จอมศาสตราพลิกดารา - บทที่ 631 - 650
บทที่ 631 เด็กสาวผมหางม้าถือดาบกระบี่ผู้ลึกลับ
‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง’ เป็นหนึ่งในสามเทพศักดิ์สิทธิ์ที่ ลึกลับที่สุด
ในการต่อสู้ ทุกคนต่างยังไม่ทันตั้งตัว ก็เห็นข้างหลังของ ‘เทพ ศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ ต่างพลัน แปรเปลี่ยนเป็นเงารางเลือน ในเวลาที่ไม่น่าเชื่อที่สุด ในมุมที่คาดไม่ ที่สุด และวิธีที่ไม่คาดฝันที่สุด ทําการโจมตีสองเซียนในเวลาเดียวกัน
ตูม ตูม ตูม ตูม!
เซียนทั้งสองไม่ทันได้ตั้งตัว ถูกโจมตีกระเด็น ตกเป็นฝ่าย เสียเปรียบทันที
“อะไร?”
“นั่นมัน…”
เสียงแตกตื่นนับไม่ถ้วนดังมาจากกลุ่มผู้ฝึกวิญญาณทั้งสองฝ่าย
สถานการณ์เริ่มเสียสมดุลไปในทันที
ข้อได้เปรียบของสองเซียนเสียไปในทันที กลายเป็นผู้เสียเปรียบ ถูกกดดัน ประหนึ่งต้นกล้าอ่อนๆ ท่ามกลางพายุฝนกระหน�า อันตราย เป็นอย่างยิ่ง เหมือนว่าจะถูกพัดหักได้ทุกเมื่อ
ผู้ฝึกฝนวิญญาณฝั่ งภูเขาเทพกระดูกร้อนใจไปในทันที
อุตส่าห์มองเห็นความหวัง แต่กลับก่อนที่รุ่งอรุณจะมาเยือนก็ถูก ความมืดมิดอันโหดร้ายปกคลุม
มีคนคิดอยากจะพุ่งออกไป ไม่เสียดายที่จะสละชีพเพื่อช่วยสอง เซียน แต่ก็ไม่อาจที่จะเข้าไปใกล้สนามรบได้เลย
“พวกเจ้าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนจากความยโสโอหังของตัวเอง”
ในน�าเสียงของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ แฝงด้วยจิตสังหาร ทําลายล้าง เพลิงวิญญาณสีดําที่กําลังเผาไหม้พันล้อมเซียนสาว กลาย มาเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างสมบูรณ์โดยการช่วยเหลือจากเงารางเลือน ลึกลับนั่น
‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ ที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็เช่นกัน ภายใต้การ ช่วยเหลือจากเงารางที่จู่ๆ ปรากฏขึ้น ก็ควบคุมเซียนหนุ่มเอาไว้ได้โดย สิ้นเชิง
หลี่มู่เบิกเนตรสวรรค์แอบสํารวจ
เงารางเลือนสองเงาที่จู่ๆ โผล่ออกมาพลังต�ากว่าเทพศักดิ์สิทธิ์ทั้ง สองเล็กน้อย แต่พลังและกลิ่นอายเหมือนกัน ประหนึ่งว่าเป็นใบไม้ที่ เหมือนกันทุกประการสองใบแบบนั้น ประเด็นคือวิธีที่พวกมันปรากฏ ขึ้นช่างน่าแปลกประหลาดนัก มันแปลงออกมาจากในร่างของสองเทพ ศักดิ์สิทธิ์ เหมือนเป็นเงาของทั้งสอง——ปัญหาคือ ต่อให้มันเป็นเงาของ พวกเขาก็น่าจะเหมือนกับแต่ละคน ไม่ใช่ว่าแตกต่างกับทั้งสองโดย สิ้นเชิงแบบนี้ แต่เจ้าเงาทั้งสองเองกลับเหมือนกันเป๊ะ
เงาสองเงานี้น่าจะเป็น ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง’ แล้ว
นี่เป็นวิชาที่พิเศษนัก
แยกเงาออกมาจากข้างหลังของผู้อื่น
แสงไหวหางเมฆาสมญานามสี่คํานี้สามารถบรรยายถึงจุดนี้ได้
หลี่มู่ขบคิด เทพศักดิ์สิทธิ์ที่ลึกลับที่สุดของสํานักตรีเทพ ร่างเดิมจะ เป็นเงาอย่างนั้นหรอกหรือ?
เขายังค้นพบอีกว่า ภายใต้การช่วยเหลือจากเงาทั้งสอง ‘เทพ ศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ และ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ ทั้งๆ ที่เป็น ฝ่ายได้เปรียบแต่กลับไม่ยอมสําแดงวิชาไม้ตายออกมาสังหารเซียนทั้ง สอง กลับสู้ยืดเยื้อ เหมือนว่าคิดจะจับสองเซียนเอาไว้ ดังนั้นการต่อสู้ จนถึงตอนนี้แล้วก็ยังไม่จบสิ้น
“ใช่แล้ว สามเทพศักดิ์สิทธิ์คิดอยากจะดูวิชาฝึกฝนของสองเซียน เวลาสี่ห้าปีฝึกฝนได้จนถึงขั้นนี้ ช่างน่ากลัวยิ่งนัก ยิ่งสองเซียนแสดง ออกมาได้เก่งกาจมากเท่าไหร่ ความปรารถนาต่อวิชานี้ของสามเทพ ศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งเร่าร้อน”
หลี่มู่คิดตกแล้ว
นี่ก็คือเหตุผลว่าทําไมพวกเขาจึงไม่ลงมือ
เขาเองก็อยากจะดูจุดเด่นวิชาของสามเทพศักดิ์สิทธิ์เวลาลงมือจะ ได้ยิ่งมั่นใจขึ้น
อย่างไรเสียพลังของสามเทพศักดิ์สิทธิ์ก็น่าตื่นตะลึงนัก ต่อให้หลี่มู่ ฟื้ นคืนสู่สภาวะผู้มีชีวิตก็ใช่ว่าจะเอาชนะได้
“ส่งเคล็ดวิชาออกมา จะไว้ชีวิตพวกเจ้าคู่สามีภรรยา” ‘เทพ ศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ เอ่ยปาก น�าเสียงฉายอํานาจแห่งฟ้าดินสะเทือน ไปในท้องฟ้า มีพลังที่อย่างเฉียบขาด
เซียนสาวแค่นเสียงหัวเราะตอบ “พวกเจ้าไม่คู่ควร”
‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ หัวเราะลั่น “ในโลกดาวร้อยภูตไม่มี วิชาอะไรที่พวกเราสามเทพศักดิ์สิทธิ์ไม่คู่ควร…จนจะตายอยู่แล้วยังดื้อ ดึง คิดว่าพวกเราฆ่าเจ้าไม่ได้จริงๆ อย่างนั้นรึ? พวกเจ้าสองคน ฆ่าทิ้ง
เสียก่อนคนหนึ่ง เหลือไว้อีกคนหนึ่งค่อยๆ สอบเค้น จัดการผู้ฝึกฝน วิญญาณข้ามีวิธีมากมายที่จะทําให้เจ้าทรมานจนอยากตาย”
เซียนสาวตอบกลับ “กลัวแต่พวกเจ้าจะไม่มีปัญญา”
พูดยังไม่ทันจบ
การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอีก
แสงกระบี่ทางหนึ่ง แสงดาบทางหนึ่ง พุ่งออกมาจากภูเขาเทพ กระดูกอย่างไม่มีปี่ มีขลุ่ย
แสงดาบ กระบี่พราวพร่าง แหวกท้องฟ้าที่พลังหยินอึมครึมบนดาว ร้อยภูต และตัดสะบั้นการเชื่อมต่อระหว่างเงาทั้งสองกับเทพศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสอง
สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอีกครั้งทันใด
สองเซียนภูเขาเทพกระดูกเห็นได้ชัดว่ารู้ถึงการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ดังนั้นจึงฉวยโอกาสโจมตีกลับ เทพศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองภายใต้ความอึ้ง ตะลึงในเสี้ยวพริบตาหนึ่งในหนึ่งพัน สถานการณ์พลิกกลับมาอีกครั้ง กลับมาเป็นสถานการณ์ที่ได้เปรียบกันครึ่งต่อครึ่ง
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เงารางเลือนที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วถูกแสง ดาบเงากระบี่ฟันแยกจาก ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ ก็กะพริบวูบกลางท้องฟ้า จากนั้นก็รวมกันเป็นหนึ่ง
สิ่งที่ยิ่งแปลกพิลึกก็คือ เงาทั้งสองแต่เดิมเลือนรางนัก หากพูดตาม หลักแล้ว หลังจากที่รวมเป็นหนึ่งแล้วควรจะยิ่งชัดขึ้นถึงจะถูก สุดท้าย กลับยิ่งรางเลือนเหมือนกับเงา ขอบรางเลือนไหววูบ ไม่อาจจับ รูปลักษณ์ที่แท้ของมันได้เลย
แต่ไม่ว่าเงานั่นจะรางเลือนเพียงใด กลิ่นอายและรัศมีอํานาจของ มัน คลื่นพลังทั่วร่างมันกลับแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ไม่ด้อยไปกว่า ‘เทพ ศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ และ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ เลย กระทั่งมี แนวโน้มว่าเหนือกว่าสองเทพศักดิ์สิทธิ์ด้วยซ�า
เป็นเทพศักดิ์สิทธิ์อีกหนึ่งคน
“ยังมีไม้ตายซ่อนอีกรึ?” เงารางเลือนเอ่ยปากพูด น�าเสียงแผ่วเบา แต่ดังเข้าไปในหูของผู้ฝึกฝนวิญญาณทุกคนอย่างชัดเจน “เป็นผู้ใดจาก ไหน รีบไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้”
มันจ้องเขม็งไปทางภูเขาเทพกระดูก
“ภูตผีปีศาจร้าย ดาบกลืนกิน กระบี่กวาดล้าง”
เสียงสตรีที่ใสก้องกังวานเป็นอย่างยิ่งเสียงหนึ่งดังขึ้น แฝงรอยอ่อน เยาว์ ฟังแล้วอายุน่าจะไม่มาก
จากนั้นเด็กสาวถือดาบและกระบี่ก็ลอยมาจากทางภูเขาเทพ กระดูก ดูเหมือนช้าแต่แท้จริงนั้นเร็วเป็นอย่างยิ่ง เพียงเสี้ยวพริบตาก็ มาถึงยังสนามรบกลางท้องฟ้า ประจันหน้ากับเงารางเลือนนั่นห่าง ออกไปสามร้อยจั้ง รัศมีพลังปะทะกัน ไม่ด้อยไปกว่ากันเลยแม้แต่น้อย
ผู้ฝึกฝนวิญญาณทั้งหลายเห็นเด็กสาวคนนี้ก็ต่างฉงนสนเท่ห์นัก
มีที่มาที่ไปจากไหน?
ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
ผมยาวสีดํารวบเป็นหางม้า ร่างสวมชุดนักกระบี่สีดํารัดรูป หน้าตา งดงามขาวเกลี้ยงเกลา ดวงตาโตทั้งสองประดุจอัญมณี มีชีวิตชีวาแปลก ประหลาด ฉายแววที่ใช้ตัวอักษรยากจะบรรยายออกมา เป็นเด็กสาวที่ งดงามสง่านัก ดูแล้วท่าทางประมาณสิบสี่สิบห้า
ธรรมดา
แต่ก็ไม่ธรรมดา
มือซ้ายถือดาบ มือขวาถือกระบี่
ดาบกระบี่สอดประสานเปล่งแสง
เห็นได้ชัดว่า ชั่วเวลาเส้นยาแดงผ่าแปด คนที่ลงมือก็คือเด็กสาวผม หางม้าถือดาบกระบี่ที่มาลึกลับคนนี้นี่เอง
ก่อนหน้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าในภูเขาเทพกระดูกจะยังมีบุคคล ชั้นยอดเช่นนี้ด้วย
กระทั่งว่าทั่วทั้งโลกดาวร้อยภูตก็ไม่เคยได้ยินว่ามีเด็กสาวที่ สามารถต้านทานกับสามองค์เทพศักดิ์สิทธิ์ได้เช่นนี้
นางเป็นใครมาจากไหนกัน?
ผู้ฝึกฝนวิญญาณอย่างพวกผู้อาวุโสนักรบภูตเจินเยี่ยตกใจเหลือ ประมาณ แต่ก็ตื่นเต้นลิงโลดนัก
ไม่ว่าเด็กสาวคนนี้จะมาจากไหน แต่นางยืนอยู่ข้างภูเขาเทพ กระดูก นั่นเป็นเรื่องที่สําคัญ
ดาบกระบี่ทอประกายส่องแสง ภาพแสงดาบเงากระบี่ที่พลิก สถานการณ์เมื่อครู่ ตราตรึงอยู่ในผู้ฝึกวิญญาณนับไม่ถ้วน สําแดงพลัง ของเด็กสาวถือดาบกระบี่ลึกลับคนนี้ออกมาได้อย่างถึงที่สุด มีนางอยู่ ต้านทาน ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง’ ต่อให้ไม่อาจเอาชนะได้ แต่
แค่ต้านทานได้ชั่วระยะหนึ่งเช่นนั้นก็หมายความว่า แผนของสํานักตรี เทพที่คิดจะทําลายภูเขาเทพกระดูกก็ล้มเหลวโดยสมบูรณ์แล้ว “พวกเรามีทางรอดแล้ว” เจินเยี่ยท่าทีตื่นเต้นพลางมองหลี่มู่ที่อยู่ข้างๆ เขาถึงได้พบว่าเด็กหนุ่มท่าทีตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าตนเองเสียอีก เขาเห็นในดวงตาของหลี่มู่มีน�าตากําลังทอประกาย
“คิดไม่ถึงเลยว่าน้องชายคนนี้จะเป็นผีที่อ่อนไหวเช่นนี้” เจินเยี่ย ทอดถอน
ผ่านศึกนี้ ตําแหน่งของน้องชายคนนี้ในภูเขาเทพกระดูกก็จะ ก้าวหน้าไปอย่างไม่ต้องสงสัยอย่างแน่นอน ความภักดีและความกล้า หาญของเขาก็เห็นเป็นที่ประจักษ์และน่าตื่นตะลึงเป็นที่สุด
โดยเฉพาะเสี้ยวขณะนั้นก่อนหน้านี้ภาพที่หลี่มู่รับหน้าพวกเจ้าทุ่ง แห่งความตาย พวกราชาภูตทั้งสามนั่น ปกป้องผู้ฝึกฝนวิญญาณ ทั้งหลายให้ถอนกําลัง ซาบซึ้งและตื่นตะลึงต่อผู้ฝึกฝนวิญญาณภูเขา เทพกระดูกนับไม่ถ้วน มองเขาเป็นวีรบุรุษ ต่อให้สองเซียนภายภาคหน้า เลื่อนตําแหน่งเขาให้เป็นระดับกุนซืออันดับสามก็ไม่มีผู้ฝึกวิญญาณคน ใดมีข้อกังขา
หลี่มู่กลับไม่ได้สนใจความคิดมากมายขนาดนี้ของเจินเยี่ย เขาแค่อยากจะหัวเราะทั้งน�าตาแบบนี้ “ยังมีชีวิตกันอยู่ ยังมีชีวิตอยู่กันทั้งหมด” “ได้พบพวกเจ้าอีกครั้งมันช่างดีเหลือเกิน สหายของข้า” หลี่มู่หัวเราะทั้งน�าตา ก้อนหินก้อนมหึมาที่กดทับใจหลี่มู่มาตลอดยาวนานหายวับไปโดย สิ้นเชิงในเสี้ยวขณะนี้ ความเสียใจที่เคยไม่อาจจะชดเชยได้ตลอดกาล ในเสี้ยวขณะนี้ก็มีโอกาสที่จะชดเชยได้ โลกจิตวิญญาณทั้งใบของหลี่มู่เริ่มยกสูงขึ้น หากบอกว่าความตายของคู่สามีภรรยาคู่นี้และเด็กสาวคนนี้ที่ แผ่นดินใหญ่เสินโจว ทําให้จิตแห่งวิถียุทธ์ของหลี่มู่เกิดรอยร้าวนับไม่ ถ้วน ต้นกําเนิดของจิตมารบางอย่างที่แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ตระหนักไม่ ถึง เริ่มสลายหายไปอย่างช้าๆ ในเสี้ยวขณะนี้ ‘วิชาก่อนกําเนิด’ เริ่มโคจรขึ้นเองในร่างของหลี่มู่ กลิ่นอายเก็บลงไป คนอื่นสัมผัสถึงอะไรไม่ได้ แต่หลี่มู่กลับสัมผัสได้ ทันใดว่า โลกทั้งใบอยู่เบื้องหน้าของตนก็เปลี่ยนเป็นชัดเจนขึ้นมา
เหมือนว่าบางสิ่งที่สกัดกั้นเบื้องหน้ามาโดยตลอดก่อนหน้านี้แต่ตัวเอง ไม่เคยสังเกตเห็น ถูกเช็ดออกไปในพริบตา
ทะลวงขั้นแล้ว
วิชาก่อนกําเนิดทะลวงขั้นอีกแล้ว
หลี่มู่ลิงโลดขึ้นทันควัน
วิชาก่อนกําเนิดมาถึงขั้นนี้ ก่อนหน้านี้ก็ไม่อาจทะลวงขั้นได้ ไม่ว่า เขาจะฝึกฝนอย่างไร ต่อให้ผ่านศึกเป็นตายมานับครั้งไม่ถ้วนก็ทําได้แค่ บรรลุเท่านั้น แต่กลับไม่อาจทะลวงขั้นถึงขั้นใหม่ได้ เหมือนว่าตกอยู่ใน ข้อติดขัด
เสี้ยวขณะนี้เขาเข้าใจแล้ว
วิชาก่อนกําเนิดทะลวงขั้นไม่ได้ไม่ใช่ว่าตัวเองฝึกฝนไม่ถูก และก็ ไม่ใช่ตัวเองไม่ขยัน และก็ไม่ใช่ว่าโอกาสยังมาไม่ถึง
แต่เป็นเพราะในใจของตนยังมีความเสียใจและข้อบกพร่อง
ความเสียใจและข้อบกพร่องเหล่านี้แม้แต่ตัวเขาก็อาจจะคิดไม่ถึง
ตราบจนถึงตอนนี้หลี่มู่หัวเราะทั้งน�าตา ถึงเพิ่งจะเข้าใจว่าสหายที่ ตายไปเหล่านั้น มีตําแหน่งสําคัญเพียงใดในใจของตน——อันที่จริง
หลายครั้งที่หลี่มู่เป็นคนที่ใส่ใจให้ความสําคัญกับผู้อื่น เพื่อสหายแล้ว เขาสามารถทําได้ทุกอย่าง สามารถไม่สนใจต่อสิ่งใดทั้งสิ้น เพียงแต่ตัว เขาคิดว่าตัวเองเป็นคนสนใจแต่ผลประโยชน์ ไม่ทําตัวเป็นพ่อพระ อันที่จริงแล้ว เขาทําเรื่องที่เป็น ‘พ่อพระ’ ที่ได้มาตรฐานมากมาย มีเพียงยามเผชิญต่อผลประโยชน์ของตัวเองถึงจะลังเลละล้าละลัง ตัดสินใจไม่ถูก และตอนนี้เขาสาบาน เขาจะไม่มีวันปล่อยให้สหายในวันวานที่ กําลังสู้ศึกอยู่กลางท้องฟ้าต้องจากตนไปอีกครั้ง ไม่มีทางอย่างแน่นอน
……………………………………………………
บทที่ 632 กุ่ยเทียนจี
“ที่แท้เจ้าก็คือบุคคลเบื้องหลังสองเซียนแห่งภูเขาเทพกระดูกนี่เอง หึๆ ” ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง’ จ้องเด็กสาวถือดาบกระบี่ผมหาง ม้าลึกลับคนนี้เอาไว้ “อายุยังเยาว์นัก เป็นวิญญาณเร่ร่อนที่มาจากโลก อื่นเหมือนกันอย่างนั้นรึ?”
“พูดมากไร้สาระ” เด็กสาวถือดาบและกระบี่สะบัดผมหางม้าอย่าง หยิ่งทะนง
ดาบกระบี่ประสานไขว้กันเบื้องหน้า แสงดาบเงากระบี่โจมตี สังหารมา
“ผู้เยาว์ เจ้าจะกําเริบไปหน่อยแล้วกระมัง” ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหิน เยี่ยกวง’ ไม่แน่ใจในที่มาที่ไปของเด็กสาวผมหางม้าลึกลับคนนี้ พลัง ดาบและกระบี่ของอีกฝ่ายเมื่อครู่เขาได้ลิ้มรสแล้ว จะประมาทไม่ได้ ดังนั้นจึงใช้คําถามหยั่งเชิง
หากบอกว่าก่อนหน้านี้กําลังรบเลิศล�าที่สองเซียนแห่งภูเขาเทพ กระดูกแสดงออกมาเป็นแค่เหนือความคาดหมายของเขา ทําให้เขา แปลกใจ แต่ทุกอย่างยังอยู่ในการควบคุมแล้วล่ะก็ เช่นนั้นการปรากฏ
ตัวขึ้นของเด็กสาวลึกลับผมหางม้าคนนี้ก็ทําให้เขาที่เป็นหนึ่งในสาม เทพศักดิ์สิทธิ์เกิดความรู้สึกกังวลขึ้นรางๆ
ความกังวลเช่นนี้เกิดจากความไม่อาจคาดเดาและความไม่รู้ถึงการ ควบคุมทิศทางการดําเนินไปของสถานการณ์
เงารางเลือนของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง’ เลือนหายไป หลบการโจมตีสังหารแสงดาบ เงากระบี่ จากนั้นก็แบ่งร่างจากหนึ่งเป็น สอง จากสองเป็นสี่ จากสี่เป็นแปด…เงาร่างมหาศาลปรากฏขึ้น ล้อม สังหารเด็กสาวลึกลับผมหางม้ามาทั่วทุกทิศทาง ท่วมจมเด็กสาวไป ท่ามกลางคลื่นเงาคลั่ง
“กระบี่ป้องกัน!”
เด็กสาวผมหางสีหน้าเย็นชา
กระบี่มือขวาเปล่งแสงกระบี่ออกมา พุ่งผ่านไปในท้องฟ้า ป้องกัน เอาไว้อย่างแน่นหนาในอาณาบริเวณสามจั้งรอบกายตน ก่อเป็นเหมือน เขตแดนแสงกระบี่
เงาคลื่นคลั่งทั่วท้องฟ้าไม่อาจเข้าใกล้รอบกายเด็กสาวผมหางม้าได้ เลย
“ดาบโจมตี!”
เด็กสาวคําราม ดาบมือซ้ายปะทุปราณดาบประหนึ่งแสงอาทิตย์ แรงกล้าออกมา
ฉัวะ ฉัวะ!
เงาคลั่งทั่วท้องฟ้าถูกแยกเป็นสองร่างทันที
ยังไม่ทันที่คลื่นเงาคลั่งจะสลายไปหมด แสงดาบก็เหมือนกับสาย วารีแห่งสรวงสวรรค์เทลงมา หอบม้วนกวาดออกไป
“เป็นวิชาดาบที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
เงารางเลือนของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง’ ปรากฏขึ้นรวม เป็นเงาเดียวอีกครั้ง
มือซ้ายขวาของเขาเพียงยกขึ้น แสงสีดํามืดมนกลางฝ่ามือของเขา ไหลวนเหมือนคลื่นน�าวน จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นหลุมดําแแห่ง จักรวาลขนาดมหึมาสองหลุม ดูดไว้ที่กลางฝ่ามือ ซับแสงดาบจนหมด สิ้น แล้วส่งไปในห้วงมิติไหนก็ไม่รู้ได้
“น่าเสียดาย ทําร้ายข้าไม่ได้” เขามองเด็กสาวผมหางม้า ใบหน้า เลือนรางมองสีหน้าไม่ชัด “ดาบซ้ายกระบี่ขวา โลกดาวร้อยภูตไม่เคยได้ ยินมีผู้แข็งแกร่งหรือสํานักที่ฝึกทั้งดาบและกระบี่ เจ้าเป็นใครกันแน่?”
“เป็นคนที่เหยียบหัวเจ้าผ่านไป”
เด็กสาวผมหางม้าหยิ่งทะนงประดุจดอกบัวหิมะบนขุนเขาแห่ง สรวงสวรรค์ที่เหยียดหยันโลกคาวโลกีย์
พูดยังไม่ทันจบ ดาบและกระบี่ก็ฟาดฟันออกไปอีกครั้ง
กระบี่ป้องกันดาบโจมตี ความเลิศล�าของดาบและกระบี่ที่ใช้ ร่วมกันเรียกได้ว่ายอดเยี่ยมไร้ที่ติ
ดาบและกระบี่คู่นี้ล้วนแต่เป็นดาบและกระบี่เล่มใหญ่หนาหนัก ขนาดแทบจะเท่ากับตัวของเด็กสาวผมหางม้า
เด็กสาวรูปร่างสูงโปร่งอรชร กวัดแกว่งดาบและกระบี่ชวนให้คน เป็นห่วงว่าร่างอ้อนแอ้นของนางจะหักลงเพราะน�าหนักของดาบและ กระบี่เล่มมหึมา โดยเฉพาะท่อนแขนเรียวนวลเนียน ตามหลักทั่วไป แล้วไม่อาจที่จะรับน�าหนักของดาบและกระบี่คู่นี้ได้เลย
แต่นางกลับร่ายรําอยู่ท่ามกลางแสงดาบเงากระบี่เช่นนี้ ท่วงท่า งดงาม มีความงดงามชวนให้คนใหลหลง
นางเหมือนว่าไม่ได้ต่อสู้
แต่กําลังร่ายรําอยู่
เพียงชั่วเสี้ยวพริบตา ผู้ฝึกฝนวิญญาณไม่รู้ต่อเท่าไหร่หลงใหลใน ท่วงท่าร่ายรําต่อสู้ของเด็กสาวเข้าแล้ว
นี่เป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดนัก ต่อให้เป็นผู้ฝึกฝนอย่างหนิวเปิน หรือเจ้าทุ่งแห่งความตายที่ยืนอยู่ ฝั่ งสํานักตรีเทพ ตอนนี้ก็เกิดความรู้สึกเป็นห่วงอย่างหนึ่งขึ้นมาอย่างอด ไม่ได้ และเริ่มมีความคิดว่าเด็กสาวชุดดําที่เหมือนนางพรายคนนี้อย่าได้ บาดเจ็บเชียวนะขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่มู่ชัดขึ้น ได้พบกันอีกครั้ง เจ้าเติบโตขึ้นมากถึงเพียงนี้ วิชาดาบเป็นวิชาดาบที่หลี่มู่ถ่ายทอดให้ วิชากระบี่เป็นวิชากระบี่ ที่อวี๋ฮว่าหลงถ่ายทอดให้ ดาบและกระบี่สอดประสาน พลังเพิ่มขึ้นเท่าตัว ในดาบและกระบี่แฝงไว้ด้วยความคิดถึงของนางต่อทั้งสองคนนี้ อย่างนั้นรึ? เพราะแฝงไว้ด้วยความรู้สึกดังนั้นถึงได้ร่ายรําดาบกระบี่ ทําให้ฟ้า ดินหมองหม่น ทําให้ผู้ฝึกฝนจมอยู่ในนั้นไม่อาจถอนตัวได้ ความสําเร็จของเด็กสาวเกินกว่าจินตนาการของหลี่มู่ นางเดินเส้นทางที่เป็นของตัวเอง
หลี่มู่รู้สึกปลื้มใจอย่างใจจริง ในขณะเดียวกันเขาก็พบว่า ดาบและกระบี่ในมือของเด็กสาวผม หางม้าเหมือนกับดาบและกระบี่ของสองเซียน ล้วนเป็นหินสีหยกทั้งสิ้น เหมือว่าจะเป็นวัสดุพิเศษอย่างหนึ่ง หลี่มู่ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ใช่ โลหะแต่กลับมีคุณสมบัติดั่งนั้น ตัวดาบและกระบี่ล้วนสลักอักษรเต๋าเอาไว้ เหมือนกับอักขระเต๋า บนดาบและกระบี่ของสองเซียนเช่นกัน ล้วนเป็นวิชาเต๋าจากซินแสเฒ่า หลี่มู่แค่มองก็เข้าใจ ตอนนั้นเขาเคยถ่ายทอด ‘วิชาก่อนกําเนิด’ ให้กับเด็กสาว และก็ได้ ถ่ายทอดวิชาเต๋าให้ด้วยเช่นกัน อักขระเต๋าบนดาบและกระบี่จะต้องเป็นเด็กสาวสลักลงไปอย่าง แน่นอน
……
สองเซียนรวมกับเด็กสาวผมหางม้ารับศึกสามเทพศักดิ์สิทธิ์ สถานการณ์ค่อยๆ ยืดเยื้อ
สําหรับผู้ฝึกวิญญาณโลกดาวร้อยภูตแล้ว นี่เป็นการต่อสู้ระดับ ประวัติศาสตร์ที่สามารถจดบันทึกลงไปได้เลย
เป็นในรอบหมื่นกว่าปีที่เทพศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามปรากฏตัวและลงมือ อีกครั้ง แต่กลับไม่ได้บดขยี้ศัตรูเหมือนกับที่เหล่าผู้ฝึกฝนวิญญาณคิด เอาไว้
พลังแฝงและไพ่ตายของภูเขาเทพกระดูกทําให้คนตื่นตะลึงยากจะ เชื่อ
หรือยุคใหม่จะมาถึงแล้วจริงๆ?
ผู้ฝึกฝนวิญญาณฝ่ายสํานักตรีเทพมากมายในใจก็ต่างเกิดคําถามนี้ เช่นกัน
เงาของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง’ สามารถแปลงออกมาได้ มหาศาล เปลี่ยนระหว่างวัตถุจริงกับมายาได้อย่างอิสระ การโจมตี ธรรมดาสําหรับเขาแล้วไม่ได้ผลเลย แทบจะเป็นบุคคลที่ฆ่าไม่ตาย แต่ เมื่อเผชิญหน้ากับดาบกระบี่วัสดุหินสีหยกที่แฝงไว้ด้วยพลังสะกด วิญญาณคู่นี้กลับสัมผัสได้ถึงภัยคุกคาม ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย ต่อ ให้สลายมันหายไป รับกระบี่หนึ่งก็เหมือนถูกทําร้ายและลดทอนพลัง
หลี่มู่คอยสังเกตดูการต่อสู้อยู่เงียบๆ
ในกายของเขาก็มีการเปลี่ยนแปลงน่าอัศจรรย์เช่นกัน
ปราณแท้ก่อนกําเนิดโคจรขึ้นเอง คนนอกถึงแม้จะสัมผัสไม่ได้ แม้แต่น้อย แต่หลี่มู่กลับสัมผัสมันได้อย่างชัดเจน ‘วิชาก่อนกําเนิด’ ทะลวงทําลายพันธนาการเดิม วิชาลมหายใจพัฒนาจากขั้นที่สี่เป็นขั้นที่ ห้า ปราณแท้บริสุทธิ์หมุนวนอยู่ในเส้นลมปราณ เส้นลมปราณบางเล็กที่ แต่เดิมไม่พบ ร่างกายบางส่วนที่ปราณแท้หล่อเลี้ยงไปไม่ถึงเริ่ม กระเพื่อมไหว
ต่อให้ด้วยความแข็งแกร่งของกายหลี่มู่ในตอนนี้ก็สัมผัสได้ถึงการ ไหวสะเทือนขึ้นเช่นกัน
เขาพยายามเก็บกลิ่นอายอย่างสุดกําลัง หลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ฝึก วิญญาณรอบๆ พบสิ่งผิดปกติ
เขารู้สึกว่าในทะเลความรู้สึก ‘ร่างเวทดวงจิต’ ที่เดินอยู่บนสะพาน เทพนั่นเกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ขึ้น เหมือนว่ามีพลังชีวิต เพิ่มขึ้นมาอีกส่วนหนึ่งเค้าโครงร่างและหน้าตาชัดขึ้นเล็กน้อย ถึงแม้จะ ยังคงไม่มีตาปากและสีหน้า แต่ก็เริ่มเหมือนสิ่งมีชีวิตขึ้นมาอย่างช้าๆ
โดยเฉพาะที่หน้าผากของ ‘ร่างเวทดวงจิต’ ดวงตาแนวตั้งแปลก ประหลาดค่อยๆ ลืมขึ้น
ในขณะเดียวกัน ดวงตาแนวตั้งที่หว่างคิ้วของหลี่มู่ก็เกิดการ เปลี่ยนแปลงอันน่าแปลกประหลาดเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ดวงตาที่สามของเขาก็ฝึกฝนได้ถึงขั้น ‘เนตรอัสนี’ ก็ สามารถยิงแสงอัสนีทําลายล้างออกมาได้ คล้ายกับเคราะห์สวรรค์ แต่ ยามต่อสู้เขาสําแดงมันออกมาน้อยมาก เพราะ ‘เนตรอัสนี’ มีพลัง ทําลายล้างต่อผู้แข็งแกร่งระดับเดียวกัน แต่ศัตรูที่หลี่มู่สู้ศึกด้วยช่วงนี้ ล้วนเป็นศัตรูแข็งแกร่งที่ขอบเขตสูงกว่า อาศัยกายเนื้ออัดศัตรูเละ ประโยชน์จาก ‘เนตรอัสนี’ ไม่มากนัก
ตอนนี้ ตาที่สามของหลี่มู่มีคลื่นวนอัสนีไหลวน เหมือนละอองดาว ใต้แสงดารากําลังรวมตัว สุดท้าย ก็รวมเป็นคลื่นวนเนบิวลา ดวงตาแห่ง จักรวาล ดวงตาแปลกประหลาดเหมือนกับจักรวาลแบบนั้น
ข้อมูลแก่นแท้แปลกประหลาดกลุ่มหนึ่งหมุนวนอยู่ในหัวของหลี่มู่ ‘เนตรสอดแนม!’
หลี่มู่เอ่ยเสียงต�า ผู้อาวุโสนักรบภูตที่อยู่ข้างถามขึ้น “เจ้าว่าอะไรนะ?” หลี่มู่ส่ายหน้า ไม่ได้ตอบอะไรไป ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
จิตสูงสุดวิถียุทธ์ของวิชาก่อนกําเนิดขั้นที่ห้าคือ ‘เนตรสอดแนม’
ก่อนหน้านี้หลายครั้งที่เบิกเนตรสวรรค์ หลี่มู่ก็พบว่า เนตรสวรรค์ นอกจากจะมีพลังโจมตีแล้ว ยังมีความสามารถในการสํารวจเรื่องเท็จ มองทะลุการเปลี่ยนแปลงและคาดเดาทํานายศัตรูล่วงหน้า แต่โดย พื้นฐานแล้วค่อนข้างรางเลือน หลี่มู่ไม่อาจควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ เหมือนเป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งแบบนั้น
แต่ครั้งนี้ ‘เนตรสอดแนม’ กลับเหมือนกับการถ่ายทอดทาง สายเลือด เข้าใจในวิชาจิตสูงสุดแห่งวิถียุทธ์อย่างปรุโปร่งส่งไปยังสมอง ของหลี่มู่
หลังจากที่เขาทําความคุ้นเคยอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เบิกเนตรสวรรค์มอง ไปยังการต่อสู้บนท้องฟ้าอีกครั้ง
ภาพที่เห็นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
กระบวนท่าวิชา รูปแบบการต่อสู้ของสามเทพศักดิ์สิทธิ์ ชัดแจ้งใน สายตาของเขาทันที สิ่งที่สําคัญที่สุดคือ เขาสามารถจับช่องโหว่ใน กระบวนท่าและวิชาเหล่านี้ ในสมองเลือกวิธีรับมือได้ทันที
‘เนตรสอดแนม’ ที่ว่าก็คือมองทะลุช่องโหว่
อีกทั้ง เห็นได้ชัดว่าสามารถมองทะลุข้ามขอบเขตได้ ไม่เหมือนกับ ‘เนตรอัสนี’ ที่ทําได้แค่สังหารศัตรูในขอบเขตเดียวกันเท่านั้น
มองทะลุช่องโหว่เป็นกลวิชาอภินิหารอย่างแท้จริง
เป็นกลวิชาอภินิหารที่น่ากลัวนัก
หลี่มู่เงยหน้าสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง ช่องโหว่วิชาและข้อบกพร่อง รูปแบบการต่อสู้ของสามเทพศักดิ์สิทธิ์เขาก็เข้าใจอย่างถ่องแท้
“น่าจะจบการต่อสู้นี่ได้แล้วล่ะ”
หลี่มู่กําลังเอ่ยปากทําลายสถานการณ์ยืดเยื้อให้กับสองเซียนและ เด็กสาวผมหางม้า
ในตอนนี้เอง——
ท้องฟ้าพลันมีละอองพลังภูตหมุนวน
การเปลี่ยนแปลงอันคาดไม่ถึงเกิดขึ้น
ชั้นเมฆพลังภูตเหมือนถูกของบางสิ่งกดทับลงมาจากข้างบน เดือด พล่านเหมือนน�าต้มเดือดๆ
จากนั้นใบหน้าสีดํามหึมาก็ปรากฏออกมา
ใบหน้านี้ใหญ่จนจินตนาการไม่ถึง แทบจะปกคลุมไปทั่วฟ้าดินทั่ว บริเวณหลายพันลี้ พลังภูตสีดําก่อเป็นสีหน้าต่างๆ บนใบหน้า กล้ามเนื้อ ที่เป็นระลอกคลืนเหมือนภูเขาที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้า ดวงตาเหมือนห้วง หุบเหวลึก จมูกเหมือนขุนเขาสวรรค์ ปากเหมือนมหาสมุทร
ใหญ่!
ใหญ่จนไม่อาจจินตนาการได้
มันมีหน้าที่ชวนให้คนหวาดกลัว ขนลุกหนาวเหน็บ เหมือนผู้ ทําลายที่ไร้ซึ่งจิตใจก้มมองลงมายังโลก
คลื่นวนพลังภูตหมุนวน ขับเน้นความน่ากลัวของมัน
ผู้ฝึกฝนวิญญาณทุกคนเมื่อมองก็อดใจสั่นสะท้านขึ้นมาไม่ได้ เหมือนว่าหากใบหน้านี่อ้าปากก็จะสามารถกลืนกินฟ้าและดินผืนนี้ลง ไปได้ในทันที
ผู้ฝึกฝนวิญญาณหลายแสนรอบๆ พร้อมทั้งผู้แข็งแกร่งทั้งหมดรวม สามเทพศักดิ์สิทธิ์เมื่ออยู่ต่อหน้าใบนี้แล้วก็เหมือนฝุ่นผงเม็ดทรายที่ ปลิวลอย
“ยังไม่จบรึ?”
ใบหน้ามหึมาแปลกประหลาดเอ่ยปาก
“กุ่ยเทียนจี เจ้ามาได้อย่างไร?” ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง’ เมื่อเห็นก็ตะโกนถามเสียงดัง
……………………………………………………
บทที่ 633 ลงมือ
“วิญญาณจํานงฟ้า?”
หลี่มู่ใจสั่นกึก
ก่อนหน้านี้ในคําพูดของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง’ ก็เคยพูด ถึงคนผู้นี้
“วิญญาณจํานงฟ้าเป็นผู้ดูแลใหญ่ของสํานักตรีเทพ และเป็นภูต บําเพ็ญที่มีสามารถทํานานยเจตจํานงฟ้าได้ ลึกลับเป็นอย่างมาก เพียงแต่ว่ากันว่าเขานั้นเป็นผู้รับใช้ของเทพศักดิ์สิทธิ์ทั้งสาม แล้วทําไม ….” ผู้อาวุโสขุนพลภูตเจินเยี่ยแหงนหน้าขึ้นมองใบหน้ายักษ์ที่ราวกับ เป็นเทพมารอยู่บนท้องฟ้าด้วยอาการงงงันเป็นอย่างมาก
รับใช้สามเทพศักดิ์สิทธิ์?
หลี่มู่สั่นศีรษะ
น่ากลัวว่าสามเทพศักดิ์สิทธิ์จะเป็นคนรับใช้ของวิญญาณจํานงฟ้า เสียมากกว่า
ใบหน้ายักษ์บนฟากฟ้านี้ ให้แรงกดดันและพลังคุกคามมากยิ่งกว่า สามเทพศักดิ์สิทธิ์เสียอีก
อย่างไม่ต้องสงสัย นี่คือภูตบําเพ็ญตนหนึ่งที่แข็งแกร่งเหนือสาม เทพศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปอีก
พลังของสามเทพศักดิ์สิทธิ์ ประมาณระดับสูงสุดขั้นขุนพลหรือ อาจจะเป็นขั้นราชาในโลกคนเป็น ทว่าแรงกดดันในที่ใบหน้านี้สร้าง ขึ้นกับหลี่มู่ อยู่เหนือสามเทพศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปแน่นอน หรือก็คือพลัง บําเพ็ญของวิญญาณจํานงฟ้า อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับกลางขั้นราชา หรืออาจจะระดับสูง
คู่มือระดับนี้ หลี่มู่ยังไม่เคยพบมาก่อน
ดังนั้นพลังการรบจะไปถึงขั้นไหน หลี่มู่ไม่สามารถเดาได้
แต่ว่าชัดเจนอย่างมาก สําหรับการปรากฏตัวของวิญญาณจํานง ฟ้า สามเทพศักดิ์สิทธิ์นั้นตกตะลึงเสียยิ่งกว่าหลี่มู่อีก
“เจ้าปิดบังพลังเอาไว้หรือ?” ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ ดึงตัว ฉากถอยออกมา เงยหน้ามองฟ้าเอ่ยต่อว่า “เจ้าไม่ใช่วิญญาณจํานงฟ้า เจ้าเป็นใครกัน?”
บนใบหน้า ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ ก็ปรากฏสีหน้าตกตะลึง เช่นกัน
สําหรับพวกเขาแล้ว วิญญาณจํานงฟ้าเป็นเพียงแค่คนๆ หนึ่งที่ถูก พวกเขาเลือกขึ้นมาเป็นโฆษกให้เท่านั้น เพราะมีพรสวรรค์ด้านวิชา ทํานาย สามารถมองทะลุเห็นเจตจํานงสวรรค์ได้บางส่วน คอยปฏิบัติ หน้าที่สําคัญให้พวกเขา วิญญาณจํานงฟ้ามีบทบาทเทียบเท่าได้กับผู้ ประกอบพิธีกรรม สําคัญอย่างมาก ทว่าก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งเท่านั้น
ครั้งนี้ ก็เป็นเพราะวิญญาณจํานงฟ้าทํานายออกมา ว่าภูเขาเทพ กระดูกมีพลังคุกคามใหญ่หลวง อาจจะโค่นล้มการปกครองของสํานัก ตรีเทพที่มีต่อดาวร้อยภูตได้ ดังนั้นสํานักตรีเทพจึงแอบให้การสนับสนุน สามขั้วอํานาจใหญ่อย่างทุ่งแห่งความตาย ลัทธิวิญญาณสวรรค์และ สํานักวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เพื่อทําการโจมตีภูเขาเทพกระดูก พวกเขาซ่อน ตัวเพื่อสํารวจอยู่ด้านหลัง จากนั้นจึงออกมาทําการล้อมโจมตีจริงๆ
ทว่าการปรากฏตัวของขั้วอํานาจสองเทวะ และสาวน้อยดาบกระบี่ ไว้หางม้าอันลึกลับ ก็เหมือนจะยิ่งยืนยันถึงพลังการทํานายของ วิญญาณจํานงฟ้า
ถ้าหากมาล้อมโจมตีภูเขาเทพกระดูกช้ากว่านี้สักสิบปีหรือกี่สิบปี ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าสองเทวะและสาวน้อยดาบกระบี่ไว้หางม้า ในตอนนั้น จะแข็งแกร่งเข้าไปถึงระดับไหน
ทว่าตอนนี้ ขณะที่ใบหน้ายักษ์ที่หน้าตาเหมือนกับวิญญาณจํานง ฟ้าอย่างกับแกะ จู่ๆ ได้ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าแล้วจ้องมองลงมาราวเทพ มาร ต่อให้สามเทพศักดิ์สิทธิ์โง่อีกสักเพียงไหนก็คงเข้าใจขึ้นแล้ว ว่า เรื่องราวมันแตกต่างจากสิ่งที่พวกเขาคิดเอาไว้
“ข้าคือวิญญาณจํานงฟ้า วิญญาณจํานงฟ้าก็คือข้า”
ใบหน้ายักษ์เอ่ยขึ้นอย่างสงบ
บนใบหน้าที่บดบังรัศมีกว่าพันลี้ ราวกับไม่เคยมีความรู้สึกใดๆ มา ตลอดกาล
“อันตรายใหญ่หลวงที่สุดในดาวร้อยภูตลงมาเยือน แต่พวกเจ้าที่ เสวยสุขกับฐานะตําแหน่งใหญ่โตที่ข้าวางไว้ให้กว่านับหมื่นปี กลับไม่ สามารถจัดการเปลวไฟอันชั่วร้ายนี้ได้ ช่างทําข้าผิดหวังเสียจริงๆ”
ใบหน้ายักษ์เอ่ยขึ้นอย่างภาวะได้เปรียบ “วางไว้?”
“เจ้าวางไว้ให้พวกเรา?” “เจ้าคือ…เจ้าคือคนผู้นั้นหรือ?” สามเทพศักดิ์สิทธิ์แทบจะเอ่ยขึ้นด้วยความตกตะลึง
ด้วยฐานะตัวตนของพวกเขา ด้วยการผ่านประสบการณ์และความ อันตรายบนโลกใบนี้ของพวกเขา เดิมทีคิดว่าจะไม่มีเรื่องอะไรที่ที่จะทํา ให้พวกเขารู้สึกสั่นสะเทือนจนยั้งสติไม่อยู่ แต่หลังจากที่ได้ยินใบหน้า ยักษ์ใช้น�าเสียงราบเรียบพูดมาเช่นนี้ เทพศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามก็ล้วนยั้งสติ ไม่อยู่ทันที
ผู้นั้น!
ผู้ไหน?
ภูตบําเพ็ญอื่นๆ ไม่รู้
หลี่มู่ก็ไม่รู้
แต่ไม่ต้องเดาก็คงเข้าใจ คนที่สามารถทําให้สามเทพศักดิ์สิทธิ์ยั้ง สติไม่อยู่ น่ากลัวว่าคงจะเป็นคนที่ถูกกลบฝังอยู่ในประวัติศาสตร์ แต่ เคยสร้างหรืออาจจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์มาอย่างแน่นอน เป็นไปได้ว่าจะเคยเป็นผู้ที่ปกครองโลกใบนี้
เพียงแต่หลี่มู่ไม่ได้รู้สึกสนใจต่อคําตอบนี้
เพราะไม่ว่าใบหน้านี้จะเป็นใคร มันจะต้องยืนอยู่ฝั่ งของสามเทพ ศักดิ์สิทธิ์แน่นอน
สําหรับภูเขาเทพกระดูกแล้วถือเป็นศัตรูที่น่ากลัวมากกว่าเดิมอีก ตนหนึ่ง
“หน้าใหญ่เสียจริง”
สาวน้อยดาบกระบี่ไว้หางม้าอันเย่อหยิ่ง ดาบกระบี่ในมือตัด สลับกัน อักขระไหลเวียนยิบยับแผ่ซ่านออกมาจากบนตัวดาบและ กระบี่ รวมกันเป็นอักขระจานแสงสามพิธีขนาดใหญ่ ท่ากระบี่และดาบ เกิดการเปลี่ยนแปลง จากนั้นดันออกไปด้านนอก ภาพเงาดาบและ กระบี่ขนาดยักษ์พุ่งออกมาจากจานแสงทรงกลม ราวกับเป็นอาวุธที่มา จากอีกโลกหนึ่ง ผ่าอากาศพุ่งตรงเข้าหาใบหน้ายักษ์ที่อยู่บนฟากฟ้า
กระบวนท่าอันแข็งแกร่ง
แต่ใบหน้ายักษ์บนฟากฟ้า เพียงแค่อ้าปากก็กลืนกินเอาดาบและ กระบี่ยาวนับลี้หายไปเหมือนอาหารอันโอชะ
“อืม…ไม่อยากจะลงมือกับแมลงตัวจ้อย” ใบหน้ายักษ์ไร้ซึ่ง อารมณ์ ไม่มีสีหน้าใดๆ ปรากฏออกมา
เขาอ้าปากแล้วพ่น
ปราณหยินอันเข้มข้นเหมือนหมึกแผ่ออกมากลางอากาศ กลายเป็นยันต์ประทับวิถีภูตขนาดใหญ่ สี่ทิศจัตุรัส รอบด้านทั้งแปด
ล้วนมียันต์ภูตส่องสว่างลางเลือน ครอบคลุมแผ่นฟ้าทั้งแปดด้าน พริบตาต่อมาค่ายกลแปลกประหลาดได้ก่อตัวขึ้นจากนั้นได้บีบอัดลงมา ทั่วผืนฟ้า
ภูตบําเพ็ญทั้งหมดล้วนรู้สึกว่าพริบตาที่ค่ายกลปรากฏขึ้น ร่างกาย ของตนเองเหมือนถูกโลกทั้งโลกกดทับเอาไว้ หนักจนแม้จะก้าวเดินก็ยัง ไม่ได้
“ค่ายกลสะกดนิ่งประเภทหนึ่ง”
หลี่มู่ได้สติกลับมาทันที
ใบหน้ายักษ์อ้าปาก พ่นลําแสงสีหมึกสามสาย พุ่งแยกกรอกเข้าไป ในร่างกายของสามเทพศักดิ์สิทธิ์
ภายใต้ความตระหนกของสามเทพศักดิ์สิทธิ์ ก็ได้พบว่าแรงกดดันที่ สะกดร่างกายตนเองไว้ สูญสลายไปในพริบตา
“จัดการพวกเขาเสีย”
ใบหน้ายักษ์เอ่ยปาก ห้ามแม้แต่จะกังขา
สามเทพศักดิ์สิทธิ์มีปฏิกิริยาขึ้นมา มองหน้ากันและกัน ไม่กล้าที่ จะขัดขืนปณิธานของใบหน้ายักษ์นี้ พุ่งตรงเข้าสังหารสองเทวะแห่ง ภูเขาเทพกระดูกและสาวน้อยดาบกระบี่ไว้หางม้า
สถานการณ์ได้เลวร้ายลงอีกครั้ง
“สะกดภูต! สังหารความชั่วร้าย!”
สาวน้อยหางม้าสีหน้าเคร่งขรึม ดาบกระบี่ในมือเปล่งประกายแสง อักขระสะกดภูต
อักขระขนาดใหญ่ ก็พุ่งออกมาจากกระบี่และดาบเช่นกัน ลอย แขวนอยู่เหนือศีรษะ ปล่อยแสงแปลกประหลาดออกมาต่อต้านยันต์ ประทับวิถีภูตแปดด้านจัตุรัสที่ใบหน้ายักษ์วางออกมาทั่วแผ่นฟ้า
“กําจัดมาร!”
“ทลายสวรรค์!”
สองเทวะก็ร้องตะโกนขึ้นมาพร้อมกัน บนกระบี่และดาบในมือก็มี อักขระสะกดภูตยิงออกมาแขวนอยู่ด้านบนศีรษะของแต่ละคนด้วย ต่อต้านพลังสะกดค่ายกลของใบหน้ายักษ์
การต่อสู้เริ่มขึ้นอีกครั้ง
หลี่มู่มองดูอย่างค่อนข้างตกใจ
ทั้งสามคนเข้าใจและใช้ประโยชน์อักขระสะกดภูตได้เป็นอย่างดี มากกว่าที่ตนเองคิดเอาไว้เสียอีก
อักขระสะกดภูตมีบทบาทในการควบคุมภูตบําเพ็ญวิถีภูตอยู่แล้ว
แต่ขั้นบําเพ็ญของหน้ายักษ์ น่ากลัวมากจริงๆ
ดังนั้นต่อให้มีอักขระสะกดภูตยันเอาไว้ สาวน้อยหางม้าและสองเท วะก็ยังคงอยู่ในอันตรายอยู่ดี
“ดูท่านี่คงจะเป็นไพ่ตายสุดท้ายของพวกเจ้าสินะ” ใบหน้ายักษ์ เหมือนกับภูตยักษ์ที่จ้องมองมดทะเลาะกันอยู่ จ้องดูอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น เอ่ยปากต่อ “น่าเสียดาย เวลาการบําเพ็ญของพวกเจ้าสั้นเกินไป ถ้า หากให้เวลาพวกเจ้าอีกระยะหนึ่ง ก็อาจจะพลิกฟ้าขึ้นมาได้จริงๆ”
ตอนนี้เอง ภูตบําเพ็ญธรรมดาก็ล้วนมองออกว่าสถานการณ์ฝั่ ง ภูเขาเทพกระดูกชักไม่ดีเสียแล้ว
“ทําไมจึงเป็นเช่นนี้?”
ผู้อาวุโสขุนพลภูตเจินเยี่ยกําหมัดอย่างไม่ยอม จนปลายเล็บจิกเข้า ไปถึงในเนื้อ
สามเทพศักดิ์สิทธิ์ที่สั่นไหวภูเขาเทพกระดูกไม่ได้ ชัยชนะระดับ ประวัติศาสตร์อยู่ตรงหน้าแล้ว ทําไมในช่วงเวลาสุดท้ายจึงต้องปรากฏ ตัวละครที่น่ากลัวอย่าง ‘วิญญาณจํานงฟ้า’ ขึ้นมาอีก?
เรื่องมาพลาดแค่ตอนสุดท้ายเท่านั้น
ในใจของภูตบําเพ็ญแห่งภูเขาเทพกระดูกทุกตนล้วนเต็มไปด้วย ความไม่ยอม
ทว่าเหล่าภูตบําเพ็ญฝ่ายสามสํานักภูตอย่างหนิวเปิน เจ้าสํานักทุ่ง แห่งความตายและเสี่ยเยี่ย ตอนนี้ได้ถอนหายใจโล่งออกมา คิ้วเลิกตา ยิ้มวางใจลงได้แล้ว
“ฮ่าๆ วันนี้ลิขิตให้ภูเขาเทพกระดูกต้องดับสูญเป็นฝุ่นควัน”
“เจ้าพวกภูตตัวร้ายแห่งภูเขาเทพกระดูก คนเดียวก็หนีไปไม่ได้ ต้องสังหารให้สิ้น”
“นับจากนี้ บนโลกจะไม่มีภูเขาเทพกระดูกอีกต่อไป”
สามราชาภูตปราณสังหารคุกรุ่น จับจ้องไปที่เหล่าภูตบําเพ็ญของ ภูเขาเทพกระดูก
“สิ่มเติมเต็มอันโอชะมากมายขนาดนี้ หากดูดกลืนพวกเขาไป ข้าก็ จะก้าวไปอีกขั้น” เจ้าสํานักทุ่งแห่งความตายคิดขึ้นในใจอย่างเหี้ยม เกรียม
ราชาภูตทั้งสามล้วนมีวิชาชั่วร้ายอยู่ประเภทหนึ่ง สามารถดูดกลืน ภูตบําเพ็ญระดับเดียวกันเพื่อเพิ่มพลังให้แก่ตนเอง กลั่นพลังของคนอื่น มาเป็นของตน และยกพลังตนเองขึ้น
บรรยากาศที่แสนจะเศร้าสลด แผ่กระจายไปทั่วภูเขาเทพกระดูก
“สู้จนตัวตาย ดีกว่ายอมยกธง”
ผู้อาวุโสขุนพลภูตเจินเยี่ย ยกแขนข้างหนึ่งขึ้น ตะโกนคํารามด้วย ความโกรธ
เขากําลังปลุกใจขวัญทหาร
และปลุกใจให้กับตนเอง
ต่อให้ร่างและวิญญาณต้องดับสลายลงในโลกใบนี้ แต่เปลวไฟแห่ง การต่อต้านจะต้องสืบต่อไปในดาวร้อยภูตแห่งนี้
ภูตบําเพ็ญแห่งภูเขาเทพกระดูกทุกตน ก็ล้วนยกมือซ้ายของตนเอง ขึ้น สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง มีปณิธานที่แม้แต่เทพมารก็ยังยากที่จะ ทําลายล้างลงได้
หลี่มู่ที่อยู่ในกลุ่ม ก็รู้สึกสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
เวลาสี่ห้าปี ก็สามารถสร้างกองทหารภูตบําเพ็ญยิ่งใหญ่ขึ้นมา ไม่ ว่าจะเป็นสองเทวะหรือสาวน้อยหางม้า ก็ล้วนแสดงถึงความสามารถ และพลังอันยากที่จะจินตนาการได้ขึ้นในโลกใบนี้ นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ สามารถทําได้อย่างเด็ดขาดในขณะที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่เสินโจว
คืออะไร ที่ทําให้พวกเขาเติบโตได้สูงส่งเพียงนี้?
หลี่มู่ค่อยๆ ลอยขึ้นไปยังสนามรบที่อยู่บนท้องฟ้า
เขารู้ หลังจากที่สํานักตรีเทพเผยโฉมเจตนาออกมาในที่สุด ก็ควร จะถึงเวลาที่เขาต้องออกโรงแล้ว
“น้องชาย เจ้า…”
เจินเยี่ยได้สติกลับมา มองไปยังหลี่มู่อย่างตกตะลึง
ทว่าเขายังไม่ทันจะพูดประโยคจนจบ จู่ๆ ก็ไม่สามารถพูดต่อไปได้ แล้ว
เพราะขณะที่ทุกคนล้วนถูกค่ายกลตราประทับวิถีภูตจัตุรัสสะกด เอาไว้ หลี่มู่กลับจัดการปัญหาได้อย่างสบาย ไม่ได้รับผลกระทบจากแรง กดดันของค่ายกลเลย นี่แสดงว่า…
เจินเยี่ยตระหนักขึ้นมาได้ ว่ายอดฝีมือภูตบําเพ็ญตรงหน้าเขานี้ ที่มาอาจจะไม่ได้ง่ายดายเหมือนที่เขาคิดเอาไว้
…
“ข้ายังไม่ทันจะได้พบกับพี่ใหญ่ แล้วจะมาล้มลงตรงนี้ได้อย่างไร?”
ร่างกายของสาวน้อยหางม้ามีบาดแผลขึ้นบางส่วนแล้ว
บนชุดจอมยุทธ์กระบี่รัดรูปสีดํามีรอยขาดแหว่ง
สีหน้าของนางขาวซีด วิชาดาบกระบี่ใช้มาจนถึงขีดสุด ทว่าศีรษะ อันหยิ่งทะนง กลับไม่ได้ก้มลงเลยแม้ชั่วขณะ
แสงอักขระ ‘สะกดภูต’ ‘สังหารความชั่วร้าย’ ที่ลอยอยู่บนศีรษะ นางค่อยริบหรี่ลง
ความแตกต่างระหว่างขั้นมันมากเกินไป
“ข้าจะไม่ล้ม ข้าจะล้มลงไม่ได้”
ในดวงตาของสาวน้อยหางม้า ราวกับเปลวไฟที่กําลังแผดเผาโลก
ตอนนี้เอง เสียงแปลกหน้าอันห่างไกลแต่กลับอบอุ่นคุ้นเคยได้ดัง ขึ้นที่ข้างหูของนางอย่างกะทันหัน
“กระบี่สามสิบห้า ย่อขวาลง ชักดาบสะบั้นลําดับสี่ ผ่าขวาง!”
นี่คือการแนะนําลําดับวิชาดาบและมุมของกระบี่สวรรค์สามสิบหก ท่าและหกดาบวายุเมฆา
เสียงนี้ดังขึ้นที่ข้างหู และเหมือนกับดังสะท้อนก้องอยู่ในส่วนลึก ของจิตวิญญาณ
สาวน้อยหางม้าราวกับได้กลับไปยังวันเวลาครั้งวันวานในพริบตา เสียงนี้เคยดังขึ้นที่ข้างหู การชี้นําฝึกบําเพ็ญวิชาดาบและวิชากระบี่ เช่นนี้ สัญชาติญาณของร่างกายและจิตวิญญาณ ทําให้นางทําตามเสียง ชี้นําอย่างไม่ต้องคิด ฟาดฟันดาบและกระบี่ในมือออกไป
หลังจากนั้น กลางอากาศได้มีเสียงกรีดร้องของ ‘องค์เทวพแสงไหล หางเมฆา’ ดังขึ้น
………………………………….
บทที่ 634 เป็นท่านใช่ไหม?
ร่างอันเลือนรางของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง’ แขนซ้ายถูก ตัดขาด เอวขวามีบาดแผลฉีกขาด ต่อให้เขาแปลงเป็นความว่างเปล่า ก็ ยังได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก เขาสูญเสียพลังการรบลงไปแทบจะใน พริบตาเดียว
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง’ มองสาวน้อยหางม้าอย่างสิ้นหวัง พรั่นพรึง ร่างไหวฉากถอยอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าสูญเสียพลังที่จะ ต่อสู้อีกครั้งไปแล้ว
กระบวนดาบท่ากระบี่เมื่อครู่ของสาวน้อยหางม้าเปลี่ยนไปเพียง เล็กน้อย ระเบิดพลังสังหารออกมาอย่างฉับพลัน ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ ก็ เป็นเพียงสองส่วนที่เป็นจุดอ่อนและจุดที่ยังเป็นรอยปริแตกจากการที่ เขาฝึกบําเพ็ญมากว่าหมื่นปี
แค่ตีก็ถูกจุด พอถูกตีก็พังทลาย เขาถูกทําลายพลังไปแล้ว
ใต้ฟ้านี้นอกจากตัวเขาเองแล้ว ไม่ควรที่จะมีคนรู้ถึงตําแหน่งรอย ปริแตกจุดอ่อนของเขาได้
ทําไมสาวน้อยหางม้าจึงเปลี่ยนกระบวนกะทันหันแล้วตีเข้ามา โดน?
ยิ่งไปกว่านั้นยังตีโดนทั้งสองจุดอีกด้วย
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่
หรือว่านางก่อนหน้าล้วนปิดบังการวางหมากมาโดยตลอด?
‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง’ ยิ่งคิดก็ยิ่งพรั่นพรึง วิญญาณหลุด ออกไปนอกพิภพ ไม่กล้าที่จะสู้อีกต่อไปแล้ว ต่อให้บนท้องฟ้าจะมี ใบหน้ายักษ์ของ ‘วิญญาณจํานงฟ้า’ จับตาอยู่ก็ตาม เขาไม่คิดที่จะสน อะไรอีกต่อไปแล้ว
หากถูกโจมตีเข้าที่รอยปริแตกจุดอ่อนอีกครั้ง เขาได้ดับสูญไป จริงๆ แน่
เวลานี้ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง’ หวั่นว่าสาวน้อยจะไล่ สังหารเขาขึ้นมาแล้ว
ทว่าสาวน้อยหางม้ากลับยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ในดวงตาปรากฏประกาย ที่ยากจะเชื่อได้ขึ้นมา ไม่ได้มีความคิดที่จะไล่สังหาร ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟย เหินเยี่ยกวง’ แต่อย่างใด
นางในตอนนี้ ไม่เหลือท่าทีอันภาคภูมิและหยิ่งทะนงขณะที่ เผชิญหน้ากับสามเทพศักดิ์สิทธิ์ก่อนหน้าเลย มือเรียวงามที่กําดาบ กระบี่เอาไว้สั่นเทาเล็กน้อย ร่างงามสะโอดสะองก็สั่นเทาด้วยเช่นกัน ใน ดวงตางามราวกับมีแสงน�าตาเอ่อลอดออกมา
“พี่ชาย นั่นท่านใช่ไหม?”
เสียงนั้นดังมาจากด้านหลัง แต่ตอนนี้นางกลับไม่กล้าที่จะหัน กลับไป
เพราะนางกลัวว่าพอตนเองหันกลับไป สิ่งที่เห็นจะไม่ใช่ตัวคน จริงๆ แต่จะกลายเป็นเหมือนความฝันที่เกิดขึ้นมาลหายต่อหลายครั้ง เป็นเพียงภาพลวงตาเพ้อเจ้อเท่านั้น
บนสนามรบตอนนี้ ได้เกินเสียงคํารามตื่นตระหนกดังขึ้นอีกสอง เสียง
ร่างโครงกระดูกของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ ก็พ่ายแพ้จนต้อง ถอยเช่นกัน เขาถูกตัดศีรษะ กระดูกขาวแขนซ้ายหิ้วศีรษะของตนเอง เอาไว้ ทะยานถอยฉากออกไปอย่างลําตัวกับศีรษะอยู่ผิดที่ทาง
ใบหน้าโครงกระดูก ถึงแม้จะไม่มีสีหน้าอารมณ์ แต่ต่อให้ภูต บําเพ็ญรอบๆ ที่พลังต�าที่สุด ก็ยังคงมองออกชัดเจนว่าคลื่นวิญญาณ ของหนึ่งในสามเทพศักดิ์สิทธิ์คนนี้ เต็มไปด้วยความประหวั่นและ หวาดกลัวที่ยากจะพรรณนา ชัดเจนว่าสูญเสียพลังการสู้รบไปแล้ว
ส่วน ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ แพ้ได้น่าเวทนายิ่งกว่า
เขาถูกแทงจนทําลายร่างเฮยรื่อกุ่ยฮั่ว ร่างอันใหญ๋โตล้มครืนกลาง อากาศ เพลิงภูตสีดําสลายหายไปเหมือนหาดกองเลนหาดหนึ่ง แผ่ กระจายออกกลางอากาศราวกับสูญเสียพลังในการเคลื่อนไหวไปแล้ว จะหนีก็หนีไม่ได้ เหมือนกับสัตว์ป่าที่กําลังจะตายก็มิปาน ส่งเสียง โหยหวนด้วยความโกรธและพรั่นพรึงอยู่ท่ามกลางเปลวไฟสีดํา
เปลวเพลิงภูตสีดําเป็นเหมือนกับเลือดสีดําอย่างไรอย่างนั้น ไหล ออกมาจากอวัยวะที่ขาดออก จนแผดเผาท้องฟ้ากลายเป็นหมึกสีดํา ประหลาด
แพ้แล้ว!
ในพริบตา สามเทพศักดิ์สิทธิ์ได้พ่ายแพ้อย่างหมดรูปท่ามกลาง ความตกตะลึงอย่างไม่อยากเชื่อของคนทั้งหมด
แม้กระทั่งยังไม่มีใครเข้าใจ ว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่
การแสดงออกของสองเทวะแห่งภูเขาเทพกระดูก ก็เป็น เช่นเดียวกับสาวน้อยเย่อหยิ่งไว้หางม้า สั่นเทิ้มตื่นเต้นไปทั้งตัว ราวกับ กําดาบกระบี่ในมือไว้ไม่ไหว
“คุณชาย!”
“ท่านหลี่”
เทวะหญิงและชายเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
พริบตานั้น พวกเขาถูกความยินดีและความตกใจที่ยากจะ พรรณนาได้ถาโถมจมมิด
คนที่คิดถึงอยู่ทุกคืนวัน กลับมาถึงยังดาวร้อยภูต?
และจนกระทั่งตอนนี้ภูตบําเพ็ญทั้งหมดได้พบว่า ไม่รู้เมื่อไรใน สนามรบมีเงาอีกร่างหนึ่งปรากฏเพิ่มขึ้นมาอย่างไร้ซุ่มเสียง
เงาร่างนี้สูงใหญ่
ร่างที่ไม่นับว่ามีคลื่นพลังอันแข็งแกร่ง
ใบหน้าอันองอาจผึ่งผาย
บนหน้ามีรอยยิ้มน่ามองที่เพียงพอจะทําให้ดาวร้อยภูตอันแสน หนาวเหน็บแห่งนี้อบอุ่นขึ้นมาได้
รอยยิ้มที่คนเห็นแล้วยากที่จะลืมเลือน
“ ‘ดาบคลั่ง’! ”
ผู้อาวุโสเจินเยี่ยที่จมดิ่งอยู่ในอาการสั่นสะเทือนมหาศาลอยู่ ใน สมองขาวโพลน และเสียงอันตกตะลึงนี้ก็หลุดออกมาจากปากใน พริบตา
เขาเป็นคนๆ เดียวที่มองเห็นว่าหลี่มู่ลอยขึ้นไปจากข้างกายเขา เป็นภูตบําเพ็ญที่เข้าไปในสนามรบได้อย่างสบายๆ
จากนั้นเขาก็เห็นหลี่มู่ทําอะไรบางอย่าง และหลังจากนั้นการรบใน สนามที่กําลังอยู่ในขั้นวิกฤต ก็ได้เกิดการพลิกกลับอย่างไม่น่าเชื่อ สาม เทพศักดิ์สิทธิ์ได้บาดเจ็บหนักขึ้นมาในพริบตา
“ไม่ เขาไม่ใช่ ‘ดาบคลั่ง’ เขาเป็นใครกันแน่?”
ในใจเจินเยี่ยเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างมาก
และปัญหานี้ ก็แทบจะโผล่ออกมาพร้อมกันอย่างควบคุมไม่ได้ใน สมองของภูตบําเพ็ญทั้งหมดใต้ฟ้านี้
“เจ้า…เจ้าเป็นใครกันแน่?”
‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กุ่ยหลิวอิ่ง’ นําศีรษะของตนเองต่อขึ้นมา สีหน้า เหี่ยวเฉา มองหลี่มู่ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ
ต่อให้เป็นคนโง่ก็คงจะเดาออก สาเหตุเดียวที่การต่อสู้ได้พลิกกลับ จากการโค่นล้มในพริบตา อยู่ที่การปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันของเงา ร่างนี้
สามราชาภูตที่อยู่นอกสนามรบก็นิ่งตะลึงไปในพริบตาเช่นกัน
โดยเฉพาะเจ้าสํานักทุ่งแห่งความตาย
เขารุ้จักหลี่มู่
เพราะภูตบําเพ็ญตัวเล็กที่ถูกเรียกว่า ‘ดาบคลั่ง’ คนนี้ ก่อนที่ สงครามใหญ่จะเริ่มไม่นาน ได้สังหารองครักษ์ของเขาคนละดาบไปถึง สองคน เจ็บหนักอีกหนึ่ง จนทําให้เขาต้องออกโรงเอง ตอนหลังเพราะ ถูกเทวะหญิงแห่งภูเขาเทพกระดูกสกัดเอาไว้ จึงยังไม่ได้สังหารเขาทิ้ง
ไม่ว่าจะว่าอย่างไร การรู้จักก่อนหน้าของเจ้าสํานักทุ่งแห่งความ ตาย ภูตบําเพ็ญตัวน้อยนี้เป็นเพียงแค่ตุ่นมดในสายตาเขาเท่านั้น แค่ดีด นิ้วก็สามารถบดขยี้ได้แล้ว
ทว่าตอนนี้ เขาไม่รู้จักหลี่มู่อีกต่อไป
ภูตบําเพ็ญอันต�าต้อยตนหนึ่ง จะสามารถเข้ามาในสนามรบระดับ นี้ เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์การสู้รบอย่างง่ายดายได้อย่างไรกัน?
หรือว่านี่คือไพ่ตายที่แท้จริงของภูเขาเทพกระดูก?
เสียงกรีดร้องของ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ หนึ่งในสามเทพ ศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้นทั่วฟ้าดิน ทําเอาภูตบําเพ็ญทุกตนล้วนรู้สึกถึงความ หวาดกลัว
พลังยิ่งแข็งแกร่งเพียงไหน วิชาจะร้ายกาจเพียงไหน แต่เมื่อถูก ทําลายจุดอ่อนรอยปริแตกไป บาดแผลก็จะยิ่งหนักมากเท่านั้น
จุดอ่อนของภูตบําเพ็ญ ก็เหมือนกับเกล็ดย้อนของมังกร
มังกรมีเกล็ดย้อน หากไปสัมผัสก็จะพิโรธ
ทําไมจึงพิโรธ?
เพราะเกล็ดย้อนหากถูกดึงถูกทําลาย มังกรก็จะตาย
จุดอ่อนถูกทําลาย ถ้าไม่ตายก็บาดเจ็บ
วันนี้ถ้าไม่ใช่เพราะมีการควบคุมของยันต์ประทับวิถีภูตจัตุรัสของ ‘วิญญาณจํานงฟ้า’ น่ากลัวว่าสามเทพศักดิ์สิทธิ์ในพริบตาเมื่อครู่คงจะ ได้ดับสูญอย่างถาวรไปแล้ว จะหนีออกมาเช่นนี้ได้อย่างไร
…
“พี่ชาย เป็นท่านใช่ไหม?”
ในดวงตาของสาวน้อยห้างม้าที่หยิ่งทะนง โลกทั้งใบนี้ได้สูญสลาย หายไปทั้งหมด
นางไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
เพราะคนที่นางใส่ใจมากที่สุด ได้มาแล้ว
ทว่านางยังคงไม่กล้าหันกลับไป
เพราะนางกลัวว่าเมื่อหันกลับ ทั้งหมดจะสูญสลายไปเฉกเช่นความ ฝัน
“ไช่ไช่ ข้าเอง พวกเราเจอกันอีกแล้ว”
เสียงอันน่าลุ่มหลงจนติดไปในความฝันเสียงนั้น ดังขึ้นมาอีกครั้ง จริงๆ
ที่ด้านหลัง
ใกล้เอามากๆ
ขณะที่ได้ยินคําว่า ‘ไช่ไช่’ สาวน้อยหางม้าในที่สุดก็ได้ทิ้งความหยิ่ง ทะนงและความเย็นชาทั้งหมด กระทั้งดาบกระบี่ในมือก็ยังปล่อยลง หัน หลังกลับและพุ่งเข้าใส่อย่างไม่สนอะไรอีก
พุ่งเข้าไปหาอ้อมกอดที่แสนจะคุ้นเคย
“พี่ชาย เป็นท่านจริงๆ เข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?” ไช่ไช่รู้สึกถึงอ้อม กอดที่คุ้นเคย น�าตาเอ่อนองลงมาจากดวงตาของนางอย่างควบคุมไว้ ไม่ได้
ภูตบําเพ็ญร้องไห้ได้ไหม?
ไม่มีใครรู้
แต่ตอนนี้ในดวงตาของสาวน้อยหางม้าไช่ไช่ มีหยาดน�าตาไหลนอง ออกมา บริสุทธิ์เหมือนสมบัติไร้รอยตําหนิที่ล�าค่าที่สุดในโลกนี้
น�าตาเหล่านี้ที่สะท้อนจิตวิญญาณของนาง ก็คือสิ่งล�าค่าที่แวววาว ที่สุด
“ไม่ต้องร้อง ไม่ต้องร้อง”
ดวงตาของหลี่มู่ก็รื้นขึ้นเช่นกัน
เขาเคยคิดว่า ตนเองจะสูญเสียเด็กสาวที่น่ารักน่าเอ็นดูคนนี้ไป ตลอดกาลเสียแล้ว
เมื่อครั้งศึกสิบเมืองเก้าพื้นที่ จักรวรรดิฉินเข้าล้อมโจมตีต้าเยว่ องค์ รัชทายาทต้าเยว่อวี่ฮว่าหลง ทําศึกเพื่อราษฎรอย่างดุเดือด ท้ายสุด กําลังสู้ฝ่ายศัตรูไม่ได้ ตัดสินใจบุกฝ่าวงล้อม ทําข้อเสนอขึ้นแก่ จักรพรรดิฉินหมิง ยินยอมที่จะส่งราษฎรในเมืองออกไป ขอให้ปฏิบัติ ดูแลอย่างดี และพวกเขายินยอมที่จะมอบด่านเมืองมังกรให้
จักรพรรดิฉินหมิงรับปาก
ทว่าขณะราษฎรที่ไม่มีอาวุธในมือออกจากด่านเมืองมังกร สิ่งที่ ต้อนรับพวกเขากลับเป็นการเข่นฆ่าสังหารอย่างโหดร้ายทารุณจาก ทหารฉินที่ไร้ยางอาย
ไช่ไช่และแม่เฒ่าไช่ขณะนั้นอยู่ในกลุ่มราษฏรนี้ด้วย
ตอนที่หลี่มู่เร่งตามไป จัดการโค่นจักรพรรดิฉินหมิง จากนั้นได้รับ ข่าวร้ายเรื่องการตายของย่าหลานไช่ไช่ เขารีบตรงไปยังกองศพเพื่อ ค้นหา แต่ไม่ว่าจะเป็นศพหรือดวงวิญญาณเขาก็หาไม่เจอ
หลี่มู่ได้สร้างมารจิตขึ้นด้วยสาเหตุนี้
ศึกครั้งนั้น หลี่มู่ได้สูญเสียเพื่อนไปมากมาย
ย่าหลานไช่ไช่ก็ใช่ อวี่ฮว่าหลงก็ใช่
เพียงแต่อวี่ฮว่าหลงมีพลังบําเพ็ญที่ลึกล�า บวกกับการต้องการสบ ประมาทของจักรพรรดิฉินหมิง ดังนั้นจึงถูกเก็บดวงวิญญาณเอาไว้
หลี่มู่รู้สึกถึงภาระที่ต้องสูญเสียเพื่อนเหล่านี้จากความลังเลของ ตนเองมาโดยตลอด ทว่าตอนนี้ ในที่สุดเขาก็สามารถปลดภาระอันหนัก อึ้งในใจตนเองลงได้แล้ว
“คุณชาย!”
“ท่านหลี่”
เทวะชายเทวะหญิงก็เข้ามาคารวะหลี่มู่เช่นกัน
ทั้งสองคนปกครองภูตบําเพ็ญนับหมื่นพัน สามารถต่อต้านกับตัว ใหญ่อย่างสามเทพศักดิ์สิทธิ์ได้ กลับมีท่าทีเคารพนอบน้อมเหมือน ลูกน้องที่ซื่อสัตย์ เหมือนการเคารพต่อผู้อาวุโส
“พี่ตงเสวี่ย พี่ใหญ่หนิง พวกเราเจอกันแล้ว”
หลี่มู่หัวเราะทักทายกับทั้งสองคน
สองเทวะชายหญิง ก็คือสามีภรรยาตงเสวี่ยและหนิงจิ้งจาก แผ่นดินใหญ่เสินโจวนั่นเอง
“คุณชายมาปรากฏที่ดาวร้อยภูตได้อย่างไร หรือว่าท่านจะ…” ตง เสวี่ยจู่ๆ ได้สติขึ้นมา ใบหน้าปรากฏสีหน้าตกตะลึง
มีเพียงคนตายเท่านั้น จึงจะมายังดาวร้อยภูต
หนิงจิ้งก็ได้สติกลับมาเช่นกัน ใบหน้าปรากฏสีหน้าที่ยากจะรับได้ ออกมา
“พี่ใหญ่ ท่าน…” ไช่ไช่ก็รู้ตัวขึ้นมาแล้ว
การพบหลี่มุ่ทําให้พวกเขาดีใจอย่างมาก
ทว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว พวกเขาไม่ได้จะมาพบกันอีกครั้งด้วย วิธีนี้ ด้วยสถานที่เช่นนี้
หลี่มู่สั่นศีรษะ ตอบว่า “พวกเจ้าวางใจ ข้ายังไม่ได้ตาย”
ทั้งสามคนผ่อนลมหายใจออกมา
บนฟากฟ้ามีเสียงของ ‘วิญญาณจํานงฟ้า’ ใบหน้ายักษ์ดังขึ้น “คน เป็นคนหนึ่ง กลับเข้ามายังดินแดนคนตาย เหอๆๆ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้อง คิดหนีแล้ว ข้าก็ว่าทําไมในคําทํานาย จึงไม่ปรากฏภาพของเจ้า ที่แท้ก็ เป็นคนนอกนี่เอง”
ก่อนหน้านี้ เขาไม่ได้เอ่ยอะไร คอยจับจ้องสังเกตหลี่มู่อย่างเงียบๆ
ภูตบําเพ็ญที่ไม่ได้อยู่ในการทํานาย แต่กลับเปลี่ยนแปลง สถานการณ์การรบได้ในพริบตาตนนี้ ที่แท้ก็มาจากโลกคนเป็น ทําเอา เขามองไม่ออก
“เช่นนั้นหรือ?” หลี่มู่เงยหน้ามองไปยังใบหน้ายักษ์ เอ่ยต่อว่า “เจ้า ก็ไม่ใช่ว่ามาจากโลกคนเป็นหรือไร? เจ้ากับข้ามันก็เหมือนกัน”
“หือ?” ใบหน้าที่ไม่ปรากฏสีหน้ามาโดยตลอด ในที่สุดก็เผยให้เห็น แววตกตะลึง
ในใจของ ‘วิญญาณจํานงฟ้า’ เต็มไปด้วยความตกตะลึงทันที
ความลับนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีคนมองออก ทําไมหนุ่ม น้อยคนนี้ถึงได้รู้? หรือว่าเขาก็เป็นคนที่มาจากสถานที่แห่งนั้นด้วย?
“เจ้าเป็นใครกันแน่?”
‘วิญญาณจํานงฟ้า’ จ้องเขม็งไปที่หลี่มู่ สีหน้าบนใบหน้ายักษ์เริ่มที่ จะเคร่งขรึมขึ้นมา
……………………………………….
บทที่ 635 ชนะศัตรู
ตอนนี้ทุกคนต่างอยากรู้ว่าหลี่มู่เป็นใครกันแน่ กุ่ยเทียนจีถามคําถามที่พวกเขาอยากรู้
ทว่า—— “ข้าไม่บอกเจ้าหรอก” หลี่มู่เอ่ยหัวเราะตาหยี กุ่ยเทียนจี “…”
ผู้ฝึกฝนวิญญาณทั้งหมดรอบๆ ก็ต่างอึ้งกันไปหมด คําตอบนี้มันจะทะเล้นเกินไปกระมัง
บุคลิกท่าทางผู้สูงส่งเลิศล�าที่แสดงออกมาก่อนหน้านี้ รัศมีอํานาจที่ ลึกลับเอาชนะสามเทพศักดิ์สิทธิ์ได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าคําตอบห้าคํานี้ก็ พลันแปรเปลี่ยนเป็นตะลึงงัน พังครืน
จะมีบุคลิกท่าทางแบบผู้แข็งแกร่งหน่อยได้หรือไม่เล่า? แม้แต่นักรบภูตเจินเยี่ยก็ยังกุมขมับ
น้องชายเจ้านี่…
ทะเล้นเกินไปแล้ว
มีเพียงคู่สามีภรรยาหนิงจิ้งและไช่ไช่สามคนที่กลับหัวเราะขึ้นมา
นี่คือนิสัยของคุณชาย
นิสัยที่คุ้นเคย
ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ที่แผ่นดินใหญ่เสินโจวคุณชายก็เป็นแบบนี้
คุณชายในตอนนั้นเป็นเซียนกวีวิถียุทธ์ที่ชื่อก้องไปทั่วหล้า วิถียุทธ์ เลิศล�า กลอนกวีไร้เทียมเทียบ ทั้งยังเป็นขุนนางเมืองขาวพิสุทธิ์ แต่ กลับไม่มีมาดแม้แต่น้อย เป็นมิตรสบายๆ มักจะพูดล้อเล่นอยู่บ่อยๆ
ในตัวเขามีเสน่ห์ที่คนอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้
“เจ้ามาจาก ‘รังเทพ’ อย่างนั้นรึ?” ‘กุ่ยเทียนจี’ เอ่ยปากอีกครั้ง พลางจ้องหลี่มู่ เหมือนว่าจะดูท่าทีของเขาเมื่อได้ยินคําว่า ‘รังเทพ’ สอง คํานี้
ทว่าสิ่งที่ทําให้มันผิดหวังก็คือ ท่าทีของหลี่มู่สงบมาก
“ใช่แล้ว เจ้ารู้ได้อย่างไร?” หลี่มู่ย้อนถามกลับ
นี่เขาพูดจาซี้ซั้วแล้ว
หลี่มู่ไม่รู้เลยว่า ‘รังเทพ’ ที่ว่านั่นคืออะไร
แต่ก็ยอมรับไปก่อน ดูว่า ‘กุ่ยเทียนจี’ จะว่าอย่างไรต่อไป
ที่หลี่มู่บอกว่า ‘กุ่ยเทียนจี’ ไม่ใช่คนของโลกนี้ เพราะเขาใช้ ‘เนตร มองทะลุ’ สํารวจเห็นว่า ในร่างของ ‘กุ่ยเทียนจี’ มีกลิ่นอายของผู้มีชีวิต ดังนั้นจึงเอ่ยปากหลอกไปส่งๆ
แต่เมื่อเห็นปฏิกิริยาของ ‘กุ่ยเทียนจี’ แล้ว หลี่มู่ก็รู้ว่าหลอกได้ถูก แล้ว
‘กุ่ยเทียนจี’ ไม่ใช่คนตายแน่นอน
มันก็ไม่ใช่คนของโลกดาวร้อยภูตเช่นกัน
นี่น่าสนใจอย่างมากแล้ว
แต่เมื่อได้ยินหลี่มู่ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ‘กุ่ยเทียนจี’ กลับไม่กล้าเชื่อแล้ว
คนของ ‘รังเทพ’ ตรงไปตรงมาแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
บทสนทนานี้ใกล้จะคุยต่อไปไม่ได้เต็มทีแล้ว
‘กุ่ยเทียนจี’ ก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปทันที
หลี่มู่เอ่ย “ในเมื่อรู้ว่าข้าเป็นคนของรังเทพแล้วยังไม่รีบไสหัวไปอีก หรือเจ้าอยากจะเป็นศัตรูกับเรารังเทพอย่างนั้นรึ?”
ใบหน้าของ ‘กุ่ยเทียนจี’ ฉายแววโมโหทันใด “ต่อให้เป็นคนของ ‘รังเทพ’ ก็ไม่กล้าพูดกับข้าเช่นนี้ วันนี้ข้าจะกําราบเจ้า ดูสิว่าผู้ดูแล ทั้งหลายของ ‘รังเทพ’ จะทําอะไรข้าได้?”
พูดแล้วก็อ้าปากพ่น
ลําแสงสีดําก็พุ่งออกมาหาหลี่มู่
“เถียงไม่ได้ก็อย่าเริ่มพ่นน�าลายสิ หน้าไม่อายเลยจริงๆ”
หลี่มู่ป้องกันเอาไว้นานแล้ว
ตอนนี้เขาอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก ดังนั้นน�าเสียงจึงแฝงรอยหยอก ล้อ แต่มือกลับไม่ชักช้า
ก็เห็นหลี่มู่ยกมือสะบัดดึงดาบและกระบี่ที่หลุดมือเด็กสาวผมหาง ม้าไช่ไช่กลับมายังมือเขา ‘วิชาก่อนกําเนิด’ โคจรขึ้น กระตุ้นตรา ประทับยันต์วิชาเต๋า ‘สะกดผี’ และ ‘กําจัดมาร’ ที่อยู่บนดาบและกระบี่ ออกไป
ลําแสงหมุนวน
ตราประทับวิชาเต๋าทั้งสองลอยออกไปจากตัวดาบและคมกระบี่ ส่องกะพริบประกายแสงแปลกประหลาด รับลําแสงสีดํานั่นไป
บึ้ม
ท่ามกลางเสียงระเบิด ลําแสงสีดําและตราประทับเต๋าปะทะกัน แปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่ว่างเปล่าสองแห่ง
หลี่มู่ใช้ ‘วิชาก่อนกําเนิด’ กระตุ้น ‘สะกดผี’ และ ‘กําจัดมาร’ ยันต์ ทั้งสอง แข็งแกร่งและบริสุทธิ์กว่าจากฝีมือไช่ไช่หลายเท่า ลงมืออย่าง ไม่ธรรมดาเลย
‘กุ่ยเทียนจี’ เอ่ย “นี่ไม่ใช่วิชาของ ‘รังเทพ’ เจ้า…”
“พูดมากความเสียจริง”
หลี่มู่มือซ้ายถือดาบ มือขวาถือกระบี่ เคล็ดวิชากระตุ้นขึ้น เพียงชั่ว พริบตา ตราประทับยันต์ ‘สะกดผี’ และ ‘กําจัดมาร’ ไม่รู้ต่อเท่าไหร่ก็ พุ่งออกไปไม่ขาดสายประหนึ่งระเบิดแสง
“ดูให้ดีล่ะ วิธีใช้อักขระทั้งสี่ของจริง”
หลี่มู่เอ่ยเสียงดังลั่น
เขากําลังสําแดงพลังและวิธีใช้ที่แท้จริงของวิชาเต๋าให้ไช่ไช่และคู่ สามีภรรยาหนิงจิ้งดู
ทั้งสามพอจะเข้าใจพลังอันน่าอัศจรรย์ของยันต์อักขระวิชาเต๋า ของซินแสเฒ่าบนโลกดาวร้อยภูตอยู่บ้าง แต่หากบอกว่าเข้าใจ เหนือกว่าหลี่มู่นั่นเป็นไปไม่ได้
วิชาเต๋าเหล่านี้ หลี่มู่ฝึกฝนศึกษามาหลายสิบปี
อีกทั้ง ‘วิชาก่อนกําเนิด’ อันบริสุทธิ์ที่มีต่อการกระตุ้นอักขระวิชา เต๋า ก็เป็นสิ่งที่พลังภูตการฝึกตนของทั้งสามไม่อาจเปรียบเทียบได้
หลี่มู่เห็นการเติบโตอันเหลือเชื่อของทั้งสามก็ตะลึงและดีใจมากนัก แต่เขาในฐานะที่เป็นผู้บุกเบิกในอดีต เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้เลื่อมใสบูชาตน ลงมืออีกครั้งแน่นอนว่าจะแสดงความขี้ขลาดและความไม่สมบูรณ์ ออกมาไม่ได้
อีกทั้ง ตอนนี้หลี่มู่มีใจจะถ่ายทอดพลังที่แท้จริงของตราประทับ ยันต์วิชาเต๋าของซินแสเฒ่าให้ทั้งสาม ด้วยเหตุนี้จึงไม่ออมมือแม้แต่ น้อย
ไช่ไช่สามคนความเลื่อมใสที่มีต่อหลี่มู่ลึกเข้าไปจนถึงกระดูก ได้ยิน ดังนั้น ก็เหมือนกับนักเรียนชั้นประถมเล็กๆ รอคอยคุณครูสั่งการบ้าน ดวงตาเบิกกว้างตั้งใจมอง
วิชาที่พวกเขาทั้งสามฝึกฝนเป็นวิชาก่อนกําเนิดฉบับปรับปรุงที่ห ลี่มู่ถ่ายทอดให้ไช่ไช่ตอนนั้น ด้วยเหตุนี้จึงสามารถเรียนรู้บรรลุการโคจร วิชาและแก่นแท้ในตราประทับยันต์ที่หลี่มู่สําแดงออกมาในตอนนี้ ได้มาก
ส่วนผู้ฝึกฝนวิญญาณคนอื่นต่อให้ดูวิชาเต๋าที่หลี่มู่กําลังสําแดงอยู่ ต่อหน้าก็ไม่อาจเข้าใจอะไรได้
อีกทั้ง ในอักขระวิชาเต๋าแฝงไว้ด้วยพลังแปลกประหลาด เพราะมี พลังควบคุมต่อผู้ฝึกฝนวิญญาณโดยเฉพาะ ทําให้ผู้ฝึกวิญญาณ ทั้งหลายกระทั่งว่าไม่กล้ามองไปยังประกายแสงตราประทับยันต์ ‘สะกดผี’ และ ‘กําจัดมาร’ ที่ลอยอยู่ทั่วฟ้า
หลี่มู่สําแดงสุดพลัง
‘ปราบมาร’ จากดาบหินและ ‘สะกดผี’ จากกระบี่หิน ของไช่ไช่ ทั้ง ยังมี ‘ล้างมาร’ จากดาบหิน ‘รบสวรรค์’ จากกระบี่หินของสองเซียน ตอนนี้ล้วนแต่ลอยอยู่ข้างกายหลี่มู่ ปลายดาบและกระบี่ชี้ขึ้นฟ้า ด้าม ดาบและกระบี่ชี้ลง ลอยหมุนวนอย่างช้าๆ
หลี่มู่ตบไปยังตัวคมดาบตัวกระบี่ทีละฝ่ามือๆ ไปอย่างช้าเนิบ
หวึ่ง หวั่ง หวึ่ง!
ฝ่ามือกระทบกับตัวกระบี่และดาบหิน ส่งเสียงก้องกังวานออกมา
ทุกครั้งที่หลี่มู่ตบลงไป ตราประทับยันต์วิถีแห่งเต๋าทั้งสี่ที่สลักอยู่ บนดาบหินกระบี่หินก็ส่องกะพริบ แล้วมีแสงอักขระเต๋าทางหนึ่งหลอม ออกมา ก่อนจะยิงพุ่งไปในท้องฟ้า
เพียงชั่วพริบตา แสงระยิบระยับกลางท้องฟ้า สิ่งที่ลอยอยู่ล้วนเป็น แสงยันต์ตราประทับเทพที่แปรเปลี่ยนมาจากยันต์ทั้งสี่
ผู้ฝึกฝนวิญญาณบนพื้นเหลือบตามองขึ้นไป แสงดาวกะพริบพราว พร่างประหนึ่งห้วงดาราในจักรวาลอันกว้างขวางเวิ้งว้าง สุดท้ายแล้ว รวมเป็นทางช้างเผือก
“ลูกไม้ตื้นๆ”
‘กุ่ยเทียนจี’ หัวเราะเสียงเย็น
ใบหน้ามหึมาของมันอ้าปากกว้างอยู่กลางท้องฟ้า คลื่นวนเนบิวล่า ปรากฏขึ้นมันก่อขึ้นมาจากหลุมดําหลุมหนึ่ง จะดูดกลืนกินอักขระแสง ตราประทับเทพพร่างพราย ‘สะกดผี’ ‘ปราบมาร’ ‘ล้างมาร’ และ ‘รบ สวรรค์’ ลงไป
หลี่มู่หัวเราะร่า “ถึงแม้จะเป็นลูกไม้ตื้นๆ แต่รับมือเจ้าก็เพียงพอ แล้ว”
พูดจบ
แสงทางช้างเผือกทั่วท้องฟ้านั่นก็แผ่ขยายออก เหมือนหิ่งห้อยที่ รวมตัวกันจู่ๆ บินกระจายออก ก่อเป็นตาข่ายแสงเหนือท้องฟ้าทั่ว บริเวณหลายหมื่นลี้ ทุกอักขระแสงตราประทับเทพล้วนเป็นจุดแสง เชื่อมต่อกัน จากนั้นก็แผ่เส้นแสงออกมาก่อเป็นตาข่ายสวรรค์สี่เหลี่ยม จัตุรัส
ตาข่ายสวรรค์ลอยสูง ไม่อาจดึงลงมาได้
หลุมดําในปากของใบหน้ามหึมาก็ยากจะดูดกลืนกินตาข่ายสวรรค์ นี่
“สะกด!”
หลี่มู่คว้า ‘สะกดผี’ จากกระบี่หินที่ลอยอยู่ข้างหน้าตนเอง ชี้ไปยัง ท้องฟ้า เอ่ยคําราม เป็นน�าเสียงแบบซินแสเฒ่ายามทําท่าทําทางสําแดง วิชาเต๋า
ก็เห็นตาข่ายสวรรค์แสงดาวที่ก่อขึ้นจากอักขระตราประทับแสง เทพทั้งสี่ก็คลุมไปยังท้องฟ้าทันใด ครอบใบหน้าที่ปกปิดท้องฟ้าของ ‘กุ่ยเทียนจี’ เอาไว้ได้โดยสมบูรณ์
ภาพนี้เหมือนกับจู่ๆ ก็เอาหน้ากากผ้าโปร่งบางไปครอบไว้บนหน้า คนอย่างนั้น
แต่ว่าหน้ากากนี้ค่อนข้างจะน่ากลัว
ใบหน้ามหึมาที่ปกคลุมไปทั่วฟ้าดินของ ‘กุ่ยทียนจี’ มีไอน�าสีขาว โพลนลอยออกมาทันที จากนั้นก็มีเสียงชี่ๆ เหมือนใช้ตราเหล็กที่เผาจน ร้อนนาบไปบนเนื้อหมู
“อ๊ากกก…”
เสียงน่าสังเวชดังขึ้น
‘กุ่ยเทียนจี’ ถึงแม้จะมีความคิดลึกซึ้ง วางแผนไม่เป็นรอง กําลังใจ แข็งแกร่งจนถึงที่สุด แต่ตอนนี้กลับส่งเสียงร้องอย่างน่าอนาถ
สําหรับมนุษย์ที่สัมผัสเข้ากับพลังภูต ตาข่ายสวรรค์แห่งดวงดาวที่ ก่อขึ้นด้วยตราประทับอักขระแสงเทพจากอักขระวิชาเต๋าทั้งสี่ ก็มีผลใน การสะกดควบคุมและสังหารทําลายล้างของธรรมชาติ
ความเจ็บปวดในเสี้ยวขณะนี้เป็นความเจ็บปวดที่เหนือเทพ ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปก็ไม่อาจทนได้
“ผู้เยาว์ เจ้ารนหาที่ตาย”
‘กุ่ยเทียนจี’ คํารามอย่างโมโห ดวงตาไหวระริก เหมือนมีดาวฤกษ์ เกิดและแตกดับ ดวงตาประหนึ่งทําลายล้างผ่านทะลุตาข่ายดวงดาวมา พุ่งสังหารมาทางหลี่มู่
“มีของกํานัลให้มา ไม่ให้กลับไปนั้นเสียมารยาท”
หลี่มู่ไม่กลัวแม้แต่น้อย
เนตรสวรรค์ที่หว่างคิ้วเบิกขึ้น
พลังของ ‘เนตรอัสนี’ โคจรขึ้น แสงอัสนีปรากฏออกมา แล้วแปร เปลี่ยนเป็นอักขระเต๋า ‘สะกดผี’ ‘ปราบมาร’ ‘ล้างมาร’ และ ‘รบ สวรรค์’ ที่ก่อขึ้นจากสายฟ้า หนาแน่นประหนึ่งเสาแสง แล้วพุ่งรับหน้า ไป
‘วิชาก่อนกําเนิด’ ของหลี่มู่ในตอนนี้พัฒนาไปอีกขั้นแล้ว ไม่ใช่แค่ ได้ ‘เนตรมองทะลุ’ มาเท่านั้น แต่พลังของ ‘เนตรอัสนี’ ในระดับขั้น ก่อนหน้านี้ก็ได้รับการยกระดับเช่นกัน แสงอัสนีแปรเปลี่ยนเป็นอักขระ เต๋าได้ นี่ถึงจะเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด
แสงเนตรสองทางปะทะกันกลางท้องฟ้า ที่ใจกลางก็เหมือนกองไฟ ปะทะกัน ปะทุสะเก็ดไฟมหาศาลกระเด็นออกมา แผ่ออกมาอย่างเจิด จ้าพร่างพราว ทําให้ท้องฟ้าเหมือนยิงดอกไม้ไฟที่พร่างพรายที่สุด สวย ที่สุด แต่ก็ถึงแก่ชีวิตเป็นที่สุดเช่นกัน
“เนตรสวรรค์?” ‘กุ่ยเทียนจี’ ตื่นตะลึง คํารามอย่างโมโห “เจ้าเป็น ของ ‘รังเทพ’ จริงๆ? เจ้าเป็นผู้ใต้บัญชาการของผู้ดูแลคนใด เจ้า… ”
“ใครกล้ามายุ่งกับข้า? ผู้ดูแลล้วนเป็นผู้ใต้บัญชาการของข้า”
หลี่มู่พูดมั่วไปแบบนั้น ในขณะเดียวกัน ‘สะกดผี’ ของกระบี่หินใน มือก็ชี้ไปอีกครั้ง
“สะกด!”
ตาข่ายแสงดาวรัดเข้าไปในกล้ามเนื้อใบหน้าที่ประหนึ่งภูเขาที่ลอย กลับหัวสีดํามหึมาใบหน้านั่นของ ‘กุ่ยเทียนจี’ อย่างแน่นหนาทันที
สายธารแห่งขุนเขาน่าหวาดกลัวถูกบีบรัดออกมา
ท้องฟ้ามีฝนสีดําร่วงหล่นลงมา เป็น ‘เลือดภูต’ ของใบหน้ายักษ์ หลังจากที่ถูกตาข่ายแสงดาวเฉือน โปรยปรายลงมา
“อ๊าก…” ‘กุ่ยเทียนจี’ ส่งเสียงร้องเจ็บปวดอย่างยากจะอดทนได้ ออกมาอีกครั้ง
ในขณะเดียวกัน การที่เขาเสียสมาธิ เสาแสง ‘เนตรอัสนี’ ของหลี่มู่ ก็ยิงทําลายแสงเนตรนั่นจนสลายไป จากนั้นก็ยิงไปยังหน้าผากมหึมา ของ ‘กุ่ยเทียนจี’
บึ้ม! เสียงสนั่นหวั่นไหวประหนึ่งดวงดาวชนกัน
ใบหน้ามหึมาของ ‘กุ่ยเทียนจี’ แต่เดิมก็ถูกตาข่ายรัดจนแหลก เมื่อ ถูกโจมตีไปอีกครั้งก็แตกร้าวทลายทันทีโดยสมบูรณ์ แปรเปลี่ยน กล้ามเนื้อสีดําขนาดมหึมาเป็นก้อนๆ แยกเป็นชิ้นๆ กลางท้องฟ้า
สามเทพศักดิ์สิทธิ์มองฉากนี้อย่างอึ้งตะลึง ท่านนี้…ก็พ่ายแพ้แล้ว?
นี่… ในใจของพวกเขามีบางสิ่งพังทลายลง
……………………………………………………
บทที่ 636 เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงบ้านสกุลซ่าน
ฝั่ งแห่งคนเป็น
หลังจากรอคอยชะเง้อหาแล้วยี่สิบเก้าวันก็ยังไม่เห็นหลี่มู่กลับมา กัปตันเรือ ‘กางเขนแห่งเสรี’ ซ่านเทียนก็จําต้องหันหัวเรือเดินทางกลับ ออกไปจากเขตดาวร้อยภูต
เสบียงที่ยังเหลืออยู่บ้างบนเรือก็ทิ้งไว้ให้ติงอี้และศิษย์พี่รอง ทั้งหมด
ทั้งสองคนยืนยันที่จะอยู่ที่ฝั่ งแห่งคนเป็นรอการกลับมาของหลี่มู่
ซ่านเทียนจึงทําได้แค่พาเหล่ากะลาสีดาราที่ภักดีกับตนที่สุดกลับ ดาวปี่ อั้น
“ทั้งสองต้องใจเย็น อย่าได้ไปจาก ‘ฝั่ งแห่งคนเป็น’ เด็ดขาด มิฉะนั้นหากตกไปอยู่ในละอองหมอกพลังหยินก็ยากจะมีชีวิตรอดอย่าง แน่นอน อย่าได้ประมาทความอันตรายของที่นี่เด็ดขาด สิบวันหลังจาก นี้พวกเราจะกลับมา”
ซ่านเทียนสัญญากับติงอี้ และกําชับอีกครั้งหนึ่ง
เรื่องที่รับปาก ท่านจอมยุทธ์หลี่มู่ ‘ดาบคลั่ง’ เขาไม่มีทางล้มเลิก กลางคันแน่นอน ต่อให้ไม่ทํากิจการ ไม่วิ่งเรือหลายเดือนก็ไม่เป็นไร
แต่บนเรือไม่มีเสบียงและเชื้อเพลิงแล้วจะประมาทไม่ได้ อย่างไร เสียเรื่องกินดื่มของเหล่ากะลาสีและยังมีพลังงานและการบํารุงดูแล รักษาค่ายกลของ ‘กางเขนแห่งเสรี’ ล้วนแต่ต้องต้องซ่อมแซมบํารุง ตามเวลาที่ท่าเรือ
สามวันหลังจากนั้น
ซ่านเทียนจึงจะบังคับ ‘กางเขนแห่งเสรี’ ไปจากดินแดนดาวร้อย ภูต
ตอนมาเขาทิ้งผู้สังเกตการณ์ลับเอาไว้ที่รอบนอกเขตดาราดาวร้อย ภูต
แต่ตอนนี้ผู้สังเกตการณ์ลับหายไปแล้ว
สิ่งที่มาแทนกลับเป็นเรือดาราหรูหราสีแดงเข้ม รอพวกซ่านเทียน อย่างสงบ
เรือดาราหรูหราสีแดงเข้มลํานี้ยาวหลายร้อยจั้ง ทรงพลัง มีพลานุ ภาพ บนนั้นมีธงของตระกูลซ่านแห่งดาวปี่ อั้นอยู่ เป็นเรือของตระกูล ซ่าน ตระกูลอันดับหนึ่งบุคคลสําคัญของดาวปี่ อั้นนั่นเอง
ที่หัวเรือของเรือดารามีชายวัยกลางคนสวมเสื้อเกราะสีแดงเข้ม ใบหน้าเย็นชา ยืนอยู่อย่างเงียบงันประหนึ่งตะปูตัวหนึ่ง
หากดูให้ละเอียดแล้วล่ะก็ ใบหน้าของชายวัยกลางคนคนนี้คล้าย กับซ่านเทียนอยู่เจ็ดแปดส่วน
“พี่สาม ท่านนับว่าออกมาจากที่บ้าๆ นี่เสียที”
ชายวัยกลางคนสะบัดผ้าคลุมสีแดงเข้มของตน ท่าทางสบายๆ เมื่อ เห็นเงาคนเดินออกมาจาก ‘กางเขนแห่งเสรี’ ก็ยิ้มให้กับซ่านเทียนที่อยู่ ตรงกลาง
ซ่านเทียนและคนสนิททั้งหลายเดินออกมาจากตัวเรือ ใบหน้าฉาย แววแปลกใจ “น้องหก เจ้ามาได้อย่างไร?”
ชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงข้ามหน้าละม้ายกับเขาเป็นน้องชายต่าง มารดากับเขา ชื่อว่าซ่านเจี้ยน เป็นหนึ่งในเหล่าคนที่จะสืบทอด ตําแหน่งทั้งหลายที่ได้รับความสําคัญที่สุดของสกุลซ่านตระกูลอันดับ หนึ่งดาวปี่ อั้น ต่างไปจากซ่านเทียนที่ล่องเรือดาราพเนจรผจญภัยไป อย่างอิสระเสรี ซ่านเจี้ยนสัมผัสกับกิจการงาน ครอบครัวมาตั้งแต่เล็ก วันนี้ก็เป็นหนึ่งในบุคคลระดับดูแล วางแผนของสกุลซ่านแล้ว มีอํานาจ เป็นอย่างมาก
เทียบกันแล้ว น้อยครั้งที่ซ่านเทียนจะเข้าร่วมกิจการงานครอบครัว งานในตระกูลบางอย่างก็แค่เข้าไปร่วมเฉยๆ ไม่สนใจในตําแหน่งและ อํานาจของตระกูล เวลาส่วนมากก็ร่อนเร่อยู่นอกสารบบของครอบครัว
อันที่จริงเมื่อนานมาแล้ว ตระกูลซ่านให้ความสําคัญกับซ่านเทียน มาก เพราะซ่านเทียนในตอนนั้นอยู่ในเขตดาราก็ผดุงคุณธรรมเปิดเผย ตรงไปตรงมา มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ภายหลังจากที่ซ่านเทียน เอ้อระเหยเป็นพ่อพวงมาลัย ปณิธานจืดจาง สกุลซ่านก็ค่อยๆ เปลี่ยน ความสําคัญที่จะฝึกอบรมมายังลูกหลานอายุเยาว์คนอื่นๆ
ซ่านเจี้ยนก็คือหนึ่งในลูกหลานของตระกูลคนสําคัญในการอบรม
การมาเยือนของซ่านเจี้ยน ซ่านเทียนแปลกใจเป็นอย่างมาก
น้องชายคนนี้ไปมาหาสู่กับตนไม่มาก เจอหน้ากันไม่กี่ครั้งก็แค่ผงก หัวให้กันในงานไหว้บรรพบุรุษของตระกูลก็เท่านั้น ปณิธานไม่ เหมือนกัน อุดมการณ์ไม่เหมือนกัน หากไม่มีความเกี่ยวเนื่องทาง สายเลือดชั้นนั้น ก็เกรงว่าจะไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้าสองคน
เขากลับมารอตนอยู่ที่นี่อย่างนั้นรึ?
“ที่บ้านมีเรื่องนิดหน่อย ให้ข้ามารับพี่สามกลับไปสักหน่อย” ซ่าน เจี้ยนยิ้ม น�าเสียงเรียบนิ่ง
ซ่านเทียนขมวดคิ้ว
ที่บ้านมีเรื่อง?
ที่บ้านจะมีเรื่องอะไรที่ทําให้เขา ‘ลูกทรพี’ ที่ถูกทอดทิ้งไปนานแล้ว เข้าร่วม ทั้งยังให้น้องหกที่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดทั้งหลายมารับ ด้วยตัวเอง
ดูท่าแล้ว น้องหก จะรออยู่ที่นอกเขตดาราร้อยภูตนานแล้ว
ซ่านเทียนเอ่ยถามอย่างสงสัย “น้องหก พี่น้องทั้งหลายที่อยู่ที่นี่ เล่า?”
ซ่านเทียนยิ้มเอ่ย “อยู่บนเรือของข้าน่ะ ดูแลให้กินดื่มเป็นอย่างดี พี่สาม ครั้งนี้ท่านก่อปัญหาไม่น้อยเลย ดังนั้นข้าจึงต้องมารับพี่ด้วย ตัวเอง เชิญเถอะ”
เรื่องยุ่งยาก?
เรื่องยุ่งยากอะไร?
ซ่านเทียนตกใจเล็กน้อย
สมองของเขาคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาช่วงครึ่งปี แต่ก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่ ไปแตะผลประโยชน์ของครอบครัว
เมื่อมองให้ละเอียดเขาถึงพบว่า ข้างหลัง ‘เว่ยซาน’ เรือดาราที่น้อง หกอยู่ประมาณหลายพันเมตร มีเรือดาราระดับสงครามยี่สิบลําของ ตระกูลซ่านเรียงแถวเป็นวงโค้ง ล้อม ‘กางเขนแห่งเสรี’ ของตนเอาไว้ ครึ่งหนึ่ง หากเขาคิดจะหนีก็ทําได้แค่หนีไปในเขตดาราดาวร้อยภูตแล้ว เท่านั้น
แต่หนีไม่สําคัญ
เพราะหากซ่านเจี้ยนมาจับตนจริงๆ แล้วล่ะก็ ก็ไม่มีความจําเป็นที่ จะต้องเตือนเขาทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจในระหว่างที่พูด และก็ไม่มีทาง ให้เรือดาราระดับสงครามยี่สิบลําอยู่ห่างขนาดนั้น
หลายปีขนาดนี้ สกุลซ่านยังไม่เคยเกิดเรื่องวุ่นวายเรื่องภายใน ระหว่างลูกศิษย์สกุลซ่านทั้งหลาย ไม่ว่าความสัมพันธ์จะใกล้ชิดห่างไกล อย่างไร ก็ไม่เคยเกิดเรื่องทําร้ายซึ่งกันและกัน ดังนั้นในใจของซ่านเทียน จึงไม่กดดันเท่าไหร่
เขากําชับมือขวาของตัวเองให้ไปบังคับ ‘กางเขนแห่งเสรี’ ส่วนตัว เองก็กลับมายัง ‘เว่ยซาน’
“น้องหก มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” เขาถามอย่างประหลาดใจ
ซ่านเจี้ยนเอ่ย “พี่สาม กลับบ้านไปท่านก็รู้”
ซ่านเทียนก็ไม่รู้จะถามอะไรอีก หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ในห้องแขกผู้มีเกียรติของ ‘เว่ยซาน’
ซ่านเทียนเห็นกะลาสีดาราทั้งสามที่เขาจัดไว้ให้อยู่ที่รอบนอกดาว ร้อยภูต พุ่งเข้ามาคุกเข่าลงตุบ
“พี่ซ่าน รีบไปเร็ว ที่นี่อยู่นานไม่ได้” “พี่ใหญ่ เคราะห์พิบัติ” “จะกลับไปไม่ได้เด็ดขาด” ชายทั้งสามแทบจะคุกเข่าเอ่ยห้ามเป็นเสียงเดียวกัน
ซ่านเทียนประคองทั้งสามขึ้นมาทีละคนๆ อย่างไม่รีบไม่ร้อน “พี่ น้องทั้งสามมีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากัน มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ชายหนึ่งในนั้นรีบพูด “พวกเราถูกท่านหกกักตัวเอาไว้บนเรือลํานี้ ได้ครึ่งเดือนแล้ว ได้ยินท่านหกหารือกับคนสนิทถึงได้รู้ว่า พี่ซ่านท่านส่ง ‘ดาบคลั่ง’ หลี่มู่เข้าไปในดาวร้อยภูตครั้งนี้ สร้างความไม่พอใจให้ขั้ว อํานาจใหญ่บางขั้วอํานาจ วันนี้พายุตั้งเค้ามา ดาวปี่ อั้นเปลี่ยนไปแล้ว
ตระกูลก็ทานความกดดันไม่ไหว ดังนั้นจึงจะจับตัวพี่ซ่านกลับไป กลับไปครั้งนี้เคราะห์ร้ายมากกว่าดี”
หา?
เกี่ยวกับ จอมยุทธ์ ‘ดาบคลั่ง’?
ซ่านเทียนได้ยินดังนั้นถึงได้ตกใจขึ้นมาจริงๆ
วันนี้ทั้งเขตดาราเทพวีรชน ใครไม่รู้ชื่อเสียงบารมีของจอมยุทธ์ ผู้ ฝึกฝนที่มีศักดิ์ศรีมีปณิธานที่แท้จริง ไม่มีใครไม่เลื่อมใสบูชา แต่ก็ไม่ใช่ ทุกคนที่จะนับถือหลี่มู่ อย่างไรเสีย ไม่ว่าจะเป็นสนามรบที่รบกันด้วย ศาสตราวุธจริงๆ หรือจะเป็นในกระทู้ที่ทุกคนวิพากย์วิจารณ์ หลี่มู่ต่าง ล่วงเกินผู้อื่นไปไม่น้อย
มีคนเลื่อมใสหลี่มู่ไม่น้อย และก็มีคนเกลียดชังเคียดแค้นเขาไม่ น้อยเช่นกัน
ควบคุมสํานักในเขตดาราเทพวีรชน สารรูปเป็นอย่างไร ซ่านเทียน รู้ดีอยู่แก่ใจ เรื่องที่เบื้องหน้าจัดการไม่ได้ เบื้องหลังมีวิธีจัดการที่ชั่วช้า เหี้ยมโหดเป็นพันเป็นหมื่น
ตอนนั้นทําไมเขาจึงไม่สนใจในกิจการงานครอบครัว?
เป็นซ่านเทียนไม่คิดอยากจะสร้างคุณูปการให้ตระกูลอย่างนั้นรึ?
ไม่ใช่แน่นอนอยู่แล้ว
ในตัวเขาก็ไหลไปด้วยเลือดของตระกูลซ่าน
เหตุที่หลงใหลในการเดินเรือดาราและผจญภัย ก็เพราะจากการ จัดการกิจการงานครอบครัวเมื่อนานมาแล้ว ได้สัมผัสเรื่องราวเบื้องหลัง มืดมนมากมาย โดยเฉพาะได้เห็นธาตุแท้ของสํานักใหญ่ที่สูงส่งเหล่านั้น ทําให้เขาผิดหวังกับชั้นปกครองของห้วงดาราแห่งนี้เป็นอย่างมาก
ไม่อยากเข้าร่วมกระทําชั่วด้วย ดังนั้นเขาจึงปล่อยตัวตามใจ
ซ่านเทียนท่องยุทธ์ผดุงธรรม องอาจห้าวหาญ แต่ก็ไม่บุ่มบ่าม
ดังนั้นในใจของเขาก็รู้ดี สํานักอย่างวังประสานฟ้า หรือมารฟ้าลับ หลังอยากจะให้บุคคลอันดับหนึ่งอย่างจอมยุทธ์ดาบคลั่งเช่นนี้หายไป ตลอดกาลเพียงใด
เขากระทั่งคิดว่าต่อให้ตอนนี้มีร่างศักดิ์สิทธิ์คุ้มกาย ทั้งยังมีพลัง ระดับขุนพล แต่จอมยุทธ์ดาบคลั่งจะฟันฝ่าผืนฟ้าออกมาได้จริงๆ หรือ? เป็นไปไม่ได้ ยืนหยัดไม่ให้ตกลงไปอยู่ในแผนชั่วของขั้วอํานาจสํานัก ใหญ่ต่างๆ ได้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
ดังนั้นเขาช่วยหลี่มู่ครั้งนี้ เขาคิดอยากจะช่วยมอบพลังในส่วนของ ตัวเองส่วนหนึ่งให้กับจอมยุทธ์ที่มีคุณสมบัติอันยิ่งใหญ่แต่กลับจะมีจุด จบอันน่าสังเวช ก่อนที่เขาจะเดินไปสู่โศกนาฏกรรม
บางทีนี่อาจจะเป็นการเซ่นไหว้ให้กับความฝันจอมยุทธ์แห่งห้วง ดาราที่ยังไม่ทันเริ่มก็จบลงเสียแล้วของเขาในตอนนั้นก็ได้
แต่ว่า สิ่งที่ซ่านเทียนคิดไม่ถึงก็คือ ทั้งๆ เขาที่รู้ว่าสํานักต่างๆ จะต้องแอบแก้แค้นหลี่มู่ แต่คิดไม่ถึงว่าเวลาแก้แค้นที่ว่ามันจะมาถึงเร็ว เกินไปหน่อยกระมัง?
จะรอให้กระแสคําวิจารณ์ด้านบวกของร่างศักดิ์สิทธิ์ของหลี่มู่ซาลง ไปก่อนไม่ได้เชียว นี่เพิ่งจะเดือนกว่าๆ เท่านั้น สํานักใหญ่ต่างๆ ก็รอ ต่อไปไม่ไหวแล้ว?
“พี่ใหญ่ ข้าได้ยินพวกคนสนิทของท่านหกบอกว่า หากท่านกลับไป ก็จะเป็นอันตรายอย่างมาก บางคนที่อยู่เบื้องหลังไม่มีทางปล่อยคนที่มี ความเกี่ยวพันกับหลี่มู่ไปเด็ดขาด นอกเสียจากท่านจะยินยอมหักหลังห ลี่มู่”
คนสนิทคนนั้นกัดฟันเอ่ย
“ใช่แล้ว พี่ใหญ่ ตอนนี้ยังมีโอกาส หนีก่อนเถอะ ”
“ใช่แล้ว ข้ารู้ด้วยนิสัยของพี่ใหญ่ ต่อให้ตายก็ไม่มีทางหักหลังจอม ยุทธ์ดาบคลั่ง แต่หากถึงดาวปี่ อั้นท่านก็ไม่มีทางให้หนีแล้ว”
คนสนิททั้งสองต่างเอ่ยโน้มน้าวอย่างยากลําบาก
ซ่านเทียนยิ้มส่ายหน้า
คนอื่นไม่รู้ว่าลูกไม้ของขั้วอํานาจใหญ่พวกนั้นเหี้ยมโหด ไร้ มนุษยธรรมขนาดไหน แต่เขาจะไม่รู้หรือ?
หากตัวเขาหนีไปจริงๆ เช่นนั้นก็เกรงว่าทั้งตระกูลซ่านแห่งดาวปี่ อั้นก็สูญเสียมหาศาลแล้ว
หลายปีมานี้ตนเอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจตระกูล ทั้งยังเดี๋ยวๆ ก็หา เรื่องเดือดร้อนเล็กๆ ถึงแม้ตระกูลจะลงโทษเขา แต่นี่ไม่ใช่ว่าปกป้อง เขาอยู่หรอกหรือ?
หนี จะต้องหนีไม่รอดแล้วอย่างแน่นอน
กลับไปค่อยว่ากันก็แล้วกัน
หลบหลีกมานานหลายปี มีบางเรื่องท่าทางคงจะหล่นมายังหัว ตัวเองเสียแล้ว
ซ่านเทียนคิดแล้วกลับเอ่ยอย่างสงบเยือกเย็นอย่างไม่เคยเป็นมา ก่อน “ในเมื่อข้ามาถึงแล้ว เช่นนั้นพวกเจ้าสามคนก็เป็นอิสระแล้ว น้อง หกกักตัวพวกเจ้าเอาไว้อีกก็ไม่มีประโยชน์อะไร พวกเจ้าไปช่วยข้าทํา เรื่องหนึ่ง จําไว้ จะต้องทําให้สําเร็จ”
“พี่ซ่านโปรดบอก ต่อให้ตายพวกเราก็จะต้องทําให้สําเร็จให้ได้” ชายทั้งสามตบอกกล่าว
……
โลกดาวร้อยภูต รอบนอกภูเขาเทพกระดูก
จากที่ใบหน้ามหึมาใบนั้นโดนวิชาเต๋าฉีกทึ้ง ศึกใหญ่ระดับ ประวัติศาสตร์ที่มากพอจะบันทึกลงตําราประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ ใน ที่สุดก็จบลง
ร่างของ ‘กุ่ยเทียนจี’ ล้มลุกคลุกคลานออกมาจากใบหน้ามหึมาที่ ฉีกแหลก ดั่งก้อนหินก้อนเล็กๆ ใต้กําแพงที่พังทลาย ไม่มีรัศมีอํานาจ และความโหดเหี้ยมอย่างก่อนหน้านี้ ขนาดเท่ากับคนจริงๆ หน้าตา ท่าทางลนลาน แปรเปลี่ยนเป็นลําแสงทางหนึ่ง บินหนีไปยังที่ไกล
“หนีได้รึ?”
หลี่มู่หัวเราะเสียงเย็น
……………………………………………………
บทที่ 637 จงใจผ่อนปรน
หลังจากใบหน้ายักษ์ถูกทําลาย พลังของ ‘วิญญาณจํานงฟ้า’ ลดลงอย่างมาก สู้ไม่ได้แม้กระทั่งสามเทพศักดิ์สิทธิ์ แล้วจะหนีจากหลี่มู่ ในเวลานี้ได้อย่างไร ถูกอักขระวิชาเต๋า ‘สะกดภูต’ ตรึงไว้กลางอากาศ
หนิงจิ้งลงมือคุมตัวเขามายังเบื้องหน้าหลี่มู่
‘วิญญาณจํานงฟ้า’ มีลักษณะเหมือนเผ่ามนุษย์ทางช้างเผือกคน หนึ่ง แต่งกายแบบปัญญาชน พลังบําเพ็ญอยู่ประมาณระดับสูงสุดขั้น ราชาภูต ประมาณขั้นขุนพลของโลกคนเป็น อ่อนแอกว่าสามเทพ ศักดิ์สิทธิ์อยู่ไม่น้อย สอดคล้องกับคําพูดที่ใช้ต่อลูกน้องตอนที่สามเทพ ศักดิ์สิทธิ์เอ่ยถึง ‘วิญญาณจํานงฟ้า’ ในครั้งแรก
ส่วนใบหน้ายักษ์เมื่อครู่ น่าจะไม่ใช่พลังของเขาเอง
เมื่อเผชิญหน้ากับหลี่มู่ เขาตัวสั่นงันงก ในดวงตาปิดความ หวาดกลัวไม่มิด ไม่เหลือท่าทีตอนที่ยังเป็นใบหน้ายักษ์ก่อนหน้านี้ แม้แต่น้อย ความรู้สึกของผู้ครอบครองที่มองลงมาอย่างสูงส่ง จนราว กับกลายเป็นหงส์สวรรค์ร่วงหล่น
หลี่มู่เพียงมอง ก็เห็นถึงข้อมูลมากมาย
ตัวตนข้างหน้าตรงนี้ถึงจะเป็น ‘วิญญาณจํานงฟ้า’ ที่แท้จริง สถานะใบหน้ายักษ์ก่อนหน้า คงจะมีตัวตนอื่นที่น่ากลัวยิ่งกว่า สิงร่าง ข้ามมิติหรืออาจจะกระตุ้นเอาสถานะประหลาดออกมาช่วงหนึ่ง
เมื่อเห็นเช่นนี้ สามเทพศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ห่างออกไปก็สัมผัสได้ว่าท่า ไม่ดีแล้ว
ขนาดรุ่นใหญ่อย่างคนนั้นก็ยังถูกเล่นงานจนพ่ายแพ้ พวกเขาทั้ง สามคนไม่ใช่คู่มือของชายหนุ่มที่ปรากฏตัวออกมาใหม่คนนี้เลย ไหนจะ ยังผู้แข็งแกร่งอีกสามคนอย่างสองเทวะแห่งภูเขาเทพกระดูกและสาว น้อยหางม้าถือดาบกระบี่
หลี่มู่ในตอนนี้ ถูกสามเทพศักดิ์สิทธิ์เข้าใจว่าเป็นมือมืดเบื้องหลังที่ คอยชักนําศึกใหญ่บนดาวร้อยภูตครั้งนี้ไปแล้ว นี่อาจจะเป็นแผนการ ร้ายที่วางมาแล้วนับร้อยปี และภูเขาเทพกระดูกเป็นเพียงแค่ขั้วอํานาจ ผิวเผิน เบื้องหลังยังไม่รู้ว่ามีแผนอะไรรอคอยพวกเขาอยู่อีก?
รุ่นใหญ่เมื่อครู่พูดอะไรไว้นะ?
รังเทพ?
ขนาดรุ่นใหญ่คนนั้นยังรู้สึกหวาดกลัวต่อ ‘รังเทพ’ เช่นนี้ ดังนั้น แม้ว่าสามเทพศักดิ์สิทธิ์จะไม่เข้าใจว่า ‘รังเทพ’ คืออะไรกันแน่ แต่ก็ ยังคงหวาดผวาเหมือนนกที่กลัวธนูอย่างไรอย่างนั้น
หนี!
‘เทพศักดิ์สิทธิ์ไป๋กู่หลิวอิ่ง’ และ ‘เทพศักดิ์สิทธิ์เฟยเหินเยี่ยกวง’ หันหลังจะหนี โดยไม่ได้สนใจการร้องขอความช่วยเหลือของ ‘เทพ ศักดิ์สิทธิ์เฮยรื่อกุ่ยฮั่ว’ ที่กําลังบาดเจ็บหนักเลย
แต่จะหนีรอดได้อย่างไร?
ตาข่ายแสงดาราที่เล่นงานหน้ายักษ์ยังไม่สลายไป
จากปณิธานของหลี่มู่ยังคงต้องรับผิดชอบต่อ ตาข่ายฟ้าตะแกรง ดินขอบเขตนับพันลี้ไม่มีที่จะให้หนี ไม่เพียงแต่สามเทพศักดิ์สิทธิ์ เท่านั้นต่อให้สามราชาภูตจากทุ่งแห่งความตาย ลัทธิภูตสวรรค์และ สํานักวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งสามสํานักภูตร่วมมือกกับภูตบําเพ็ญอีกนับ แสน ก็ยังถูกครอบอยู่ภายใต้ตะข่ายฟ้าตะแกรงดิน
เหล่านี้ล้วนเป็นพวกกากเดนของสํานักตรีเทพ ต่อสู้กับภูเขาเทพ กระดูมาหลายวัน ต่างฝ่ายต่างมีความแค้นเข้มข้นขึ้นและทําให้หายไป ไม่ได้
ดังนั้นวิธีของหลี่มู่จึงเด็ดขาด ไม่แม้แต่จะเมตตาปราณี กระตุ้นตา ข่ายแสงดาราบดขยี้สามเทพศักดิ์สิทธิ์และภูตบําเพ็ญฝ่ายศัตรูอีกนับ แสนจนกลายเป็นฝุ่นผงไปทั้งหมด ปลิวสลายหายไปในฟ้าดิน
ปราณภูตเต็มท้องฟ้า เข้มข้นจนเหมือนน�าหมึกสีเข้มก็มิปาน โดยเฉพาะสามเทพศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่รู้ว่าบําเพ็ญมานานแค่ไหนบน โลกใบนี้ เวลานี้ร่างภูตถูกทําลาย พลังอันยิ่งใหญ่มหาศาลที่รวมกันอยู่ เมื่อกระจายออก ท้องฟ้ารัศมีนับพันลี้ ราวกับมีน�าทะเลสีหมึกแขวน กลับหัวไหลนองออกมา คลื่นพลังอันเข้มข้นทําเอาภูตบําเพ็ญทุกตน ของฝ่ายภูเขาเทพกระดูกสัมผัสได้ถึงจิตใจอันหวาดผวา ระหว่างพูดคุยหัวเราะ เทพศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นฝุ่นควันลอย ฉากเช่นนี้ ทําเอาภูตบําเพ็ญแห่งภูเขาเทพกระดูกล้วนรู้สึก หวาดกลัวตกตะลึง นี่เป็นภาพที่พวกเขาไม่สามารถจินตนาการออกมา หลังจากความเงียบชั่วคราว ภูตบําเพ็ญฝ่ายภูเขาเทพกระดูกได้ เปล่งเสียงโห่ร้องสะเทือนฟ้าดินขึ้น พวกเขาไม่เพียงแต่ปกป้องไว้ได้ แต่ยังได้รับความสําเร็จราวกับ ภาพฝัน สามเทพศักดิ์สิทธิ์สลายกลายเป็นฝุ่น นั่นเท่ากับภูเขาเทพกระดูก สามารถเข้าแทนสํานักตรีเทพ กลายเป็นผู้ปกครองใหม่แห่งดาวร้อยภูต ฟ้าดินผืนนี้ได้เปลี่ยนเจ้าของคนใหม่แล้วนับแต่นี้
ภูตบําเพ็ญจากภูเขาเทพกระดูกทุกตน หลังจากผ่านศึกใหญ่เช่นนี้ ก็ล้วนดีใจจนควบคุมตัวเองไม่อยู่
ภายใต้แรงกดดันอันมหาศาล พวกเขายืนหยัดอยู่ข้างกายสองเทวะ เตรียมใจที่จะถูกป่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไว้แล้ว เลือกที่จะใช้ช่วงสุดท้าย ของชีวิตมาปกป้องพลังและเกียรติของตนเอง ไม่คิดเลยว่าจะได้มาพบ กับชัยชนะระดับประวัติศาสตร์เช่นนี้
ฟ้าดินเปลี่ยนวันใหม่
ผู้อาวุโสขุนพลภูตเจินเยี่ยกดแขนโห่ร้องอยู่ในกลุ่มภูตบําเพ็ญ เงย หน้ามองไปทางหลี่มู่
นับตั้งแต่สองเทวะและสาวน้อยหางม้ามาอยู่ต่อหน้าหลี่มู่ แสดง ท่าทีเคารพนอบน้อม เขาก็ตระหนักขึ้นได้ว่าสิ่งที่เขาคิดไว้ตอนแรกมัน ผิดไปหมด ‘ดาบคลั่ง’ เป็นภูตบําเพ็ญตัวน้อยเสียที่ไหน เป็นคนยอด เยี่ยมรุ่นหลังอะไรเสียที่ไหน เขาเป็นรุ่นใหญ่ที่แท้จริงระดับเทพมังกร เลยต่างหาก
ในใจเจินเยี่ยอยากรู้อยากเห็นอย่างที่สุด อยากรู้ว่าหลี่มู่มาจากที่ ไหนกันแน่
แต่เขาก็รู้ว่านับจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับหลี่มู่ได้ กลายเป็นเหมือนความห่างไกลของฟ้ากับดินแล้ว คิดที่จะถามก็คงไม่มี
โอกาส แม้จะอยู่ต่อหน้าก็คงถามไม่ออกแล้ว คําเรียก ‘น้องชาย’ ที่เคย ใช้ ตอนนี้กล้าเรียกออกจากปากเสียที่ไหน?
เหล่าภูตบําเพ็ญที่ก่อนหน้าติดตามหลี่มู่อยู่ตลอด เวลานี้กลับรู้สึก ฮึกเหิมตื่นเต้นยิ่งกว่าใครๆ
โดยเฉพาะภูตบําเพ็ญหนุ่มน้อยที่ร้องไห้ตัวสั่นแต่ไม่ยอมถอยหนี ก่อนศึกใหญ่เริ่มตนนั้น เขาแหงนศีรษะขึ้นสูง จับจ้องไปยังเงาของหลี่มู่ เหมือนดอกทานตะวันไล่ตามดวงอาทิตย์
ผ่านการทดสอบเลือดและไฟมาครั้งหนึ่ง เขารู้ว่านับจากนี้ไป ไม่ว่า จะพบกับความยากลําบากอะไร เขาจะไม่ถอยหลังอีกต่อไป
จักรพรรดิภูตวัยหนุ่มที่จะสั่นสะเทือนทางช้างเผือกในภายภาค หน้า ได้เติบโตขึ้นอย่างเงียบๆ แล้ว
ไม่มีใครคาดไปถึง ว่ากลุ่มภูตบําเพ็ญเล็กๆ ไม่ถึงห้าสิบตนที่ ติดตามหลี่มู่ กลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ได้วาดลวดลายอะไรในศึกระดับ ประวัติศาสตร์นี้ ภายภาคหน้าในทางช้างเผือกจะมีพลังน่ากลัวสักเพียง ไหน
ตอนนี้ พวกเขายังเป็นเพียงลิ่วล้อตัวเล็กที่ถูกกลบมิดภายใต้พลัง อันยิ่งใหญ่ของเหล่าภูตบําเพ็ญนับไม่ถ้วน เหมือนกับเม็ดทรายไม่กี่เม็ด ในผืนทรายเหลือง
บนฟากฟ้า
หลี่มู่ใช้อักขระวิชาเต๋ากระตุ้นตาข่ายแสงดารา หลอมเอาพลัง ปราณภูตมหาศาลที่เหมือนกับทะเลหมึกแขวนกลับหัว
ท้ายสุด ขณะที่อักขระแสงเทพของสี่ยอดอักขระวิชาเต๋าอย่าง ‘สะกดภูต’ ‘สังหารความชั่วร้าย’ ‘ทลายสวรรค์’ ‘กําจัดมาร’ สลายไป พลังปราณภูตอันมหาศาลนี้ได้กลายเป็นเหมือนฝนเทกระหน�าอย่าง หนัก กรอกลงสู่พื้นปฐพี
ภูตบําเพ็ญทั้งหมดล้วนค้นพบอย่างตกตะลึงว่าหยดน�าฝนสีหมึก อ่อนนี้ เมื่อหยดกระทบลงบนร่างก็จะผสานเข้าสู่ร่างกาย ไหลรินเป็น สายละเอียดชุบชโลมพลังบําเพ็ญของตนเอง
ภูตบําเพ็ญของภูเขาเทพกระดูกที่ฉลาดหน่อย เมื่อได้สติก็รีบ กระตุ้นวิชาภูตบําเพ็ญ ดูดซับเอาพลังของหยดน�าฝนเพื่อเพิ่มพูนพลัง บําเพ็ญของตนเองทันที
ภูตบําเพ็ญแทบจะทั้งหมดก็เข้าใจขึ้นมา
นี่เป็นโอกาสจากสามเทพศักดิ์สิทธิ์ที่สังหารคนเหมือนหมูเหมือน สุนัขมอบให้กับตนเองโดยเฉพาะ ในใจล้วนรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาอย่างเสีย มิได้
บนฟากฟ้า หลี่มู่ที่ทําเรื่องทั้งหมดเสร็จสิ้นก็เริ่มรู้สึกอ่อนล้าบ้าง แล้ว
‘เนตรมองทะลุ’ ประกอบกับการประยุกต์ใช้การรับรู้ใหม่ของวิชา เต๋าจากซินแสเฒ่า ที่เป็นพื้นฐานในการทําลายใบหน้ายักษ์นั่นลง
ทั้งสองสิ่งนี้มีความสามารถพิชิตภูตบําเพ็ญตามธรรมชาติอยู่แล้ว
โดยเฉพาะอักขระวิชาเต๋าของซินแสเฒ่า เมื่อสัมผัสกับวิชาลับภูต บําเพ็ญและปราณภูต ก็เหมือนกับแสงอาทิตย์สาดส่องลงไปบนหิมะ อย่างไรอย่างนั้น พริบตาได้ระเหยกลายเป็นไอจนไม่เหลือแม้เงา
ถ้าหากเป็นผู้แข็งแกร่งอื่นๆจากโลกคนเป็นที่พลังบําเพ็ญเท่ากับ ใบหน้ายักษ์นั่นล่ะก็ หลี่มู่คงแพ้ยับไปนานแล้ว
“คุณชายมอบโอกาสแห่งความสุขเช่นนี้ ภูเขาเทพกระดูกอีกพันปี ข้างหน้าก็จะยังคงเป็นผู้ครอบครองอันดับหนึ่งแห่งดาวร้อยภูต ไม่มี สํานักภูตบําเพ็ญไหนมาทําให้สั่นคลอนได้”
หนิงจิ้งเอ่ยขึ้นอย่างเคารพและซาบซึ้ง
ภูตบําเพ็ญอีกหนึ่งแสนของภูเขาเทพกระดูก เป็นเหมือนกับทอง แท้ที่ขุดขึ้นมาจากทรายใต้คลื่นใหญ่ พวกที่หวาดกลัว ที่ขี้ขลาด ที่
ปณิธานยังไม่แน่วแน่ล้วนหนีหายออกไปก่อนเกิดศึกใหญ่แล้ว พลังที่ เหลืออยู่เหล่านี้ พูดได้ว่าเป็นผู้ที่มีสุดยอดความกล้าหาญและซื่อสัตย์
เมื่อได้ดูซับเอา ‘ฝนภูตเต๋า’ ภูตบําเพ็ญแสนตนนี้ พลังการรบล้วน เพิ่มขึ้นทวีคูณ เพียงพอที่จะกลายเป็นทหารเทพเกราะเหล็กแก่ภูเขา เทพกระดูก ทั่วทั้งดาวร้อยภูตในภายภาคหน้าจะมีขั้วอํานาจอะไรอีก ที่ สามารถจะมาต้านทานกับภูตบําเพ็ญแห่งภูเขาเทพกระดูก
หนิงจิ้งถึงอย่างไรก็เกิดในตระกูลทหาร หลายปีมานี้การฝึกบําเพ็ญ ก็ได้รับผลอยู่มาก ยิ่งไปกว่านั้นยังผ่านทัณฑ์เป็นตาย ถึงแม้นิสัยจะ ยังคงซื่อๆ ตรงๆ ไม่เปลี่ยน แต่สายตาอันรอบรู้ไม่รู้ว่าพัฒนาขึ้นกี่เท่าต่อ กี่เท่า ดังนั้นในใจจึงเหมือนกับกระจกใส ความหมายของสงครามนี้และ ฝนภูตที่มีต่อภูเขาเทพกระดูก เพียงมองปราดเดียวก็เข้าใจ
หลี่มู่ยิ้มๆ
นี่ก็เป็นสิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้
“ถือโอกาสศัตรูอ่อนแรงปราบปรามให้หมด สามเทพศักดิ์สิทธิ์ตาย ไปแล้ว ถือเอาโอกาสนี้กวาดล้างให้หมด ถอนรากถอนโคนสํานักตรีเทพ ให้เตียน กําจัดเนื้องอกพิษร้ายนี้ออกจากดาวร้อยภูตเสีย ต่อแต่นี้ไป พื้นที่กลับไปเกิดใหม่จะถูกภูตบําเพ็ญใช้งานร่วมกัน”
หลี่มู่เอ่ยขึ้น
ภูตบําเพ็ญทั้งหมดเมื่อได้ยิน ก็ล้วนฮึกเหิมขึ้นมา
“ข้าฟังพี่ชายทั้งหมดนั่นล่ะ”
ไช่ไช่สาวน้อยหางม้ายืนอยู่ข้างกายหลี่มู่ ว่านอนสอนง่ายเหมือน กระต่ายขาวน้อยน่ารักตัวหนึ่ง ยากที่จะเชื่อมต่อกับสาวน้อยควงดาบ กระบี่ที่เย่อหยิ่งเย็นชาเผชิญหน้ากับสามเทพศักดิ์สิทธิ์ก่อนหน้านี้ได้ อย่างสิ้นเชิง
ศึกใหญ่จบสิ้น ทั้งสี่คนยังมีเรื่องมากมายต้องคุยกัน
ตอนนี้เอง สีหน้าหลี่มู่ได้เปลี่ยนไป มองไปมาทาง ‘วิญญาณจํานง ฟ้า’ ที่จับกุมไว้อีกด้าน
อีกฝ่ายใบหน้าปรากฏแววหวาดกลัวขึ้นอย่างกะทันหัน
เขามองมาทางหลี่มุ่ อ้าปากจะพูดว่า ‘ช่วยข้าด้วย’ แต่ยังไม่ทันจะ ได้พูด จู่ๆ ร่างภูตก็เริ่มลางเลือนเหมือนควันเขียวในอากาศ
“ทําเรื่องใหญ่พัง เจ้ามันสมควรตาย”
เสียงเย็นชาเสียงหนึ่ง ดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ มีขลุ่ยขณะที่ร่างของ ‘วิญญาณจํานงฟ้า’ กําลังสลายไป
…
…
“ทําไมจึงไม่หนี?”
น้องหกซ่านเจี้ยนมองซ่านเทียนด้วยสีหน้าซับซ้อน
ตอนนี้ ‘ขุนเขาตระหง่าน’ ได้ลอยเข้าสู่ท่าเรือหมายเลขหนึ่งของ ดาวนิพพาน ขณะเทียบท่า เปรียบเทียบกับวันปกติ ท่าเรือหมายเลข หนึ่งเวลานี้ค่อนข้างเงียบ รอบด้านล้วนมีผู้ฝึกตนทหารเกราะคอยคุ้มกัน อย่างเคร่งครัด ราวกับศัตรูใหญ่กําลังจะมาถึง ส่งผลให้บรรยากาศตึง เครียดขึ้นอย่างมาก
ซ่านเทียนยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ ‘ขุนเขาตระหง่าน’ ถอนหายใจ
“ขอบคุณเจ้ามาก น้องหก น�าใจของเจ้าข้ารับไว้แล้ว แต่ว่าข้ามี เหตุผลที่ต้องอยู่ที่นี่”
เขาตบลงบ่าของน้องชายที่ปกติไม่ค่อยได้คุยกันคนนี้
ถ้าหากไม่ใช่ซ่านเจี้ยนจงใจผ่อนปรน ลําพังแค่ยามลับสามคนที่ถูก จับ จะสามารถได้ข่าวสารมากมายจากทหารเกราะของ ‘ขุนเขา ตระหง่าน’ ได้อย่างไร?
แล้วถ้ารู้ว่า ‘ภูเขาตระหง่าน’ เป็นหนึ่งในเรือธงของตระกูลอันดับ หนึ่งแห่งดาวนิพพานาอย่างตระกูลซ่าน ทหารเกราะผู้บําเพ็ญทั้งหมด
บนนี้ล้วนเป็นสุดยอดของสุดยอด ระเบียบวินัยเข้มงวดขนาดไหน จะ ปล่อยมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องตระกูลกันเอง แล้วยังถูกคนที่คุมตัวไว้ถึง สามคนได้ยินอีกได้อย่างไร
ไม่ต้องสงสัย นี่ล้วนเป็นการจงใจหยิบยืมปากของเหล่าทหารเกราะ ของน้องหก นํามาบอกต่อกับซ่านเทียน
ตลอดการเดินทาง การคุ้มกันของ ‘ภูเขาตระหง่าน’ ก็เป็นนอก เข้มงวดในหย่อนยาน มีโอกาสมากมายหลายครั้งที่ซ่านเทียนสามารถ หลบหนีไปได้
นี่ล้วนเป็นโอกาสที่ซ่านเจี้ยนจงใจเปิดให้กับพี่สามคนนี้
……………………………………….
บทที่ 638 คัมภีร์สองลักษณ์น�าพุนภากาศ
“ถ้ายังไม่ไป ก็จะไปไม่ได้แล้วนะ” ซ่านเจี้ยนเปลี่ยนเป็นชุดที่ใส่ประจํา ด้านหลังมีผ้าคลุมสีแดง เหมือนเลือดไหล ค่อยๆ เดินออกมาจากห้องบัญชาการมายืนอยู่ข้าง กายซ่านเทียน ใช้เสียงที่มีเพียงพวกเขาสองคนได้ยินเอ่ยขึ้น ซ่านเทียนนิ่งเงียบ เขาเพียงแค่ตบเบาๆ ลงบนบ่าของน้องหก ไม่พูดอะไร ‘ภูเขาตระหง่า’ ในที่สุดก็เข้าจอดที่ท่าเรือ คนของตระกูลซ่านที่รออยู่ปากทางท่าเรือได้เดินเข้ามารับ
นํามาโดยคนๆ หนึ่ง ร่างสูงใหญ่ล�าสัน อายุราวหกเจ็ดสิบ อยู่ในชุด เกราะสีน�าตาล ผมเผ้าขาวโพลน กระทั่งเคราก็ยังขาวไปหมด รูปลักษณ์ ภายนอกค่อนข้างแก่ชรา ทว่าปราณในร่างกลับให้ความรู้สึกทรงพลังดั่ง มังกรดั่งพยัคฆ์ โดยเฉพาะประกายที่ไหลเวียนในดวงตาสร้างแรงกดดัน มหาศาล เพียงแค่มองก็เห็นว่าเป็นออร่าคนใหญ่โตที่ตําแหน่งสูงส่งมา ยาวนาน
“ท่านพ่อ”
ซ๋านเทียนและซ่านเจี้ยนทั้งสองคนทําการคารวะ
ชายชราเคราเงินน่าเกรงขามคนนี้ ก็คือเสาหลักแห่งตระกูลซ่าน นามว่าซ่านเจิงเฟิง
ผู้นําตระกูลซ่าน ถือเป็นจักรพรรดิดินแห่งดาวดวงนี้ เป็นตัวละคร ที่ร้ายกาจแท้จริง เวลาปกติไม่ค่อยปรากฏกาย ก่อนหน้าทุกครั้งที่ซ่าน เทียนกลับบ้าน ก็ไม่ค่อยจะได้เห็นบิดาของตนเองคนนี้มากนัก
ทว่าตอนนี้ ซ่านเจิงเฟิงกลับปรากฏกายด้วยตนเอง
ผู้นําตระกูลซ่านคนนี้ประดุจมังกรย่างเท้าพยัคฆ์ก้าวเดิน ทั่วร่าง ล้วนเป็นแรงกดดันและพลังอันเคร่งขรึมที่ยากจะพรรณนาได้
เขาเดินเข้ามา สายตากวาดไปยังลูกคนที่หกซ่านเจี้ยน พยักหน้า และเหมือนกับซ่านเทียนก่อนหน้า ตบลงบ่าไม่พูดจาอะไร จากนั้นกวาด ตามองไปยังซ่านเทียน ในดวงตาดุดันลึกล�า ประกายแห่งความโกรธ แล่นผ่าน ทว่าท้ายสุดก็อดทนเอาไว้ ไม่พูดอะไรออกมา
“ผู้นี้คือ ‘พยัคฆ์แห่งท้องฟ้าดารา’ นายเรือกางเขนแห่งเสรีซ่าน เทียนหรือ? ดูเป็นคนมีความสามารถจริงๆ เหอๆ ชื่อเสียงสมกับ ความสามารถจริงๆ เป็นเกียรติเป็นเกียรติ”
เสียงอันอบอุ่นเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้าง
ซ่านเทียนหันไปมองตามเสียง
กลับเป็นคุณชายหน้าตาหล่อเหลาอายุราวสิบแปดสิบเก้าคนหนึ่ง ค่อยๆ เดินเข้ามา
ชายหนุ่มคนนี้ร่างผอมสูงปานกลาง อยู่ในชุดจอมยุทธกระบี่สีดํา หมึก รองเท้าสีดําหมึก ผ้าคลุมสีดําหมึก และมีผ้าคาดหัวสีดําหมึกอีก เส้นหนึ่งคาดหน้าผาก คล้องหยกดําทรงเหลี่ยมขอบมุมมนกลมเม็ดหนึ่ง ขับเอาผิวทั้งร่างของเขาจนขาวผ่องราวหิมะ ทําเอาคนที่ได้เห็นก็อดชม ออกมาไม่ได้ว่า ‘เป็นคนที่หล่อเหลาคนหนึ่ง’ ราวกับเป็นคุณชายจาก โลกที่แสนจะวุ่นวาย
ซ่านเทียนสังเกตได้อย่างฉับไว ที่ปกเสื้อชุดจอมยุทธบนตัวคุณชาย หล่อเหลาคนนี้ มีสัญลักษณ์เล็กๆ รูปภาพงูมารจากน�าลึกอยู่ เขาเหมือน จะเคยเห็นเจ้าสัญลักษณ์รูปภาพนี้ที่ไหนมาก่อน แต่ยังคิดไม่ออก
“คุณชายเว่ย” ผู้นําตระกูลซ่านซ่านเจิงเฟิงเมื่อเห็นคุณชายหนุ่ม คนนี้ สีหน้าบนใบหน้าเปลี่ยนไป เอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจ “ท่านมาด้วย ตนเองเลยหรือ นี่คือบุตรชายข้า จับกุมตัวกลับมาแล้ว”
ซ่านเทียนมองเห็นอย่างชัดเจนว่าในดวงตาของบิดามีความ หวาดกลัวอยู่
ในฐานะที่เป็นขั้วอํานาจอันดับที่หนึ่งแห่งดาวนิพพาน ซ่านเจิงเฟิง ไม่ค่อยจะเกรงกลัวใคร ต่อให้เป็นเจ้าสํานักใหญ่ๆ เข้ามา ก็ไม่เคยมีท่าที ต�ากว่าเยี่ยงนี้
“ฮ่าๆ ผู้นําซ่าน คําว่าจับกุมนี่ใช้ได้ถูกต้องจริง” คุณชายเว่ย หัวเราะอย่างอบอุ่น ให้ความรู้สึกเหมือนอาบสายลมฤดูใบไม้ผลิต่อคนที่ เห็น เอ่ยต่อว่า “ข้าเพียงแค่จะมาถามท่านเรื่องบางเรื่องเท่านั้น ไม่ จําเป็นต้องเรียกคนเยอะให้มากความ”
ซ่านเจิงเฟิงตอบ “คุณชายเว่ยช่างใจกว้างนัก…ท่านมีเรื่องอะไร อยากถามหรือ ตอนนี้ถามได้เลย”
ซ่านเทียนขมวดคิ้ว
เขายังคงขบคิดอยู่ในสมอง เจ้าสัญลักษณ์งูมารจากน�าลึกนั่น มัน เป็นตัวแทนของขั้วอํานาจไหน เหมือนจะเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน แต่ อย่างไรก็คิดไม่ออก
คุณชายเว่ยยิ้มอย่างเบิกบาน ตอบว่า “ไม่รีบๆ นายเรือซ่านเทียน เพิ่งจะกลับมา พวกท่านพ่อลูกคงมีเรื่องคุยกันมากมาย รอพวกท่านคุย กันจบข้าค่อยถาม”
พูดจบก็ประสานมือให้ซ่านเทียน เอ่ยต่อว่า “นายเรือซ่าน ไม่ รบกวนแล้ว อีกสองวันพวกเราค่อยมาคุยกัน”
พูดแล้วก็หันหลังเดินจากไป
ซ่านเจิงเฟิงยังคิดที่จะพูดอะไร ยกมือขึ้น แต่ร่างของคุณชายเว่ยได้ เดินห่างออกไปอย่างไม่เหลียวหลัง พูดไม่ทันเสียแล้ว
“ท่านพ่อ คนผู้นี้คือ?” ซ่านเทียนถามขึ้น
ซ่านเจิงเฟิงถลึงตาใส่เขา ตอบว่า “กลับไปค่อยคุยกัน ครั้งนี้เจ้าก่อ เรื่องยุ่งยากมากทีเดียว”
มีเรือเหาะขนาดเล็กของตระกูลซ่านเข้ามา รับเอาพ่อลูกทั้งสาม รวมถึงองครักษ์ระดับสูงตระกูลซ่าน ออกจากท่าเรือหมายเลขหนึ่ง ภายใต้สายตามากมายที่กําลังจับจ้อง
ผู้ฝึกตนในชุดเกราะของตระกูลซ่านแยกขบวนอย่างเป็นระเบียบ
เหล่าผู้ฝึกตนที่เดินทางไปมา ล้วนจ้องมองเรือเหาะหรูหราจากไป อย่างอยากรู้อยากเห็น
ตระกูลซ่านเป็นตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งแห่งดาวนิพพาน แต่ทําตัว ไม่กระโตกกระตากมาโดยตลอด ไม่หรูหราฟุ่มเฟือย วันนี้ที่จัดขบวนทัพ เข้ามาเช่นนี้กลับเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้น?
…
…
หลี่มู่สีหน้าเปลี่ยน
ร่างของ ‘วิญญาณจํานงฟ้า’ หายไปในอากาศ
แต่มีปราณหมอกสีเขียวแปลกประหลาดกลุ่มหนึ่ง จับตัวขึ้นอย่าง ไม่มีเค้าลางโถมเข้ามา คล้ายกับความว่างเปล่า และคล้ายกับภาพลวง ตา แหวกม่านพลังรอบกายของหลี่มู่พุ่งทะลุเข้าไปในแขนขวาของหลี่มู่ ไม่ทันที่หลี่มู่จะหลบหลีก ก็เหมือนจะแทรกเข้าสู่เลือดเนื้อหายไปอย่าง ไร้ร่องรอย
มันคืออะไร?
หลี่มู่ตกตะลึง
แต่เขาลองสํารวจอย่างละเอียด กลับไม่รู้สึกว่าแขนซ้ายมีอะไร ผิดปกติ
เมื่อมองอีกครั้ง ร่างกายของ ‘วิญญาณจํานงฟ้า’ สลายหายไป หมดแล้วในอากาศเหมือนกับผีตนนี้ไม่เคยปรากฏตัวขึ้นมาก่อน
หลี่มู่ยืนยันได้ว่า ‘วิญญาณจํานงฟ้า’ ตายแล้วจริงๆ
สามเทพศักดิ์สิทธิ์และภูตบําเพ็ญนับแสนของสามสํานักภูต ก็ หายไปจากโลกใบนี้จนหมดแล้ว
สงครามที่พลิกไปมานี้ ในที่สุดก็ได้จบสิ้นลง
บนฟากฟ้ายังมีฝ่าห่าใหญ่ตกลงมา
ภูตบําเพ็ญเรือนแสนของภูเขาเทพกระดูก ยังดําดิ่งอยู่กับการฝึก บําเพ็ญ
หลี่มู่และพวกของหนิงจิ้งทั้งสามคนกลับมาถึงภูเขาเทพกระดูก
บนภูเขามีวิหารใหญ่ เก่าแก่ผ่านโลกอย่างโชกโชน เต็มไปด้วยกลิ่น อายผ่านแดดลมฝนมาอย่างช้านาน
ในวิหาร หลี่มู่ได้ทําพูดคุยกับไช่ไช่และสองสามีภรรยาหนิงจิ้ง
“ที่แท้หลังจากคนตายไป ถ้าหากจิตวิญญาณไม่ดับสูญ ก็จะถูก กฎเกณฑ์ฟ้าดินส่งตัวมายังโลกแห่งดาวร้อยภูตจนกลายเป็นภูตบําเพ็ญ นี่เอง” หลี่มู่ทอดถอน จากนั้นหันไปแสดงการขอโทษต่อทั้งสามคน เพราะการตายของทั้งสามในครั้งนั้น จะมากจะน้อยก็ยังเกี่ยวข้องกับ ตนเอง พูดได้ว่าเป็นตนเองที่ทําให้พวกเขาลําบาก แต่กลับปกป้องพวก เขาไว้ไม่ได้
โดยเฉพาะสามีภรรยาหนิงจิ้ง
“คุณชายอย่าพูดเช่นนี้ พวกเราที่โชคดีได้ทุกวันนี้เพราะสิ่งที่ คุณชายมอบให้ พวกเราสามีภรรยารู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก เพียงแต่ยัง เป็นห่วงท่านหญิงกับคุณชายเท่านั้น ดังนั้นจึงมายังโลกใบนี้ ฝึกบําเพ็ญ อย่างลืมวันลืมคืน ต่อต้านต่อสามเทพศักดิ์สิทธิ์ เพื่อหวังว่าจะสามารถ ได้รับพื้นที่กลับไปเกิด และกลับไปยังโลกคนเป็น
ตงเสวี่ยรู้สึกเคารพต่อหลี่มู่เป็นอย่างมาก
ในใจหลี่มู่รู้สึกละอาย
“จริงด้วย ไช่ไช่ ท่านย่าล่ะ?” หลี่มู่เปิดปากถามบ้าง
ยายเฒ่าไช่กับไช่ไช่ถูกสังหารพร้อมกัน
“หลายปีมานี้ ข้าสามารถสัมผัสได้ถึงปราณของท่านย่าจางๆ แต่ กลับยังไม่พบตัวนางบนดาวร้อยภูตเลย” พูดถึงท่านย่าที่ใช้ชีวิตพึ่งพา ด้วยกันมา ใบหน้าของไช่ไช่ก็ปรากฏหยาดน�าตาขึ้น
สิ่งเดียวที่สามารถยืนยันได้ ก็คือดวงวิญญาณยายเฒ่าไช่ยังไม่ได้ ดับสูญไป
ในฐานะที่ไช่ไช่เป็นญาติที่มีสายเลือดเกี่ยวข้องกับยายเฒ่าไช่ หลังจากกลายมาเป็นภูตบําเพ็ญ ก็มีปฏิกิริยาอย่างลึกซึ้งอยู่ตลอด
“ขอแค่ยายเฒ่าไช่ยังอยู่ ต้องมีสักวันที่จะหาเจอ” หลี่มู่ปลอบโยน นาง
จากการพูดคุยกับทั้งสามคนหลี่มู่จึงได้รู้ ที่แท้พวกเขาทั้งสามคน ถือว่าโชคดี หลังจากมาถึงดาวร้อยภูต ล้วนปรากฏตัวขึ้นที่รอบๆ ภูเขา เทพกระดูก หลังจากนั้นจับพลัดจับผลูมาพบกัน เกาะกลุ่มฝึกฝนค่อยๆ พัฒนาพลังบําเพ็ญ และมีตัวตนฐานะขึ้นมา
เพราะวิชาเต๋าบางส่วนที่หลี่มู่ถ่ายทอดให้กับไช่ไช่ มีพลังพิชิตภูต บําเพ็ญโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะวิชาก่อนกําเนิดฉบับย่อ ในดาวร้อยภูต นี้มีพลานุภาพอย่างน่ามหัศจรรย์ โดยเฉพาะในด้านการพิชิตวิชาภูต บําเพ็ญมากมาย
แต่ว่าการปะทุที่แท้จริง การรวมภูเขาเทพกระดูกให้เป็นหนึ่ง นั่น เพราะว่าพวกเขาได้ค้นพบการสืบทอดของเทพมารโบราณที่เก็บซ่อน ไว้ในภูเขาเทพกระดูก ได้รับ ‘คัมภีร์สองลักษณ์น�าพุนภากาศ’ มา นี่เป็น วิชาลับและประสบการณ์ที่เทพมาได้ทิ้งเอาไว้ สามารถฝึกบําเพ็ญภูต บําเพ็ญให้กลับเป็นคนเป็นได้
ทั้งสามคนใช้ความลี้ลับของสิ่งสืบทอดนี้ จึงสามารถฝึกฝนพลังการ รบที่ยิ่งใหญ่ได้ในเวลาสั้นๆ จนสามารถไปต่อกรกับสามเทพศักดิ์สิทธิ์ได้
โดยเฉพาะไช่ไช่ พรสวรรค์ในการฝึกฝนเดิมทีดีมากอยู่แล้ว ยิ่งบวก กับสิ่งที่หลี่มู่สืบทอดให้ ดังนั้นในสามคนพลังนางจึงแข็งแกร่งที่สุด วิชาการต่อสู้บางส่วนของหนิงจิ้งและตงเสวี่ยทั้งสองคน ล้วนเป็นสิ่งที่ ไช่ไช่ถ่ายทอดให้กับพวกเขา
สิ่งแรกที่ทั้งสามคนมาถึงโลกที่ไม่เป็นไม่ตายแห่งนี้ ก็คือหวังว่าจะ สามารถกลับไปยังโลกคนเป็นได้อีกครั้ง และได้พยายามอย่างหนัก
ดังนั้นหลังจากที่หาข้อมูลจึงเพิ่งรู้ ว่าการที่ภูตบําเพ็ญจะกลับสู่โลก คนเป็นได้มีเพียงสองหนทาง
หนึ่งคือฝึกฝนจนเข้าสู่ขั้นมารเทพ ทําลายกําแพงอุปสรรควัฏจักร เป็นตาย กลับสู่โลกคนเป็นอีกครั้ง
อีกวิธีคือการยืมใช้พื้นที่กลับไปเกิดบนดาวร้อยภูต หยิบยืมพลังสู่ ชีวิต เข้าสุ่โลกคนเป็น
ตัวเลือกแรกคือการหลุดพ้นครั้งยิ่งใหญ่ สามารถอยู่ที่โลกคน เป็นได้ตลอดกาล ส่วนตัวเลือกหลังเป็นเพียงการเดินทางระยะเวลาหนึ่ง ไม่สามารถคงอยู่ในโลกคนเป็นได้นานมากนัก เมื่อถึงเวลาที่กําหนดก็จะ กลับมายังดาวร้อยภูตอีกครั้ง
ทั้งสามคนแน่นอนว่าอยากจะหลุดพ้นครั้งยิ่งใหญ่ แต่ก่อนหน้าที่ จะหลุดพ้น ก็ยังอยากที่จะสามารถกลับไปยังโลกคนเป็นได้สักครั้ง ไป
หาคนที่ตนเองรัก ไปหาหลี่มู่ นําเรื่องทั้งหมดในโลกนี้บอกต่อ ทําให้มี ความหวัง
มิเช่นนั้น การฝึกฝนจนถึงขั้นมารเทพ น่ากลัวว่าคงใช้เวลานับพัน นับหมื่นปี จนถึงตอนนั้นก็คงจะช้าเกินไปแล้ว
พวกเขาเดิมทีเตรียมพร้อมที่จะฝึกฝนจนสามารถบดขยี้อภินิหาร ของสํานักตรีเทพให้ได้ภายในสิบปี ทําลายระบบปกครองสามขุนเขา ใหญ่แห่งดาวร้อยภูต หยิบยืมพื้นที่เกิดใหม่เพื่อกลับสู่โลกคนเป็น จากนั้นค่อยกลับมาเพื่อฝึกฝนให้ถึงขั้นมารเทพ
ทว่าการระมัดระวังตัวและการดมกลิ่นของสํานักตรีเทพ น่ากลัว เกินกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้
ครั้งนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะหลี่มู่ปรากฏตัวขึ้นที่นี่ พลิกสถานการณ์ กลับมาได้ น่ากลัวว่าไช่ไช่และสามีภรรยาหนิงจิ้งคงจะจบสิ้นลงจริงๆ แล้ว พวกเขาสามารถต้านทานสามเทพศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้า ใบหน้ายักษ์ตอนท้ายนั่น ไม่มีทางที่จะต่อกรได้แน่นอน
หลี่มู่ฟังจบ ในใจเกิดอาการสั่นวาบ
โชคดีที่ตนเองมา
ไม่เช่นนั้น น่ากลัวว่าตลอดชีวิตนี้คงจะไม่มีโอกาสได้ชดเชยอีกแล้ว
“ในภูเขาเทพกระดูก มีหินประหลาดอยู่ชนิดหนึ่ง สามารถตีอาวุธ ให้มีพลานุภาพแข็งแกร่งได้ และสามารถทานรับกับอักขระวิชาเต๋าของ คุณชายได้ด้วย พวกเราจึงใช้หินประหลาดนั่นมาตีดาบและกระบี่”
หนิงจิ้งลูบหลังหัวเอ่ยขึ้น
“เป็นหินประหลาดจริงๆ น่ากลัวว่าคงจะมีแค่ในดาวร้อยภูตนี้ เท่านั้น” หลี่มู่ตอนที่ใช้ดาบหินกระบี่หินก่อนหน้า ก็ระแคะระคายขึ้น บ้างแล้ว
ลักษณะหินหยกของอาวุธดาบกระบี่ทั้งสามคนนั้นไม่ธรรมดา เพียงแค่แต่ละชิ้นลงอักขระวิชาเต่าเอาไว้หนึ่งชนิด ลักษณะการตีก็ หยาบๆ แต่กลับเทียบเท่าได้กับของล�าค่าระดับสมบัติเต๋า
เขาใช้ดาบหินกระบี่หินนี้แสดงวิชาเต๋าของซินแสเฒ่าจนถึงขั้นสุด ขณะที่อักขระแสงเทพผ่านหินประหลาดก็ยังมีผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม ประกอบกับการทะลวงขั้นของ ‘วิชาก่อนกําเนิด’ ดังนั้นตอนท้ายสุดจึง กําราบใบหน้ายักษ์ลงได้
“ข้าจะพาคุณชายไปดูเหมืองหินประหลาดนั่น” ไช่ไช่เอ่ยขึ้นอย่าง ยินดี
นางตอนนี้เปลี่ยนเป็นสาวน้อยน่ารักน่าเอ็นดูคนหนึ่งไปแล้ว ไม่ใช่ สาวน้อยดาบกระบี่ไว้หางม้าอันเย็นชาหยิ่งทะนงคนนั้นอีก ดึงแขนหลี่มู่ เอาไว้ไม่ยอมปล่อยด้วยท่าทีเหมือนจะอวดของดีให้เห็น
……………………………………….
บทที่ 639 คัดเลือก
ในภูเขาเทพกระดูกมีหินประหลาดที่แฝงไปด้วยพลังบริสุทธิ์แห่ง ฟ้าดิน
หลี่มู่ตามทั้งสามมายังถ�าแร่คดเคี้ยว เดินเข้าไปในจุดลึกของภูเขา เทพกระดูก
ถ�าแร่แห่งนี้ไม่รู้ขุดเจาะมาแล้วกี่ปี มีร่องรอยเต็มไปหมด ไม่รู้ว่า เก็บแร่มานานกี่ปี ยิ่งเดินเข้าไปรอยใหม่ก็ยิ่งชัดเจน ถ�าก็ยิ่งแคบ จน สุดท้ายก็เป็นเส้นทางเดินไปได้แค่คนเดียว
ในถ�ากดดันขึ้นเรื่อยๆ
มองออกว่าการดูแลถ�านี้ของภูเขาเทพกระดูกทําได้ดีมาก เมื่อ มาถึงจุดที่ลึกที่สุด นอกจากพวกไช่ไช่สามคนนี้ ภูเขาเทพกระดูกคน อื่นๆ ก็ไม่มีอํานาจเข้าออก
หลี่มู่ผิดคาดนักที่สัมผัสถึงคลื่นพลังอะไรไม่ได้
หลังจากเดินลึกลงไปใต้ดินประมาณสามร้อยจั้ง พื้นที่ข้างหน้าก็ พลันสว่างชัดเจนขึ้น
พื้นที่ใต้ดินขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหลี่มู่
ใจกลางของพื้นที่ ประกายแสงสีเงินสาดส่องรอบๆ จนมองเห็นได้ อย่างเด่นชัด
เป็นภูเขาเงินลูกหนึ่ง!
หลี่มู่มองเห็นภูเขาเงินลูกหนึ่ง
“นี่ก็คือที่ที่หินประหลาดตั้งอยู่” ไช่ไช่ชี้ไปยังเส้นทางภูเขาสีเงิน
ภูเขาเงินลูกนี้เป็นภูเขาหินสีหยก คุณสมบัติใสบริสุทธิ์เป็นที่สุด ชั้น ผิวเงาส่องประกาย อาวุธของพวกเขาทั้งสามล้วนสร้างขึ้นจากหินบน ภูเขาสีเงินลูกนี้ มีพลังที่แปลกประหลาดนัก
“หินประหลาดนี่แปลกพิลึกนัก ไม่มีคลื่นพลังอะไร ไม่ใช่โลหะ ไม่ใช่เหล็กแต่กลับแข็งแกร่งกว่าเหล็กโลหะใดที่พวกเราเคยได้เห็นมา มากนัก อาวุธของพวกเราสามคนก็แค่เลือกหินที่มีลักษณะเป็นเส้นลับ คมขึ้นมา หากสามารถใช้วิธีหลอมโลหะได้ขึ้นมาจริงๆ ก็จะกลายเป็น อาวุธที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น”
ตงเสวี่ยเอ่ยอย่างลิงโลด
สําหรับไช่ไช่ หนิงจิ้งและตงเสวี่ย ทุกสิ่งที่พวกเขาได้มาล้วนเป็น ของหลี่ม่ ูทั้งสิ้น สําหรับพวกเขา หลี่มู่ไม่ใช่แค่ผู้มีพระคุณ แต่ยิ่งเป็น เหมือนเจ้านายแบบนั้น พวกเขามุมานะพยายามในโลกดาวร้อยภูต เป้าหมายก่อนหน้านี้ก็ คืออยากกลับไปยังโลกแห่งคนเป็น ได้พบกับหลี่มู่อีกครั้ง แต่ตอนนี้ เป้าหมายของพวกเขานั้นง่ายมาก ก็คือสร้างขั้วอํานาจ ฝ่ายหนึ่งไว้ให้หลี่มู่ที่โลกใบนี้ เป็นนักรบเดนตายที่ภักดีที่สุดใต้องค์ราชา ดังนั้น หินประหลาดที่ส่องแสงแปลกประหลาดเหมือนกับภูเขาสี เงิน ไม่ว่าจะสูงค่าหายากเพียงใด สําหรับพวกเขาแล้วล้วนยินดีมอบ ให้หลี่มู่มอบให้หลี่มู่ทั้งหมด หลี่มู่มาถึงยังเบื้องหน้าหินประหลาดที่เหมือนภูเขา สํารวจอย่าง ละเอียดพลางยื่นมือไปสัมผัส ความเย็นแผ่วๆ แผ่เข้ามาที่มือระลอกหนึ่ง แต่ไม่เย็นยะเยือก นี่เป็นสัมผัสที่สบายเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นวัสดุชั้นเลิศที่จะหลอมเป็นอาวุธชั้นยอดเลยนี่นา หลี่มู่รู้ถึงข้อดีของหินประหลาดภูเขาสีเงินนี่ทันที
ความสําคัญของอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นยอดฝีมือในยุทธจักรทั่วไปหรือ จะเป็นผู้ฝึกฝนในห้วงดาราสมทุร ล้วนสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ความ แตกต่างอยู่ที่ระดับของตัวอาวุธ
ดังนั้น ด้านหลอมอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นดาบกระบี่ธรรมดาทั่วไป หรือ เป็นอาวุธเต๋าล้วนแต่ตั้งใจเป็นอย่างมาก
การหลอมอาวุธทั่วไป ที่ด้ามดาบด้ามกระบี่จะพันไว้ด้วยเส้นไหม แนบไว้ด้วยวัสดุซับเหงื่อบางอย่าง เช่นนี้ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงปัญหา เนื่องจากเวลากําลังภายในแผ่ระลอก เหงื่อซึมกลางมือ จับอาวุธได้ไม่ มั่นตอนกําลังต่อสู้อย่างดุเดือดแล้ว
ถึงแม้ผู้แข็งแกร่งผู้ฝึกฝนและยอดฝีมือวิถียุทธ์ที่แท้จริงจะสามารถ ควบคุมเลือดลมและอุณหภูมิของตนได้ กระทั่งว่าไม่มีทางเกิด เหตุการณ์เช่นนี้ด้วยซ�า แต่เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจจริงๆ ความ ประมาทใดก็ตามก็จะทําให้มีจุดจบอันถึงแก่ชีวิต
ดังนั้น ยามหล่ออาวุธ ของวิเศษ คุณสมบัติของวัสดุจึงต้องสูงมาก ไม่ใช่แค่เวลาเหนี่ยวนําปราณแท้จะต้องเพิ่มพลังได้ ความเหมาะมือของ วัสดุก็มีคุณสมบัติเช่นกัน
หลี่มู่ได้เห็นถึงการเพิ่มพลังของอักขระเต๋า และการเหนี่ยวนํา ปราณแท้จากหินประหลาดภูเขาสีเงินแล้ว แต่ความรู้สึกเหมาะมือเช่นนี้ เป็นครั้งแรกที่สัมผัสได้อย่างชัดเจน
ในด้านการหลอมอาวุธหลี่มู่ก็มีความลึกซึ้งในระดับหนึ่ง ถึงแม้จะ ภายหลังเด็กรับใช้บัณฑิตน้อยชิงเฟิงจะนําหน้าไป แต่ก็นับได้ว่าเป็น ระดับปรมาจารย์
เพียงปราดเดียวเขาก็มองออกว่า หินประหลาดสีเงินนี่เป็นวัสดุ หลอมอาวุธชั้นยอดหายาก
หลี่มู่กําผลึกหินก้อนหนึ่งเอาไว้ แล้วพลันออกแรง
“หืม? แข็งขนาดนี้เชียว?”
เขาพบอย่างตกใจว่า ด้วยพลังกายเนื้อของตัวเองในวันนี้คิดจะบิ หินประหลาดภูเขาสีเงินก้อนนี้ลงมากลับทําไม่ได้ ความแข็งของมัน เหนือกว่าที่คิดไว้
มิน่าเล่า ครอบครองรักษาภูเขาวิเศษเช่นนี้ ภูเขาเทพกระดูกมี เพียงไช่ไช่และสองเซียนเท่านั้นที่มีอาวุธวัสดุหินประหลาดเขาสีเงิน ชนิดนี้เท่านั้น คนอื่นๆ ไม่เคยได้รับมาก่อน
ด้วยพลังของพวกเขาก็ยากจะหลอมวัสดุชนิดนี้เป็นอาวุธได้จริงๆ นั่นแหละ
ดาบหินและกระบี่หินของพวกไช่ไช่ทั้งสามคนก็เก็บหินยาวๆ ที่ เป็นเศษๆ เอามาลับคม อักขระเต๋าบนนั้นท่าทางจะใช้เวลานานหลายปี ใช้เวลาค่อยๆ สลักออกมาทีละน้อยๆ
หลี่มู่สังเกตอยู่ครู่หนึ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งชอบ
จากนั้นยิ่งมองก็ยิ่งตื่นตะลึง
เขาใช้เนตรสวรรค์สํารวจ ความอัศจรรย์ของหินประหลาดเขาสี เงินลูกนี้ เกรงว่าจะเหนือกว่าการคาดเดาของเขา
เพราะ ‘เนตรสอดแนม’ ไม่อาจมองเห็นความไม่สมบูรณ์อะไรของ หินประหลาดเขาสีเงินลูกนี้ได้
‘เนตรสอดแนม’ สามารถมองทะลุช่องโหว่ของสรรพสิ่งต่างๆ ได้ ต่อให้เป็นความแข็งแกร่งของพลังงานใบหน้ามหึมานั่นก็ล้วนถูกหลี่มู่ มองช่องโหว่ออก สุดท้ายก็ใช้วิชาเต๋าโจมตีสังหาร
แต่หินประหลาดภูเขาสีเงิน จากการมองทะลุจาก ‘เนตรสอดแนม’ กลับสมบูรณ์เหมือนหยก มองไม่ทะลุ ไม่อาจเห็นสิ่งปลอมปนอะไรพวก นั้นได้เลย
วัสดุที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าหินต้นกําเนิด “หากใช้วัสดุชนิดนี้หลอมอาวุธ จะต้องถึงระดับของวิเศษเต๋าอย่าง แน่นอน อีกทั้งยังมีช่องว่างให้ยกระดับขึ้นอีกด้วย” หลี่มู่มองยังพวกไช่ไช่ทั้งสามคน “ครั้งนี้พวกเจ้าพบของที่ยอดเยี่ยมไปเลย” ไช่ไช่ดีใจจนกระโดดขึ้นมา “พี่ชาย มีประโยชน์จริงๆ หรือ? ดี เหลือเกิน ยังกลัวว่าท่านจะไม่ชอบล่ะ” คู่สามีภรรยาหนิงจิ้งก็ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ในที่สุดก็ช่วยอะไรหลี่มู่ได้
นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาดีใจที่สุด
จากการขบคิดของหลี่มู่ สุดท้ายก็ตัดสินใจเสียเวลาอยู่ที่ดาวร้อย ภูตนี่อีกสักหน่อยเพื่อสร้างอาวุธ
เพราะหินประหลาดชนิดนี้หายากนัก นี่เป็นของล�าค่าแห่งฟ้าดิน หลี่มู่จึงไม่อาจเก็บมันลงไปในมิติเก็บของได้
อีกทั้งของล�าค่าแห่งฟ้าดินประเภทนี้จะต้องมีสิ่งที่สามารถข่มมัน ได้ในที่ที่มันเกิดขึ้นมา
ไม่นานหลี่มู่ก็มีการค้นพบใหม่
ใต้หินประหลาดภูเขาสีเงินก้อนนี้มีไฟพิภพเพลิงภูตแปลก ประหลาดกลุ่มหนึ่งไหลเวียนอยู่ เมื่อเหนี่ยวนําพลังความร้อนใต้หิน ประหลาดภูเขาสีเงินหลอมหินประหลาดภูเขาสีเงินที่สูงหลายร้อยจั้ง ส่วนฐานข้างใต้ของมันก็เหมือนว่าจะอ่อนตัวลง
หินประหลาดเขาสีเงินเมื่ออ่อนตัวลงแล้วก็สามารถทําการตัดได้ บ้าง
ไฟพิภพเพลิงภูตก็คือสิ่งที่ข่มหินประหลาดสีเงินนี่
หากไม่มีมันแล้วล่ะก็ คิดจะตัดหินประหลาดนี่มาทําอาวุธก็ช่าง ยากเย็นแสนเข็ญนัก
อีกทั้ง สิ่งที่สําคัญคือ หลี่มู่รู้สึกว่าคุณสมบัติอาวุธของเขาในตอนนี้ ก็ก้าวไปอย่างก้าวกระโดด
การเดินทางมายังดาวร้อยภูตครั้งนี้ พลังของหลี่มู่ทะลุพุ่งขึ้นอย่าง คาดไม่ถึง
‘วิชาก่อนกําเนิด’ ทะลวงพันธนาการยกระดับขึ้น นี่หมายความว่า ในช่วงเวลาสั้นๆ ต่อมา ปราณแท้บริสุทธิ์ก็จะพุ่งเพิ่มขึ้น
เพราะ ‘วิชาก่อนกําเนิด’ เดิมก็นํามาใช้เพื่อยกระดับขอบเขต ปราณแท้อยู่แล้ว
อีกทั้งจากการยกระดับอย่างรวดเร็วข้ามขั้นของพลังเช่นนี้ ดาบ สงครามปีกห่านป่าที่เขาซื้อมาจากเครือข่ายเซียน และดาบใบหลิวยี่สิบ สี่เล่มก็ไม่อาจรองรับพลังของหลี่มู่ในตอนนี้แล้ว และก็ไม่อาจสร้างภัย คุกคามให้กับคู่ต่อสู้ด้วยเช่นกัน
“ต้องเปลี่ยนอาวุธอีกแล้ว”
หลี่มู่ปวดใจนิดหน่อย
หากรู้แบบนี้แต่แรก ตอนนั้นเขาก็ไม่ใช้ผลึกเซียนมากมายขนาด นั้นไปซื้อดาบสงครามปีกห่านป่าและดาบบินใบหลิวแล้ว ความรู้สึก แบบนี้เหมือนเล่มเกมออนไลน์อุตส่าห์เติมเกมซื้อถุงม่วง แต่ไม่นานก็ตก รุ่นเสียแล้ว
แต่ว่า ดาบสงครามปีกห่านป่าและดาบบินใบหลิวหากนําไปขาย บนเครือข่ายเซียนอีกครั้งก็ไม่น่าจะขาดทุนมาก
หลี่มู่เริ่มวางแผนสร้างอาวุธในใจ
……
“ขอโทษ ข้าพูดไม่ได้”
ซ่านเทียนก้มหน้า ในรอยยิ้มขมขื่นบนใบหน้ามีความดื้อดึงที่คนอื่น ยากจะเข้าใจ
“ไม่พูด?” ซ่านเจิงเฟิงตบโต๊ะ “เจ้ารู้หรือไม่ ประโยคนี้หมายความ ว่าอย่างไร คุณชายเว่ยผู้นั้นเพียงประโยคเดียวก็สามารถทําให้ตระกูล ซ่านของเราเป็นเศษธุลี หายไปจากโลกใบนี้โดยสิ้นเชิง ต่อให้เป็นเช่นนี้ เจ้าก็ยังจะไม่พูด จะปกป้องคนนอกคนหนึ่งอย่างนั้นรึ?”
ในโถงใหญ่ ชายผู้นําระดับสูงตระกูลซ่านคนอื่นๆ ก็ต่างซุบซิบ วิพากย์วิจารณ์ มองซ่านเทียนพลางชี้มือชี้ไม้ โกรธแค้นและไม่พอใจกับ การตัดสินใจของเขามาก
“เพื่อคนนอกที่ไม่รู้จักคนหนึ่ง กลับจะไม่สนใจทิ้งชีวิตของคนทั้ง ตระกูลอย่างนั้นรึ?”
“หลี่มู่คนนั้นเป็นจอมยุทธ์ที่หาได้ยากคนหนึ่งก็จริง แต่ตระกูลซ่าน ของเราก็จะตายไปกับเขาไม่ได้นี่?”
“เสี่ยวเทียน ข้ามองเจ้าเติบโตมาตั้งแต่เล็ก เจ้ามีปณิธาน มีใจผดุง ธรรม การตัดสินใจนี้ของเจ้า อาสามไม่แปลกใจ แต่หลายปีมานี้เจ้า
พเนจรฝ่าฟันอยู่ข้างนอก ก่อเรื่องเดือดร้อนมากมายขนาดนั้น ครั้งไหน ไม่ใช่สกุลซ่านคอยตามเช็ดตามล้างให้? เรื่องในอดีตเจ้าสามารถเอาแต่ ใจได้ บิดาเจ้าแบกไว้ให้เจ้า แต่ครั้งนี้ไม่ได้ เจ้าต้องคิดเพื่อคนในตระกูล นะ”
“พี่เทียน แค่บอกร่องรอยของหลี่มู่เท่านั้น ไม่ได้ให้ท่านไปลอบทํา ร้ายเขาสักหน่อย”
“ใช่แล้ว…”
รอบๆ ชี้มือชี้ไม้ ไม่ก็โกรธแค้นตําหนิ บ้างก็เป็นเสียงโน้มน้าวปาก เปียกปากแฉะ เหมือนกับลมพายุขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ล้อมซ่านเทียน เอาไว้
ซ่านเจี้ยนที่สวมชุดเกราะและผ้าคลุมสีแดงเลือดยืนข้างๆ ซ่าน เทียนอย่างเงียบๆ หน้าตาไม่แสดงอารมณ์ ก็ไม่รู้ว่ากําลังคิดอะไรอยู่
ซ่านเทียนยังคงก้มหน้า
นับแต่อดีตภักดีและกตัญญูยากจะสมบูรณ์พร้อม
ประโยคนี้เมื่อเกิดขึ้นกับตัวเองขึ้นจริงๆ ซ่านเทียนถึงได้รู้ว่าการ ตัดสินใจเลือกแบบนี้น่ากลัวเพียงใด
ฝั่ งหนึ่งคือจอมยุทธ์ห้วงดาราที่เขาชื่นชมบูชา ตัวแทนของการผดุง คุณธรรมที่สมบูรณ์แบบในใจของเขา อีกฝั่ งหนึ่งคือญาติพี่น้องคนใน ตระกูลที่เลือดข้นกว่าน�า
ควรจะเลือก จะทิ้งอย่างไร?
ในใจของเขาสับสน ไม่อยากพูดอะไรแม้แต่ประโยคเดียว
ซ่านเทียนค่อยๆ ไม่ได้ยิน ปิดกั้นเสียงวิพากย์วิจารณ์รอบๆ
ซ่านเจิงเฟิงมองบุตรชายของตน มองสีหน้าที่ดื้อดึงและลําบากใจ บนใบหน้าของเขา เหมือนว่าเวลาหมุนกลับ มองเห็นฉากเมื่อสิบปีก่อน ก่อนที่ภรรยาของตนจะจากไปฉากนั้น หลายปีมานี้ ความห่างเหินไร้สุ้ม เสียงระหว่างพ่อลูก ก็เกี่ยวกับฉากนั้น
“คุณชายเว่ยก็ไม่คิดจะบีบคั้น และก็ไม่ได้ให้เจ้าทุ่มเทอะไรมาก อันที่จริงเขาก็ตรวจสอบออกมาได้แล้วว่า หลี่มู่เข้าไปในเขตดาราร้อย ภูต แต่เขตดาราเขตนั้น พลังภูตพลังหยินหนาแน่น คนธรรมดาเข้าไปก็ เท่ากับไปตาย เจ้าแค่ส่งพวกเขาไปยังที่ที่ส่งหลี่มู่เข้าไปก็พอแล้ว เจ้า กระทั่งไม่ต้องไปพบหน้าหลี่มู่ เขาก็ไม่รู้ว่าเจ้าหักหลังเขา อีกทั้งนี่ก็ไม่ นับว่าเป็นการหักหลัง”
ซ่านเจิงเฟิงใช้ทีท่าอดทนที่เห็นได้ยากเอ่ยโน้มน้าวบุตรชายของ ตน
ซ่านเทียนก้มหน้า ชายร่างใหญ่กํายําตรงไปตรงมาเหมือนกับเด็กที่ทําเรื่องผิด เงียบ งันไม่พูดจา แต่หมัดทั้งสองกลับกําแน่น เล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ในใจของเขาสับสนว้าวุ่น
ซ่านเจิงเฟิงเอ่ยขึ้นอีก “เรื่องยุ่งยากของหลี่มู่ เขาย่อมมีวิธี แก้ปัญหา อย่างไรเสียไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องออกมาจากดาวร้อยภูต เจอ กับคุณชายเว่ยอย่างไรก็ตาย เป็นความแตกต่างแค่ตายเร็วตายช้าก็ เท่านั้น หากเจ้าเชื่อมั่นในตัวหลี่มู่ ปัญหาที่เขาก่อขึ้นก็ควรให้เขาไป จัดการเอง แต่ไม่ใช่ปล่อยให้เจ้าแบกรับ”
ซ่านเทียนก็ยังคงไม่พูดจา ซ่านเจี้ยนที่อยู่อีกด้านหนึ่งขมวดคิ้ว บรรยากาศในโถงใหญ่หนักหน่วงมาก อากาศเหมือนจับตัวแข็ง บางคนพูดจนน�าลายแห้งหมดแล้ว แต่ก็เหมือนว่าจะไม่ได้ผล ซ่านเทียนเงียบงันมาโดยตลอด
สุดท้าย ซ่านเจิงเฟิงก็ถอนหายใจออกมา ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “คุณชาย เว่ยก็ไม่ใช่พวกไร้เหตุผลกําเริบเสิบสาน และไม่บีบบังคับเจ้า เจ้าคิดดูให้
ดีๆ ก็แล้วกัน ใช่แล้ว พี่สาวเจ้าเมื่อครึ่งเดือนก่อนกลับมาแล้ว เจ้าไปพบ นางสักหน่อย”
ในดวงตาของซ่านเทียนพลันฉายประกายวาบขึ้นมา
……………………………………………………
บทที่ 640 เต้าหล่านปรากฏตัวอีกครั้ง
ในสกุลซ่านรุ่นใหม่ ซ่านเทียนอยู่ในลําดับสาม
ในลําดับนี้เขานับว่าเป็นผู้ชายเพียงคนเดียว
มารดาของซ่านเทียนเป็นภรรยาคนก่อนของผู้นําสกุลซ่านเจิงเฟิง ตายเพราะอุบัติเหตุเรือดาราครั้งเมื่อซ่านเทียนยังเล็ก ยามมีชีวิตอยู่ได้ ให้กําเนิดบุตรชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง ดังนั้นซ่านเทียนยังมีพี่สาวแท้ๆ อีก คนหนึ่ง
ซ่านเจี้ยนอยู่ลําดับหก
มารดาของเขาเป็นภรรยาที่แต่งเข้ามาภายหลัง หลังจากภรรยาคน แรกเสียไป
ดังนั้นซ่านเจี้ยนและซ่านเทียนเป็นพี่น้องบิดาเดียวกันแต่คนละ มารดา
ได้ยินบิดาพูดถึงข่าวของพี่สาวตัวเองสีหน้าของซ่านเทียนเห็นได้ ชัดว่าตื่นเต้น
เขาหมุนตัวออกไปจากห้องโถงใหญ่ทันที
ซ่านเจี้ยนมองบิดา รู้ว่าบิดาคิดอยากจะใช้ความสัมพันธ์พี่น้องมา ทําให้ซ่านเทียนใจอ่อน ให้พี่สามบอกที่อยู่ของหลี่มู่
สําหรับซ่านเทียนที่นิสัยดื้อดึง หากสกุลซ่านจะมีคนที่ทําให้เขาทิ้ง สัญญากับหลี่มู่ คนคนนั้นก็มีเพียงพี่สาวแท้ๆ ของเขาเท่านั้นแล้ว
หลายปีก่อนหน้านี้ สกุลซ่านเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลก็เคยให้ พี่สาวของซ่านเทียน ซ่านอวิ๋นซิ่วแต่งงานการเมือง คิดจะให้นางแต่งกับ ผู้สืบทอดของสํานักมารฟ้าคนหนึ่ง แต่ตอนนั้นซ่านอวิ๋นซิ่วมีชายคนรัก แล้ว จะยอมได้อย่างไรกันเล่า
ซ่านเทียน ซ่านอวิ๋นซิ่วพยายามต่อต้านอย่างสุดชีวิต แต่ก็เจอกับ การกดดันของตระกูล
สุดท้าย ซ่านอวิ๋นซิ่วออกบวชแต่ไม่ปลงผม เป็นนักพรตหญิง ‘อารามหยกจรัส’ ในดินแดนดาราจื่อเวย ถึงไม่ได้แต่งงานกับผู้สืบทอด สํานักมารฟ้าคนนั้น
ส่วนซ่านเทียนเพราะเรื่องนี้ก็ผิดหวังกับตระกูลเป็นอย่างมาก ทิ้ง ทุกอย่างของตระกูลนับแต่นั้น และล่องเรือไปในทะเลดารา
“ท่านพ่อ นักพรตน้อยคนนั้นจะจัดการอย่างไร?”
ซ่านเจี้ยนถาม
ซ่านเจิงเฟิงยิ้มขื่น “เป็นเคราะห์วาสนาแท้ๆ บอกเจ้าสาม หากเขา ยอมบอกที่อยู่ของหลี่มู่ ยอมนําทางให้กับคุณชายเว่ยแล้วล่ะก็ เช่นนั้น ข้าก็จะไม่ต่อต้านเรื่องของซิ่วเอ๋อร์กับนักพรตน้อยอีกต่อไป” ซ่านเจียนตะลึง ก่อนจะพยักหน้า โค้งคารวะแล้วจากไป ทั้งโถงใหญ่ยังเป็นเสียงซุบซิบวิพากย์วิจาารณ์ เสียงเซ็งแซ่นัก เหล่าผู้สูงอายุสกุลซ่านไม่พอใจกับซ่านเทียนที่ไม่รู้จักหนักเบา ไม่ให้ความสําคัญของตระกูลในช่วงเวลาสําคัญเป็นอย่างมาก ซ่านเทียนกลับไม่รู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายหลังนี้ เขากลับมายังโถงโพธิสัตว์เรือนด้านหลังของตระกูลอย่างเร่งร้อน นี่เป็นสถานที่ที่มารดาของเขาอยู่ยามเมื่อมีชีวิต ซ่านเทียนเชื่อว่า หากพี่สาวกลับมายังสกุลซ่านจะต้องมาอยู่ที่นี่แน่นอน “ท่านพี่ ท่านพี่ได้ยินว่าท่านกลับมาแล้วหรือ” ซ่านเทียนเมื่อเข้ามาก็ตะโกนเสียงดัง นับจากที่พี่สาวของเขาออกบวชก็ไม่เคยกลับมายังตระกูลอีกเลย ซ่านเทียนไปยังอารามหยกจรัสขอเข้าพบหลายครั้ง แต่ก็ถูกขวางเอาไว้
ข้างนอกทุกครั้ง หลายปีผ่านไป ในที่สุดก็ได้พบพี่สาวเสียที ในใจของ ซ่านเทียนยากจะเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ได้
ในโถงใหญ่มีเสียงสวดมนต์ลอยมา
ซ่านเทียนเดินเข้าไป มองเห็นเงาร่างอรชรร่างหนึ่ง สวมหมวก นักพรต สวมชุดแบบนักพรตหญิง กําลังสวดมนต์อย่างเลื่อมใสบูชาอยู่ หน้าตะเกียง สตรีนางนี้ก็คือซ่านอวิ๋นซิ่ว พี่สาวของเขานั่นเอง
ส่วนข้างกายนางกลับมีชายหนุ่มในชุดนักพรตสีดําคนหนึ่งยืนอย่าง สงบเสงี่ยม
หืม?
ซ่านเทียนตะลึง
เป็นเขา?
เขาก็มาเหมือนกัน?
นักพรตสาวร่างอรชร ใบหน้ารูปไข่ประหนึ่งหยกขาว เครื่องหน้า งดงาม ต่อให้สวมชุดนักพรตที่กว้างไม่เข้ารูปก็ยากจะปกปิดเรือนร่าง สัดส่วนอ่อนช้อยงดงามของนางได้ มีความงามอย่างศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่ง ใบหน้าฉายแววประหลาดใจเอ่ยขึ้น “น้องเล็ก”
ขอบตาของซ่านเทียนแดงรื้นขึ้นมาทันที
ชายหนุ่มที่สูงกํายํายืนตระหง่านคนนี้ ในเสี้ยวขณะนี้ก็อดไม่ได้ ร้องไห้ออกมา
“ท่านพี่” ซ่านเทียนพุ่งตัวไปอย่างอดไม่ได้ คุกเข่ากอดนักพรต หญิงซ่านอวิ๋นซิ่ว น�าตาไหลพรั่งพรู
ตอนนั้น หลังจากมารดาจากไป สองพี่น้องพึ่งพิงอยู่ร่วมกัน บิดา ซ่านเจิงเฟิงแต่งภรรยาใหม่ เพราะภารกิจงานกิจการที่ยุ่งจนไม่อาจปลีก ตัวได้ของครอบครัว จึงเมินเฉยกับพวกเขาสองพี่น้องไปอย่างไม่ตั้งใจ เป็นซ่านอวิ๋นซิ่วที่คอยดูแลซ่านเทียนที่ตอนนั้นยังเล็กมากอยู่เสมือน มารดา ซ่านเทียนเองก็ค่อยๆ แสดงพรสวรรค์ออกมา ได้รับความสําคัญ ขึ้นมาบ้าง ซ่านเจิงเฟิงก็อบรมสั่งสอนบุตรชายคนนี้ของตนอย่างผู้นํา ตระกูลในอนาคต ทว่า ภายหลังเกิดเรื่องแต่งงานการเมืองขึ้น
ซ่านเทียนไม่เสียดายละทิ้งทุกสิ่ง ต่อต้านตระกูลอย่างเปิดเผย หวัง ว่าจะปกป้องพี่สาวเอาไว้ได้
เพื่อพี่สาว เขาต่อให้ตายก็ไม่แม้แต่จะขมวดคิ้วเด็ดขาด
เรื่องในตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก
สุดท้ายซ่านอวิ๋นซิ่วเดินทางไกลไปยังอารามหยกจรัส ออกบวช ถึง ได้นับว่าถอยออกมาจากการแต่งงานทางการเมืองกับผู้สืบทอดที่ เก่งกาจไร้เทียมเทียบในตํานานของสํานักมารฟ้าได้
ส่วนซ่านเทียนก็ถูกตระกูลรังเกียจเพราะเหตุนี้ ส่วนตัวเขาเอง ภายใต้ความโกรธแค้น ก็ทิ้งตําแหน่งของตระกูล ล่องเรือพเนจรไปใน ห้วงดาราสมุทร ระบายความอัดอั้นในใจ
ภายหลัง ซ่านเทียนไปยังอารามหยกจรัสแดนดาราจื่อเวยหลาย ครั้งเพื่อขอพบพี่สาว แต่เพราะกฎเกณฑ์บางข้อของอารามหยกจรัส จึง ถูกขวางเอาไว้ข้างนอก หลายปีมานี้ไม่ได้พบหน้าเลย
วันนี้ในที่สุดก็ได้พบพี่สาวที่คิดถึงทุกชั่วขณะจิต ซ่านเทียนรู้สึกว่า เหมือนฝันไป
ซ่านอวิ๋นซิ่วก็ยังลูบศีรษะของซ่านเทียนเหมือนอย่างตอนเด็กๆ “โตแล้ว ตัวก็ใหญ่ หนวดเคราก็ไม่รู้จักโกน…” พูดแล้ว ในดวงตาทั้งคู่มี น�าตาไหลรินลงมาอย่างเงียบงัน ร่วงหล่นลงบนผมของซ่านเทียน
สองพี่น้องน�าตาพรั่งพรูอาบริน
นักพรตที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังหนุ่มนัก หน้าตาขาวสะอาด แต่กลับมี ท่าทีเกียจคร้าน มองซ่านเทียนกอดซ่านอวิ๋นซิ่ว มุมปากกระตุกเล็กน้อย จงใจกระแอมขึ้นสามสี่ที
แต่เห็นซ่านเทียนก็ยังคงกอดซ่านอวิ๋นซิ่วไม่ปล่อยมือ ครั้นแล้วจึง เอ่ย “เฮ้อ อุตส่าห์ได้พบหน้ากัน ร้องไห้อะไรกันเล่า ดีใจหน่อยสิ เทียน เทียนน้อย เจ้าปล่อยพี่สาวเจ้าก่อน อายุก็ไม่น้อยแล้ว พอเห็นหน้าก็ กอดมันได้อย่างไรกันเล่า” ว่าแล้วก็บังคับดึงมือของซ่านเทียนออกไป ด้วยใบหน้าหึงหวง
ซ่านเทียนได้ยิน ‘เทียนเทียนน้อย’ สามพยางค์นี้ก็หน้าเขียวคล�า เต้นขึ้นมาทันที มองใบหน้าของนักพรตหนุ่มอย่างโมโหพลางเอ่ยขึ้น “เต้าหล่าน เจ้ายังจะมีหน้ามาพบพี่สาวของข้าอีกรึ? ตอนนั้นท่านพี่ ต้องการเจ้ามากที่สุดเจ้าไปมุดหัวอยู่ที่ไหน?”
นักพรตหนุ่มมองซ้ายมองขวา เอ่ยอย่างกระอักกระอ่วนเป็นนัก “นั่นไม่ใช่ว่าข้า…มาไม่ทันไม่ใช่รึไง?”
“เจ้า…” ซ่านเทียนยิ่งโมโหเข้าไปอีก “ตอนนั้นข้าจัดการทุกอย่าง เอาไว้แล้วแท้ๆ ขอแค่คืนนั้นเจ้าปรากฏตัวขึ้น พาพี่สาวข้าหนีตามกันไป ก็ได้แล้ว เรื่องอื่นข้าแบกรับเอาไว้ได้ สุดท้ายเจ้าคนไร้ประโยชน์ทั้งยัง เชื่อไม่ได้กลับขี้ขลาดในช่วงเวลาสุดท้าย ไม่ไปรับพี่สาวข้า เจ้ารู้หรือไม่? พี่สาวของข้ารอเจ้าใต้ต้นไม้ใต้แสงจันทร์เย็นเยือกถึงหนึ่งคืนเต็มๆ ตอน นั้นพี่สาวข้าโศกเศร้าสิ้นหวังเพียงใด?”
ในดวงตาของนักพรตหนุ่มเต้าหล่านฉายแววเจ็บปวดแวบหนึ่ง ก่อนจะเป็นรอยยิ้มเกียจคร้านอันเป็นเอกลักษณ์อย่างรวดเร็ว “ข้าออก
เดินทางตั้งนานแล้ว แต่ระหว่างทางเกิดเรื่องเล็กน้อยจึงเสียเวลาไปบ้าง เมื่อไปถึงใต้ต้นไม้ที่นัดเอาไว้ อวิ๋นซิ่วก็มุ่งหน้าไปอารามหยกจรัสแล้ว”
“หึ” ซ่านเทียนแค่นเสียงเย็นขึ้นจมูก “ปลิ้นปล้อน เจ้าคนทรยศ ยัง มีหน้ามาปรากฏตัวขึ้นอีกนะ ข้าเคยพูดเอาไว้ หากข้าเห็นเจ้ามาพัวพัน กับพี่สาวข้าอีก ทําร้ายจิตใจพี่สาวข้าอีก ข้าจะต้องหักขาเจ้าทิ้งแน่”
“เอ่อ…ไม่แล้วๆ ไม่มีทางอีกแล้ว” เต้าหล่านรีบชูนิ้วสาบาน
ใบหน้าของนักพรตสาวงามซ่านอวิ๋นซิ่วแดงซ่าน
ตอนนั้นก็ผิดหวังจริงๆ นั่นแหละ แต่ก็ไม่ได้หมดหวังจริงๆ
เพราะในตอนที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันตอนนั้น คนอื่นไม่อาจเข้าใจได้ นางไม่เชื่อว่าคําสาบานในตอนนั้นจะเป็นเพียงเรื่องขอไปที มิฉะนั้นนาง ก็คงไม่เลือกที่จะฝึกฝนทั้งที่ยังไว้ผม ปลงผมทิ้งไปนานแล้ว
แต่หากบอกว่าไม่แค้น นั่นก็ไม่มีทางเป็นไปได้
อย่างไรเสีย ในคืนนั้นที่สิ้นหวังที่สุด หวาดกลัวที่สุด คนคนนี้เคย เป็นคนที่นางเชื่อมั่นมากที่สุด เป็นความกล้าและความหวังที่จะมีชีวิต ต่อไป
แต่ภายใต้ต้นไม้ที่มีทั้งความหวังและความใฝ่ฝัน นางรอทั้งคืน เต็มๆ ก็ไม่พบเขา
มีเรื่องอะไรที่ทําให้พลาดเรื่องที่สําคัญขนาดนั้นกัน?
ซ่านเทียนมองเต้าหล่านอย่างโมโห แค่นเสียงเย็นขึ้นจมูก จากนั้นก็ หันหน้าไปมองพี่สาว สีหน้าบนใบหน้ากลับมาเรียบร้อยว่าง่ายเป็นที่สุด อีกครั้ง เอ่ยขึ้นอย่างเป็นกังวลนัก “ท่านพี่ ครั้งนี้ไยท่านจึงกลับมายัง ตระกูลเล่า? กฎของอารามหยกจรัสไม่ใช่ว่าไม่ให้ลูกศิษย์ที่ออกบวช แล้วกลับมายังโลกโลกีย์หรอกหรือ? ตอนนั้นข้าไปอารามหยกจรัสต่อ หลายครั้ง คุกเข่าหน้าประตูอยู่ปีหนึ่งยังไม่ได้พบท่าน…ท่านกลับมาครั้ง นี้คงไม่กลับไปอีกแล้วใช่ไหม?”
ซ่านอวิ๋นซิ่วตอบ “อาจารย์บอกว่าข้ายังตัดทางโลกไม่ได้ ให้ข้า กลับดาวปี่ อั้น”
เต้าหล่านเอ่ยหัวเราะคิกขึ้นทันใด “อาจารย์ของเจ้าเป็นโพธิสัตว์ องค์ใดกัน? เป็นโพธิสัตว์บรรเทาความยากลําบากทุกข์ชัดๆ ฮ่าๆ พูดได้ ถูกต้องนัก อวิ๋นซิ่น ในเมื่ออาจารย์บอกว่าเจ้ายังตัดทางโลกไม่ขาด มิสู้ ถอดชุดนักพรตทิ้งตามไปกับข้าเถอะ ตอนนั้นผู้สืบทอดสํานักมารฟ้าคน นั้นเกรงว่าคงลืมเรื่องตอนนั้นไปนานแล้ว ไม่มีเรื่องอะไรมาขวางกั้น พวกเราได้แล้ว”
ใบหน้าเรียวรูปไข่ราวหยกขาวของซ่านอวิ๋นซิ่วแดงซ่านเหมือนไฟ เผาขึ้นมาทันที
ซ่านเทียนเอ่ยอย่างโมโห “เรื่องตอนนั้นมาพูดให้ชัดก่อนเลย… ตอนนั้นเจ้านึกจะไม่มาก็ไม่มา ตอนนี้บอกว่าจะพานางไปก็จะพานางไป ทําไมเจ้าถึงได้หน้าด้านขนาดนี้?”
เต้าหล่านไม่กล้าล่วงเกินน้องเมียผู้นี้ จึงรีบเอ่ยไป “ตอนนั้นผิด แผน เป็นเรื่องผิดแผนจริงแท้แน่นอน ครั้งนี้ข้าสาบาน หากข้าทํา ให้อวิ๋นซิ่วผิดหวังอีกครั้ง ทําเรื่องที่ผิดต่ออวิ๋นซิ่วไม่ว่าเรื่องใด เช่นนั้นก็ ให้ข้า…อืม ให้ข้าตกบ่อขี้ จมขี้ตายทั้งเป็น”
“ถุย” ซ่านซิ่วถ่มน�าลายออกมาทันที ซ่านเทียนไร้คําพูด คําสาบานนี้ช่างน่าขยะแขยงยิ่งนัก
คนอื่นสาบานเพราะรัก จะต้องงดงามเป็นนิรันดร์ ให้ฟ้าดิน สุริยัน จันทรา เทพไท้เป็นพยาน มีแต่เจ้าคนพึ่งไม่ได้คนนี้ ไฉนจึงลากไปถึงบ่อ ขี้ได้
ยังเหมือนกับเมื่อตอนนั้น กําลังพูดกันอยู่ เสียงใสเสนาะเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากข้างหลัง “ท่านพ่อ ท่านพ่อกลับมาแล้ว”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากข้างหลัง เด็กหญิงอายุราวหกเจ็ดขวบ งดงามขาวผ่อง น่ารักเป็นอย่างยิ่ง สวมชุดอ่าวฉวิน[1]ลายดอกไม้ วิ่ง ตะบึงพุ่งมา กระโดดมาที่หลังของซ่านเทียน มือน้อยๆ กอดคอของซ่าน เทียนเอาไว้แน่น ก่อนเอ่ย “ท่านพ่อ ข้ากับท่านแม่คิดถึงท่านมาก”
หญิงสาวใบหน้างดงามอ่อนหวานคนหนึ่งก็ยิ้มเดินมายังข้างกาย ซ่านเทียน
นี่คือภรรยาและบุตรสาวของซ่านเทียน
รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่านเทียนละลายแล้ว
“เสียนเอ๋อร์ รีบเรียกท่านป้าเร็วเข้า”
“ท่านพ่อทึ่ม เสียนเอ๋อร์ได้พบกับท่านป้าแล้ว คิกๆๆ” เด็กน้อย หัวเราะสดใส
เต้าหล่านเอ่ยขึ้นอย่างไร้ยางอาย “ว้าว แม่หนูน้อยสุดแสนน่ารัก ข้าคือลุงเขยของเจ้า พบหน้ากันครั้งแรก ฝากตัวด้วยล่ะ”
เสียนเอ๋อร์มองเต้าหล่านตาโต จากนั้นก็ยื่นมือเอ่ยเสียงใส “ท่านลุง เขยสวัสดีเจ้าค่ะ ของขวัญพบหน้าเจ้าค่ะ”
“เอ่อ…” เต้าหล่านกุมหน้าผาก
เด็กสมัยนี้ทําไมถึงได้รู้มากขนาดนี้?
……………………………………………………
[1] อ่าวฉวิน คือกระโปรงหม่าเมี่ยน มักสวมกับเสื้อที่เรียกว่า “อ่าว” จึงมักเรียกรวมว่า “อ่าวฉวิน”