จอมศาสตราพลิกดารา - บทที่ 630 สองเทวะ ปะทะ สองเทพศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 630 สองเทวะ ปะทะ สองเทพศักดิ์สิทธิ์
การระเบิดพลังของเทวะหญิง สั่นสะเทือนจนคนทุกคนตกตะลึง
กองทหารของภูตบําเพ็ญภูเขาเทพกระดูกส่งเสียงโห่ร้องขึ้น
ส่วนภูตบําเพ็ญของสามสํานักใหญ่กลับรู้สึกถึงความหวาดกลัว ไม่ อยากที่จะเชื่อว่าพวกเขาก่อนหน้านี้ทําการต่อสู้กับศัตรูเช่นนี้อยู่
ตลอดมา เหล่าภูตบําเพ็ญล้วนเลื่อมใสศรัทธา ‘เทพศักดิ์สิทธิ์’ ของ สํานักตรีเทพเท่าไร ตอนนี้ก็รู้สึกหวาดกลัวต่อเทวะหญิงแห่งภูเขาเทพ กระดูกที่สามารถใช้พลังของตนเองต่อกรกับ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ย ฮั่ว’ มากเท่านั้น เทียบกันได้เป็นสัดส่วน
โดยเฉพาะราชาภูตทั้งสามอย่างหนิวเปิน เจ้าสํานักทุ่งแห่งความ ตายและเสี่ยเยี่ยนที่ใกล้จะดับดิ้น
ดาบหินหยกในมือเทวะชาย ยากที่จะต้านทานได้ เพียงดาบแรกก็ ทําเอาพวกเขาบาดเจ็บหนัก
ขณะที่โบกดาบที่สองลงมา ราชาภูตทั้งสามล้วนรู้สึกว่าความตาย ได้ลงมาเยือนแล้วจริงๆ
“เทพศักดิ์สิทธิ์ช่วยข้าด้วย…” เจ้าสํานักทุ่งแห่งความตายกรีดร้อง ขึ้น
เสียงหนึ่งดังขึ้นเป็นการตอบรับข้างกายเขา
“เจ้าขยะ”
กลางอากาศ กระดูกขาวแท่งหนึ่งปรากฏขึ้นราวกับเป็นฉลามเลือด ที่ซ่อนอยู่ใต้น�าปรากฏตัวขึ้นมาจับเหยื่ออย่างฉับพลัน พุ่งเข้าโจมตีเท วะชายแห่งภูเขาเทพกระดูกกะทันหัน
พริบตาที่กระดูกขาวนี้ปรากฏขึ้น ได้ทําลายท่าดาบของเทวะชาย แตกละเอียด ช่วยเหลือราชาภูตทั้งสามพ้นวิชาดาบออกมาได้
ชิ้งๆๆ!
บนอากาศยังมีสะเก็ดไฟจากการปะทะอย่างรวดเร็วออกมา เปลี่ยนมุมที่ปรากฏออกมาอย่างไม่หยุดโถมโจมตีใส่เทวะชาย เกิดการ ปะทะกันของดาบและกระดูกขาวอย่างไม่หยุด ราวกับเป็นการเบ่งบาน ของดอกไม้ไฟในท้องฟ้าที่อันตรายที่สุด
ร่างของเทวะชายถอยหลังอย่างไม่หยุด เท้าของเขาเหยียบเอา กําแพงมิติที่อยู่บนอากาศจนแตกออกเป็นรอยร้าวอย่างต่อเนื่อง เห็นได้
ชัดว่าขณะที่โบกดาบต้านทานกระดูกขาวนั้นต้องรับพลังกดดันเช่นไร อยู่
ในพริบตา เขาถอยออกมานับร้อยจั้ง “ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’!” เจ้าสํานักทุ่งแห่งความตายตะโกนขึ้นอย่างดีใจ รอบๆ สนามรบมีเสียงอื้ออึงดังขึ้นทันที เทพศักดิ์สิทธิ์อีกคนจากสํานักตรีเทพปรากฏตัวขึ้นอีกแล้วหรือ?
เทพศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่งสํานักตรีเทพ แบ่งออกเป็น ‘เทพ ศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ และ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ เฟยเหินเยี่ยกวง’
เทพศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามนี้ พูดได้ว่าเป็นผู้ควบคุมที่ปกครองดาวร้อย ภูตทั้งหมดนี้ จ้องมองลงมายังโลกใบนี้นับหมื่นปี ในใจของภูตบําเพ็ญ ทุกตนถือเป็นผู้ที่อยู่สูงสุด เป็นตัวตนที่ไม่อาจไปท้าทายได้ เป็นตํานาน ที่ไม่มีทางสู้ชนะ เป็นยอดเขาที่ไม่สามารถปีนป่าย เป็นมหาสมุทรที่มิ อาจก้าวข้าม เป็นเทพเจ้าที่ปกครองทั้งหมดอยู่บนท้องฟ้า
ในวันปกติ เทพศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามไม่เคยปรากฏตัวมาสักตน
ทว่าวันนี้ เพียงครู่เดียวกลับปรากฏถึงสอง
กระดูกขาวท่อนนั้น ราวกับเป็นกระดูกขาท่อนหนึ่งของสัตว์ ประหลาด ใหญ่และกลมลื่น โบกไหวเปลี่ยนตําแหน่งไปมาอย่างไม่หยุด โจมตีปะทะเทวะชายแห่งภูเขาเทพกระดูกอย่างต่อเนื่อง
ภูตบําเพ็ญอย่างเจ้าสํานักทุ่งแห่งความตายล้วนโห่ร้องขึ้น
เพราะว่าเทวะชายถูกบีบให้ถอยหลังอย่างไม่หยุด จนเห็นว่าท่าจะ ต้านทานไว้ไม่อยู่แล้ว
จู่ๆ…
“หกดาบวายุเมฆา…ฟันหน้า”
เทวะชายที่เหยียบอากาศแตกไปกว่าร้อยจั้ง เท้าที่ถอยกรูดได้หยุด ลงอย่างฉับพลัน และไม่ถอยต่อไปอีกแล้ว พลังประหลาดได้เปล่งออก จากร่างกาย มวยผมบนศีรษะหลุดแยกออกจากกัน ผมสีดําเริงระบําบน ฟ้าราวกับน�าพุก็มิปาน วิชาดาบท่าดาบในมือเปลี่ยนแปลงไป เต็มไป ด้วยความฮึกเหิมเศร้าสลดของการไปไม่เหลียวกลับ ฟาดดาบฟัน ออกไปในอากาศตรงหน้าที่ราวกับไม่มีวัตถุใดๆ อยู่
ตูม!
ระลอกความว่างเปล่าสั่นกระเพื่อม
กระดูกขาวที่เพิ่งจะเปลี่ยนตําแหน่ง ได้มาปรากฏบนเส้นทางของ ดาบสายนี้พอดี
ฉัวะ!
กระดูกขาวแตกละเอียด เศษกระจายปลิวขึ้นฟ้า
“อื๋อ? นี่มันวิชาดาบอะไรของเจ้า?”
เสียงของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ ดังขึ้นในอากาศ ไม่สามารถ จับตําแหน่งที่แน่นอนได้ ทว่าในน�าเสียงมีอาการตกตะลึงอยู่เล็กน้อย
เทวะชายนิ่งเงียบไป
ใต้เท้าของเขาเหยียบเป็นรูปตัวปา (เลขแปด) ตระหง่านราวเขาสูง ชันไม่ขยับเขยื้อน ดาบหินหยกในมือพาดขวางที่หน้าอก จิตดาบแผ่ซ่าน ออกมา เส้นผมสีดําเริงระบําอยู่ด้านหลังแม้ไม่มีลมพัด บุคลิกเหมือนกับ สุดยอดปรมาจารย์ นิ่งเงียบไม่พูดจา ทว่าดาบในมือกลับมีเสียงใส กังวาลไหลเวียนอยู่
เขาเป็นคนเงียบๆ พูดน้อยเช่นนี้มาตลอด
“ดีมาก อําพรางได้มิดชิดจริง” เสียงของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิว อิ่ง’ ดังขึ้นอีกครั้ง เอ่ยต่อว่า “คิดไม่ถึงว่าในภูเขาเทพกระดูกจะมีคนเช่น พวกเจ้าทั้งสองอยู่ด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะ ‘วิญญาณจํานงฟ้า’ คํานวณได้
แม่นยํา มองออกถึงพลังคุกคามของพวกเจ้า แล้วปล่อยให้พลังบําเพ็ญ ของพวกเจ้าพัฒนาต่อไปอย่างลับๆ แค่ไม่กี่ปี สํานักตรีเทพก็คงจะทํา อะไรพวกเจ้าไม่ได้แล้ว”
เทวะชายในที่สุดก็เอ่ยขึ้น “ตอนนี้ พวกเจ้าก็ทําอะไรภูเขาเทพ กระดูกไม่ได้”
“ฮ่าๆๆ เจ้าเด็กน้อย เจ้าไร้เดียงสาเกินไปแล้ว เจ้าเพิ่งจะมาถึงดาว ร้อยภูตได้กี่ปี แค่โชคดีได้รับวิชาของภูเขาเทพกระดูกมาเท่านั้น เจ้าคิด จริงๆ หรือว่าจะสามารถพึ่งพาการฝึกบําเพ็ญแค่สามสี่ปีเพื่อมาต่อกร กับพลังบําเพ็ญนับหมื่นปีของพวกเรา?” ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ หัวเราะร่า
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ กระดูกสีขาวหกท่อนได้ลอยขึ้นบนอากาศ
ทุกท่อนล้วนไม่ได้ด้อยกว่ากระดูกขาสีขาวก่อนหน้าท่อนนั้นที่บีบ เอาเทวะชายถอยกรูดออกไปกลางอากาศเลย
“มอบวิชามาเสีย แล้วจะเว้นโทษตายของพวกเจ้าสามีภรรยา” เงา ภูตโครงกระดูกสีขาวจางๆ ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ น�าเสียงราว กับเป็นกระดูกเน่าผุสองท่อนเสียดสีกัน ให้ความรู้สึกถึงพลังประหลาด น่ากลัวที่ฟังแล้วจิตวิญญาณสั่นคลอน
นี่คือร่างจริงของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’
เทวะชายไม่พูดอะไรต่อ
เขาเพียงแค่ลดดาบยาวที่พาดขวางกลางหน้าอกลงมา เปลี่ยนมา เป็นท่าเสียบคมดาบสลับในฝัก มือซ้ายกดบนตัวดาบ ตัวดาบแนบลําตัว ซีกซ้าย มือขวาจับมั่นที่ด้ามดาบ
จิตสู้รบเผาไหม้อย่างบ้าคลั่งอยู่ในดวงตาของชายผู้เงียบขรึมคนนี้
ฟิ้ วๆๆ!
‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ ที่รู้ว่าพูดต่อไปก็คงเท่านั้นทําการร่าย ในใจ กระดูกทั้งหกพุ่งแหวกอากาศ ทุกท่อนมีพลานุภาพที่สังหารราชา ภูตได้ในพริบตา
“หกดาบวายุเมฆา…ชักดาบสะบั้น!”
แสงอัสนีสว่างวาบออกจากในมือของเทวะชาย
ฉัวะๆ!
กระดูกขาวสามท่อน ถูกฟันสะบั้นกลายเป็นผงกระดูกสีขาวลอย ไป
“อะไรกัน?” ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ ตกตะลึง
ขณะเดียวกัน…
“หกดาบวายุเมฆา…ตัดอสุนี”
อัสนีที่เร็วยิ่งกว่าอีกสาย พุ่งออกมาจากในมือเทวะชายอีกครั้ง
ฉัวะๆ !
กระดูกขาวสามท่อนที่เหลือ ก็แตกละเอียดเป็นผุยผงตามสามท่อน ก่อนหน้าไป
“พลังของเจ้าสูงกว่านางอีกหรือ?”
บนหน้าโครงกระดูกของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ เปลี่ยนรูป ไป เหมือนกับเป็นสีหน้าตกตะลึง
เขายกกรงเล็บกระดูกขึ้น เศษกระดูกที่ลอยอยู่เต็มฟ้าได้ แปรเปลี่ยนเป็นลําแสงอักขระวิถีภูตย้อนกลับมาในตัวของเขา เปลี่ยน กลับมาเป็นกระดูกซี่โครงหกท่อน
ที่ทําให้ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ ตกตะลึงก็คือ ชายหนุ่มที่เดิม ทีคิดว่าพลังด้อยกว่าเทวะหญิงจึงต้องเออออตามตามนางคนนี้ พลัง กลับแข็งแกร่ง วิชาร้ายกาจสูงยิ่งกว่าเทวะหญิงเสียอีก
เทวะชายไม่พูดอะไร
ดาบในมือเขายังคงสั่นวูมๆ ราวกับต้องการจะชิมเลือดสดๆ อย่าง อดใจไม่ไหว
รอบสนามรบ ภูตบําเพ็ญมากมายที่เห็นฉากนี้ล้วนตาเบิกกว้างลิ้น พันกัน
วิชาของเทวะหญิงก่อนหน้านี้ ก็ทําให้ภูตบําเพ็ญทั้งหมดตกตะลึง ไปแล้ว ทว่าพลังบําเพ็ญของเทวะชายกลับเกินกว่าขีดจํากัดที่ จินตนาการไว้ สามารถต่อกรกันได้อย่างสูสีกับ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิว อิ่ง’ หนึ่งในสามเทพศักดิ์สิทธิ์แห่งสํานักตรีเทพ นี่คือไพ่ตายที่แท้จริง ของภูเขาเทพกระดูกหรือ?
มิน่าเล่า ถึงได้กล้ามาเป็นศัตรูต่อสํานักตรีเทพ
ราชาภูตทั้งสามอย่างหนิวเปิน เสี่ยเยี่ยนและเจ้าสํานักทุ่งแห่ง ความตายเมื่อเห็นฉากนี้ ลําไส้ก็เหมือนถูกบิดจนเขียว….ถ้าหากพวกเขา ยังมีลําไส้อยู่น่ะนะ
หากรู้ว่าสองเทวะแห่งภูเขาเทพกระดูกจะแข็งแกร่งระดับต่อกรกับ เทพศักดิ์สิทธิ์ได้ล่ะก็ ต่อให้ตีพวกเขาจนตาย พวกเขาก็จะไม่มาร่วม สงครามเทพทะเลาะกันเช่นนี้เป็นแน่
เข้าไปยั่วโมโหไม่ได้เลย
วันนี้ถ้าหากสองเทวะไม่ดับสูญ ต่อให้หนีรอดไปได้สักคน สาม สํานักภูตของพวกเขาคงได้จบสิ้นกันแน่ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เทพ ศักดิ์สิทธิ์จะมาคอยปกป้องสามสํานักภูตตลอดเวลา หากแค่เทพ ศักดิ์สิทธิ์จากไป แล้วสองเทวะเข้ามาล้างแค้น สามสํานักนี้ใครจะไป ต้านทานได้กัน?
ตอนนี้จึงทําได้เพียงภาวนาให้สองเทวะแห่งภูเขาเทพกระดูกต้อง ดับสูญลงในวันนี้
มิเช่นนั้น เรื่องน่าวิตกคงตามมาไม่ขาดสาย
หลี่มู่ก็ตกตะลึงเช่นกัน
เกิดอะไรขึ้น?
สามีภรรยาคู่นี้ขณะอยู่ที่แผ่นดินใหญ่เสินโจว ก็เป็นเพียงแค่ยอด ฝีมือระดับสามธรรมดาเท่านั้น ก่อนหน้าได้ตายอย่างน่าเวทนาที่สํานัก ขุนคีรี หลี่มู่ไปช่วยไม่ทัน ทว่าก็เพิ่งจะมาถึงดาวร้อยภูตนี้ได้เพียงสี่ห้าปี เท่านั้นเอง ทําไมจึงเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งได้ขนาดนี้? มันไม่ค่อยเป็น วิทยาศาสตร์เลย
เทพศักดิ์สิทธิ์ล้วนเป็นขุนพลรบระดับสูงไปจนถึงตัวตนพลังการรบ ขั้นราชา
สามีภรรยาคู่นี้กลับสามารถต้านทานได้ด้วยการต่อสู้เพียงลําพัง?
หรือว่าพวกเขาได้มาพบกับอภินิหารในดาวร้อยภูตนี้?
ก่อนหน้า ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ พูดเอาไว้ ว่าสามีภรรยาคู่นี้ ได้รับวิชาระดับสูงของภูเขาเทพกระดูก หรือว่านั้นจะเป็นสาเหตุที่ทําให้ พลังของพวกเขารุดหน้าเร็วเช่นนี้?
แต่มันก็ไม่ถูกนะ
เพราะว่าหลี่มู่เห็นว่าวิชาที่เทวะหญิงใช้คือ ‘กระบี่สวรรค์สามสิบ หกท่า’ เทวะชายใช้คือ ‘หกดาบวายุเมฆา’ ล้วนเป็นวิชาธรรมดาที่เขา ถ่ายทอดให้กับพวกเขาเมื่อครั้งนั้นนี่ ทําไมมาเวลานี้ตอนที่พวกเขาใช้ ออกมา กลับมีพลานุภาพแบบใหม่ แถมพลานุภาพใหม่นี้ถึงกับเกินที่ตัว หลี่มู่เองจะเข้าใจเสียด้วย
ความอยากรู้อยากเห็นในใจหลี่มู่ เข้มข้นขึ้นทุกขณะ
และตอนนี้ การสู้รบของสองเทพศักดิ์สิทธิ์และสองเทวะได้เข้าสู่ สถานะดุเดือดขั้นรุนแรงอีกครั้ง
และหลี่มู่ยังมองออกถึงเรื่องที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นไปอีก
เขาตอนนี้ยืนยันได้ว่า พลังบําเพ็ญที่แท้จริงของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ และ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ จริงๆ แล้วยังแข็งแกร่ง
กว่าคู่เทวะสามีภรรยา ถึงอย่างไรก็บําเพ็ญมากว่าหมื่นปี พลังซ่อนเร้น และขั้นจึงอยู่ที่นั่น แต่ทว่า กระบี่หินหยกและดาบหินหยกที่อยู่ในมือ ของสองสามีภรรยาคู่นั้น สลักเสลาเอาไว้ด้วยอักขระวิชาเต๋า ขณะที่ ไหลเวียน มีพลังการพิชิตต่อสองเทพศักดิ์สิทธิ์ ทําให้พวกเขามือเท้า เป็นพัลวันได้ระยะหนึ่ง
ความรู้สึกนี้ เหมือนกับวัยรุ่นสองคนหยิบดาบกระบี่อันคมกริบไว้ ในมือ ขณะที่โบกวาดขึ้นมา ทําเอาคนร่างใหญ่ที่ไม่มีอาวุธในมือไม่กล้า ที่จะเข้าใกล้เช่นกัน
“แปลกเสียแล้ว ตอนแรกไม่ได้สอนอักขระยันต์วิชาเต๋าให้พวกเขา นี่นา”
ยันต์สะกดภูตนั้นมีพลังพิชิตพิเศษต่อเหล่าภูตบําเพ็ญ เรื่องนี้หลี่มู่ รู้
แต่ดาบหินกระบี่หินมาจากที่ไหนกันล่ะ?
สี่ผู้แข็งแกร่งฟาดฟัดอย่างดุเดือดบนอากาศ ยังคงแยกไม่ได้ว่าใคร จะอยู่ใครจะไป
“พลังของสองเทวะแข็งแกร่งถึงเพียวนี้เชียวหรือ?!” ผู้อาวุโส ขุนพลภูตเจินเยี่ยก็รู้สึกตื่นเต้นจนตัวสั่นขึ้นมา
เหล่าศิษย์มากมายแห่งภูเขาเทพกระดูกก็เป็นเช่นเดียวกับเขา ดีใจ จนตัวสั่น
พวกเขามองเห็นความหวัง
หลี่มู่กลับไม่ได้มองในแง่ดีขนาดนั้น
เขาขมวดคิ้ว
ไพ่ตายของสองเทวะ ถ้าหากมีแค่นี้ล่ะก็ ตอนท้ายสุดฝ่ายที่ต้อง พ่ายแพ้ก็คือภูเขาเทพกระดูกแน่นอน
เพราะภูเขาเทพกระดูกมีเพียงสองเทวะ
แต่สํานักตรีเทพกลับมีสามเทพศักดิ์สิทธิ์
เพียงแค่ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง’ ที่ยังไม่ปรากฏตัวโผล่ ออกมาลงมือล่ะก็ ความสมดุลอันยอดเยี่ยมนี้ก็จะถูกทําลายลง สองเท วะก็จะถูกจัดการจนสิ้นซากในชั่วประเดี๋ยวเท่านั้น
ก่อนหน้าสงครามครั้งนี้ สองเทวะว่าคุณชายที่พวกเขาคิดถึงเหลือ คณาได้มาถึงดาวร้อยภูตแล้ว ดังนั้นพวกเขาน่าจะยังมีไพ่ตายอะไรอยู่ อีกอย่างหนึ่ง แล้วเจ้าไพ่ตายที่ว่านี่ซ่อนอยู่ที่ไหนกันแน่ แล้วมันจะ ปรากฏออกมาในรูปแบบใดกัน?
ขณะที่หลี่มู่กําลังคิด พลังแข็งแกร่งอันน่ากลัวสายหนึ่งได้พุ่งลงมา เยือนกลางสนามรบ เทพศักดิ์สิทธิ์ตนที่สามแห่งสํานักตรีเทพที่ซ่อนอยู่ในเงามืดมา ตลอด… เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง‘ ในที่สุดก็ลงมือ’ ……………………………………….