จอมศาสตราพลิกดารา - บทที่ 629 เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว
บทที่ 629 เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว
“คารวะเทพศักดิ์สิทธิ์”
หนิวเปิน เจ้าสํานักทุ่งแห่งความตายและเสวี่ยเยี่ยนราชาภูตจาก สามสํานักภูตทําการคารวะต่อเฮยรื่อกุ่ยฮั่วบนท้องฟ้า
เหล่าศิษย์สามสํานักภูตใหญ่รอบๆ ก็ล้วนทยอยกันทําความเคารพ
ในโลกของดาวร้อยภูตนี้ เหล่าผู้ที่ควบคุมสํานักตรีเทพคือผู้ที่มี บารมีอันสูงส่งไม่มีใดเทียม
กระทั่งภูตบําเพ็ญบางส่วนทางฝั่ งภูเขาเทพกระดูก เมื่อเห็น เฮยรื่อกุ่ยฮั่วบนฟากฟ้าก็ยังปรากฏสีหน้าแห่งความหวาดกลัวออกมา
ผู้อาวุโสขั้นขุนพลภูตอย่างเจินเยี่ยก็ยังประหวั่นพรั่นพรึง ภูต บําเพ็ญตนอื่นก็เหมือนกัน
“มาไวเกินไปแล้ว” เจินเยี่ยงึมงําเสียงต�า ในดวงตามีความสิ้นหวัง ไหลเวียนออกมา
สามเจ้าสํานักของสํานักตรีเทพ ล้วนถูกเรียกขานว่า ‘เทพ ศักดิ์สิทธิ์’ ไม่ได้ออกโรงมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่พอลงมือก็จะ
กลายเป็นการทําลายล้างและไร้เทียมทาน เป็นสิ่งที่ไร้ข้อกังขา เป็นกฎ เหล็กที่ถูกหล่อขึ้นในจิตใจของเหล่าภูตบําเพ็ญมาอย่างช้านาน
ปณิธานที่สองเทวะแห่งภูเขาเทพกระดูกประกาศกร้าว ดึงดูดเอา เหล่าภูตบําเพ็ญมากมากมาเข้าร่วม ทว่าก็เป็นปณิธานตรงข้ามกับ สํานักตรีเทพอย่างไม่ต้องสงสัย
พวกของเจินเยี่ยเดิมทีเข้าใจว่า สํานักตรีเทพต่อให้เหลืออดแค่ไหน ก็จะไม่ลงมือเร็วขนาดนี้ ยังคิดอยู่ว่าภูเขาเทพกระดูกจะ ‘เติบโตอย่าง ลับๆ’ ได้อีกสักหน่อย
ใครจะไปคิดว่าศึกใหญ่เริ่มได้เพียงไม่ถึงเดือนเศษ หนึ่งใน ‘เทพ ศักดิ์สิทธิ์’ ของสํานักตรีเทพก็ปรากฏตัวขึ้นแล้ว
หลี่มู่หรี่ตามอง จับจ้องไปที่เฮยรื่อกุ่ยฮั่วนั้น
เป็นคลื่นพลังที่แข็งแกร่งจริงๆ
ถ้าหากนับจากพลังขั้นของโลกคนเป็นมาแบ่งล่ะก็ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์’ ตนนี้อย่างน้อยต้องอยู่ในระดับสูงสุดขั้นขุนพล หรืออาจจะเป็นตัวตน ขั้นราชาก็เป็นได้
พลังบําเพ็ญเช่นนี้ ต่อให้หลี่มู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดก็ยังรู้สึกได้ถึง การคุกคาม
‘เทพศักดิ์สิทธิ์’ เพียงหนึ่งตนยังมีพลังบําเพ็ญระดับนี้ ถ้าหากเป็น สามตนล่ะก็…คงจะยุ่งยากไม่น้อยทีเดียว
จากที่หลี่มู่สังเกตในปัจจุบัน สองเทวะแห่งภูเขาเทพกระดูกร่วมมือ กัน อาจจะสามารถรับมือกับ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์’ ได้ตนหนึ่ง ทว่าหากอีก สอง ‘เทพศักดิ์สิทธิ์’ จากสํานักตรีเทพปรากฏตัวขึ้นล่ะก็ ภูเขาเทพ กระดูกได้จบสิ้นแน่…นอกจากทางภูเขาเทพกระดูกจะมีไพ่ตายอะไร ซ่อนเอาไว้
แน่นอน ไพ่ตายนั้นไม่นับตัวหลี่มู่เอง
เนื่องจากช่วงนี้หลี่มู่เก็บซ่อนตัวตนเป็นอย่างดี สองเทวะเองก็ยังไม่ รู้ถึงการมาของเพื่อนเก่าอย่างหลี่มู่
หลี่มู่ตัดสินใจว่าจะคอยดูอีกระยะหนึ่ง พอถึงเวลาคับขันค่อยลงมือ
ตอนนี้เอง เพลงภูตตะวันดับบนฟากฟ้าได้เอ่ยปากขึ้น “บนดาว ร้อยภูตก็ล้วนเป็นเผ่าภูตทั้งสิ้น เหตุใดต้องมาเข่นฆ่ากันด้วย สองเทวะ แห่งภูเขาเทพกระดูก ขอแค่พวกเจ้าทําตามประเพณีแต่ละยุคที่สืบทอด กันมาของดาวร้อยภูตของพวกเรา อย่าได้ทําเรื่องที่ขัดแย้งกันมากนัก ศึกใหญ่ครั้งนี้ให้ข้าปรับความเข้าใจแล้วจบกัน พวกเจ้ายังคง ครอบครองภูเขาเทพกระดูก สามารถได้รับการยอมรับจากสํานักใหญ่ อื่นบนดาวร้อยภูต เป็นอย่างไร?”
‘เทพศักดิ์สิทธิ์’ ตนนี้พูดจากนุ่มนวลกว่าที่คิดเอาไว้
เทวะหญิงเอ่ยปาก ในน�าเสียงมีแววเย้ยหยัน “หืม? ประเพณีแต่ละ ยุคที่สืบทอดกันมา? สืบทอดอะไร?”
“ขอแค่พวกเจ้านําเอาวิชาของภูเขาเทพกระดูกมอบให้แก่วิหารตรี เทพ เข้าร่วมสันนิบาตเผ่าภูตแห่งดาวร้อยภูตของพวกเรา และสาบาน ตนว่าจะยินยอมปฏิบัติตามข้อตกลงพันธมิตรที่เหล่าสํานักภูตใหญ่ทํา สัญญาเอาไว้นับหมื่นปีก่อนหน้า ก็ถือเป็นการเคารพต่อประเพณีสืบ ทอด แล้วศึกใหญ่ครั้งนี้ก็จะถือว่าเขียนเครื่องหมายหยุดลงอย่างดุษฎี” ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ เอ่ยขึ้น
“ฮ่าๆๆๆๆ!” เทวะหญิงแหงนหน้าหัวเราะร่าขึ้น
หัวเราะจบ สีหน้าของเทวะหญิงเย็นเยียบลงฉับพลัน น�าเสียงราว คมดาบ เอ่ยขึ้นว่า “ยึดเอาวิชาของคนอื่น ครอบครองทรัพยากรที่ดี ที่สุด มองภูตบําเพ็ญตนอื่นเป็นสุนัขรับใช้ นี่คือกฎวิหารตรีเทพของพวก เจ้าหรือ? มันก็แค่ข้ออ้างในการปอกลอกภูตบําเพ็ญใต้แผ่นฟ้านี้เท่านั้น ครั้งนี้ พวกเจ้าอยากจะได้วิชาของภูเขาเทพกระดูก ดังนั้นจึงแอบเข้ามา ช่วยคิดจะฮูบเอาไป แล้วยังจะมาพูดจาให้ดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม เจ้า กลับไปส่งกระจกเสียหน่อยดีกว่าไหม ไปดูว่าบนหน้าของพวกเจ้ามัน เขียนคําว่า ‘ไร้ยางอาย’ เอาไว้หรือเปล่า”
‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ ถอนใจเอ่ยขึ้น “มุมมองของสตรีช่าง โง่เขลา”
เขามองไปยังเทวะชายของสองเทวะแห่งภูเขาเทพกระดูก เอ่ยขึ้น ว่า “ภรรยาของเจ้า ดื้อรั้นที่จะนําเอาภูตบําเพ็ญกว่าหนึ่งแสนของภูเขา เทพกระดูกไปพบกับความตาย เจ้าที่เป็นจ้าวแห่งภูเขาเทพกระดูกที่ แท้จริง ภูตกระทาชายนายหนึ่ง กลับไม่รู้จักตักเตือนควบคุมการกระทํา เสียหน่อยหรือ?”
สายตามากมาย จับจ้องรวมกันอยู่ที่ร่างของเทวะชาย
ตอนนี้เอง ปราณภูตสีดํารอบกายเทวะชายได้ถูกเก็บลง ชุดผ้าไหม ที่แสนเรียบง่าย ใบหน้าองอาจผึ่งผายมีท่าทีอันซื่อสัตย์จริงใจไร้เล่ห์ เหลี่ยม
อายุน้อยมาก
และสงบนิ่งจริงๆ
ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเทวะหญิงที่ลงมือ เป็นเทวะหญิงที่เอ่ยปาก ส่วนเขาตั้งแต่ต้นจนตอนนี้นอกจากปรากฏตัวขึ้นพร้อมเทวะหญิง และ ขึ้นไปต้านแรงกดดันเคียงบ่าเคียงไหล่ขณะที่ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ย ฮั่ว’ ปรากฏตัวออกมาแล้ว ก็ไม่ได้ทําอะไรอีกเลย ราวกับเป็นเงาของเท วะหญิงอย่างไรอย่างนั้น
หลังจากได้ยินคําพูดของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ เทวะชายได้ พูดขึ้นบ้าง “ปณิธานของนาง ก็คือปณิธานของข้า” หลังจากพูดจบ ก็ไม่มีคําพูดใดๆ อีก ภูตบําเพ็ญทั้งหมดรอบๆ ล้วนพูดอะไรกันไม่ออก คนอื่นมักจะเป็นสามีนําภรรยาตาม แต่สองคนี้กลับเป็นภรรยานํา สามีตามเสียอย่างนั้น หรือว่าเทวะชายตนนี้พลังไม่เท่าไร สู้ภรรยาของตนเองไม่ได้ เป็น เพียงแค่คนกลัวเมียเท่านั้น? ภูตบําเพ็ญมากมายก็เลยรู้สึกดูถูกเทวะชายขึ้นมาจากจิตใต้สํานึก ทว่าหลี่มู่ที่อยู่บนพื้นดิน กลับแอบขํา
นี่เป็นนิสัยของเขา
ตอนที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่เสินโจว สามีภรรยาคู่นี้ก็เป็นเช่นนี้ ภรรยาคือผู้ตัดสินชี้ขาด ส่วนสามีก็จะคอยเป็นผู้สนับสนุนและผู้คุ้มกัน ที่เด็ดเดี่ยวที่สุด
“ให้โอกาสครั้งสุดท้ายกับพวกเจ้า” ในน�าเสียงของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ เริ่มกดดันบีบคั้น
จากน�าเสียงของเขา ท้องฟ้าทั้งผืนค่อยๆ มืดทึมลงมา หมอกภูตสี ดําไร้รูปร่างแผ่นซ่านกระจายออกทั้งทั้งแผ่นฟ้า ราวกับเมฆดําทับเมือง ก็มิปาน แรงกดดันที่หมึกพู่กันยากจะพรรณนาครอบคลุมทับลงมา เหล่าภูตบําเพ็ญในสนามรบรอบๆ รู้สึกเหมือนหายใจกระชั้นถี่ขึ้นมา อย่างกะทันหัน…ถึงแม้ภูตบําเพ็ญจะอยู่ระหว่างความเป็นตายที่ไม่ต้อง มีการหายใจ ทว่าความรู้สึกเช่นนี้เหมือนกับตอนถูกบีบคอเอาไว้ขณะที่ พวกเขายังมีชีวิตอยู่
“อยากได้วิชาบําเพ็ญของคุณชายข้า เช่นนั้นก็เอาชีวิตมาแลกเสีย เถอะ” ท่าทีของเทวะหญิงง่ายและเด็ดเดี่ยว
ตอนที่นางพูดว่าคุณชายข้าออกมา ในน�าเสียงมีความภาคภูมิอัน แสนพิเศษอยู่ด้วย
เทวะชายนิ่งเงียบไม่พูดจา คอยสนับสนุนภรรยาอย่างมั่นคง
รอบกายของสองเทวะ ก็มีคลื่นปราณภูตสีดําเป็นชั้นๆ ไหลเวียน ขึ้นมาเช่นกัน แผ่ออกระหว่างฟ้าดินขึ้นต้านทานกับพลังของ ‘เทพ ศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ ปกป้องภูตบําเพ็ญทั้งหมดในค่ายของภูเขาเทพ กระดูกเอาไว้
‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ ถอนใจออกมาเหมือนระทมทุกข์ เอ่ย ว่า “คนที่ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง กลับยังคงโง่เขลาอย่างน่าขันเช่นนี้ ยังคิด
จะลากภูตบําเพ็ญอีกนับแสนลงหลุมไปด้วยกันกับพวกเจ้า…ข้าตอน แรกยังมองพวกเจ้าว่าไม่เลวนัก แต่ว่าพวกเจ้ากลับเลือกที่จะเดินทาง ผิดเสียให้ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะทําให้พวกเจ้าได้รู้ ว่าผลลัพธ์การ ต่อต้านสํานักตรีเทพคืออะไร…ลมหนาวฟ้าดิน สะกดหมื่นภูต!”
เสียงยังไม่ทันขาด
กฎเกณฑ์ระหว่างฟ้าดินถูกกระตุ้น
มิติรอบกายสองเทวะราวกับถูกสะกดนิ่งในพริบตา
แม้แต่ภูตบําเพ็ญตนอื่น ก็รู้สึกว่าตนเองเป็นเหมือนหอยทากที่ตก ไปอยู่ในบึงอย่างไรอย่างนั้น ขยับเขยื้อนได้อย่างลําบาก
“สังหารพวกเขาเสีย”
น�าเสียงของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ โหดเหี้ยมเยือกเย็น
เจ้าสํานักวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ เจ้าสํานักลัทธิวิญญาณสวรรค์และเจ้า สํานักทุ่งแห่งความตายสามราชาภูตโค้งตัวรับคําสั่ง จากนั้นพุ่งทะยาน ลงไปยังกลุ่มทหารราบของภูเขาเทพกระดูกโดยไม่สนอาการบาดเจ็บ บนร่างกาย ด้วยพลังของพวกเขา การลงมือกับภูตบําเพ็ญธรรมดาที่อยู่ ในการสะกดนิ่งเหล่านี้ แทบจะเป็นการบดขยี้และจับเชือดโดยสิ้นเชิง
“แย่ล่ะ”
ผู้อาวุโสขุนพลภูตเจินเยี่ยเห็นท่าไม่ดี ตะโกนขึ้นเสียงดังว่า “ถอย รีบถอย”
ทั่วร่างของเขาเปล่งแสงประหลาดออกมา เตรียมพร้อมสู้ถวาย ชีวิต เวลาเดียวกันได้ยืนมือออกไปผลักหลี่มู่ที่อยู่ข้างๆ เอ่ยว่า “น้องชาย เจ้ายังหนุ่มนัก…เร็วเข้า เจ้าจะต้องรอดไปให้ได้…เอ๋?”
การยื่นมือออกไปครั้งนี้ กลับผลักโดนแต่อากาศที่ว่างเปล่า
เมื่อหันศีรษะไปมองก็พบว่าหลี่มู่ไม่ได้อยู่ข้างกาย
หลี่มู่ทะยานตัวออกไปแล้ว
“ถอยไปให้หมด”
หลี่มู่กําลังทําการบุก หนึ่งดาบฟาดฟันออกไป
เหล่าภูตบําเพ็ญอย่างเจินเยี่ย จู่ๆ ก็รู้สึกว่าแรงกดดันบนตัวเบาลง อย่างมาก
ดาบนี้ของหลี่มู่ ฟาดฟันการสะกดออกไปบางส่วน
เวลาเดียวกัน ดาบภูตในมือเขาก็ปะทะเข้ากับหมัดของเจ้าสํานัก ทุ่งแห่งความตาย
“อวดดีนัก…ตายเสีย!”
ดวงตาเจ้าสํานักทุ่งแห่งความตายเปล่งจิตสังหาร
เขาคิดจะสังหารหลี่มู่อยู่แล้ว การลอบโจมตีก่อนหน้านี้ถูกสองเท วะสกัดเอาไว้เสียก่อน ตอนนี้เมื่อเห็นรหลี่มู่ที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่รู้จักกลัว ตาย ความอยากสังหารในใจก็ยิ่งร้อนแรงขึ้น พลังของหมัดสังหารภูต ระเบิดออก จะบดขยี้หลี่มู่ให้เป็นผุยผงในกระบวนเดียว
ชิ้ง!
คมดาบและคมหมัดสลับกัน
หลี่มู่ลอยกระเด็นออกไป
ทว่าสีหน้าเจ้าสํานักทุ่งแห่งความตายได้ปรากฏสีหน้าตกตะลึงขึ้น
เพราะเขาไม่เพียงแต่สังหารหลี่มู่ไม่ได้ ทว่าบนหมัดของตนเอง กลับปรากฎบาดแผลสีขาวขึ้น
“บาดเจ็บหนัก แล้วยังคิดจะกล้าสังหารข้า?”
ร่างของหลี่มู่กลิ้งหลุนกลางอากาศเหมือนสูญเสียความสมดุล ทว่า จริงๆ แล้วทุกอย่างล้วนอยู่ในการควบคุม
ดาบนี้ เขาไม่ได้เปิดเผยพลังที่แท้จริงของตนเองออกมา แต่ยังคง เก็บซ่อนเอาไว้
แล้วก็จริงๆ ในพริบตานั้นสองเทวะแห่งภูเขาเทพกระดูกได้เกิน ปฏิกิริยาขึ้น
รอบกายเทวะหญิงระเบิดแสงดําแยงตาออกมาอย่างกะทันหัน กระบี่หินสีหยกเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของนาง พลังกระบี่ที่สะสม ทลายการสะกดของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เพลิงภูต’ คมกระบี่ผ่าอากาศโจมตี เข้าใส่ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ ลงมือเข้าใส่ผู้ยิ่งใหญ่ที่กดขี่ดาวร้อย ภูตมาไม่รู้กี่หมื่นปี
เทวะชายร่างไหววูบ แต่กลับลงมายังพื้นดิน ดาบหินเล่มหนึ่งในมือ ฟาดฟันออกไป
“ฉัวะ!”
“อ๊า…”
หนิวเป่นและเสวี่ยเยี่ยนกระอัก ‘เลือดภูต’ สีดําออกมา กระเด็น ลอยออกไป แทบจะถูกสังหารแดดิ้นในดาบเดียว
“กลับไปเถอะ ข้าเอง” เทวะชายปรากฏตัวขึ้นข้างกายหลี่มู่ ตบ เบาๆ ลงบนบ่าของหลี่มู่
เทียบกับครั้งแรก เทวะชายคนนี้ยังคงสงบนิ่งพึ่งพาได้ น�าเสียงก็ยัง น่าคบหามาโดยตลอด
แต่ว่า เขากลับมองตัวตนหลี่มู่ไม่ออก
เขาตัดสินใจที่จะชมต่ออีกสักหน่อย
พลังที่สองเทวะปลดปล่อยระเบิดออกมาโดยฉับพลัน สูงกว่าที่ห ลี่มู่จินตนาการเอาไว้บ้าง
เขาอยากจะดูว่าพวกเขามีไพ่ตายอะไรอยู่กันแน่
ภายใต้การปกป้องของหลี่มู่และเจินเยี่ย กองทหารพื้นราบของ ภูเขาเทพกระดูกทยอยถอยกลับอย่างไม่หยุดจนกลับมาในภูเขาเทพ กระดูก เปิดใช้งานค่ายกลวิถีภูตเพื่อสกัดกั้นพลังกดดันระหว่างฟ้าดิน และใช้เพื่อต้านทานต่อภูตบําเพ็ญของฝ่ายศัตรูที่แห่เข้ามาเหมือนฝูงผึ้ง
บนฟากฟ้า
กระบี่หินสีหยกในมือเทวะหญิงเล่มนี้ค่อนข้างพิเศษ มีพลังพิฆาต ต่อภูตบําเพ็ญโดยธรรมชาติ วิชากระบี่อันยอดเยี่ยม ซึ่งก็คือ ‘กระบี่ สวรรค์สามสิบหกท่า’ สามารถต้านทาน ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ ได้ อยู่ระยะหนึ่ง
ภูตบําเพ็ญมากมายเมื่อเห็นฉากนี้ ก็ล้วนตกตะลึงไป
ยากที่จะเชื่อได้จริงๆ
นี่เป็นพลังที่แท้จริงของเทวะหญิงหรือ? ………………………………………