นอกดาวร้อยภูตอย่างถึงที่สุดอีกด้วย
ในเมื่อมีความดีความชอบแล้วสามารถรับวิชาได้ เช่นนั้นสู้ช่วยฝั่ ง ขั้วอํานาจรุ่นใหม่อย่างภูเขาเทพกระดูกจะดีกว่า
แต่หากเป็นเช่นนี้ น่ากลัวว่าเวลาที่ต้องอยู่บนดาวร้อยภูตคงจะ ยาวนานกว่าที่คิดไว้พอสมควร ภายในหนึ่งเดือนน่าจะจัดการปัญหาไม่ เสร็จ
“ดูท่า คงต้องให้เพื่อนใหม่อย่างซ่านเทียนวิ่งกันหลายรอบหน่อย แล้ว”
หลี่มู่เอ่ยขึ้นในใจ
วันหลังค่อยคิดหาวิธีตอบแทนซ่านเทียน
เมื่อตัดสินใจแล้ว หลี่มู่ก็สงบใจลงอย่างรวดเร็ว
ความสนใจของเขากลับไปอยู่บนวิชาภูตบําเพ็ญและ ‘ไข่มุกภูต’ ทั้งสิบเม็ดอีกครั้ง
“วันนั้น ‘วิชาก่อนกําเนิด’ ได้ตอบรับกับพลังครึ่งเป็นครึ่งตายที่อยู่ ในหินต้นกําเนิดระดับเทพ หรือว่าวิชาก่อนกําเนิดจะสามารถหลอมพลัง นี้ได้กัน?”
หลี่มู่รู้สึกอยากจะทดสอบ
ท้ายสุด เขาจึงตัดสินใจทดลองเสียรอบหนึ่ง
หลี่มู่เรียกหัวหน้ากลุ่มขั้นทหารภูตที่เป็นลูกน้องมาคนหนึ่ง กําชับ ให้ประกาศออกไปว่าจะปิดด่าน จากนั้นจึงปิดประตูถ�าของตนเองเอาไว้
“ใช้ ‘น�าพุรวมวิญญาณ’ วิชาภูตบําเพ็ญ ดูดซับเอาพลังจากไข่มุก ภูตเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นใช้ ‘วิชาก่อนกําเนิด’ หลอมเสีย น่าจะเป็นวิธีที่ ใช้ได้”
หลังจากหลี่มู่อนุมานอยู่หลายครั้ง ในใจค่อยๆ มีวิธีการขึ้นมา
เขาหยิบเอา ‘ไข่มุกภูต’ ขึ้นมาเม็ดหนึ่ง หลังจากนั้นได้ใช้วิธีภูต บําเพ็ญพื้นฐานที่สุดของภูเขาเทพกระดูก
เพียงไม่นาน ใบหน้าของหลี่มู่ได้ปรากฏแววยินดีขึ้น
ใช้ได้
ใช้ร่างกายคนเป็นแสดงวิชาภูตบําเพ็ญได้ด้วย
หลี่มู่ไม่รู้ว่าตนเองเป็นคนแรกที่ฝึกวิชาภูตบําเพ็ญได้ใช่หรือไม่ แต่ นี่หมายความว่าแผนการที่อนุมานไว้ก่อนหน้า สามารถดําเนินปฏิบัติได้ จริง
วิชา ‘น�าพุรวมวิญญาณ’ จริงๆ แล้วเป็นการนําปราณภูตที่อยู่ ระหว่างฟ้าดินส่วนนอก ดึงดูดเข้ามาในร่างกายของตนเอง สําหรับภูต บําเพ็ญที่ไม่มีร่างจริงแล้ว คือการใช้ปราณภูตเข้ามาเสริมชดเชยให้แก่
วิญญาณของตนเอง ทําให้ร่างกายของตนเองก่อตัวเป็นร่างจริง เป้าหมายท้ายสุดก็เหมือนกับวิชาภูตบําเพ็ญอื่นๆ ล้วนเป็นการหลุดพ้น จากสภาพครึ่งเป็นครึ่งตาย หลุดออกจากความเป็นตาย และฟื้ นคืนชีพ ใหม่อีกครั้ง
และหลี่มู่พบว่าปราณภูตเช่นนี้ หลังจากถูกวิชา ‘น�าพุรวม วิญญาณ’ ของตนเองดึงเข้ามาในร่างกาย มันก็เหมือนกับปราณแท้ เริ่ม ไหลเวียนอยู่ในชีพจรร่างกาย กลิ่นอายเย็นเยียบราวกับจะแช่แข็ง ร่างกายไปอย่างไรอย่างนั้น
ผู้แข็งแกร่งทั่วไป น่ากลัวว่าจะทานรับปราณภูตเช่นนี้ได้ลําบาก อาจจะทําให้ชีพจรบาดเจ็บได้
แต่กายเนื้อของหลี่มู่แข็งแกร่ง ชีพจรกระชับ ในชั่วขณะหนึ่งไม่ถือ เป็นอุปสรรค
“ถ้าหากหลอมปราณภูตชนิดนี้จนกลายเป็นปราณแท้ได้ล่ะก็ ไม่รู้ ว่าพลานุภาพจะเป็นเช่นไร?”
หลี่มู่เกิดความสนใจขึ้นมา เขาเริ่มดูซับพลังปราณภูตของ ‘ไข่มุกภูต’ “ซู่…”
พลังใน ‘ไข่มุกภูต’ เข้มข้นบริสุทธิ์ยิ่งกว่าปราณภูตในอากาศฟ้าดิน หลายร้อยเท่าจริงๆ หลี่มู่รู้สึกเหมือนน�าเย็นไหลผ่านเส้นชีพจร เกิดไอ เย็นพุ่งออกมาทั่วร่างในพริบตาราวกับกําลังจะกลายเป็นรูปสลักน�าแข็ง ก้อนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
หลังจากดูดซับเอาพลังใน ‘ไข่มุกภูต’ จนหมด หลี่มู่รู้สึกถึงสภาพ ของตัวเอง น่าจะเหมือนกับรูปสลักน�าแข็งหรือตุ๊กตาหิมะ น่าจะมาถึง ขีดจํากัดที่กายเนื้อจะรับได้แล้ว
หลังจากนั้น เขาได้กางค่ายกลกักพลังเอาไว้ในถ�าอีกด้วย เพื่อ ป้องกันการรั่วไหลของกลิ่นอาย เริ่มกระตุ้น ‘พลังก่อนกําเนิด’ หล่อ หลอมพลังปราณภูตในชีพจร
พริบตาที่ ‘วิชาก่อนกําเนิด’ ถูกกระตุ้น พลังปราณภูตพุ่งตามขึ้นมา ทันที เหมือนกับกําลังเอาใจ เริ่มไหลเวียนตามชีพจรวิชาก่อนกําเนิด ความรู้สึกเย็นเยียบนั้นค่อยๆ สลายหายไป
หลี่มู่สังเกตอย่างละเอียด พบว่าปราณภูตที่เย็นเยียบนั้นไม่ใช่ว่า หายไปแล้ว
มันยังคงไหลเวียนอยู่ในชีพจร
แต่สําหรับหลี่มู่ ความรู้สึกเย็นเยียบหายไปก็เพราะว่ามันไม่ได้สร้าง ความเสียหายให้กับชีพจรกายเนื้อของหลี่มู่อีก ราวกับได้กลายเป็นส่วน
หนึ่งของร่างกายหลี่มู่ไปแล้ว กระฉับกระเฉงคล่องแคล่วเหมือนมือ เหมือนนิ้ว
ทว่าความคิดที่จะให้ปราณแท้บริสุทธิ์ในร่างกายผสมผสานเข้ากับ ปราณภูต ยังทําให้เป็นจริงไม่ได้ชั่วคราว
‘วิชาก่อนกําเนิด’ สําหรับการควบคุมพลังสองชนิดนั้น ถือว่า คล่องแคล่วช�าชองถึงขีดสุด
ขณะที่กระตุ้นปราณแท้บริสุทธิ์ ปราณภูตอันเย็นเยียบจะเข้าไป ซ่อนอยู่ในโลกของตันเถียน สลายไปจนหมดในชีพจร และขณะที่ กระตุ้นปราณภูตอันเย็นเยียบ ปราณแท้บริสุทธิ์ก็จะหายไปแทน
ปราณแท้สองชนิด ไม่สามารถผสานกันได้ แต่ก็ไม่รบกวนกันและ กัน
หลี่มู่ทดสอบอยู่หลายครั้ง ในที่สุดจึงตัดสินใจปล่อยวางวิธีที่จะ ผสานเอาปราณแท้สองชนิดเข้าด้วยกันไว้ชั่วคราว
ยังไม่ถึงเวลา
แน่นอน เมื่อเทียบกับปราณแท้บริสุทธิ์ที่หลี่มู่ฝึกฝนมาหลายปี ปริมาณของปราณภูตเย็นเยียบนี้ยังห่างชั้นอีกมาก
หลี่มู่ใช้เวลาไปสิบวัน จึงดูดซับเอาพลังของ ‘ไข่มุกภูต’ ทั้งสิบเม็ด จนหมด
เมื่อเป็นเช่นนี้ พลานุภาพปราณภูตเย็นเยียบ จึงเทียบเท่าได้กับ ยอดฝึมือระดับครึ่งก้าวขั้นขุนพลภูตของภูตบําเพ็ญแล้ว เมื่อเทียบกับ ภูตบําเพ็ญทั่วไป ถือว่าก้าวหน้าไปพันลี้ในวันเดียว
การแบ่งขั้นและพลังการรบของภูตบําเพ็ญ มีส่วนที่แตกต่างจาก ระบบบําเพ็ญของคนเป็นในเขตดาราเทพวีรชน ผู้แข็งแกร่งขั้นขุนพล ภูต จะอยู่ในระดับทะลวงสวรรค์ขั้นแมลงของโลกคนเป็น แต่ผู้ แข็งแกร่งภูตบําเพ็ญขั้นราชาภูต กลับสามารถเทียบได้กับผู้แข็งแกร่ง ขั้นขุนพลในโลกของคนเป็น
หลี่มู่รู้สึกปวดหัวนิดหน่อย
การเปรียบเทียบขั้นค่อนข้างสับสน
หนึ่งขั้นใหญ่ของภูตบําเพ็ญ เทียบเท่าได้กับหลายขั้นใหญ่ของโลก คนเป็น
..
…
“หืม? เจ้าทะลวงขั้นอีกแล้วหรือ?”
ผู้อาวุโสขั้นขุนพลภูตเจินเยี่ย เมื่อเห็นหลี่มู่ก็ดวงตาเป็นประกาย
หลี่มู่เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “ต้องขอบคุณการสนับสนุนของผู้อาวุโส เจินเยี่ย ข้าถึงได้มีวันนี้”
นี่ไม่ใช่การประจบ
เจินเยี่ยค่อนข้างดูแลหลี่มู่จริงๆ
จากการได้ใกล้ชิดในหลายวันนี้ หลี่มู่มองออกว่าผู้อาวุโสเจินเยี่ยนี้ เป็นคนที่ไม่เลว…เอ่อ ไม่สิ ควรจะพูดว่าเป็นภูตที่ไม่เลวนัก และดีต่อภูต บําเพ็ญไร้สังกัดที่มาหาที่พึ่งรวมไปถึงศิษย์สํานักอื่นๆ ในภูเขาเทพ กระดูกนี้ด้วย เป็นคนดี….เอ่อ เป็นภูตที่ดีจริงๆ
“แค่สิบกว่าวัน สามารถบําเพ็ญได้จนถึงระดับต้นขั้นขุนพลภูตแล้ว เจ้าเป็นภูตบําเพ็ญที่มีพรสวรรค์จริงๆ ข้ามองคนไม่ผิดเลย” เจินเยี่ยตบ บ่าหลี่มู่ เอ่ยต่อว่า “พยายามต่อไปเถอะ ขอแค่เจ้าก้าวเข้าสู่ระดับกลาง ขั้นขุนพลภูต ก็สามารถกลายเป็นผู้อาวุโสแห่งภูเขาเทพกระดูกของ พวกเราได้แล้ว”
หลี่มู่พยักหน้าเชิงขอบคุณ
เจินเยี่ยยังเอ่ยต่อ “น้องชาย ข้าดูเจ้าอายุยังน้อย ตอนที่ตายน่าจะ ยังไม่เกินอายุยี่สิบสินะ?”
ตอนที่ตาย?
หลี่มู่ทําหน้าประหลาด แต่ก็พยักหน้าหงึกหงัก ตอบไปว่า “อายุสิบ เก้า”
เจินเยี่ยเอ่ยต่อ “วิญญาณล่องลอยที่มายังดาวร้อยภูตของพวกเรา ล้วนมีรูปแบบการตายมากมายหลายวิธี แต่ล้วนไม่มีข้อยกเว้น ว่าตอนที่ ยังมีชีวิตจะต้องมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่ยังไม่สําเร็จ ความยึดเหนี่ยวที่แม้ ฟ้าดินยังต้องซาบซึ้ง จึงจะถูกพามายังที่แห่งนี้ มิเช่นนั้น คนธรรมดา เวลาที่ตายไปวิญญาณจะแตกดับสลายทันที ภูตบําเพ็ญทุกตนล้วนมี ความหวังว่าจะสามารถหลุดพ้นจากความเป็นตาย เดินออกจากดาว ร้อยภูต กลับไปยังโลกคนเป็นเพื่อทําปณิธานให้สําเร็จ”
หลี่มู่ฟังแล้ว ตีความออกมาได้ถึงความหมายบางอย่าง
หรือว่าเหล่าภูตบําเพ็ญไม่ได้เกิดขึ้นบนดาวดวงนี้ แต่มาจาก สถานที่อื่นเช่นนั้นหรือ?
หลายวันมานี้ เขารู้จักดาวร้อยภูตพอประมาณแล้ว แต่เรื่องนี้กลับ ไม่เคยรู้มาก่อน
“เหอๆ น้องชาย เจ้าเป็นภูตที่เพิ่งตายได้ไม่นานใช่ไหม?” ผุ้อาวุโส ขั้นขุนพลภูตเจินเยี่ยเมื่อเห็นสีหน้าของหลี่มู่ ก็รู้ว่าเขายังไม่ค่อยเข้าใจ ต่อดาวร้อยภูตมากนัก
หลี่มู่พยักหน้า
“มิน่าเล่า” ผู้อาวุโสขั้นขุนพลภูตเจินเยี่ยหัวเราะขึ้นมา “เช่นนั้นข้า จะเล่าเรื่องบางส่วนของโลกใบนี้ให้ฟัง”
ภูตบําเพ็ญไม่สามารถให้กําเนิดชีวิตได้ ต่อให้ภูตบําเพ็ญบางส่วน เกิดความรักใคร่ขึ้นมาจนกลายเป็นคู่รัก แต่ก็ไม่สามารถให้กําเนิดรุ่น หลังได้ และภูตบําเพ็ญบนดาวร้อยภูตนี้เกิดการตายดับสูญขึ้นบ่อยครั้ง ทว่าจํานวนกลับไม่ลดลงเลยก็เป็นเพราะ ภูตบําเพ็ญบนดาวร้อยภูตแม้ จะเรียกว่าให้กําเนิดโดยฟ้าดิน แต่จริงๆ แล้ว ล้วนเป็นเหล่าคนเป็นจาก ดวงดาวต่างๆ ในเขตดาราเทพวีรชน หรืออาจจะเป็นผุ้มีพลังจิต แข็งแกร่ง ผู้ที่ใจยังมีทิฐิ หรืออาจจะเพราะเหตุผลอื่นบางอย่าง ทําให้ วิญญาณไม่ดับสูญ และถูกดึงมายังดาวร้อยภูตนี้โดยการชักนําของ อิทธิฤทธิ์ฟ้าดิน
ตลอดนับสิบล้านปี ล้วนเป็นเช่นนี้ หลี่มู่ฟังคําพูดของผู้อาวุโสเจินเยี่ยจบ รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?
ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ใช่ว่า… ในใจของเขา ได้เกิดการคาดหวังขึ้นมาอย่างฉับพลัน
จากนั้นจึงได้ยินผู้อาวุโสเจินเยี่ยพูดต่อ “ภูตบําเพ็ยมากมาย เมื่อ มาถึงโลกนี้ ล้วนยังมีความทรงจําขณะที่มีชีวิตอยู่ คิดที่จะกลับไปยังโลก คนเป็นเพื่อไปรวมตัวกับเพื่อนคนรักญาติสนิท พูดได้ว่า นี่เป็นหนึ่งใน แรงจูงใจที่ทําให้เหล่าภูตบําเพ็ญส่วนใหญ่พยายามกัน และเป็นเสาค�า ยันให้ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ว่า พื้นที่กลับไปเกิดบนดาวร้อยภูตหลาย แห่ง ล้วนถูกควบคุมโดยสามสํานักเทพวิถีภูต ภูตบําเพ็ญทั่วไปที่คิดจะ ผ่านพื้นที่นี้กลับไปเกิดใหม่ จําต้องกลายเป็นสุนัขรับใช้ของสามสํานัก ยอมให้ย�ายีทรมาน ทุกข์จนยากจะเอื้อนเอ่ย ทว่าสองเทวะแห่งเขาเทพ กระดูกของพวกเรา ได้ประกาศถึงปณิธานอันยิ่งใหญ่ สาบานไว้ว่าจะ พาภูตบําเพ็ญอย่างพวกเราเปิดประตูแห่งการฝึกฝน และเข้าเปิดพื้นที่ กลับไปเกิดที่ถูกควบคุมโดยสามสํานักเทพมาโดยตลอด ให้พวกเราภูต บําเพ็ญทุกตนสามารถหลุดพ้นจากความเป็นตาย กลับสู่โลกคนเป็นอีก ครั้ง ดังนั้น น้องชายเอ๋ย เจ้าเป็นผุ้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์ ข้าหวังว่าเจ้าจะ ภักดีต่อสองเทวะ และปกป้องเขาเทพกระดูกแห่งนี้”
พูดถึงตอนท้าย เจินเยี่ยก็รู้สึกทอดถอนออกมา หลี่มู่ฟังแล้วไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาดีเหมือนกัน ความลับเช่นนี้ เขาก็เพิ่งจะรู้
คําพูดเหล่านี้ทําเอาหลี่มู่รู้สึกว่าตนเองได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ดาวดวงนี้ไปในพริบตา ราวกับว่าได้กลายเป็นภูตบําเพ็ญตนหนึ่งไปแล้ว จริงๆ กลายเป็นศิษย์ที่แท้จริงแห่งภูเขาเทพกระดูกตนหนึ่ง
“ไปเถอะ น้องชาย ไปรับตราฐานะใหม่กับข้า เจ้าเข้าสู่ขั้นขุนพล ภูตแล้ว ตําแหน่งฐานะจึงเลื่อนสูงขึ้นด้วย”
เจินเยี่ยพูดจบก็หันหลังนําทาง
“อยากจะเห็นท้องฟ้าที่บ้านเกิดอีกสักครั้งจริงๆ…”
เขาถอนใจออกมา
ท้องฟ้าของดาวร้อยภูต เนื่องจากถูกปกคลุมด้วยชั้นหมอกปราณห ยิน จึงมืดมิดอยู่ตลอด ไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน ไม่เห็นการ เปลี่ยนแปลงของฤดูทั้งสี่ เป็นเหมือนกับช่วงเย็นก่อนหน้าวันฝนพรํา ทํา เอาคนรู้สึกอึดอัด
หลี่มู่เดินตามการนําของเจินเยี่ย ตรงไปยังวิหารใหญ่ของภูเขาเทพ กระดูก รับเอาตราฐานะใหม่มา ไม่จําเป็นต้องรับ ‘ไข่มูกภูต’ จากการ สร้างความดีความชอบอีกต่อไปแล้ว แต่จะได้รับสามเม็ดในทุกๆ เดือน เป็นเหมือนกับค่าตอบแทนของศิษย์ขั้นภูตบําเพ็ญ
ผ่านไปเช่นนี้อีกสิบวัน
พลังภูตบําเพ็ญของหลี่มู่ เพิ่มขึ้นอย่างเสถียร
ขณะที่กระตุ้นปราณภูตหยินขั้นสุด เขาแม้กระทั่งไม่จําเป็นต้อง ปลอมตัวแล้ว กลายเป็นภูตบําเพ็ญที่สมบูรณ์ตนหนึ่งไปเลยทีเดียว
และจากเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว สถานการณ์ในภูเขาเทพ กระดูกนับวันยิ่งเข้มงวด
ท่ามกลางศึกใหญ่หลายครั้ง ภูเขาเทพกระดูกได้ล้มตายไปเป็น จํานวนมาก
นอกจากสามสํานักภูตใหญ่แล้ว ว่ากันว่ายังมีสํานักภูตเก่าแก่จาก พื้นที่อื่นบางส่วน ไม่พอใจกับการประกาศปณิธานอันยิ่งใหญ่ของสอง เทวะแห่งภูเขาเทพกระดูก จนทําการรวมพันธมิตรสํานักภูตนับสิบ อย่างลับๆ เพื่อจะทําลายสํานักรุ่นใหม่นี้ให้พินาศ
บรรยากาศของศึกใหญ่ กําลังตึงเครียดถึงขีดสุด
……………………………………….