จอมศาสตราพลิกดารา - บทที่ 627 เป็นนาง เป็นเขา
เจ้าทุ่งแห่งความตายมีพลังฝึกตนขั้นราชาภูต ยืนตระหง่านอยู่บน ดาวดวงนี้มาหลายหมื่นปี เป็นบุคคลที่แค่กระทืบเท้าโลกใบนี้ก็ สั่นสะเทือนแล้ว มาถึงฐานะตําแหน่งแบบเขาเช่นนี้ ก็ไม่ได้ลงมือด้วย ตัวเองมานานหลายปีแล้ว หลักๆ คือทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามรบ ภาคพื้นดินวันนี้ทําให้เขาโมโหเข้าเสียแล้ว
องครักษ์คนสนิทถูกคนฟันเหมือนกับหั่นแตงหั่นผักต่อหน้า
ขวัญกําลังใจของกองกําลังทหารภาคพื้นดินถูกทําลายลงด้วยเหตุ นี้
อีกทั้งผู้อาวุโสซิ่งเฟิงคนประหลาดยังปากพาจนพูดเสียตายสอง เจ็บหนึ่ง แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับผู้อาวุโสบนหลังมังกรกระดูกยังเกิดเมฆ หมอกในใจ เจ้าทุ่งแห่งความตายรู้สึกว่าตัวเองต้องลงมือเองแล้ว หนึ่ง เพื่อปลุกขวัญกําลังใจ สองเพื่อทําลายเมฆหมอกในใจ สามเพื่อ…
สามเพื่อดับเชื้อไฟ
เพราะ ‘ดาบคลั่ง’ แห่งภูเขากระดูกคนนี้เอาชนะยอดฝีมือทั้งสาม ใต้บัญชาการเขาด้วยการใช้แค่สามดาบเท่านั้น
สามดาบนี้ ทุกดาบเป็นแค่ดาบที่ฟันลงไปง่ายๆ เท่านั้น
แต่วิถีดาบง่ายๆ เช่นนี้กลับไม่อาจต้านทานได้
นี่เป็นการบอกว่า เจ้าของดาบเป็นอัจฉริยะผู้เก่งกาจคนหนึ่ง
ภูเขาเทพกระดูกมีผู้เก่งกาจเช่นนี้เป็นสิ่งที่สํานักฝึกวิญญาณอื่นๆ ไม่อยากจะเห็น ต่อให้สังหารเซียนทั้งสองของภูเขาเทพกระดูกได้ แต่ หากอัจฉริยะผู้เก่งกาจวิถีดาบคนนี้หนีรอดไปได้ เช่นนั้นก็หมายความว่า เชื้อไฟของภูเขาเทพกระดูกยังหลงเหลืออยู่ ในภายภาคหน้าเพียงเพียง ลมวสันต์พัดต้องก็จะเติบโตขึ้นมาอีก หากภูเขาเทพกระดูกผงาดขึ้นมา ใหม่ไม่เป็นเรื่องยุ่งยากหรอกหรือ?
ดังนั้นถอนหญ้าจะต้องถอนให้ถึงโคน
ตูม!
เจ้าทุ่งแห่งความตายเพียงยกมือ ที่กลางฝ่ามือก็มีอักขระวิถีภูต หมุนวน ดาบวิญญาณเล่มหนึ่งก็หล่อหลอมขึ้นมา โจมตีหลี่มู่ที่อยู่บน พื้นดินดั่งลําแสง
ดูเหมือนลงมืออย่างออมมือ แต่กลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารมหาศาล
หลี่มู่เลิกคิ้ว ดาบกําแน่นในมือ สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่พุ่งลงมาจาก ฟ้าทันที
ด้วยพลังฝึกตนผู้ฝึกวิญญาณของเขาในตอนนี้ต้านทานดาบนี้ไม่ได้ แน่ แต่หากกระตุ้นปราณแท้บริสุทธิ์ก็เกรงว่าตัวตนจะถูกเปิดเผยทันที แผนที่คิดจะได้วิชาฝึกฝนวิญญาณเขาเทพกระดูกก็จะล้มเหลว
ในชั่วขณะที่หลี่มู่ลังเล ทันใดนั้นก็มีลําแสงเย็นยะเยือกทางหนึ่งยิง พุ่งออกมาจากส่วนลึกของเขาเทพกระดูก
เคร้ง!
เสียงปะทะของโลหะแปลกประหลาดดังขึ้น ดาบวิญญาณของเจ้า ทุ่งแห่งความตายแหลกละเอียด
“หืม?” เจ้าทุ่งแห่งความตายมองไปทางภูเขาเทพกระดูก
เงาร่างที่พลังแข็งแกร่งมหาศาลทั่วร่างสองร่าง ลอยอยู่กลางภูเขา เทพกระดูกประหนึ่งหงส์คู่รักที่ไม่มีวันแยกจาก
พลังที่น่าครั่นคร้ามไหลวนบนร่างของทั้งสองแผ่ระลอกออกมา เหมือนคลื่นทะเลถาโถม ระลอกคลื่นพลังวิญญาณทับซ้อนเป็นชั้นๆ โหมบ่าไปในฟ้าดิน ยอดฝีมือผู้ฝึกวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่เตรียม เข้าร่วมการต่อสู้ถูกพลังกลุ่มนี้สะเทือนกระเด็นออกไปทันที ส่วนยอด ฝีมือผู้อาวุโสระดับนักรบภูตของภูเขาเทพกระดูกกลับไม่ได้รับ ผลกระทบ
ฟ้าดินเหมือนมีเทพผู้ปกครองเพิ่มขึ้นมาสองคนในทันที ผู้ฝึกฝนวิญญาณสํานักต่างๆ รอบภูเขาเทพกระดูกต่างสัมผัสถึง ความกดดันที่ยากจะบรรยายอย่างหนึ่ง “เป็นสองเซียนแห่งภูเขาเทพกระดูก” “สองเซียนออกมาแล้ว” “ในที่สุดก็มาถึงช่วงเวลาสุดท้ายแล้วรึ?”
“นี่ก็คือคู่สามีภรรยาอัจฉริยะผู้ฝึกวิญญาณที่สี่ปีก็ผงาดขึ้นในดาว ร้อยภูตอย่างนั้นรึ?”
เหล่าผู้แข็งแกร่งสมาพันธ์ความร่วมมือทั้งหลายที่อยู่ไกลลิบต่าง หน้าเปลี่ยนสี พากันถอยหลังกรูด
การต่อสู้ล้อมโจมตีภูเขาเทพกระดูกดําเนินมาจนถึงในวันนี้ เป็น ครั้งแรกที่คู่สามีภรรยาสองเซียนที่ลึกลับเกินหยั่งคู่นี้ปรากฏขึ้นต่อหน้า ผู้คน——การต่อสู้ก่อนหน้านี้เซียนทั้งสองลงมือบ้าง แต่ล้วนรักษาการณ์ อยู่ในจุดลึกของภูเขาเทพกระดูก ลงมือข้ามฟ้ามา โจมตีสังหารผู้ แข็งแกร่งผู้ฝึกฝนวิญญาณราชาภูตไปหลายคน สร้างความทรงจําให้กับ ผู้ฝึกฝนวิญญาณสํานักฝึกวิญญาณทั้งหลาย ทั้งยังทิ้งเงามืดอันน่า หวาดกลัวในใจของพวกเขาอีกด้วย
และตอนนี้ คู่สามีภรรยาที่ลึกลับยากเกินหยั่งในที่สุดก็ปรากฏตัว ขึ้นแล้ว
เพียงชั่วพริบตา สายตาทุกคู่ก็จับจ้องไปยังร่างของสามีภรรยาคู่นี้ที่ อยู่กลางท้องฟ้า
เจ้าทุ่งแห่งความตายก็ไม่เว้น
“สองเซียนแห่งภูเขากระดูกในที่สุดก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วรึ” มุมปาก ภายใต้หน้ากากของเจ้าทุ่งแห่งความตายยกยิ้มขึ้น
“เป็นถึงเจ้าทุ่งแห่งความตายขั้นราชาภูต แต่กลับลอบโจมตีศิษย์ ภูเขาเทพกระดูกที่สู้รบอยู่บนภาคพื้น มันช่างขายหน้าราชาภูตเสีย จริง” เสียงสตรีใสกังวานเสียงหนึ่งดังขึ้นกลางท้องฟ้า เป็นสตรีหนึ่งใน สองเซียนแห่งภูเขาเทพกระดูกนั่นเอง
พลังวิญญาณเข้มข้นหุ้มล้อมรอบกายของนาง ทําให้ไม่อาจเห็น ใบหน้าของนางได้ชัด
แต่ว่า เพียงเสี้ยวขณะที่ได้ยินเสียงนี้ ร่างของหลี่มู่ก็พลันสะท้าน
แววตายินดีลิงโลดฉายขึ้นในดวงตาของเขา
เขาตื่นเต้นยิ่งนัก
จนทําให้มือที่กําดาบของเขาสั่นสะท้าน เพราะเสียงสตรีเสียงนี้ สําหรับเขาแล้วมันช่างคุ้นเคยเหลือเกิน นี่เป็นเสียงที่หลี่มู่นึกย้อนถึงหลายครั้งหลายครา เจ้าของของเสียงนี้เคยทําให้หลี่มู่โทษตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน และตอนนี้ ในที่สุดก็ได้ยินมันอีกครั้ง นางมาถึงดาวร้อยภูต ไม่ได้ตายไปจริงๆ
ในเมื่อเซียนสตรีในสองเซียนเป็นนางแล้วล่ะก็ เช่นนั้นเซียนบุรุษก็ ต้องเป็น…
หลี่มู่มองไปยังอีกร่างหนึ่งของร่างเงาทั้งสอง
วิชาเนตรสวรรค์โคจรเล็กน้อยก็เห็นใบหน้าใต้พลังวิญญาณเข้มข้น ชัดเจน ภาพใบหน้าที่คุ้นเคยในความทรงจําปรากฏขึ้น ตอนนี้ใบหน้าที่ อ่อนเยาว์และซื่อๆ ตรงไปตรงมา สําหรับหลี่มู่แล้วช่างเป็นใบหน้าที่ สะเทือนอารมณ์ยิ่งนัก
ดีจริงๆ! พวกเจ้าไม่ได้ตายไปจริงๆ
ดีจริงๆ พวกเจ้าล้วนมาปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้ม ในใจของเขาพลันสงบขึ้นอีกมาก
กลางท้องฟ้า เผชิญหน้าต่อคําเย้ยหยันของเซียนสาวภูเขาเทพ กระดูก ใบหน้าที่ใต้หน้ากากสีดําของเจ้าทุ่งแห่งความตาย จึงมองไม่ เห็นท่าทางใดๆ ได้ แต่น�าเสียงแฝงด้วยรอยยิ้มเยาะอย่างปิดไม่มิด “ข้า จะฆ่าใครก็แล้วแต่ใจข้า ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาเจ้ากี้เจ้าการ ไม่หดหัวอยู่ ในภูเขาเทพกระดูก กล้าปรากฏตัวขึ้นแล้วหรือไร? ท่าทางพวกเจ้าจะ เตรียมตัวที่จะหายไปจากโลกไปนี้ดีแล้วสินะ”
มังกรกระดูกขยับปีก กลางท้องฟ้าข้างๆ พลังวิญาณแต่ละกลุ่มๆ แผ่ระลอก ผู้แข็งแกร่งผู้ฝึกฝนวิญญาณที่ซุ่มอยู่ในที่มืดปรากฏตัวขึ้น
“คนรุ่นหลังตัวเล็กๆ ได้รับมรดกวิชาลับแต่ไม่รู้จักเจียมตัว กลับมา แย่งชิงทรัพยากรกับพวกข้า รนหาที่ตาย” เงาร่างในชุดคลุมยาวสีขาว ตัวกว้าง ทั่วร่างขาววอกเหมือนโปะไปด้วยแป้ง มีหัวเป็นเจียวเดิน
ออกมาจากระลอกคลื่นพลังวิญญาณ มายืนอยู่กลางท้องฟ้า ดวงตาสี เลือดจ้องเซียนทั้งสองเขม็งพลางแค่นหัวเราะ จิตสังหารเต็มเปี่ ยม
“เป็นเจ้าลัทธิวิญญาณสวรรค์เสี่ยเยี่ยน”
ผู้อาวุโสนักรบภูตภูเขาเทพกระดูกมาปรากฏตัวข้างหลี่มู่ไม่รู้ตั้งแต่ เมื่อไหร่ เอ่ยเสียงต�าทุ้ม
สภาพของเขาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เห็นได้ชัดว่าได้รับบาดเจ็บจากการ ต่อสู้ เสียแขนไปข้างหนึ่ง แต่จิตต่อสู้ยังพุ่งสูง
หลี่มู่พยักหน้า
เจ้าลัทธิวิญญาณสวรรค์ ผู้แข็งแกร่งราชาภูตอีกคนหนึ่ง
“ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม?” หลี่มู่ยิ่งเป็นห่วงเป็นใยสภาพของเจินเยี่ย
เจินเยี่ยส่ายหน้า “กลับไปฝึกฝนไม่กี่ปีก็สามารถหลอมแขนขึ้นมา ได้ใหม่แล้ว…แต่ว่า น้องชาย เจ้าต้องระวังแล้ว ราชาภูตระดับเจ้าลัทธิ จับตามองเจ้าแล้ว พวกเขาคิดว่าเจ้าเป็นภัยคุกคาม อาจจะลงมือจัดการ เจ้า…แต่ว่านะ เจ้าก็สุดยอดจริงๆ สามดาบเมื่อครู่นั่นข้าก็ได้เห็นแล้ว หากเปลี่ยนเป็นข้าอย่างมากก็ได้แค่สู้กับสิงหม่าน สองคนสุดท้ายนั่น ข้า รู้สึกว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกมัน”
การต่อสู้ของหลี่มู่เมื่อครู่ อันที่จริงแล้วหลายคนต่างจับจ้อง เป็นที่ ตื่นตะลึงของหลายคน
“ช่วงนี้พอดีว่าทะลวงขั้นได้” หลี่มู่ตอบ
เจินเยี่ยหัวเราะพูดขึ้น “ข้ารู้ เจ้ามีความลับของเจ้า วางใจ ข้าจะไม่ ซักไซ้ เซียนทั้งสองยังลงมือเพื่อเจ้า ขอแค่ยืนหยัดผ่านการต่อสู้ครั้งนี้ไป ได้ วันข้างหน้าจะต้องได้รับความโปรดปรานและการฝึกฝนจากเซียน ทั้งสองแน่ ไม่แน่ว่าอาจจะรับเจ้าเป็นศิษย์สายตรงก็เป็นไปได้”
ความรู้สึกดีๆ ต่อผู้อาวุโสเขาเทพกระดูกผู้นี้ของหลี่มู่เพิ่มพุ่งพรวด
เป็นผีที่…รู้กาลเทศะ
ตอนนี้เอง กลางท้องฟ้าก็มีบุคคลระดับผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งปรากฏ ตัวขึ้น กลับเป็นวัวตัวยักษ์ที่ทั่วร่างลุกไปด้วยไฟสีเขียว เขาวัวคมกริบ โค้งเหมือนภูเขาสีแดงลูกเล็กๆ อ้าปากคํารามสะเทือนฟ้าสะท้านดิน ผู้ ฝึกวิญญาณทั้งสามสํานักฝั่ งของตัวเองนับไม่ถ้วยอุดหูแต่พลังวิญญาณ ก็สลาย
จิตสังหารและความป่าเถื่อนของวัวยักษ์ตัวนี้หนักหน่วงที่สุดที่ได้ เจอหลังจากมาถึงดาวร้อยภภูตแล้วอย่างแน่นอน
“นี่คือหนิวเปิน เจ้าสํานักวิญาณศักดิ์สิทธิ์” เยี่ยเจินเอ่ย
ครั้งนี้ภูเขาเทพกระดูกถูกล้อมโจมตี ก็เป็นทุ่งแห่งความตาย สํานัก วิญญาณศักดิ์สิทธิ์และลัทธิวิญญาณสวรรค์สามสํานักฝึกฝนวิญญาณ เก่าแก่ทั้งสามเสนอขึ้น
ผู้แข็งแกร่งที่สุดของทั้งสามสํานักฝึกวิญญาณในที่สุดก็ปรากฏตัว ขึ้น
“หากสู้ต่อไปเช่นนี้รังแต่จะบาดเจ็บล้มตายเพิ่มก็เท่านั้น ไร้ซึ่ง ความหมายใดๆ เจ้าสองคนไม่สงสารและคิดถึงศิษย์นสํานักบ้างรึ?” หนิวเปินแห่งสํานักวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เอ่ย เสียงของมันเหมือนคํารามดัง คํารามแผ่ระลอกไปในฟ้าดิน “เช่นนั้นพวกเราก็มาต่อสู้ให้รู้ผลแพ้ชนะ เถอะ คนที่แพ้จะต้องทําลายวรยุทธ์ทําอัตวินิบาตกรรม ผู้ชนะปกครอง ภูเขาเทพกระดูกเป็นอย่างไร?”
“ได้” เจ้าลัทธิวิญญาณสวรรค์เสี่ยเยี่ยนแค่นเสียงเย็น
เจ้าทุ่งแห่งความตายก็พยักหน้า ยิ้มชั่วร้าย
สามสํานักฝึกวิญญาณมีราชาภูตสามตน ส่วนภูเขาเทกระดูกมีแค่ สองตนเท่านั้น
ดูจากจํานวนแล้ว สามสํานักฝึกวิญญาณเป็นฝ่ายได้เปรียบ
พวกเขาเสนอเช่นนี้แน่นอนว่าปรึกษาหารือนัดกันเอาไว้ก่อนแล้ว กําลังวางแผน
เซียนสาวหนึ่งในสองเซียนเขาเทพกระดูกเอ่ยปากไปทันที “ได้”
นางเดินกลางอากาศทีละก้าวๆ มายังกลางสนามรบ ไม่กลัวเลย แม้แต่น้อย
ยอดฝีมือผู้ฝึกฝนคนอื่นๆ ของภูเขาเทพกระดูกเห็นสถานการณ์ แล้วก็ได้แต่ปาดเหงื่อ ใจเต้นระรัว
การต่อสู้ระหว่างราชาภูตระดับเจ้าลัทธิ ไม่ใช่สิ่งที่ราชาภูต นักรบ ภูตทั่วไปจะสร้างประโยชน์ให้ได้แล้ว
“พวกเจ้าใครจะเริ่มก่อน?”
เซียนสาวกลิ่นอายแข็งแกร่งโหมบ่าทั่วร่าง มองไปยังเจ้าลัทธิสํานัก ฝึกวิญญาณทั้งสาม
“มอออ คนรุ่นหลังเล็กจ้อย ข้าจะเหยียบเจ้าให้เละ” เจ้าสํานัก วิญญาณศักดิ์สิทธิ์คํารามอย่างโมโห เหยียบไปในฟ้าดิน จากนั้นก็พุ่ง โจมตีไปอย่างบ้าคลั่ง
ทั่วร่างของมันลุกโหมไปด้วยไฟสีเขียว กีบเท้าเหยียบกลางอากาศ ฟ้าดินก็สั่นสะเทือน ทุกที่ที่พุ่งผ่าน ท้องฟ้าลุกไหม้เป็นเส้นทางแห่ง
ความตายที่ปูไปด้วยเพลิงสีเขียว เขาวัวที่เหมือนภูเขาสีแดงคดเคี้ยว ปล่อยพลังทําลายล้างน่าสะพรึงกลัวออกมา ท้องฟ้าถูกมันพุ่งชนจน แหลกละเอียด พลังโจมตีที่น่ากลัวมหาศาลหอบม้วนมายังเซียนสาว เหมือนว่าจะชนให้ภูเขาเทพกระดูกทั้งลูกแหลกเป็นผง
หลี่มู่ขมวดคิ้ว
พลังของราชาภูตระดับเจ้าลัทธิน่ากลัวจนถึงขีดสุดจริงๆ
ไม่รู้ว่านางจะรับได้รึเปล่า?
จากการจับตาดูของสายตานับไม่ถ้วน ก็เห็นคลื่นพลังวิญญาณข้าง กายเซียนสาวพลันบิดม้วนหมุนวนแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นวนสีดําขนาด มหึมา
จากนั้นมือขาวเนียนละเอียดข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจากคลื่นวนแล้ว จับเขาสีเลือดที่พุ่งขวิดมาเอาไว้ทันที
ทันใดนั้น ฟ้าดินเงียบสงัด
“พลังฝึกตนหลายหมื่นปีมันช่างเสียเปล่าซะจริง รู้จักแต่เที่ยวขวิด อย่างไร้ความคิด” ท่ามกลางเสียงที่ราบเรียบของเสียงสตรีแฝงด้วยจิต สังหารที่ทําให้คนหวาดกลัว
เสี้ยวพริบตาต่อมา เรื่องน่ากลัวก็เกิดขึ้น
……………………………………………………