จอมศาสตราพลิกดารา - บทที่ 641-650
บทที่ 641 การเลือก
ท้ายสุด เต้าหล่านกัดฟันหยิบเอาโล่ปีกติดกายของตนเองออกมา ชิ้นหนึ่ง ยื่นส่งไปให้ซ่านเสียนเอ๋อร์
“ครั้งนี้เจ้าดูจริงใจขึ้นมาบ้างแล้วนะ”
ซ่านเทียนร้องเชอะ
โล่ปีกชิ้นนี้ เป็นของที่รักมากที่สุดของเต้าหล่านเมื่อครั้งนั้น ได้ รับมาจากอาจารย์ของเต้าหล่านที่มีตําแหน่งสูงส่ง เป็นสมบัติที่พบเห็น ได้ยากชิ้นหนึ่ง
แต่ว่า ซ่านเทียนก็ไม่ได้ให้ลูกสาวเก็บสมบัติชิ้นนี้ แต่หยิบออก มาแล้วโยนกลับไปให้เต้าหล่าน เอ่ยขึ้นว่า “พอแล้ว เจ้าของชิ้นนี้มันล�า ค่าเกินไป เจ้าเก็บไว้เองเถอะ ข้าไม่อยากจะเอาเปรียบเจ้า…ถ้ามีจิตใจ จริง ต่อจากนี้ก็ดูแลพี่สาวข้าดีดีก็พอ ไม่เช่นนั้นมันจะไม่จบง่ายๆ แค่ การหักขาเจ้าทิ้งแน่”
เต้าหล่านตั้งใจจริงจังขึ้นมาอย่างที่ไม่ค่อยจะได้เห็น เอ่ยขึ้นว่า “เรื่องนี้ไม่ต้องให้เจ้าบอกหรอก ครั้งนี้ต่อให้ตาย ก็จะไม่ยอมให้อวิ๋นซิ่ วห่างจากตัวข้าอีก”
ซ่านอวิ๋นซิ่วใบหน้าสะสวย เอ่ยต่อว่า “อย่าเอาแต่พูดเป็นๆ ตายๆ จะได้ไหม เจ้าพูดให้ดีหน่อยไม่ได้หรือไรกัน?”
เต้าหล่านยิ้มขึ้นมา
“ท่านลุง ท่านยิ้มสวยจังเลย” ซ่านเสียนเอ๋อร์จู่ๆ ได้เอ่ยขึ้น
ภรรยาซ่านเทียนหลิวเวยหย่วนที่อยู่อีกด้านก็พบว่า จริงๆ แล้ว นักพรตเต๋าหนุ่มคนนี้เมื่อเอาจริงเอาจังขึ้นมา รอยยิ้มก็ดูจริงใจและ อบอุ่นเป็นพิเศษเหมือนกัน
ซ่านเทียนมองพี่สาว จากนั้นมองไปยังเต้าหล่าน ในใจรู้สึกผ่อน คลายลงบ้าง
ผ่านมาหลายปีแล้ว พี่สาวก็ถือว่าเป็นคนที่ยืนหยัดรอจนฟ้าเปิด แล้วเห็นแสงจันทร์จริงๆ ในที่สุดก็รอจนวันนี้มาถึง ในค�าคืนใต้ต้นไม้อัน หนาวเหน็บครั้งนั้น เห็นพี่สาวเสียใจสิ้นหวังจากการไม่ได้เจอคนที่รอ ซ๋านเทียนรู้สึกโกรธจนอยากจะหยิบมีดมาเฉือนเต้าหล่านคนทรยศทีละ ชิ้นๆ แต่พอผ่านไปนานหลายปี ความโกรธก็ค่อยๆ จางลง หลักๆ ก็คือ เต้าหล่านก็ยังไม่ได้ลืมความรุ้สึกเมื่อครั้งนั้น ว่ากันว่าต่อมา เขาถูกคนไล่ สังหารจนลงไปอยู่ในโลกเบื้องล่างรกร้างแห่งหนึ่ง ลําบากอยู่พอสมควร ตอนนี้สิ่งแรกที่ทําคือรีบกลับมาก็ถือว่ายังจริงใจอยู่บ้าง
แน่นอน ที่สําคัญที่สุดก็คือ ซ่านเทียนมองออกว่าในใจพี่สาวก็ยังคง มีชายคนนี้อยู่
ขอแค่พี่สาวชอบ ซ่านเทียนก็จะไม่ไปทําร้ายแน่นอน
นี่คือหลักการที่สําคัญที่สุดในชีวิตของเขา
“พวกเจ้ารีบเก็บของ อีกหนึ่งชั่วยามให้หลัง เต้าหล่าน เจ้ารีบพา พี่สาวข้าออกจากดาวนิพพานนี้เสีย” ซ่านเทียนเอ่ยขึ้น
“เร็วขนาดนี้เชียว?” ซ๋านอวิ๋นซิ่วตกตะลึง
ใบหน้าเต้าหล่านก็ปรากฏแววตกตะลึง
ซ่านเทียนเอ่ยต่อ “ต้นไม้อยากจะสงบแต่ลมกลับไม่หยุด บนดาว นิพพานคลื่นใต้น�าไหลเชี่ยว พวกเจ้ากว่าจะได้มาอยู่ด้วยกัน ก็ควรจะ หวงแหนเอาไว้ ถ้าไม่หนีออกไป น่ากลัวว่าจะเกิดคลื่นลูกใหญ่อีกครั้ง”
ซ่านอวิ๋นซิ่วมองน้องชายของตนเองคนนี้ เวลานี้เพิ่งพบว่า ใบหน้า น้องชายค่อนข้างอ่อนล้า ลึกๆ ในตาเคร่งขรึม คนอื่นอาจจะมองไม่เห็น แต่นางเลี้ยงดูดูซ่านเทียนตั้งแต่เด็กจนโต ทุกครั้งน้องชายเจอเข้ากับ เรื่องใหญ่ ก็จะมีท่าทีเช่นนี้ เมื่อครู่ดีใจมากไปหน่อยจึงมองไม่ออก เวลา นี้เมื่อสังเกตอย่างละเอียด ซ่านอวิ๋นซิ่วจึงรู้ว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ซ่านอวิ๋นซิ่วเอ่ยขึ้น “น้องชาย เจ้าพูดมา เดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่ไป”
เต้าหล่านพูดขึ้นบ้าง “พวกเราตอนนี้เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว น้องชาย มีเรื่องอะไรเจ้าว่ามาตรงๆ ข้าพูดกับเจ้าจริงๆ นะ ตอนนี้ข้า แข็งแกร่งขึ้นมาก มีใครที่เจ้าจัดการไม่ได้ ข้าจะช่วยสังหารเขาให้เจ้า”
ซ่านเทียนมองพี่เขยไม่ได้เรื่องคนนี้อย่างพูดไม่ออก เอ่ยตอบว่า “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ข้าแก้ไขปัญหาเองได้”
“เจ้ารู้ไหม? น้องชาย ตั้งแต่เด็กเจ้าก็โกหกใครไม่เป็น” ซ่านอวิ๋ นซิ่วมองเขา ดวงตามั่นคงดื้อรั้น
ในสมองของซ่านเทียนความคิดหมุนไปมา ประมวลผลอยู่ว่าจะพูด ออกมาอย่างไร
“พี่สาม พี่เขย พี่สาว” ร่างของซ่านเจี้ยนเดินออกมาจากมุมสวน ดอกไม้ที่ห่างออกไป ชุดเกราะและผ้าคลุมสีแดงเลือด ดูมีพลังอัน ร้อนแรงไหลเวียน
ซ่านเทียนขมวดคิ้ว เอ่ยถามว่า “เจ้ามาทําไม?”
ซ่านเจี้ยนสีหน้าสงบ ตอบว่า “พี่สามวางใจ ข้าเพิ่งเข้ามา ไม่ได้ยิน สิ่งที่พวกท่านคุยกัน”
เขาค่อยๆ เดินเข้ามาทักทายทุกคน เอ่ยต่อว่า “ท่านพ่อให้ข้ามา บอกว่า ถ้าหากพี่สามยอมพาคุณชายเว่ยไปหาหลี่มู่ เรื่องงานแต่งงาน ของพี่สาวกับนักพรตเต้าหล่าน เขาก็จะไม่คัดค้านอะไรอีก และยินยอม ที่จะส่งเสริมให้ลุล่วง”
สีหน้าของซ่านเทียนเปลี่ยนไปทันที
สิ่งที่เขากังวลที่สุด ก็คือตระกูลจะใช้เรื่องนี้เพื่อมาเขียนเรื่องราว
ซ่านเจี้ยนเอ่ยต่อ “พี่สาม ท่านอย่าโทษท่านพอเลย เขาก็ไม่คิดที่ จะเอาเรื่องงานแต่งงานของพี่สาวมาต่อรองหรอก แต่เขายกขึ้นมาอย่าง จําใจ ตอนนี้ในดาวนิพพาน ตระกูลซ่านของพวกเราใครก็ออกไปไม่ได้ ต่อให้ท่านให้พี่สาวกับเต้าหล่านหนีไป พวกเขาก็ไม่สามารถหนีรอดจาก สายตาของคุณชายเว่ยได้ คนผู้นั้นเข้าใจตระกูลซ่านของเราเป็นอย่างดี และเข้าใจตัวท่านยิ่งกว่า นับตั้งแต่ที่พี่สาวกลับมายังดาวนิพพานก็ถูก จับตามองเอาไว้แล้ว”
ซ่านเทียนยิ้มขืน ถอนหายใจยาว
เขาเอาเรื่องราวที่เขาผ่านมา เล่าให้กับซ่านอวิ๋นซิ่วและเต้าหล่าน รวมไปถึงภรรยาและลูกสาวฟัง
“หลี่มู่?” เต้าหล่านเอ่ยขึ้นอย่างตกตะลึง “คนๆ นี้ข้าเคยพบ เป็น คนที่เดินออกมาจากแผ่นดินใหญ่เสินโจว เป็นอัจฉริยะที่แท้จริงคนหนึ่ง
แต่ว่าเขากลับมาถึงดาวนิพพานนี้หรือ?” ก้าวแรกที่เขาเดินออกมาจาก แผ่นดินใหญ่เสินโจว ก็คือการรีบมายังดาวนิพพาน ดังนั้นจึงไม่รู้ เรื่องราวใหญ่โตที่เกิดขึ้นในเขตดาราเทพวีรชนในช่วงนี้
ส่วนขณะที่ซ่านอวิ๋นซิ่วอยู่ในอารามหยกเรืองรอง ก็อยู่ในสถานะ ปิดตาย ดังนั้นจึงไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวนัก
ซ่านเจี้ยนเปิดปาก เล่าเรื่องราววีรกรรมเชี่ยวกรากที่หลี่มู่ก่อขึ้นใน เขตดาราเทพวีรชนอย่างละเอียดเสียรอบหนึ่ง
“คนผู้นี้มันช่าง….” เต้าหล่านฟังจบ ไม่รู้ว่าจะพรรณนาตัวหลี่มู่ อย่างไรแล้ว ไปถึงที่ไหนก็ก่อเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้ตลอด
ซ่านอวิ๋นซิ่วกลับเอ่ยขึ้นอย่างทอดถอน “วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ”
แม้นางจะเป็นหญิง แต่ก็มีจิตใจแห่งวีรสตรีเช่นกัน
ซ่านเจี้ยนพูดจบ เอ่ยต่อว่า “พี่สาม ข้าจะไม่เตือนท่าน เรื่องนี้ท่าน คิดเอาเองนะ”
หันหลังเดินจากไป
ซ่านเทียนมองทุกคน จู่ๆ ได้หัวเราะขึ้นมาอย่างสบายใจ “ไม่พูด เรื่องน่ารําคาญพวกนี้ดีกว่า พี่เตรียมอาหารดีกว่า พี่สาว ไหนๆ ท่านก็ ออกจากอารามหยกเรืองรองแล้ว ก็กลับมาทําตามธรรมเนียมเถอะ ใน
เมื่อจิตใจยังตัดขาดโลกภายนอกไม่ได้ ก็เดินหน้าเรื่องที่ผูกพันต่อเสีย เต้าหล่าน เจ้าต้องมาดื่มเป็นเพื่อนข้าด้วย”
… “ท่านพ่อ ที่ควรพูด ข้าก็พูดหมดแล้ว” ซ่านเจี้ยนกลับมารายงาน ซ่านเจิงเฟิงพยักหน้า ในไม่กี่วันนี้ เขาเหมือนกับชราลงไปอีกนับสิบปี สีหน้าก็ดูอ่อนล้า
“ถ้าถูกคนนอกรู้เข้า ว่าตระกูลเราขาย ‘ดาบคลั่ง’ จอมยุทธหลี่มู่ล่ะ ก็ น่ากลัวว่าผู้คนจะโกรธกันเป็นฟืนไฟ เรื่องยุ่งยากจะตามมา” ซ่าน เจี้ยนเอ่ยขึ้น
ซ่านเจิงเฟิงถอนใจ เอ่ยตอบว่า “ทําไมข้าจะไม่รู้”
“ท่านพ่อ สู้พวกเราจ้างลูกเรือแห่งดวงดาวสักกลุ่มนึง จากนั้น บังคับคนสนิทใต้บังคับบัญชาของพี่สามให้พวกเขานําทางเสีย พอถึง เวลา ความผิดทั้งหมดก็โยนให้พวกเขาก็พอแล้วนี่” ซ่านเจี้ยนลองเสนอ ความคิด เอ่ยต่อว่า “ไม่จําเป็นต้องให้พี่สามออกหน้าเอง ด้วยนิสัยของ เขา ข้ากลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น”
ซ่านเจิงเฟิงมองลูกชายลําดับหกที่ตนเองเชื่อใจที่สุด สั่นศีรษะเอ่ย ขึ้น “คุณชายเว่ยบอกมาแล้ว จําเป็นจะต้องให้พี่สามของเจ้านําทาง”
ซ่านเจี้ยนขมวดคิ้ว “เพราะอะไรกัน?”
“ไม่รู้” ซ่านเจิงเฟิงสั่นศีรษะ ขมวดคิ้วครุ่นคิด “ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้ มันจะสลับซับซ้อนยิ่งกว่าที่จินตนาการเอาไว้”
ซ่านเจี้ยนเอ่ยต่อ “ท่านพ่อ คุณชายเว่ยคนนี้เป็นใครกันแน่? ทําไม ท่านจึงกลัวเขาขนาดนี้”
แต่ไหนแต่ไรเขาเป็นคนที่ทํามากถามน้อย ก่อหน้านี้เขารู้เพียง เล็กน้อย ว่าคุณชายเว่ยคนนี้มีที่มาใหญ่โต จะดูถูกไม่ได้ เพียงคําพูด เดียวก็สามารถตัดสินความเป็นความตายของตระกูลซ่านได้ ทว่าตอนนี้ เขาอดไม่ได้จริงๆ ที่จะถามมากขึ้นอีกหน่อย
ซ่านเจิงเฟิงเอ่ยต่อ “ข้ารู้เพียงว่า เขามาจากสํานักใหญ่มากๆ ใน แดนดาราจื่อเวย กระทั่งผู้อาวุโสแห่งสํานักมารฟ้า ‘กลืนมารแปดทิศ’ จ้านอู๋จี๋ยังต้องฟังคําสั่งจากเขาอย่างว่าง่ายเลย”
สีหน้าของซ่านเจี้ยนเปลี่ยนสีในพริบตา
สํานักมารฟ้าตอนนี้เป็นสํานักใหญ่มากๆ ในเขตดาราจื่อเวย เป็นผู้ อยู่ลําดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย และ ‘กลืนมารแปดทิศ’ จ้านอู๋จี๋ เป็น เจ้าสํานักมารฟ้ารุ่นที่แล้ว ตอนนี้เป็นอาจารย์ของเจ้าสํานักมารฟ้าคน ปัจจุบัน ทั่วทั้งเขตดาราเทพวีรชน พูดได้ว่าเป็นบุคคลสุดยอดระดับ
บันไดขั้นที่หนึ่งเลยทีเดียว แต่กลับต้องมานอบน้อมก้มหน้าฟังคําสั่งจาก คุณชายเว่ยคนนี้หรือ?
…
…
ดาวร้อยภูต
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
สงครามภูเขาเทพกระดูกจบไปแล้ว ม้วนเสื่อไปเรียบร้อย ข่าว แพร่กระจายไปทั่วดวงดาว
ทุกฝ่ายล้วนตกตะลึง
สํานักตรีเทพที่คอยปกครองดวงดวงนี้มานับหมื่นปี ท้ายสุดได้ถูก เขียนเครื่องหมายมหัพภาคลงด้วยเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ภูตบําเพ็ญทุกคนไม่ เคยคิดถึง
ท่ามกลางความเชื่อครึ่งสงสัยครึ่งของขั้วอํานาจมากมาย สองเทวะ ภูเขาเทพกระดูกนําพาภูตบําเพ็ญเรือนแสน เข้าพิชิตสํานักตรีเทพ ทําลายกําลังสุดท้ายของสํานักตรีเทพลงอย่างราบคาบ ยึดพื้นที่กลับไป เกิดใหม่ และเปิดศักราชการปกครองดาวร้อยภูตใหม่โดยภูเขาเทพ กระดูก
ผู้ครองอํานาจเก่าล้มลง
จักรพรรดิคนใหม่ถือกําเนิด
ขั้วอํานาจของภูเขาเทพกระดูกถูกล้างไพ่ใหม่อีกครั้ง
และท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยครั้งใหญ่ของดาวร้อยภูต หลี่มู่ที่ถูกเหล่าภูตบําเพ็ญเปรียบเปรยว่าเป็น ‘จักรพรรดิใหม่’ กลับไม่ ปรากฏกายออกมาเลย
เขาอยู่ในโถงใต้ดินส่วนลึกของถ�าเหมืองภูเขาเทพกระดูกเพื่อทํา การหลอมอาวุธ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ความเอิกเกริกของโลกภายนอกค่อยๆ สงบลง
ภูตบําเพ็ญเรือนแสนของภูเขาเทพกระดูก พลังการรบสั่นสะเทือน โลกใบนี้ ขั้วอํานาจภูตบําเพ็ญที่คิดจะท้าทายบารมีของภูเขาเทพ กระดูกล้วนถูกขจัดจนสิ้น ขั้วอํานาจที่ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งที่ภูเขาเทพ กระดูก ก็ถูกลงโทษตักเตือน
เพียงพริบตา ครึ่งเดือนได้ผ่านพ้นไป
ไช่ไช่คอยปกป้องหลี่มู่อย่างเงียบๆ อยู่ในโถงถ�าเหมือง
ด้านนอกดาวร้อยภูต เขตห้วงดาราที่ปราณภูตตลบทั่วสารทิศ ที่ฝั่ ง แห่งคนเป็น ติงอี้ยืนอยู่บนยอดเขาบนอุกกาบาตขนาดยักษ์ ใบหน้ามี แววกังวล
“จ้าวลัทธิเข้าไปสิบสี่วันแล้ว ยังไม่เห็นแม้แต่เงาเลย” เขาเริ่มทน ไม่ไหว
หมูตัวเล็กศีรษะสีชมพูตัวหนึ่งนั่งอยู่บนบ่าของติงอี้ กําลังกรนค ร่อกด้วยอาการหลับลึก
ติงอี้อุ้มเจ้าหมูตัวนี้ไว้ในอ้อมอก ใบหน้าเศร้าขึ้นกว่าเดิม
ใครจะไปคิดว่าศิษย์พี่สองที่กลับคืนร่างเดิมได้ไม่นานจะกลายมา เป็นแบบนี้ นี่มันอาการย้อนกลับวัยเด็กหรือเปล่านะ?
ห่างจากวันที่ ‘กางเขนเสรี’ ของซ่านเทียนจากไปสิบห้าวันแล้ว เสบียงของฝั่ งคนเป็นก็ใกล้จะหมด หลักๆ ก็คือศิษย์พี่สองที่ย้อนกลับวัย เด็กจนเป็นหมูตัวน้อยสีชมพูนี้ กินเก่งเสียจริง… ติงอี้รู้สึกปวดหัวขึ้นมา
“นับดูเวลา ซ่านเทียนก็ควรจะกลับมาได้แล้ว”
เขานั่งอยู่ใต้ก้อนหินประหลาดก้อนหนึ่งด้วยความกลัดกลุ้ม ถอน อกถอนใจ
…
…
“ออกเดินทางเถอะ”
ดาวนิพพาน บนกางเขนเสรี นายเรือซ่านเทียนออกคําสั่ง
ในห้องบังคับเรือ คุณชายเว่ยในชุดสีหมึก นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างๆ อย่างสงบ ข้างขามีสุนัขดวงดาวอีกตัวหนึ่งนั่งยองอยู่ น่าจะเป็นสัตว์ วิญญาณ
เรือเหาะค่อยๆ ออกห่างปากท่า พุ่งตรงเข้าสู่ห้วงดารา
ด้านหลังมีเรือเหาะติดตามอีกสิบลํา
สามลําในนั้นคือเรือดาราของตระกูลซ่านแห่งดาวนิพพาน ที่เหลือ อีกเจ็ดลําคือเรือสงครามของสํานักใหญ่อย่างสํานักมารฟ้า สํานักวัง ประสานฟ้าเป็นต้น
ข่าวสารถูกปิดเงียบ
เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดในนี้ คนภายนอกไม่มีใครรู้
……………………………………….
บทที่ 642 สุนัขตัวใหญ่
“ไม่คิดเลยว่าในเขตดาราจักรเทพวีรชนจะมีสถานที่ที่พิเศษเช่นนี้ อยู่ด้วย”
บนดาดฟ้าเรือ คุณชายเว่ยจุ๊ปากด้วยความประหลาดใจ
ปราณหยินอันหนาทึบของเขตดาวร้อยภูต ทําเขารู้สึกเกินคาด
ในปราณทึบนี้แฝงไปด้วยพลังกัดกร่อนอันแสนน่ากลัว นี่คือสิ่งแรก ที่เขามองเห็น
ข้างขาเขามีสุนัขดาราร่างขนาดเสือชีตาร์นั่งยองอยู่เงียบๆ ขนสีดํา ทั่วตัวเหมือนเอาน�ามาอาบ เงาลื่นสุดๆ เท้าทั้งสี่นั่งยองอยู่บนดาดฟ้า เรือ วงแสงประหลาดหลายวงไหลเวียน วูบๆ วาบๆ ไม่หยุดนิ่ง สุนัข ดาราชนิดนี้ ว่ากันว่ากายเนื้อสามารถข้ามทางช้างเผือกไล่ล่าสังหารได้ ยอดเยี่ยมทุกสัดส่วน เพียงแค่ยอมรับเป็นเจ้าของ ก็ซื่อสัตย์ไปจนตาย เป็นสิ่งที่พบเห็นได้น้อยมาก กินสัตว์ร้ายทางช้างเผือกเป็นอาหาร และ สามารถเคี้ยวกลืนผลึกเซียนได้ด้วย สํานักใหญ่ชื่อดังมักเลี้ยงไว้ มูลค่า ไม่ธรรมดา
บน ‘อันดับสิ่งประหลาดทางช้างเผือก’ สุนัขดาราถูกจัดอยู่ในยี่สิบ อันดับแรก
ต่อให้ตอนที่สุนัขดาราตัวนี้นั่งนิ่งอยู่เงียบๆ เหล่าลูกเรือของ กางเขนเสรี ก็ล้วนรู้สึกว่ามีสัตว์ร้ายอะไรบางอย่างหายใจรดต้นคอพวก เขาอยู่ ในใจเสียวสันหลังวาบ
จากที่ขบวนเรือเหาะเข้ามาลึกเรื่อยๆ ปราณหยินรอบๆ ก็เริ่มที่จะ มากขึ้นเรื่อยๆ
“กลิ่นอายแห่งความตาย”
คุณชายเว่ยยิ้มๆ
เขายังหนุ่มมาก หล่อเหลาไร้ใดเปรียบ ขณะที่ยิ้มออกมาให้ ความรู้สึกน่าเข้าใกล้แก่คนที่เห็น ราวกับเป็นชายหนุ่มเพื่อนบ้านที่แสน ดีอย่างไรอย่างนั้น
แต่ไม่รู้เพราะอะไร ทุกคนที่เคยมองเขา ล้วนต้องรีบย้ายสายตาหนี อย่างเสียมิได้ ไม่กล้าที่จะมองนานเพราะในใจจะเกิดความรู้สึก หวาดกลัวอย่างยากจะควบคุมได้ขึ้นมา แม้กระทั่งตอนที่สุนัขดาราไม่ได้ อยู่ข้างกายเขาก็ตาม ยังคงรู้สึกแบบเดียวกัน
เขายืนอยู่ด้านหน้าสุดของดาดฟ้าเรือกางเขนแห่งเสรีนิ่งๆ ตลอด วันตลอดคืน ราวกับถูกปราณหยินหนาทึบอันสวยงามดึงดูดเอาไว้
ยิ่งเข้าลึกมาเรื่อยๆ ปราณหยินก็ค่อยๆ ทึบและหนามากขึ้นจนราว กับเป็นวัตถุแข็งขึ้นมาแล้ว
กางเขนเสรีเคลื่อนที่ไปข้างหน้าตามเส้นทางการบินภายในปราณห ยิน เลือกเส้นทางที่กําหนดมาเป็นพิเศษ กลุ่มเรือที่อยู่ด้านหลังจึงต้อง ลดความเร็ว ลดระยะความห่างจากกางเขนเสรีลง
“คุณชาย เส้นทางการบินด้านหน้าอันตรายอย่างมาก ท่านกลับ เข้ามาอยู่ในห้องบังคับดีกว่า จะได้ไม่เกิดอันตราย”
ซ่านเทียนเดินออกมาด้วยท่าทีอันสงบ ทําความเคารพต่อคุณชาย เว่ย
คุณชายเว่ยยิ้ม เอ่ยตอบว่า “ข้าไม่เคยเห็นทิวทัศน์ทางช้างเผือก เช่นนี้มาก่อน ดาวร้อยภูตนี้พิเศษเอามากๆ ไม่เป็นไร ข้าจะระมัดระวัง ไม่เกิดอันตรายแน่นอน เจ้าทึ่มจะคอยปกป้องข้าเอง”
เขาชี้ไปยังสุนัขดาราข้างๆ ขา มันที่นั่งยองอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับเขยื้อน มองแล้วราวกับนั่งเหม่ออยู่ ชื่อเจ้าทึ่มนี้ก็ดูพิเศษดีจริงๆ
คุณชายเว่ยเอ่ยต่อ “ข้าให้คนสืบมาแล้ว ท่านซ่านเป็นนายเรือ เพียงคนเดียวที่เข้าๆ ออกๆ พื้นที่ปราณหยินแห่งนี้มาหลายต่อหลาย ครั้ง ประสบการณ์มากล้น ดังนั้นต่อจากนี้ควรจะเดินทางอย่างไร จะ หลีกเลี่ยงปราณหยินอันน่าอึดอัดนี้อย่างไร ก็ต้องพึ่งท่านแล้ว ข้า ถ่ายทอดคําสั่งออกไปว่าให้ขบวนเรือทั้งหมดฟังคําสั่งของท่าน”
ซ่านเทียนเอ่ยตอบ “คุณชายเว่ยเกรงใจเกินไปแล้ว ในเมื่อเป็น เช่นนี้ ข้าก็บังคับเรือได้อย่างวางใจ แต่ว่าเส้นทางเดินทางของที่นี่ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขบวนเรือของพวกเราค่อนข้างใหญ่ ข้าก็ เพิ่งจะเคยนําขบวนเรือดาราจํานวนมากเข้าสู่พื้นที่นี้เป็นครั้งแรก ไม่ เหมือนกับการเดินทางเพียงลําพังในครั้งก่อนๆ ข้ากลัวว่าจะเกิดอะไร ผิดพลาดขึ้น…”
คุณชายเว่ยเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจ “ไม่เป็นไร พยายามอย่างเต็มที่ก็ พอแล้ว”
ท่าทีน�าเสียง ล้วนเรียบสงบจนไม่เหมือนกับเป็นผู้แข็งแกร่งที่สั่ง การปิดล้อมดาวนิพพานคนนั้นเลย
ซ่านเทียนกลับไปยังห้องบังคับการบิน ในใจเริ่มวางแผน
ในโถงใหญ่ที่ไม่ห่างไปนัก ภรรยาและลูกของเขา และยังมีซ่านอวิ๋น ซิ่วพี่สาว รวมไปถึงนักพรตเต้าหล่านล้วนอยู่ด้วยกัน
เรือเหาะตระกูลซ่านที่อยู่ด้านหลังกางเขนเสรี ผู้บังคับบัญชาสูงสุด ก็คือผู้นําตระกูลซ่านเจิงเฟิง นั่งแท่นควบคุม ‘เขาตระหง่าน’
นอกเหนือจากนี้ ยังมีคนแก่ ก้งเฟิ่ ง ผู้นําหอต่างๆ ที่อยู่ในตระกูล ไม่นับลูกเรือ ก็ยังมียอดฝีมืออีกกว่าสามร้อยคนติดตามมาด้วย
กําลังของตระกูลซ่าน ครึ่งหนึ่งล้วนอยู่บนเรือดาราทั้งสามลํานี้
ทว่าซ่นเจี้ยนลูกชายลําดับหกที่ถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดตระกูล กลับยังอยู่ในดาวนิพพานเพื่อคอยดูแลควบคุมตระกูล
“ท่านผู้นํา ด้านหน้าส่งสัญญาณธงมาให้พวกเราเข้าประชิด ลด ระยะห่างลงมาให้อยู่ในช่วงสามสิบจั้ง” นายเรือตระกูลซ่านที่กําลัง ควบคุมเรือเอ่ยแจ้งขึ้นเสียงดัง
ลดระยะห่างให้อยู่ในสามสิบจั้ง?
ถ้าไม่ระวังนี่มีชนกันวินาศเลยนะ
ระดับสูงตระกูลซ่านในห้องหน้าถอดสีกันทั้งหมด
ตระกูลซ่านเป็นตระกูลอันดับหนึ่งแห่งดาวนิพพาน และพูดได้ว่า เป็นตระกูลการเดินเรือดาราอันยอดเยี่ยมแห่งเขตดาราเทพวีรชนอีก ด้วย เมื่อเทียบพลังของเรือดารากับเรือดาราของสํานักระดับหนึ่งอย่าง สํานักมารฟ้าแล้วก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย แต่การตัดสินตําแหน่งขั้ว
อํานาจไม่ได้อยู่ที่เรือดารา แต่เป็นระดับของผู้บําเพ็ญ พลังการรบที่ แข็งแกร่งของตระกูลซ่านในตอนนี้ ก็คือผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่อยู่ระดับ ครึ่งขั้นขุนพลเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเทียบกับพลังของสํานักมารฟ้าสํานัก ระดับหนึ่งก็ยังห่างอยู่อีกมากมายนัก
แต่ว่าระดับสูงของตระกูล ล้วนเติบโตขึ้นมาจากเรือดารา เข้าใจถึง การเดินเรือดาราเช่นนี้ การย่นระยะให้อยู่ในสามสิบจั้งจากหัวขบวนมัน เท่ากับเป็นอันตรายระดับไหน….หากไม่ระวังจนเรือดาราเกิดชนกัน เรือ อาจจะพังและอาจมีคนตายได้ โดยเฉพาะท่ามกลางปราณหยินหนาทึบ เช่นนี้ ระดับของอันตรายก็ยิ่งใหญ่กว่าเดิมนับสิบเท่า
“ปฏิบัติตามเสีย”
ซ่านเจิงเฟิงออกคําสั่งด้วยสีหน้าเย็นชา
หลังจากนั้น ‘เขาตระหง่าน’ ก็ส่งสัญญาณธงต่อไป
กลุ่มเรือด้านหลังล้วนมีปฏิกิริยา
“ให้ตายเถอะ ให้พวกเราตามติดขนาดนี้ ล้อกันเล่นหรือเปล่า?”
เรือรบลําที่สองจากท้าย เป็นเรือดาราของสํานักกระบี่ลอยลมแห่ง เขตดาราเทพวีรชน
เจ้าสํานักกระบี่ลอยลมรุ่นที่แล้ว ได้ถูกหลี่มู่ฟันจนตายในศึกสุสาน เทพบนแผ่นดินใหญ่เสินโจว นับเป็นหนี้แค้นใหญ่ ดังนั้นการล้อม ปราบหลี่มู่ครั้งนี้จึงกระตือรือร้นเป็นพิเศษ แน่นอนว่ามีปัจจัยเรื่อง ความสัมพันธ์กับคุณชายเว่ยคนนั้นอยู่ด้วย ด้วยเหตุนี้เจ้าสํานักม่อเวิ่น จึงออกโรงด้วยตนเอง
เมื่อเห็นสัญญาณธงจากด้านหน้า ม่อเวิ่นก็อดด่าออกมาไม่ได้
“เจ้าสํานัก แล้วพวกเรา?” นายเรือที่บังคับเรือถามขึ้นอย่าง ระมัดระวัง
ม่อเวินปีนี้พึ่งจะสามสิบปี เป็นศิษย์ที่สืบทอดจากรุ่นที่แล้วโดยตรง พรสวรรค์วิถีกระบี่แข็งกล้า เป็นจอมกระบี่อันดับหนึ่งแห่งสํานักกระบี่ ลอยลม แต่พรสวรรค์ทางด้านฝึกบําเพ็ญไม่ได้ชดเชยความหุนหันพลัน แล่นโหดร้ายทารุณของตัวเขาเลย เห็นแต่ตนเองถูกต้อง ไม่ยอมรับฟัง ความเห็นของคนอื่น ดังนั้นจึงตอบกลับแทบไม่ต้องคิด “รักษาระยะห่าง เอาไว้ที่ร้อยห้าสิบจั้ง อย่าหลงกับเรือลําหน้าก็พอ”
“รับทราบ”
…
…
ชั่วหนึ่งก้านธูปต่อมา
ตูม!
ท้ายขบวนเรือ จู่ๆ มีเสียงระเบิดดังสนั่นดังขึ้น เปลวไฟแยงตาพุ่ง ออกมาท่ามกลางปราณหยินอันหนาทึบที่ด้านหลังห่างไปหลายลี้ วับๆ แวมๆ
คลื่นพลังเป็นชั้นๆ พุ่งผ่านอวกาศเข้ามาอย่างรางเลือน
“เกิดอะไรขึ้น”
ซ่านเทียนพุ่งออกมาจากห้องบังคับการเป็นลําดับแรก
คุณชายเว่ยที่ยืนชม ‘ทิวทัศน์อันงดงาม’ บนดาดฟ้าเรือมาตลอดก็ ขมวดคิ้วขึ้น หันหลังกลับไปมอง
แล้วจึงเห็นที่ด้านท้ายขบวน เรือดาราลําสุดท้าย ตัวเรือถูกก้อน ปราณหยินที่จับตัวเข็งขนาดภูเขาย่อมๆ กระแทกเข้าไปกว่าครึ่ง
ค่ายกลอักขระสับสนจนเกิดการระเบิด ท่ามกลางการเผาไหม้ของ เปลวไฟที่น่ากลัว เรือดาราของสํานักค่ายกลสวรรค์ลํานี้ก็เหมือนกับเรือ ลําเล็กถูกคลื่นยักษ์ฉีกกระชาก หลุดเป็นชิ้นๆ อย่างรวดเร็ว
อุบัติเหตุกลางอากาศ!
เพียงไม่ถึงชั่วหนึ่งถ้วยชาก็ได้กลายเป็นขยะอวกาศกระจัดกระจาย ไปจนหมด และเหล่าศิษย์สํานักค่ายกลสวรรค์ ลูกเรือ และยอดฝีมือ ติดตามคุณชายเว่ยอีกนับสิบคนได้ถูกปราณหยินอันหนาทึบดูดกลืนเข้า ไป
บนเรือดาราของสํานักค่ายกลสวรรค์ มีคนที่หนีรอดออกมาได้ไม่ ถึงสิบคน หนีเข้าไปอยู่บนเรือของสํานักกระบี่ลอยลมได้อย่างจวนตัว
ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทําเอาทุกคนสั่นวาบขึ้นในจิตใจ
โดยเฉพาะผู้แข็งแกร่งที่ตายไปในอุบัติเหตุกลางอากาศเหล่านั้น มี ระดับครึ่งขั้นขุนพลคนหนึ่ง ระดับสูงสุดขั้นนักรบอีกหลายคน ถูก ปราณหยินอันหนาทึบบดขยี้จนกลายเป็นก้อนเลือดสลายหายไปใน อากาศ ภาพอันแสนน่ากลัว ทําเอาทุกคนรู้สึกถึงเงาดําแห่งความตาย ครอบทับลงมาเหนือศีรษะอย่างไรอย่างนั้น
“ให้ตายเถอะ ทําไมไม่ทําตามสัญญาณธงกัน?”
ซ่านเทียนสบถขึ้นอย่างหัวเสีย
“เรือดาราของสํานักกระบี่ลอยลมทิ้งระยะห่างมากเกินไป จนทํา ให้เรือดาราของสํานักค่ายกลสวรรค์ที่ตามมาด้านหลัง ไม่สามารถเข้าสู่ ระยะปลอดภัยได้ ก่อนที่เส้นทางเดินเรือปิดวงจร จนถูกปราณหยินที่ แข็งตัวจากวงจรที่ปิดอัดกระแทกเข้า….” ซ่านเทียนเอ่ยขึ้นด้วยความ
โกรธ “เจ้าพวกโง่สํานักกระบี่ลอยลม ทําอะไรลงไปกัน? พวกมันคือ
ฆาตกร” คนสนิทข้างกายหลายคนที่อยู่อีกด้าน รีบร้อนเข้ามาดึงตัวซ่าน เทียนที่กําลังโมโห ให้เขาสงบสติลง ขั้วอํานาจของสํานักกระบี่ลอยลมแข็งแกร่ง แกร่งกว่าตระกูลซ่าน จะพูดอะไรต่อไปไม่ได้ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นผูกพยาบาทไป ซ่านเทียนที่ยังโมโหไม่หาย หน้าอกกระเพื่อมอย่างรุนแรง คุณชายเว่ยขมวดคิ้ว
เขาเคยได้ยินซ่านเทียนบอกว่า เส้นทางเดินเรือนี้อันตรายนัก การ เปลี่ยนแปลงมากมายยากที่จะคาดคะเนได้ แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะเกิด เรื่องเช่นนี้ขึ้น
“เรียกคนของสํานักกระบี่ลอยลมเข้ามา” เขาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
ครู่ต่อมา เสียงกรีดร้องแหลมดังขึ้นมาจากดาดฟ้าเรือกางเขนเสรี เจ้าสํานักกระบี่ลอยลมม่อเวิ่นดิ้นรนร้องโหยหวนไม่หยุด
สุนัขดาราที่ชื่อเจ้าทึ่มกําลังขย�าแขนขาของม่อเวิ่น กัดเอาท่อน แขนและท่อนขาจนฉีกขาด เคี้ยวกร้วมๆ คําใหญ่ ภาพที่เห็นช่างแสน เวทนา ทําเอาคนที่เห็นรอบๆ ตกตะลึงเมื่อได้เห็น
“คุณชาย ปล่อยข้าเถิด คุณชาย ไว้ชีวิตข้าด้วย…” ม่อเวิ่นที่ก่อน หน้าไม่นานยังเกะกะระราน เวลานี้ทั่วร่างชุ่มไปด้วยเลือด ร้องขอความ เมตตาทั้งน�าหูน�าตา
ในกองเลือด นอกจากเจ้าสํานักกระบี่ลอยลมม่อเวินที่ใกล้จะตาย แล้ว ยังมีกระดูกอื่นๆ อีกหลายท่อน เหล่านั้นคือร่องรอยสุดท้ายในโลก ใบนี้ของนายเรือเรือดาราสํานักกระบี่ลอยลมคนนั้นที่สุนัขดาราเจ้าทึ่ม กัดกินจนตายแล้วกลืนลงไป
ท่ามกลางการอ้อนวอนและกลิ่นคาวเลือด เจ้าสํานักกระบี่ลอย ลมม่อเวิ่นผู้ที่ถือว่าเป็นบุคคลระดับต้นๆ แห่งเขตดาราเทพวีรชน ได้ถูก กัดทึ้งจนตายไปทั้งเป็น
ตั้งแต่ต้นจนจบ คุณชายเว่ยไม่ได้ลงมือกับม่อเวิ่นเลย และไม่ได้ สะกดกั้นพลังบําเพ็ญของเขาด้วย
แต่พลังของสุนัขดาราเจ้าทึ่มน่ากลัวจนเกินไป
ม่อเวิ่นที่อยู่ระดับสูงสุดขั้นนักรบ ภายใต้สภาพที่สมบูรณ์ที่สุดก็ยัง ไม่ใช่คู่มือของเจ้าทึ่ม
คนรอบด้านที่เห็นขั้นตอนทั้งหมด เมื่อเห็นกองเลือดสดที่ยังไม่แห้ง บนดาดฟ้าเรือ ก็ล้วนสั่นระริกเหมือนจักจั่น
ชายหนุ่มชุดดําที่เอาแต่ยิ้มตลอด และดูเหมือนจะเป็นคนง่าย เวลา ที่โมโหขึ้นมาก็น่ากลัวราวกับเป็นเทพแห่งความตายที่มาจากนรก
“หวังว่าพวกเจ้า จะไม่ทําอะไรโง่ๆ แบบที่ม่อเวิ่นสํานักกระบี่ลอย ลมทําอีก”
ชายหนุ่มชุดดําโบกมือ สุนัขดาราเจ้าทึ่มก็กลับมาอยู่ข้างขา นั่งลง อย่างเงียบๆ ราวกับกําลังเหม่อลอยขึ้นอีกครั้ง
“จะตายไปมากเท่าไร หรือเรือดาราจะพังไปมากเท่าไร ข้าไม่ สนใจ” คุณชายเว่ยแววตาเฉยเมย มองไม่เห็นแววโกรธใดๆ มองกวาด ไปยังกลุ่มคน เอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวลว่า “ที่ข้าสนใจก็คือพวกเจ้าฟังคําข้า หรือไม่”
รอบด้านไม่มีใครกล้าสบตากับเขา
คุณชายเว่ยหันหน้ากลับ เดินไปยังหัวเรือทีละก้าวๆ เอ่ยขึ้นอย่าง สบายๆ “ข้าเคยพูดแล้ว ให้ฟังการกําชับของพี่ใหญ่ซ่านเทียนเขา ทั้งหมด แต่ดันมีคนโง่ที่ไม่ฟัง…นับจากนี้ ถ้ายังมีคนทําหูทวนลมต่อ คําพูดข้า ข้าก็คงต้องเชิญเจ้าทึ่มนี้สวาปามอีกสักมื้อ”
ขบวนเรือเดินหน้าอีกครั้ง ซ่านเทียนถอนหายใจ ยังไม่พอ ไปต่อได้ราวครึ่งวัน
“พี่ใหญ่ คนสกุลเว่ยคนนั้น อุ้มเสียนเอ๋อร์ไปที่ดาดฟ้าเรือแล้ว” คน สนิทคนหนึ่งรีบร้อนเข้ามาในห้องบังคับการเพื่อรายงาน
ซ่านเทียนหน้าถอดสี
เขาพุ่งออกไปด้านนอก มองไปยังดาดฟ้าเรือ เสียนเอ๋อร์ลูกสาว ของตนกําลังนั่งอยู่บนบ่าของคุณชายเว่ย
“สุนัขตัวใหญ่ เชื่องดีจังเลยน๊า” ซ่านเสียนเอ๋อร์หัวเราะขึ้นอย่างร่า เริง มือเท้าโบกไปมา
สาวน้อยที่ไร้เดียงสา ไม่ได้รู้เลยว่าครึ่งวันก่อนหน้านี้ เจ้าสุนัขตัว ใหญ่แสนเชื่องเพิ่งจะกินขั้นนักรบไปถึงสองคน
ภรรยาซ่านเทียนยืนอยู่อีกด้าน ใบหน้ากังวลไม่กล้าเดินขึ้นไป และ ซ่านอวิ๋นซิ่วกับเต้าหล่าน ก็ปรากฏตัวอยู่บนดาดฟ้าเรือนี่ด้วย สีหน้า สลับไปมา
……………………………………….
บทที่ 643 กองทัพหนึ่งแสนเดินออกจากประตูผี
โลกดาวร้อยภูต
ถ�าแร่ใต้ภูเขาเทพกระดูก
ท่ามกลางเพลิงพิภพเผาไหม้ ขั้นตอนการหลอมอาวุธของหลี่มู่ก็ มาถึงยังไม่กี่ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว
อาวุธของไช่ไช่ และคู่สามีภรรยาหนิงจิ้งก็หลอมใหม่แล้ว
หลี่มู่หลอมดาบสงครามให้ตัวเองเล่มหนึ่ง
มีอาวุธอีกหลายชิ้น เป็นอาวุธที่เตรียมให้พวกกัวอวี่ชิง ในนั้นมีธนู หินคันหนึ่ง ตัวธนูงดงามสมบูรณ์แบบ แต่ขาดไปซึ่งสายธนู
และยังมีเกราะที่ปลุกเสกเสร็จเรียบร้อยแล้ว
อาวุธเหล่านี้ใช้วัสดุหินของหินประหลาดภูเขาสีเงินไปไม่ถึงหนึ่ง ส่วนของทั้งก้อน
“ของวิเศษธรรมชาติล้วนเป็นสิ่งที่หล่อหลอมขึ้นจากชะตาแห่งฟ้า ดิน จะละโมบไม่ได้ เอาไปหนึ่งส่วนเหลือไว้เก้าส่วน ทิ้งวาสนาไว้ให้กับผู้ มีบุญ มิฉะนั้นจะเป็นการทําลายโชคของตัวเอง”
ซินแสเฒ่าเคยบอกกับหลี่มู่ไว้เช่นนี้ตอนดื่มเมา หลี่มู่รู้สึกว่ามีเหตุผลมาก บุญวาสนาในโลกจะครอบครองไว้คนเดียวไม่ได้ เวลาไหลไป
เวลาหนึ่งวันหมุนผ่าน “ดาวพิฆาตดูดผนึก ฟ้าดินขานรับ มนุษย์ขานตอบ”
หลี่มู่เอ่ยเสียงดังลั่น มือทั้งสองทําปางมือ ซัดตราประทับเวท ออกไปไม่หยุด
แสงประทับแต่ละตราก่อขึ้นจากฝ่ามือของหลี่มู่ ซัดเข้าไปในเกราะ ที่ลอยอยู่เหนือเพลิงพิภพไม่ขาดสาย
เคร้ง เคร้ง!
เสียงเหมือนตีเหล็กเป็นระลอกๆ
ดาบและกระบี่ที่แต่เดิมด้านคมดาบเป็นประกาย และยังมีเสื้อ เกราะวาววับ เหมือนมีมีดสลัก อักขระเต๋าแต่ละตัวๆ ปรากฏขึ้น
หลี่มู่สําแดงสิ่งที่เรียนรู้มาทั้งหมดเต็มที่ ประทับสิ่งที่เข้าใจใน อักขระเต๋าทั้งหมดไปยังดาบ กระบี่และเสื้อเกราะ นี่เป็นขั้นสุดท้ายของปลุกเสกเสื้อเกราะ และก็เป็นขั้นที่สําคัญที่สุดขั้นหนึ่ง ด้วยพลังจิตวิญญาณของหลี่มู่ ตอนนี้ก็ยังรู้สึกเหนื่อยล้า ผ่านไปอีกวันหนึ่ง
“สกัด!ดูด!ผนึก!” ตราประทับมือของหลี่มู่ประทับแนบ
สัมผัสเทพหอบม้วนออกไปเก็บเสื้อเกราะและอาวุธที่ลอยอยู่เหนือ เพลิงพิภพกลับมา
สําเร็จแล้ว!
หลี่มู่เช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ลุกยืนขึ้น แล้วยื่นมือไปจับดาบยาวที่ หลอมขึ้นให้ตัวเอง
ตัวดาบของดาบเล่มนี้แคบยาว คล้ายกับดาบปีกห่านป่าที่ซื้อบน เครือข่ายเซียนเมื่อครั้งที่แล้วมาก แต่ตัวดาบกว้างกว่า ยาวกว่า และก็ หนักกว่าเล็กน้อย ถืออยู่ในมือก็หนักยิ่งนัก เหมือนถือภูเขาลูกหนึ่งเอาไว้
แต่สําหรับหลี่มู่แล้วกลับยิ่งเหมาะมือนัก จิตของเขาเพียงขยับ กระตุ้น ปราณแท้เข้าไปในนั้น อักขระเต๋าสี่ตัวบนตัวดาบก็ส่องแสงส่องกะพริบ ทั้งตัวดาบหุ้มล้อมอยู่ในประกายแสงสีเงินอ่อนๆ ชั้นหนึ่ง ความคมเห็น ได้ชัด
ฟันออกไปง่ายๆ
อากาศถูกแหวกออกเหมือนคลื่น
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!
ตัวดาบกว้างยาวหนักอึ้งแล้วพลันแยกออกแปรเปลี่ยนเป็นดาบบิน ที่รูปทรงต่างกันไปยี่สิบสี่เล่ม หมุนวนอยู่รอบกายหลี่มู่
นี่คือความคิดที่เขาอ้างอิงจากดาบวัฏจักรที่เด็กรับใช้บัณฑิตน้อย ชิงเฟิงหลอมขึ้น
ดาบยาวทั้งเล่มประกอบด้วยดาบบินยี่สิบสี่เล่ม ต่อสู้ระยะประชิดมี ตัวดาบที่สมบูรณ์เป็นหลัก สําแดงกําลังรบอันแข็งแกร่งของกายเนื้อ โจมตีระยะไกลก็จะเป็นดาบบินเป็นหลัก สําแดงพลังจิตดาบฤดูกาลทั้ง ยี่สิบสี่ ผสานความสามารถของหลี่มู่ในตอนนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเป็น ยิ่งนัก
ดาบวัฏจักรในตอนนั้นเป็นเด็กรับใช้บัณฑิตชิงเฟิงสร้างขึ้นเพื่อห ลี่มู่ พูดได้ว่าสามารถสําแดงวิชาความสามารถของหลี่มู่ออกมาได้อย่าง เต็มที่
ตอนนี้ถึงแม้ดาบวัฏจักรจะเสียหายไปแล้ว อีกทั้งระดับพลังก็ไม่ อาจรับพลังของหลี่มู่ในตอนนี้ได้ แต่ความคิดนี้ หลี่มู่ก็ยังคงชื่นชม ใช้ มันต่อมา
“ตอนนั้นชิงเฟิงทุ่มเทความคิด แรงกายแรงใจออกแบบดาบเช่นนี้ ออกมา เพื่อไม่เป็นการเสียความตั้งใจของเขา นับจากนี้ เจ้าก็ชื่อว่า ‘วัฏ จักร’ ก็แล้วกัน”
หลี่มู่ตั้งชื่อให้ดาบใหม่ของตน
ดาบวัฏจักรปรากฏขึ้นใหม่อีกครั้ง
สุดท้ายดาบวัฏจักรเปลี่ยนกลับมาเป็นดาบยาวอีกครั้ง
วัสดุพิเศษหินประหลาดภูเขาสีเงินไม่อาจเก็บลงไปในมิติเก็บของ ได้ หลี่มู่เก็บดาบวัฏจักรโฉมใหม่เสียบเข้าไปในฝักดาบหินที่เตรียมเอาไว้ นานแล้ว แบกไว้ข้างหลังของตน
เกราะสิบชุดก็ล้วนเป็นเพราะคุณสมบัติพิเศษ ยากจะหล่อเลี้ยง เก็บไว้ในกาย
หลี่มู่รู้ นี่เป็นเพราะวิชาหลอมโลหะของตนยังไม่ล�าเลิศพอ เขาเตรียมกล่องหินสิบใบ เก็บเสื้อเกราะสิบชุดลงไปในกล่อง ไม่นาน ไช่ไช่และคู่สามีภรรยาก็มาเมื่อได้ยินคําเรียก “นี่คือเกราะและอาวุธที่ข้าเตรียมให้พวกเจ้า” หลี่มู่มอบดาบหิน กระบี่หินให้กับทั้งสาม ทั้งสามคนตื่นเต้นเป็นอย่างมาก หลังจากผ่านการปลุกเสกใหม่อีกครั้งจากหลี่มู่ พลังดาบและกระบี่ ของพวกเขาเพิ่มขึ้นไม่รู้ว่ากี่เท่า หากสงครามเทพกระดูกตอนนั้นในมือของพวกเขามีอาวุธระดับนี้ แล้วล่ะก็ เช่นนั้นก็สามารถสยบเทพศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามได้แล้ว “คุณชาย พวกเรายึดสํานักตรีเทพได้แล้ว พบว่ามีของน่าอัศจรรย์ บางอย่าง ท่านจะไปดูสักหน่อยหรือไม่” ตงเสวี่ยถามอย่างเคารพนอบ น้อม ไช่ไช่ ตงเสวี่ยและหนิงจิ้งทั้งสามคน ไช่ไช่พลังสูงที่สุด หนิงจิ้งนิสัย ตรงไปตรงมา ส่วนตงเสวี่ยนั้นเป็นบุคคลเสมือนมันสมอง
……
สามวันหลังจากนั้น
หลี่มู่อ่านคัมภีร์ ตําราม้วนชนิดต่างๆ ในฐานที่มั่นหลักสํานักตรีเทพ จบ
ความเข้าใจต่อโลกดาวร้อยภูตก็เข้าใจมากขึ้น
เขารู้สึกว่าตัวเองก่อนหน้านี้น่าจะดูถูกโลกดาวร้อยภูตไปแล้ว
ส่วนในใจเขาก็มีแผนใหม่แล้ว
ผลักประตูเข้าไป
พวกไช่ไช่ทั้งสามคนล้วนรออยู่นอกโถงใหญ่
หลี่มู่มองทั้งสามคน “ในเมื่อพวกเจ้าตั้งตัวที่ดาวร้อยภูตนี่แล้ว เช่นนั้นก็ไม่จําเป็นต้องรีบร้อนไปจากที่นี่ มิสู้ฝึกฝนที่ดาวร้อยภูตต่อ วัน หนึ่งมรรคาแห่งเต๋าสําเร็จแปรเปลี่ยนเป็นเทพมาร เดินออกไปจากโลก ดาวร้อยภูต ก็จะสามารถสยบพัดกวาดไปได้ในดาราสมุทรได้จริงๆ”
นี่เป็นแผนที่เขาคิดไตร่ตรองเอาไว้นานแล้ว
โลกดาวร้อยภูตสามารถพัฒนากําลังรบพลังฝึกตนพลังภูตได้เต็ม ร้อย ทว่าหากไปจากโลกที่ทุกที่เต็มไปด้วยละอองหมอกพลังหยิน
กลับไปยังห้วงดาราแห่งผู้มีชีวิตแล้วล่ะก็ พลังฝึกตนพลังภูตก็จะถดถอย ลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังไม่อาจอยู่ในโลกผู้มีชีวิตได้นานอีกด้วย
นอกเสียจากจะทะลวงวัฏจักรความเป็นความตาย กลายเป็นกาย เทพมาร
เขาหวังว่าพวกไช่ไช่จะอยู่ในโลกดาวร้อยภูต ฝึกฝนพลัง ฝึกปรือ ขั้วอํานาจ
แผนก่อนหน้านี้ก็ต้องปรับเปลี่ยน
ก่อนหน้านี้เขาคิดจะหาวิชาฝึกฝนวิญญาณระดับสูงในโลกดาวร้อย ภูตกลับไป
แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่า การตัดสินใจที่ถูกต้องคือควรจะนําอวี๋ฮว่าหลง พวกผู้รับใช้ดาบอู๋หมิงมายังโลกดาวร้อยภูต ให้พวกเขาฝึกฝนที่นี่
‘คัมภีร์สองลักษณ์น�าพุนภากาศ’ ที่ไช่ไช่ฝึกฝนพูดได้ว่าเป็นวิชา ฝึกฝนวิญญาณชั้นยอด ไม่จําเป็นต้องให้หลี่มู่ไปตามหายากลําบากลํา บนแล้ว
“พี่ชาย ท่านจะไปจากที่นี่แล้วหรือ? ไม่ ข้าจะไปกับท่าน” ไช่ไช่ตา แดงขึ้นมาทันที “ให้ข้าตามท่านไปเถอะ ไช่ไช่ว่าง่ายแน่นอน”
เด็กสาวผมหางม้าหยิ่งทะนง ความอาลัยอาวรณ์ในจุดลึกของหัวใจ ที่มีต่อหลี่มู่ตอนนี้สลักลึกลงถึงกระดูก
คู่สามีภรรยาหนิงจิ้งก็ร้อนใจเช่นกัน “ตอนนี้ดินแดนสู่ชีวิตอยู่ ภายใต้การควบคุมของพวกเราภูเขาเทพกระดูกแล้ว พวกเราจะต้อง ก้าวสู่ห้วงดาราสมุทรได้ในเวลาหนึ่งแน่นอน คุณชาย ให้พวกเราติดตาม ท่าน คอยรับใช้อยู่ข้างกายเถิด พวกเราสองคนยินดีเป็นดาบเป็นกระบี่ ให้ท่าน กวาดล้างอุปสรรคสิ่งกีดขวางให้ท่าน”
หลี่มู่ส่ายหน้า “ตําราในสํานักตรีเทพข้าอ่านหมดแล้ว พวกเจ้าก็ น่าจะอ่านแล้วเช่นกัน เชื่อว่าพวกเจ้าน่าจะพบแล้วว่า โลกดาวร้อยภูต ไม่ได้ง่ายๆ เหมือนอย่างที่เห็น ที่มาที่ใบของหน้ายักษ์นั่นก็ไม่ธรรมดา มันสร้างสํานักตรีเทพไว้ที่โลกนี้ ฝึกฝนสามเทพศักดิ์สิทธิ์ออกมา ปกครองพื้นที่นี้ ควบคุมดินแดนสู่ชีวิต จะต้องคิดวางแผนอะไรแน่นอน หลายวันมานี้ข้าเปิดอ่านหนังสือภูตบางเล่ม ได้อ่านบันทึกมากมาย ข้า ทายว่า โลกดาวร้อยภูตอาจจะเป็นประตูผีในตํานาน”
ตงเสวี่ยพยักหน้า เอ่ยขึ้น “ข้าก็เดาเช่นนี้เหมือนกัน ดาวร้อยภูตถูก พลังหยินหุ้มล้อม ทําให้ผู้ตายคงอยู่ ฝึกฝนได้ ต่างไปจากโลกผู้มีชีวิต อย่างสิ้นเชิง มันอาจจะเป็นชั้นนอกของปรโลกในตํานาน เหมือนกับ ประตูผีเช่นนั้น เปิดประตูผีออกก็จะหาทางที่มุ่งตรงไปยังปรโลกที่ แท้จริงได้”
ไช่ไช่และหนิงจิ้งสองคนกลับไม่ได้คิดอะไรมากมายขนาดนั้น
หลี่มู่ตอบ “ความสําคัญของโลกดาวร้อยภูตเกรงว่าจะเกินกว่า ความคิดของพวกเรานัก ดังนั้น พวกเจ้าดูแลอยู่ที่นี่ สะสมพลัง หากมีวัน หนึ่ง ประตูผีเปิดออกเกิดเรื่องน่ากลัวบางอย่าง เกรงว่าจําต้องให้พวก เจ้าก้าวออกมา ต้านทานภัยอันตราย”
ไช่ไช่ได้ฟังก็นิ่งงัน
นางหวังว่าจะสามารถอยู่ข้างกายหลี่มู่ได้อยู่ตลอดเวลา
แต่นางก็หวังว่าตัวเองจะสามารถช่วยอะไรหลี่มู่ได้บ้าง แบ่งเบา ความกดดันให้หลี่มู่
หลี่มู่ลูบผมของนางอย่างแผ่วเบา เอ่ยเสียงนุ่มนวล “การแยกจาก กันในวันนี้ก็เพื่อ วันหน้าจะได้ไม่แยกจากตลอดกาล ไช่ไช่ หากคิดอยาก ปกครองชะตาชีวิตของตัวเองก็ต้องฝึกฝนให้ดี ตามหาท่านยาย พวกเรา ไม่ช้าก็เร็วจะได้อยู่พร้อมหน้า เจ้าจะต้องปกป้องโลกนี้เอาไว้ให้ดีเพื่อ ข้า”
“อืม” ไช่ไช่พยักหน้า ตาแดงเรื่อ จากนั้นก็กอดแขนหลี่มู่เอาไว้ แน่น “พี่ชาย หากท่านมีเวลาจะต้องมาหาไช่ไช่บ้างนะ”
หลี่มู่ยิ้มตอบ “เจ้าวางใจเถอะ”
นับเวลาดูแล้ว หลี่มู่อยู่ในโลกดาวร้อยภูตห้าสิบกว่าวันแล้ว
ตามคําสัญญาของซ่านเทียน ทุกเดือนเป็นหนึ่งรอบระยะ ดังนั้นห ลี่มู่จะต้องกลับไปยังฝั่ งแห่งคนเป็นก่อนปลายเดือนที่สอง
“คุณชาย นี่คือ ‘ผลึกภูต’ ที่พวกเราเจอในสํานักตรีเทพแฝงด้วย พลังภูต สามารถฝึกฝนวิชาภูตได้ในโลกคนเป็น บางทีคุณชายอาจจะได้ ใช้” ตงเสวี่ยนําทรัพย์สมบัติดาวร้อยภูตบางอย่างที่เตรียมเอาไว้ เรียบร้อยนานแล้วมอบให้หลี่มู่ ในนั้นมีวิชาลับฝึกฝน ‘คัมภีร์สองลักษณ์ น�าพุนภากาศ’ ด้วย
หลี่มู่ก็ไม่เกรงใจ
สําหรับวิชาภูต เขาก็ยังคงยืนหยัดฝึกฝนต่อไป
เพราะลางสังหรณ์บางอย่างบอกหลี่มู่ พลังฝึกฝนวิถีภูต ไม่ช้าก็เร็ว สักวันจะต้องได้ใช้
ถึงเวลาต้องจากไปแล้ว
“คุณชาย ผู้ฝึกวิญญาณหนึ่งแสนนายแห่งภูเขาเทพกระดูกยินดีไป ส่งคุณชายจากดาวร้อยภูต”
หนิงจิ้งเอ่ยข้อเสนอเช่นนี้ออกมาด้วยลักษณะอย่างขุนพลที่คุมกอง กําลัง
ไช่ไช่มองหลี่มู่ตาปริบๆ “พี่ชาย พวกเราไม่ตามท่านไปยังห้วง ดาราสมุทร แต่แค่ไปส่งน่าจะได้กระมัง?”
ตงเสวี่ยก็เอ่ย “คุณชาย ผู้ฝึกวิญญาณหนึ่งแสนต่างรําลึกถึงบุญคุณ ของท่าน ด้วยเหตุนี้จึงบังคับเรือภูต เตรียมพร้อมยินดีส่งท่านออกไป จากดาวร้อยภูต นี่คือน�าใจของพวกเขา”
หลี่มู่พยักหน้า “ก็ดีเหมือนกัน”
มุ่งหน้าไปยังดินแดนแห่งผู้มีชีวิต สามเซียนแห่งภูเขาเทพกระดูก พร้อมทั้งผู้ฝึกวิญญาณหนึ่งแสนเดินทัพอย่างเกรียงไกร เรือภูตลอย เหนือภาคพื้นมืดฟ้ามัวดิน ประหนึ่งกองทัพยาตรา ขับมุ่งหน้าไปยังห้วง ดาราภายนอก
กองทัพหนึ่งแสนออกเดินทางออกจากประตูผี
วันนี้ ขั้วอํานาจใต้บัญชาการของหลี่มู่ ในที่สุดก็เผยเขี้ยวเล็บใน เขตดาราเทพวีรชนแล้ว
และในตอนนี้เอง แม้แต่หลี่มู่ก็ไม่รู้ว่าข้างนอกเขตดาราดาวร้อยภูต มีศัตรูอะไรรอเขาอยู่ ผู้ฝึกฝนวิญญาณหนึ่งแสนจะสร้างความเจิดจรัส อะไรออกมา
ยิ่งใหญ่เกรียงไกร
ถือกระบี่ขี่อาชาพัดกวาดความมืดมิด กองกระดูกขาวทับถมเป็น ภูเขานกสะดุ้งบินหนี!
……………………………………………………
บทที่ 644 หน่วยรบเสวียนหวง
กลางท้องฟ้า คลื่นลายสีเงินจางๆ ประหนึ่งระลอกคลื่นน�าพลัน ปรากฏขึ้นอย่างไม่มีปี่ มีขลุ่ย ซ้ายขวาหน้าหลังบนล่างเหมือนม่านแสงปูแผ่มาช้าๆ “หืม?” คุณชายเว่ยที่ยืนอยู่บนกางเขนแห่งเสรีดวงตาพลันฉาย ประกายวาบ จากนั้นมุมปากก็ยกขึ้น เสี่ยวไต สุนัขดาราที่นั่งอยู่ข้างเท้าเขาพลันเงยหน้าขึ้น ในลําคอส่ง เสียงคํารามต�า กลิ่นอายเหี้ยมโหดไหลวนอย่างไร้สุ้มเสียง เสียนเอ๋อร์ที่กําลังลูบเสี่ยวไตอยู่ตกใจใบหน้าขาวซีด ร้องไห้หมุน ตัววิ่งไปทันที ซ่านอวิ๋นซิ่วที่อยู่อีกด้านหนึ่งรีบพุ่งมากอดเสียนเอ๋อร์เอาไว้ เต้าหล่านขวางอยู่ข้างหน้าซ่านอวิ๋นซิ่ว กลางฝ่ามือมีประกายแสง วิชาเต๋าที่ไม่อาจสังเกตได้ส่องกะพริบแล้วจางหายไป ซ่านเทียนพุ่งออกมาจากสะพานเดินเรือ ท่ามกลางสายตาที่ตื่น ตะลึง ม่านแสงสีเงินบางเบาชั้นหนึ่งนั่นก็คลี่ปูแผ่ไปทั่วทุกทิศ สุดท้ายก็
เหมือนกับหนอนไหมหุ้มล้อมอาณาเขตท้องฟ้าห้วงดาราในอาณา บริเวณหลายพันลี้เอาไว้ กางเขนแห่งเสรี และกลุ่มเรือดาราเว่ยซาน อื่นๆ ถูกล้อมอยู่ในนั้นอย่างสมบูรณ์
“นี่คือค่ายกล? ค่ายกลห้วงดาราสมุทร?”
ซ่านเทียนปลอบประโลมบุตรสาว พลางมองรอบๆ อย่างตื่นตะลึง
เขาท่องไปในท้องฟ้าห้วงดารานานหลายปีขนาดนี้ยังเป็นครั้งแรก ที่ได้เห็นค่ายกลห้วงดาราแผ่ตัวก่อขึ้นต่อหน้าตัวเองจริงๆ
วางค่ายกลเช่นนี้จําต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล พลังฝึกตนที่ แข็งแกร่งยิ่งนัก ต่อให้เป็นระดับขุนพลก็ไม่มีทางทําได้ง่ายๆ
ขั้วอํานาจใดทําได้จนถึงขนาดนี้กัน?
เพียงชั่วพริบตา เหล่าผู้แข็งแกร่งฝ่ายต่างๆ บนเรือดาราทั้งเก้าลํา ต่างตะลึงงัน
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ไม่นานนัก ค่ายกลลําแสงสีเงินก็ก่อตัวขึ้นโดยสมบูรณ์ ลําแสง อักขระแปลกประหลาดแต่ละทางๆ พันล้อมอยู่ในแสงสีเงินเหมือนโซ่ พลังเต๋าไหลวน ปกคลุมอาณาเขตระยะหลายพันลี้โดยสมบูรณ์ สกัดกั้น พลังหยินขนลุกเย็นยะเยือกรอบๆ ละอองหมอกพลังหยินที่อยู่ในอาณา
เขตค่ายกลก็ถูกพลังเต๋าของค่ายกลนี้โจมตีจนสลายหายไปไร้ร่องรอย อย่างง่ายดาย
ความรู้สึกที่คุ้นเคยแผ่มา
ภายในขอบเขตค่ายกล กฎเกณฑ์ผันเปลี่ยนกลายเป็นอีกโลกหนึ่ง เหมือนว่ากลับไปยังโลกดาวแผ่นดินใหญ่ในบัดดล
“ป้องกัน!”
“กระตุ้นค่ายกล! เตรียมรบ!”
“ระวัง เตรียมพร้อม”
บนเรือดาราไกลโพ้น ผู้นําระดับสูงสํานักต่างๆ และผู้แข็งแกร่งที่ คุณชายเว่ยนํามา ต่างตะโกนเสียงดัง เสียงดังลอยมาจากที่ไกล ชัดเจน เป็นอย่างยิ่ง
ซ่านเทียนตอนนี้ถึงตระหนักได้ ที่แท้ ในระยะขอบเขตที่ค่ายกลสี เงินปกคลุม ไม่ใช่แค่กฎเกณฑ์ฟื้ นฟูเท่านั้น แต่กระทั่งว่าสร้างอากาศ ด้วย เสียงจึงสามารถส่งไปได้
“ดูนั่นเร็ว นั่นคืออะไร?” กะลาสีคนหนึ่งจู่ๆ ชี้ไปทางข้างหน้า
พวกซ่านเทียนเงยหน้าไปดู
ก็เห็นเรือดาราสีขาวหลายสิบลําแหวกผ่านหมอก ทะลวงค่ายกล ระลอกคลื่นสีเงิน เหมือนว่าขับออกมาจากระลอกคลื่นท้องฟ้าแบบนั้น ไม่ช้าไม่เร็ว ประชิดมาอย่างช้าเนิบ
บนเสากระโดงเรือของเรือดาราสีขาวทุกลําต่างมีธงสีแดงสด โบก สะบัดรับลม บนธงพื้นแดงมีมังกรสีเหลืองดําตัวหนึ่ง ทะยานอยู่กลางธง มังกรสีเหลืองดําแยกเขี้ยวกางกรงเล็บ มีชีวิตชีวาราวมีชีวิตจริง เหมือนว่าจะทะยานออกมาจากธงไปยังสวรรค์ชั้นฟ้า มีกลิ่นอายทรง อํานาจเกรงขามแผ่มาจากธงผืนนี้ ดึงดูดสายตาของผู้คนยิ่งนัก
ซ่านเทียนและเหล่ากะลาสีบนกางเขนแห่งเสรีไม่เคยเห็นเรือดารา เช่นนี้มาก่อน และก็ไม่เคยเห็นธงมังกรสีเหลืองดําพื้นแดงแบบนี้ด้วย เช่นกัน
นี่เป็นขั้วอํานาจแบบใดกัน?
ซ่านเทียนกอดลูกสาวเอาไว้ในอ้อมกอด
แผนเดิมของเขาคิดอาศัยการเปลี่ยนแปลงพลังหยินของเขตดารา ร้อยภูต ใช้จิตสังหารของเขตดาราฝังคุณชายเว่ยและผู้แข็งแกร่งผู้ ฝึกฝนสํานักต่างๆ เอาไว้ที่นี่ กระทั่งว่าถึงแม้สุดท้ายจะทําร้ายพวก คุณชายเว่ยไม่ได้ อย่างน้อยๆ ก็สามารถลดทอนพลังของพวกเขา ถึง ตอนนั้นเมื่อถึงฝั่ งแห่งคนเป็นได้พบหลี่มู่ ด้วยกําลังรบที่แข็งแกร่งของห
ลี่มู่บางทีก็อาจจะเอาชนะคุณชายเว่ยได้ หรือต่อให้เอาชนะไม่ได้ ซ่าน เทียนก็คิดวิธีอาศัยความคุ้นเคยทางภูมิศาสตร์และจุดเด่นของการ เปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินเรือ หนีพวกคุณชายเว่ย พาหลี่มู่จากไป
ทําเช่นนี้เสี่ยงเป็นอย่างมาก
แต่ซ่านเทียนรู้ มีเพียงทําเช่นนี้เท่านั้นตนจึงจะไม่ผิดต่อหลี่มู่
นี่ถือว่ามีเมตตาและรักษาวาจาได้สมบูรณ์พร้อมแล้ว
ก่อนหน้านี้เรือดาราของสํานักค่ายกลสวรรค์ถูกทําลายก็อยู่ในแผน ของซ่านเทียน
การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มพลังหยินบนเส้นทางเรือ ซ่านเทียน คุ้นเคยเป็นอย่างดี ดังนั้นการควบคุมเวลาของเขาก็แม่นยําเป็นที่สุด แต่ เดิมต่อให้ระหว่างเรือดาราไม่เข้าใกล้ในระยะสิบห้าจั้งก็สามารถผ่าน เส้นทางนั้นได้ แต่ซ่านเทียนควบคุมความเร็วในการเดินทาง เขารู้การ ตัดสินใจให้เรือดาราเข้าใกล้ในระยะสิบห้าจั้งจะต้องโดนตลบหลังจาก เรือดาราสํานักต่างๆ ในเขตดาราเทพวีรชนอย่างแน่นอน แต่ขอแค่ดึง ระยะห่างกับเรือดาราลําใดสักช่วงระยะหนึ่ง สุดท้ายเรือดาราของสํานัก ค่ายกลสวรรค์จะต้องโดนกลุ่มพลังพลังหยินปิดกั้นทําลายย่อยยับ
เฟิงเจี้ยนหลิวกลายเป็น ‘ตัวต้นเหตุ’ เสียจริงๆ
น่าเสียดายมีเพียงแค่ครั้งนั้นครั้งเดียว หลายครั้งต่อมายามเขาคิด วางแผนลงมือ มักจะรู้สึกว่าเจ้าสุนัขดาราเสี่ยวไตก็จะมองมาทางเขา พลาดโอกาสหลายครั้ง ยังไม่ทันจะได้ลงมือใหม่ก็เกิดภาพอันกะทันหัน นี่ขึ้นเสียก่อน
“ไม่ใช่…เป็นศัตรูไม่ใช่พันธมิตร”
ซ่านอวิ๋นซิ่วเอ่ยขึ้น
มังกรสีเหลือดําบนพื้นธงแดงทะยานอย่างสง่างาม เรือดาราสีขาว ค่อยๆ ประชิดมา มาด้วยท่าทีกดดัน ไม่ใช่สหายแน่นอน
ในเสี้ยวขณะนี้ ซ่านเทียนรู้สึกว่าตัวเองอาจจะถูกดึงเข้าไปในวังวน ของการต่อสู้ระหว่างขั้วอํานาจนอกเขตดาราเทพวีรชนเสียแล้ว
“เหอะๆ มดปลวกที่ซ่อนอยู่ในเงามืดกล้ามาขวางทางของข้าอย่าง โจ่งแจ้งอย่างนั้นรึ”
คุณชายเว่ยยื่นมือออกไปพิงกราบเรือมองกองทัพเรือดาราที่พลัง กดดันเต็มร้อยไกลลิบ มุมปากยกรอยยิ้มเย็น ไม่หวาดเกรงเลย
เขาสะบัดมือ คําสั่งเป็นชุดระรัวสั่งลงไป
เรือดาราแปดลําที่อยู่ข้างหลังกางเขนแห่งเสรี ลอยมาจากสองข้าง เรือ ซ้ายสี่ลํา ขวาสี่ลํา ล้อมกางเขนแห่งเสรีเอาไว้ทั้งสองข้าง เรียงแถว เป็นรูปตัววี (V) นี่เป็นลักษณะอย่างกองกําลังรบ
เสียงหนึ่งดังมาจากเรือดาราสีขาวลําตรงกลางตรงข้าม
“เว่ยซีหมิ่น รอนานแล้ว!”
บนเรือลําหลักกองกําลังเรือดาราสีขาวเห็นเงาที่ทั้งร่างอยู่ในชุด คลุมดําอยู่รางๆ เดินมาทางนี้โดยมีองครักษ์เกราะเงินล้อมรอบ เสียง เหมือนดาบ แฝงด้วยความรู้สึกดั่งความคมกริบของดาบที่ชักออกจาก ฝัก
ซ่านเทียนถึงได้รู้ว่าที่แท้ชื่อของคุณชายคนนี้ชื่อว่าเว่ยซีหมิ่น
แต่เขาก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อน
ใบหน้าของคุณชายเว่ยฉายรอยยิ้มเย็น “พวกหลงเหลือของกอง กําลังเสวียนหวง กองกําลังรบกองสุดท้ายของนักโทษผู้ผิดบาป หึๆ อยู่ ในแดนดาราจื่อเวยก็ประหนึ่งสุนัขไร้บ้านเที่ยวหนีอย่างหวาดกลัว ได้ ยินชื่อข้าก็กลัวจนหัวหด วันนี้กลับกล้ามาปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า ขวางทางข้า ช่างทําให้ข้าแปลกใจเสียจริง?”
“พี่น้องกองกําลังมากมายของข้าล้วนตายด้วยมือเจ้า มือของเจ้า เปื้ อนไปด้วยเลือด เว่ยซีหมิ่นเจ้าฆาตกร วันนี้ข้าจะใช้หัวของเจ้ามาเซ่น ไหว้ดวงวิญญาณบนสวรรค์ของเหล่าพี่น้องที่ตายด้วยมือเจ้าเหล่านั้น”
น�าเสียงของเงาร่างที่ทั่วร่างอยู่ในชุดคลุมดําเหมือนมีความพุ่ง พล่านจากความโกรธแค้นเผาไหม้อยู่
“เหอะๆ สุนัขไร้เจ้าของ แต่กลับมีความกล้าดักซุ่มอยู่ที่นี่ ช่าง ลําบากพวกเจ้าแล้วจริงๆ” เว่ยซีหมิ่นไม่สนใจเลยสักนิด “ข้าเคย สาบานไว้ว่าจะสังหารผู้ผิดบาปในห้วงดาราให้หมด คืนความสงบสุข ให้กับห้วงดารา พรรคพวกหลงเหลือนักโทษผู้ผิดบาปอย่างพวกเจ้า สมควรจะถูกแขวนให้ตายคากางเขนลงทัณฑ์ ตากศพให้แห้ง วิญญาณ แตกสลาย”
“ฆาตกรอย่างเจ้าสิถึงจะควรแขวนคอให้ตาย” เงาร่างชุดคลุมดํา หัวเราะเสียงเย็น จากนั้นก็สะบัดมือ “ฆ่า”บนเรือดาราเสียงปืนใหญ่ดัง สะเทือนเลื่อนลั่น
การต่อสู้เปิดม่านออก ณ เสี้ยวขณะนี้
บนเรือดารามีเกราะป้องกัน เมื่อเปิดทํางาน การยิงประจัญบาน ของปืนใหญ่ไม่สามารถสร้างความเสียหายอะไรมากมายได้ในทันที
ซ่านเทียนค้นพบอย่างว่องไวว่าการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม แค่ กระหน�าไปยังเรือดาราสามลําที่เว่ยซีหมิ่นนํามาและเรือดาราของสํานัก ต่างๆ ในเขตดาราเทพวีรชนเท่านั้น แต่เรือดาราของสกุลซ่านกลับไม่ โดนโจมตี เหมือนข้ามผ่านพวกเขาไปอย่างนั้น
หลังจากเสียงสนั่นหวั่นไหวของปืนใหญ่ดังขึ้นหลายรอบ เสียงปืน ใหญ่ก็ค่อยๆ น้อยลง
ท่ามกลางค่ายกล กฎมรรคาแห่งเต๋าเป็นปกติ
ก็เห็นบนเรือดาราสีเงินมีแสงสีเงินเป็นสายๆ พุ่งทะยานขึ้นโจมตี มาทางนี้ ประหนึ่งกลุ่มดาวตก
การประจัญบานต่อสู้จะเริ่มขึ้นแล้ว
เว่ยซีหมิ่นยืนอยู่บนหัวเรือ สีหน้าสงบเยือกเย็น
ไม่ต้องให้เขาออกคําสั่ง กราบเรือทั้งสองฝั่ งก็มีผู้แข็งแกร่งผู้ฝึกฝน ของสํานักต่างๆ ในเขตแดนดาราเทพวีรชนทะยานออกไปรับมืออริ
หยาดเลือดเป็นสายๆ สาดกระจายไปทั่วท้องฟ้า
ความตายมาเยือนยังท้องฟ้าห้วงดาราในค่ายกลแห่งนี้ทันใด
ยามผู้ฝึกฝนปะทะกันซึ่งหน้าประหนึ่งกองทัพทหาร ความ เหี้ยมโหดของการต่อสู้เหนือกว่ากองทัพทหารของคนธรรมดานัก
ไม่ต้องพูดถึงยอดฝีมือขั้นสามัญ ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งขั้นนักรบก็ อาจจะแตกดับได้ทุกเวลา
เพราะขั้นนักรบก็เป็นทหารเช่นกัน
อยู่บนสนามรบ ทหารคือตําแหน่งที่จะบุกทะลวงฝ่าฟันที่เป็น พื้นฐานที่สุด บาดเจ็บล้มตายได้ในเสี้ยวพริบตา ผู้ที่อนาถมากที่สุดก็คือ ทหารตลอดมา
มีเพียงขุนพลเท่านั้นถึงจะสามารถกุมชะตาชีวิตของตัวเองได้
ผู้ฝึกฝนในห้วงดารามีแมลง สามัญ นักรบ ขุนพล ราชาแบ่ง ขอบเขต ไยจะไม่มีเหตุผลด้านนี้ด้วยเล่า
นี่ล้วนเป็นผลจากตะกอนความคิดของจิตต่อสู้ของสงครามนับครั้ง ไม่ถ้วนตั้งแต่โบราณกาลมา
ซ่านเทียนก็เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นการต่อสู้ขนาดใหญ่เช่นนี้
ในเขตดาราเทพวีรชน สํานักใหญ่ต่างๆ อย่างสํานักมารสวรรค์ก็ นับว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของเขตดาราแห่งนี้แล้ว กองกําลังทหารของพวก เขาในสายตาของสกุลซ่านเป็นผู้ที่แข็งแกร่งจนไม่อาจเอาชนะได้ มี
กําลังรบที่ไม่อาจจินตนาการได้ แต่เมื่อเผชิญกับหน่วยรบเสวียนหวงที่ ลึกลับนั่น ต้านทานได้ไม่นานเท่าไหร่ก็แตกพ่าย สถานการณ์เกิดเป็นถูก โจมตีอยู่ฝ่ายเดียวโดยสมบูรณ์
เหล่าผู้ฝึกฝนสกุลเจียต่างตาเบิกกว้าง
เก่งกาจเกินไปแล้ว
นักรบหน่วยรบเสวียนหวงผู้ลึกลับช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว
เวลาสั้นๆ ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป พวกสํานักมารฟ้าหนีหัวซุกหัวซุน บาดเจ็บล้มตายสาหัส ส่วนทหารหน่วยรบเสวียนหวงกลับสูญเสียไปแค่ ไม่กี่สิบเท่านั้น การวางค่ายกล รุกรับ เปิดปิด ป้องกันโจมตี ความ สามัคคี ปกป้อง คําสั่ง ทะลวงค่ายกลต่างๆ นานาของนักรบเกราะเงิน เลิศล�ากว่าหน่วยรบของสํานักใหญ่ไม่รู้ต่อกี่เท่า
ซ่านเทียนไม่ได้เข้าใจในเรื่องการรบการศึกเท่าใด แต่เขาก็มอง ออกว่า หน่วยรบเสวียนหวงเหมือนเป็นกองกําลังชั้นยอดที่มีการฝึกฝน ค่ายกลมาเป็นอย่างดี หน่วยรบของสํานักต่างๆ อยู่ต่อหน้าหน่วยรบ เสวียนหวง ก็เป็นไม่ได้แม้แต่ทหารที่แตกพ่ายไร้ขุนพล
นี่ไม่ใช่ระดับเดียวกันเลย
“ฆ่า!”
“ฆ่าาาา”
เสียงตะโกนสังหารดั่งสนั่นฟ้า
นักรบชุดเกราะเงินตั้งเป็นค่ายกลสงครามหลายสิบกองกลาง ท้องฟ้าอย่างไม่รีบไม่ร้อน ประชิดกางเขนแห่งอิสระมาประหนึ่งภูเขา ทลาย หิมะถล่ม
เลือดสดๆ จิตสังหารปะทะหน้ามา
พวกซ่านเทียนรู้สึกหายใจไม่ออกเป็นระลอกๆ
พลังค่ายกลหน่วยรบเช่นนี้ ไม่ใช่ผู้ฝึกฝนเพียงคนเดียวจะต้านทาน ได้
……………………………………………………
บทที่ 645 ที่แท้ก็เป็นเจ้า
ฉากที่ปรากฏขี้นตรงหน้า เป็นสิ่งที่ซ่านเทียนไม่เคยคิดถึงมาก่อน
ตระกูลซ่านทั้งหมดราวกับเป็นปลาจาก “เมืองไฟไหม้ใช้น�าในคูดับ น�าในคูหมดปลานอนตาย” รู้สึกสับสนมึนงงกับเหตุการณ์ที่ เปลี่ยนแปลงขึ้นเหล่านี้
ยังดีที่คุณชายเว่ยซีหมิ่นไม่ได้บอกให้ตระกูลซ่านออกรบ
มิเช่นนั้น ด้วยพลังการรบของตระกูลซ่าน ได้กลายเป็นฝุ่นปลาย ปืนใหญ่แน่นอน ท่ามกลางการรบเช่นนี้ กระทั่งเศษซากก็ไม่เหลือ
แต่การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ยังคงทําเอาตระกูลซ่าน ทั้งหมดหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
ซ่านเทียนกอดลูกสาวของตนเองเอาไว้แน่น ปกป้องอยู่ด้านหน้า ภรรยาของตนเอง
ต่อหน้าการปะทะกันของขั้วอํานาจใหญ่ขนาดนี้ พลังแห่งตระกูล ซ่านไม่เพียงพอ พลังของกางเขนเสรีก็ไม่เพียงพอ
สิ่งที่ซ่านเทียนอาศัยพึ่งพา ก็คือปราณภูตปราณหยินอันหนาทึบ ของแดนดาวร้อยภูต ทว่าภายใต้ค่ายกลใหญ่บังฟ้าของหน่วยรบเสวียน หง ปราณภูตปราณหยินได้ถูกบดบังไปจนหมด ทําเอา ‘อาวุธ’ ที่ซ่าน เทียนถนัดที่สุดมลายหายไป
เขามีพลังบําเพ็ญระดับสูงสุดขั้นสามัญ ในสงครามเช่นนี้เป็น เหมือนเพียงเม็ดทรายเม็ดหนึ่งเท่านั้น ไม่คู่ควรที่จะเอ่ยถึง
จะปกป้องภรรยาและลูกสาวได้หรือไม่ ในใจเขาก็ยังไม่แน่ใจ
ไม่มีไข่สมบูรณ์ใต้รังที่คว�า
“จอมยุทธดาบคลั่ง ขอโทษด้วย ครั้งนี้ข้าคงไปรับท่านที่ฝั่ งแห่งคน เป็นไม่ได้แล้ว”
ซ่านเทียนยิ้มขืนในใจ
สถานการณ์เช่นนี้ตรงหน้า สิ่งที่เขาทําได้ก็เป็นเพียงแค่การยืนมอง สถานการณ์อยู่เงียบๆ เท่านั้น
บนฟากฟ้า เสียงกรีดร้องดังขึ้นไม่หยุด
เลือดสาดซ่านกระเซ็น
ผู้ฝึกตนชีวิตดับสูญในศึกลงทีละคนๆ ร่วงหล่นลงมาจากบนฟ้า
ผู้ฝึกตนจากสํานักใหญ่อย่างสํานักมารฟ้า เก่งกล้าสามารถในเขต ดาราเทพวีรชน พูดได้ว่าไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปแหย่ยุ สูงส่งน่าเกรงขาม ทว่าในเวลานี้กลับถูกสังหารทิ้งเหมือนหญ้าวัชพืช ถูกแทงร่างทะลุ เลือดสาดเต็มฟ้าอันกว้างใหญ่
คุณชายเว่ยซีหมิ่นสายตาเย็นชา
สําหรับผู้ฝึกตนสํานักใหญ่ที่ตายลงไป เขาไม่ได้รู้สึกเห็นอกเห็นใจ แม้แต่น้อย
“ขยะทั้งนั้น”
เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ
ฝั่ งตรงข้าม กองทหารหน่วยรบเสวียนหวงบีบเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
ปราณสังหารของค่ายกลศึกโถมเข้ามา
นักรบเกราะเงินเหยียบย�ากลางอากาศ บีบเข้ามาทางด้านหน้าทีละ ก้าว
นักรบเกราะของสํานักใหญ่พ่ายแพ้ราวเขาถล่ม ยากที่จะกอบกู้คืน
บนใบหน้าของคุณชายเว่ยซีหมิ่น กลับไม่มีหน้าตึงเครียดแม้แต่ น้อย
ร่างเงาเกราะรบสีดําสิบร่างปรากฏขึ้นด้านหลังเขา ขนาบป้องกัน ซ้ายขวา ทุกร่างล้วนหุ้มด้วยเกราะรบประหลาด กระทั่งใบหน้าก็หุ้มไว้ มีปราณวูบวาบแผ่ออกมา ราวกับเป็นร่างเงาสิบเงาอย่างไรอย่างนั้น
“เจ้ายังไม่คิดจะลงมืออีกหรือ?” คุณชายเว่ยซีหมิ่นจู่ๆ อ้าปากเอ่ยขึ้น คําพูดของเขา น�าเสียงแผ่วเบา กะทันหันและจับต้นชนปลายไม่ถูก พวกของซ่านเทียนล้วนมึนงง
ใคร? ใครลงมือ?
สีหน้าของเต้าหล่านเปลี่ยนไป เขาถอนใจเอ่ยขึ้น “ที่แท้เจ้าก็รู้ตัวนานแล้ว”
ใบหน้าของซ่านเทียน ซ่านอวิ๋นซิ่วเปลี่ยนไป จ้องมองไปยังเต้า หล่านอย่างไม่อยากเชื่อ
และได้เหินเต้าหล่านเดินขึ้นมาด้านหน้า ปกป้องตระกูลซ่านเอาไว้ ด้านหลัง
กลิ่นอายแข็งแกร่งที่ยากจะพรรณนา ไหลเวียนออกมาจากร่างของ เต้าหล่าน
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” เต้าหล่านจ้องมองแผ่นหลังของคุณชายเว่ยซี หมิ่น
คุณชายเว่ยซีหมิ่นหมุนตัวกลับมา มุมปากมีแววประชดประชันขึ้น อย่างไม่ปิดบัง เอ่ยว่า “รู้ได้อย่างไร? เหอๆ ครั้งนั้น เจ้าที่ถูกเรียกว่าเป็น อัจฉริยะแห่งหน่วยรบเสวียนหวง ถูกข้าไล่สังหารจนเหมือนสุนัข ถ้า ไม่ใช่เพราะองครักษ์ที่ซื่อสัตย์ไม่กี่คนของเจ้า พุ่งเข้ามาปกป้องอย่างไม่ คิดชีวิตเพื่อให้เจ้าหนีไป เจ้าคิดว่าวันนี้เจ้าจะยังมีชีวิตมาปรากฏกายต่อ หน้าข้าได้อีกหรือ?”
“เป็นเจ้า?” สีหน้าเต้าหล่านเปลี่ยนไปฉับพลัน
เขาจ้องเขม็งไปที่เว่ยซีหมิ่น เอ่ยขึ้นเสียงหนัก “คนที่ดักสังหารข้า ในคืนนั้น คือเจ้า?”
คุณชายเว่ยซีหมิ่นจ้องมองเต้าหล่าน เอ่ยขึ้นอย่างเสียดสี “จุ๊ๆๆ น่า สงสาร ผ่านไปตั้งหลายปีแล้ว เจ้าก็ยังไม่รู้อีกว่าในคืนนั้น ใครเป็นคน สะบั้นสันหลังเจ้า และตัดสะบั้นบุพเพสันนิวาสที่เจ้ายอมแม้แต่จะต้อง ตายเพื่อปกป้อง จนต้องหนีซมซานเหมือนสุนัขตัวหนึ่งลงไปโลกเบื้อง ล่าง น่าสงสารเสียจริง”
ในดวงตาของเต้าหล่าน แดงเถือกขึ้นมาเหมือนสีเลือด ความโกรธ อัดสุมเต็มหน้าอก “ที่แท้ก็เป็นเจ้า คืนนั้น ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง”
ความหลังลอยขึ้นมาทีละฉากๆ
เขาที่นัดกับคนรักว่าจะหนีไปด้วยกันอย่างดิบดี ตรงไปยังต้นไม้ใต้ แสงจันทร์พร้อมกับองครักษ์หลายคน ทว่าระหว่างทางกลับพบกับการ ลอบสังหาร พลังของอีกฝ่ายแข็งแกร่งน่ากลัว เขาที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะ อันดับหนึ่งแห่งหน่วยรบเสวียนหวง ตอนนั้นพลังบําเพ็ญอยู่ระดับสูงสุด ขั้นนักรบแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่คู่มือของผู้ลอบสังหาร กระทั่งใบหน้าของอีก ฝ่ายก็ยังมองไม่ชัดเจน
เพื่อไม่เป็นการทรยศต่อคนที่รัก เขาสู้อย่างถวายหัวไม่ยอมถอย จนได้รับบาดเจ็บหนัก
ท้ายสุด องครักษ์ที่เป็นเหมือนพี่น้องในสายเลือดไม่กี่คนนั้น พุ่งเข้า โจมตีอย่างไม่เสียดายจนชีวิตดับดิ้นลงเกือบทั้งหมด เขาจึงรอดออกมา ได้
ต่อมา ที่ตั้งกองกําลังหน่วยรบเสวียนหวงที่เขาอยู่ก็ถูกโจมตีเช่นกัน ถูกฆ่าสังหาร
พลังของเขาก็อ่อนแอลงอย่างมาก ถูกดึงเข้าไปในช่องว่างมิติ ท้ายสุดได้ร่วงหล่นลงไปยังแผ่นดินใหญ่เสินโจว
ความเจ็บปวดใจและความแค้นครั้งนี้ ไม่สามารถบอกกับคนนอก ได้
เต้าหล่านแม้จะเหมือนนิสัยขี้เกียจสันหลังยาว แต่ก็ไม่เคยลืมเรื่อง ที่ผ่านมา สําหรับศึกในคืนนั้นที่สลักลึกลงในใจ มันเป็นอะไรที่ยากจะลืม เลือน
กระทั่งใครที่เป็นคนลอบโจมตีคนของเขาก็ยังไม่รู้ แล้วจะแก้แค้น ได้อย่างไร
ครั้งนี้ พลังของเขาในที่สุดก็ฟื้ นคืนดังเดิม ออกจากแผ่นดินใหญ่ เสินโจวแล้วรีบติดต่อกับหน่วยรบเสวียนหวงที่เหลือรอดอยู่ เพื่อพัฒนา หน่วยรบและจุดปณิธานการต่อสู้ขึ้นอีกครั้ง
หลังจากนั้นจึงมาเยือนตระกูลซ่าน ในที่สุดก็ได้รับการให้อภัยจาก คนรักในวันวาน
การซุ่มกําลังโจมตีเว่ยซีหมิ่นครั้งนี้ เป็นเพียงเพราะมือมารร้ายตน นี้ เปื้ อนเลือดพี่น้องหน่วยรบเสวียนหวงมากจนเกินไป เป็นคนบ้าคลั่งที่ เชือดสังหารนักโทษผู้ผิดบาปในแดนดาราจื่อเวย
ไม่คิดเลย ว่าเว่ยซีหมิ่นจะเป็นคนในคืนนั้น
คู่แค้นใหม่หนี้แค้นเก่า
“เตรียมตัวปกป้องตนเองเสียเถิด” มือของเต้าหล่านประสานที่ หน้าอก ฝ่ามือทั้งคู่ค่อยๆ แยกจากกัน
ท่ามกลางแสงที่ลอยขึ้น กระบี่ยาวเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมาจากฝ่ามือ ของเขา
แสงกระบี่สาดส่อง
เพียงพริบตา เต้าหล่านไม่รู้ว่าออกไปกี่กระบี่
แสงกระบี่อันลางเลือน ราวกับสายฝนเจียงหนานเดือนเก้า งดงาม และเย็นชา
องครักษ์ชุดดําสองคนพุ่งเข้ามาปกป้องเขา เพียงพริบตาได้สลาย กลายเป็นควันฝนภายใต้แสงกระบี่
จิตกระบี่
“ปกป้องคุณชาย”
องครักษ์ชุดดําแปดคนที่เหลือ พุ่งเข้ามาเหมือนลมหมุน
หอกยาวสีดําแปดเล่ม ราวกับมังกรคํารามออกทะเล
“สายฝนขี่กระเรียนขาว”
ท่ากระบี่ในมือเต้าหล่านแปรเปลี่ยน ภาพแสงกระเรียนขาวสยาย ปีกกลางสายฝนส่องประกาย หอกดําแปดเล่มหักสะบั้นสลายกลายเป็น ปานดํา ร่างขององครักษ์ชุดดําแปดคนก็ขาดสะบั้น เลือดสดสาด กระจาย ถูกสายลมฝนพัดปลิวออกไปนอกดาดฟ้าเรือ
“เจ้าพวกขยะ”
คุณชายเว่ยซีหมิ่นมององครักษ์ข้างกายสิบคนถูกเต้าหล่านสังหาร สิ้นในพริบตา และไม่มีท่าทีที่จะลงมือเพื่อช่วยเหลือ
“อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งหน่วยรบเสวียนหวงในครั้งนั้น ก็ถือว่า ยอดเยี่ยมอยู่บ้าง ‘กระบี่ฝนปรอยราชวงศ์ใต้’ ของราชาเทพเสวียนหวง เจ้าก็เหมือนจะซาบซึ้งอยู่เล็กน้อย น่าเสียดาย เจ้าที่พ่ายแพ้ในครั้งนั้น วิถีมรรคาอันยิ่งใหญ่ขาดห้วง ถึงแม้จะต่อได้ใหม่ แต่เมื่อเทียบกับข้าก็ยัง ห่างอยู่ไกลแสนไกล”
เว่ยซีหมิ่นชี้นิ้วออกไป
คมกระบี่ปลายนิ้วสว่างวาบ
สายฝนเลือนรางเต็มฟ้าสลายไป ราวกับอาทิตย์ลอยเด่นดั่งฟ้าหลัง ฝน
เต้าหล่านร้องเชอะ ร่างถอยฉาก ใบหน้าแดงก�า
เว่ยซีหมิ่นควบคุมเอาไว้ทั้งหมด เอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจไร้กังวล “ครั้ง นั้นเจ้าไม่ใช่คู่มือของข้า ครั้งนี้ยิ่งไม่ใช่”
เต้าหล่านไม่พูดจา
กระบี่ลายหินในมือ ลวดลายหินทุกลายส่องแสงสว่าง
“ฝนปรอยราชวงศ์ใต้สิบเก้าแดน”
เต้าหลานออกกระบี่อีกครั้ง
แสงกระบี่สาดสายรุ้ง ปราณอันกว้างใหญ่ท่ามกลางฝนปรอยสาด โถมขึ้นมา
การทอดถอนจากเรื่องราวที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ลอยขึ้นมาใน ใจของคนมากมายอย่างควบคุมไม่ได้
จิตกระบี่ส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณคน
ทว่าเว่ยซีหมิ่นกลับยิ้ม ชี้นิ้วออกมาอีกครั้ง “งูมารน�าลึก แพร่พิษ ฟ้าดิน…ทําลาย!”
ปราณฝนปรอยอันกว้างใหญ่ สลายไปในพริบตา
กระบี่ในมือเว่ยซีหมิ่นสว่างวาบ
เต้าหล่านทะยานถอย ชุดนักพรตบนร่างขาดกระจุย ท่อนบน เปลือยเปล่า ที่เอวเผยให้เห็นแผลเป็นอันน่าตกตะลึง เหมือนกับตะขาบ สีแดงม่วงขนาดยักษ์พันรอบเอวเอาไว้
“ระวัง”
ซ่านอวิ๋นซิ่วพุ่งเข้ามาข้างกาย ประคองตัวเต้าหล่าน
“บาดแผลของเจ้า…คืนนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ซ่านอวิ๋นซิ่วฉลาดหลักแหลม จากคําพูดสนทนาก่อนหน้า นางก็เดา ความจริงได้บางส่วน เพิ่งจะรู้ว่าที่ใต้ต้นไม้ในคืนนั้น เต้าหล่านไม่ได้จง ใจทอดทิ้ง แต่เกือบจะต้องตายต่างหาก
เข้าใจเขาผิดเสียแล้ว
ด้วยพลังบําเพ็ญของเต้าหล่านตอนนี้ ได้เดินต่อจากวิถีในวันวาน ออกจากแผ่นดินใหญ่เสินโจวก้าวข้ามขั้นนักรบ เข้าสู่ขอบเขตแห่งขั้น ขุนพล แต่บาดแผลบนร่างแผลหนึ่งกลับไม่สามารถฟื้ นคืนได้เป็นปกติ จนทิ้งเป็นรอยแผลอันน่าตกตะลึงเอาไว้ เห็นได้ชัดว่าบาดแผลของเขา ครั้งหนักหนาขนาดไหน
เต้าหล่านตบมือของนาง เอ่ยตอบว่า “ไม่เป็นไร ทั้งหมดมันผ่านไป แล้ว”
เขามองไปยังเว่ยซีหมิ่น เอ่ยว่า “ต่อให้พลังของเจ้าตอนนี้จะสูงส่ง เหนือสวรรค์แล้วจะทําไม วันนี้เจ้าถูกกําหนดให้ต้องตายที่นี่”
เว่ยซีหมิ่นครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง “โอ๋? เช่นนั้นหรือ?”
เขายกมือถ่ายทอดคําสั่งออกมา
จากนั้นบนเรือดาราสี่ลํารอบด้าน จู่ๆ ได้เกิดสั่นสะเทือนครืนครัน ประตูค่ายกลสีแดงสดปรากฏขึ้นบนดาดฟ้าเรือทันที
กองทหารใหญ่ในชุดเกราะสีดํา เดินผ่านออกมาจากประตูสีเลือด อย่างไม่หยุดราวกระแสน�าขึ้น
กลายเป็นจํานวนนับพันนับหมื่นในพริบตา
หน่วยรบที่มหาศาลยิ่งกว่ากองหนึ่ง ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางทาง ช้างเผือก
สีหน้าเต้าหล่านเปลี่ยนเป็นซีดขาวในพริบตา
“เจ้าคิดว่า หลังจากที่มองตัวเจ้าออก แล้วข้าจะไม่ได้เตรียมตัว อะไรหรือ?” เว่ยซีหมิ่นยิ้มเย้ยหยันขึ้น เอ่ยต่อว่า “เจ้าคิดว่าได้รับโอกาส การซุ่มโจมตีที่ดีที่สุดแล้ว แต่กลับไม่คิดว่า ข้ากําลังวางเหยื่อเพื่อตกเจ้า หรือ? หืม?”
เต้าหล่านจ้องด้วยความโกรธไม่พูดจา แต่สัญญาณลับอีกชุดหนึ่งก็ ได้ส่งออกไป
เว่ยซีหมิ่นทําเป็นเหมือนมองไม่เห็น เอ่ยตอ่ว่า “รู้ไหมว่าทําไมเมื่อ ครู่ข้าไม่สังหารเจ้า?”
ยังไม่ทันที่คนอื่นจะได้สติ เว่ยซีหมิ่นได้ลงมือ ซ่านเทียนรู้สึกเพียง ว่าในมือว่างเปล่า ซ่านเสียนเอ๋อร์ลูกสาวที่เดิมทีอยู่ในอ้อมกอดได้ไป ปรากฏอยู่ในมือของเว่ยซีหมิ่นแล้ว
“ปล่อยข้า…” สาวน้อยดิ้นรน
เว่ยซีหมิ่นใช้น�าเสียงทอดถอนเอ่ยขึ้นว่า “เด็กน้อยที่น่ารักขนาดนี้ ข้าต้องเรียกเจ้าว่าลุงสินะ? นางควรจะได้ใช้ชีวิตที่ดี แต่เป็นเพราะเจ้า …”
กร๊อบ
คอของซ่านเสียนเอ๋อร์ถูกบิดจนหัก
สาวน้อยยังไม่ทันจะได้กรีดร้องก็ได้ตายลงทันที
ภาพเหตุการณ์ราวกับหยุดนิ่งลงฉับพลัน
ภรรยาของซ่านเทียน รวมถึงเต้าหล่านและซ่านอวิ๋นซิ่วดวงตาเบิก โพลง สมองและความคิดหยุดนิ่งกะทันหัน เหมือนอะไรบางอย่างถูก กระชากออกไปจากจิตวิญญาณของพวกเขา
เว่ยซีหมิ่นใบหน้ามีรอยยิ้ม เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อย ตระกูลซ่านเช่นนั้นหรือ? เหอๆ ทรมานมากใช่ไหม? ไม่ต้องรีบร้อน ความทุกข์ทรมานที่แท้จริงมันเพิ่งจะเริ่มต้น”
รอยยิ้มของเขาราวกับมารร้าย ……………………………………….
บทที่ 646 สายเลือดเหยียนหวงไม่มีวันตาย
“เสียนเอ๋อร์!”
ภรรยาซ่านเทียนกรีดร้องดั่งดวงใจแตกสลายออกมา พุ่งเข้าไปหา ร่างไร้วิญญาณที่นอนอยู่บนพื้นเย็นเยียบอย่างบ้าคลั่ง
นางกอดร่างที่ยังอุ่นอยู่ของลูกสาวเอาไว้ น�าตาไหลดุจสายฝน ร้องไห้ปานใจจะขาด
ร่างของซ่านเทียนสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง
เขาเหมือนหยุดหายใจ ไม่สามารถยอมรับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตรงหน้าได้
ดวงตาของเต้าหล่านแดงฉาน
เว่ยซีหมิ่นมองซ่านเทียน เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “พี่ซ่าน ขอโทษด้วย จริงๆ ภรรยากับลูกสาวของเจ้ามีคุณค่ากับข้าเพียงเล็กน้อย ดังนั้น…” เขายื่นมือคว้าเอาศีรษะภรรยาของซ่านเทียน ออกแรงบีบ หญิงสาวนุ่ม นาวสง่างามที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสด้วยการตายของลูกสาวคนนี้ เสียง โพละดังขึ้น ศีรษะระเบิดออก เลือดสดแดงฉานสาดกระจาย
“ข้าจะสู้กับเจ้า” ซ่านเทียนพุ่งเข้าไปราวกับบ้าคลั่ง
“ไม่ต้องรีบร้อนนัก ข้าตอนนี้ยังไม่อยากจะสังหารเจ้า” เว่ยซีหมิ่น โบกมือ ซ๋านเทียนลอยหวือกลับไป กระทกเข้ากับเสากระโดงเรือหลัก ปากกระอักเลือด เมื่อมองซ่านเทียนที่ดิ้นรนด้วยความทรมาน เว่ยซี หมิ่นได้เอ่ยต่อ “ข้ายังต้องการเจ้า ให้ช่วยพาข้าไปหาหลี่มู่อยู่นะ”
ฟิ้ ว!
แสงกระบี่ประดุจสายฝน
เต้าหล่านลงมืออีกครั้ง สู้อย่างไม่สนอะไรอีกต่อไป
เว่ยซีหมิ่นหัวเราะเอ่ยขึ้น “โกรธหรือ? เจ้าโง่ ควบคุมความรักความ โกรธไม่ได้ จิตกระบี่มีร่างแต่ไร้วิญญาณ เจ้าที่เป็นเช่นนี้ คู่ควรกับฉายา อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งหน่วยรบเสียนหวงหรือ?”
เขาชี้นิ้วยิง งูดําตัวหนึ่งวูบวาบพันรัดขึ้นมาบนนิ้วของเขา
ผัวะ!
เต้าหล่านถูกดีดกระเด็นลอยไป
ผ่านไปหลายปี เต้าหล่านถึงแม้จะสานต่อวิถีมรรคาอันยิ่งใหญ่ แต่ ว่าเสียเวลาไปมากหลายปี บาดแผลบนร่างกายก็ยังไม่ฟื้ นปกติ จะเป็น
คู่มือกับผู้ที่เรียกลมเรียกฝนในแดนดาราจื่อเวยมาหลายปีอย่างเว่ยซี หมิ่นได้อย่างไร?
เว่ยซีหมิ่นสมแล้วที่เป็นอัจฉริยะอันยอดเยี่ยมแห่งชนเผ่างูมารน�า ลึก ในหลายปีมานี้ พลังอันแข็งแกร่งของเขาได้เข้าสู่ระดับที่ไม่น่าเชื่อ ไปแล้ว
“ทําเอาข้าผิดหวังจริงๆ”
เว่ยซีหมิ่นทอดถอนด้วยสีหน้าผิดหวัง
“อ่อนแอเหลือเกิน”
บนฟากฟ้า สงครามครั้งใหญ่ได้เริ่มขึ้น
หน่วยรบเกราะดําหุบเหวมาเข้าปะทะกับหน่วยรบเสวียนหวง การ สู้รบครั้งใหม่สาดแสงอันร้อนแรงขึ้นในพริบตา
เสียงฆ่าสังหารดังอื้ออึง
เสียงกรีดร้องสะเทือนฟ้า
เมื่อเทียบกับหน่วยรบสํานักใหญ่ๆ ในเขตดาราเทพวีรชนอย่าง สํานักมารฟ้า พลังการรบของหน่วยรบเกราะดําหุบเหวมาแข็งแกร่งกว่า หลายสิบเท่า ถึงแม้บนกําลังเดี่ยวๆ จะยังสู้หน่วยรบเสวียนหวงไม่ได้ แต่
นักรบเกราะที่เดินออกมาจากประตูสีเลือดนั้นทะลักเข้ามาไม่หยุด หย่อน มากมายนับไม่ถ้วน ด้วยจํานวนมหาศาลจึงบดขยี้หน่วยรบ เสวียนหวงลงอย่างสิ้นเชิง
การต่อสู้ในตอนแรกอยู่ในสถานะต่างฝ่ายไม่อ่อนข้อต่อกัน
ทว่าจากเวลาที่ผ่านไป นักรบเกราะของหน่วยรบเกราะดําหุบเหว มาก็เหมือนกับไม่มีความหวาดกลัวใดๆ ข้างหน้ารุกข้างหลังโถมตาม บุก เข้ามาอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งการบุกของหน่วยรบเสวียนหวงถูกสกัด จากนั้นขบวนจําต้องค่อยๆ ถูกบีบจนถอยออก ตกอยู่ในฝ่ายเสียแปรียบ
สายตาของเว่ยซีหมิ่น กวาดไปยังนักรบเกราะหน่วยรบเสวียนหวง ที่ตะโกนคํารามเหล่านั้น ทอดถอนขึ้นว่า “หน่วยรบสุดท้ายของพวก นักโทษผู้ผิดบาป ฉายาเสวียนหวงไม่ถึงหมื่น ไร้เทียมทานต่อแผ่นฟ้า เกินหมื่น เคยถูกจัดอยู่ในสามอันดับแรกหน่วยรบแห่งแดนดาราจื่อเวย น่าเสียดาย นักโทษผู้ผิดบาปถูกคนไล่ล่าสังหาร เหมือนกับหนูที่มีแต่คน ไล่ล่า หน่วยรบเสวียนหวงจะแข็งแกร่งอีกเพียงไหนก็เป็นเพียงต้นไม้ที่ ไร้ราก น�าที่ไร้แหล่งกําเนิด ดิ้นรนต่อเวลามาได้ถึงวันนี้ก็ถือว่าไม่เลว แล้ว”
เต้าหล่านบุกสังหารเข้ามาอย่างพยัคฆ์บ้าคลั่งอีกครั้ง
เว่ยซีหมิ่นเพียงยกมือโบก
ตูม! เต้าหล่านกระเด็นลอยออกไปอีกครั้ง เลือดย้อมท้องฟ้า
ร่างของเขากระแทกเข้ากับห้องเรือกางเขนเสรี กระแทกจน เสากระโดงเรือหลักพังลงมา
“หลังจากวันนี้ หน่วยรบเสวียนหวงจะกลายเป็นฝุ่นใน ประวัติศาสตร์”
ใบหน้าเว่ยซีหมิ่น ปรากฏสีหน้าเลือดร้อนคลุ้มคลั่งขึ้น จากนั้นจึง สงบลงอย่างรวดเร็ว ยิ้มและเอ่ยต่อว่า “การยุติหน่วยรบสุดท้ายของ นักโทษผู้ผิดบาปอย่างพวกเจ้า เกียรตินี้เป็นของข้า แต่น่าเสียดายที่ตัว ของเจ้ามันทําเอาข้าผิดหวังอย่างมาก อ่อนแอเหลือเกิน อ่อนแอนจนข้า ไม่รู้สึกสนใจที่จะสังหารเจ้า แม้กระทั่งความอยากจะทรมานเจ้าก็ยังไม่ มี ครั้งนั้นเจ้าก็เป็นคนที่มีชื่อเสียงเทียมบ่าไหล่ข้าได้ แต่ตอนนี้ข้าขอ ถามเจ้าสักคํา ว่าเจ้าคู่ควรไหม?”
เต้าหล่านดิ้นรน เปล่งเสียงคําราม
บาดแผลที่เหมือนกับตะขาบตัวใหญ่สีแดงม่วงบนเอวของเขาปริ แตกออกมา เลือดสีดําไหลหริน กระทั่งมีสิ่งประหลาดน่ากลัวเหมือนกับ งูสีดําเลื้อยไปมาอยู่ในเลือดอีกด้วย
“โกรธหรือ?”
เว่ยซีหมิ่นมองสนามรบบนท้องฟ้า นักรบหน่วยรบเสวียนหวงร่วง หล่นทีละคนๆ เลือดสดย้อมท้องฟ้า จากนั้นได้ทอดถอนออกมา
“ความโกรธสามารถทําให้คนตื่นขึ้นได้ ทําให้คนแข็งแกร่งขึ้น แต่ ว่าเจ้า…” เขามองเต้าหล่าน เอ่ยต่อ “เหอๆ เจ้าที่เคยถูกเรียกว่าเป็น ศัตรูชั่วชีวิตของข้า ตอนนี้เปรียบกับสุนัขตัวหนึ่งก็ยังไม่ได้ โกรธต่อไป แล้วจะทําไม? จําเอาไว้ ความโกรธแค้นของผู้อ่อนแอ มันทั้งน่าสงสาร และน่าเศร้า”
เต้าหล่านพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
และถูกเขาซัดกระเด็นอีกครั้ง
“เจ้าเบิ่งตามองเสีย เหล่านักรบหน่วยรบเสวียนหวงที่ร่วงหล่น เหล่านั้น ต้องมาตายเพราะเจ้า เดิมทีพวกเขาอาจจะยืนเวลาเฮือก สุดท้ายต่อไปได้อีกระยะ” เว่ยซีหมิ่นจงใจใช้คําพูดยั่วยุเต้าหล่าน คําพูด เฉือนใจ ทําเอาเต้าหล่านจมดิ่งอยู่ในความโกรธอันไร้ซึ่งสติ
เต้าหล่านคํารามออกมาราวกับสัตว์ป่า
พุ่งโจมตีอย่างบ้าคลั่ง โบกสะบัดกระบี่
แต่ทุกครั้งก็ถูกเว่ยซีหมิ่นซัดจนปลิว
“พอแล้ว ไม่ต้องบุกเข้าไปแล้ว…” ซ่านอวิ๋นซิ่วพุ่งเข้ามากอดเต้า หล่านเอาไว้ เอ่ยต่อว่า “ข้าผิดเอง ข้าเข้าใจเจ้าผิดเอง ที่แท้เจ้าต้องทุกข์ ทรมานเสียขนาดนี้”
ตอนนี้เอง ซ่านเทียนได้พุ่งเข้ามาด้วยความโกรธจากซากหักพัง
“ข้าจะสังหารเจ้า…” ร่างไร้วิญญาณของภรรยาและลูกสาว ทําเอา ซ่านเทียนสติขาด พุ่งเข้าหาอย่างบ้าคลั่ง
เว่ยซีหมิ่นยื่นมือขึ้นบีบคอของซ่านเทียนเอาไว้
“พี่ซ่าน ขอโทษจริงๆ แต่ว่า ความทรมานจากการสูญเสียคนรัก เช่นนี้ เจ้าก็ควรจะรับรู้เอาไว้บ้าง” เขาสะบัดมือทิ้ง “ข้ายังไม่สังหารเจ้า ดีไหม?”
ตูม!
ซ่านเทียนกระแทกเข้ากับดาดฟ้าเรืออย่างจัง เสียงกร๊อบดังลั่น กระดูกไม่รู้แตกหักไปกี่ท่อน
เขานอนจมกองเลือด ยืนก็ยืนไม่ขึ้น กระดูกทั่วร่างแหลกจนหมด แต่เขาก็ยังกัดฟันแบกศีรษะ ดวงตาโหมด้วยไฟแห่งความโกรธแค้นราว กับเป็นคําสาปแช่งที่ชั่วร้ายที่สุดบนโลกนี้ จ้องเขม็งไปยังเว่ยซีหมิ่น สายตาเช่นนั้นทําเอาคนสันหลังวาบ
เว่ยซีหมิ่นทําเหมือนมองไม่เห็น
“รู้ไหม? ครั้งนั้น คนที่ข้ารักก็ตายลงด้วยน�ามือของนักโทษผู้ผิด บาป” สายตาของเขากวาดไปยังซ่านเทียน กวาดไปยังเต้าหล่านที่กําลัง โกรธ กวาดไปยังซ่านอวิ๋นซิ่ว กวาดไปยังเหล่าลูกเรือกางเขนเสรีที่พุ่ง เข้ามาปกป้องซ่านเทียน เอ่ยต่อว่า “ความทรมานจากการสูญเสียคนรัก ข้าไม่ได้ผ่านมาน้อยกว่าพวกเจ้า ขณะที่ข้ากอดร่างน้องสาวอายุสี่ขวบที่ นอนจมกองเลือด มองพ่อแม่ของตนเองถูกนักโทษผู้ผิดบาปสังหาร ข้า จึงลั่นคําสาบานไว้ ว่าสักวันหนึ่งข้าจะจัดการแขวนคอ บดขยี้เจ้าพวก นักโทษผู้ผิดบาปให้หมดทางช้างเผือก”
จากคําพูดของเขา งูเล็กสีดําเหมือนปราณหมอกสายหนึ่งพุ่งแทรก เข้าไปในอากาศ
ลูกเรือกางเขนเสรี ค่อยๆ ล้มลงไปด้วยสีหน้าทุกข์ทรมาน ล้มลงข้างกายซ่านเทียน ซ่านเทียนโกรธจนตาแทบแตก
คนเหล่านี้ล้วนเป็นพี่น้องข้างกายที่อยู่ด้วยกันมานานหลายปี เป็น เหมือนแขนขาของเขา
ตอนนี้กลับล้มลงทีละคนๆ ต่อหน้าเขา
“พี่ซ่าน ไม่ควรเลย ไม่ควรจริงๆ เจ้าไม่ควรช่วยเหลือนักโทษผู้ผิด บาปอย่างหลี่มู่คนนี้เลย” เว่ยซีหมิ่นมองซ่านเทียน ประสานกับสายตา โกรธขึ้งราวกับสาปแช่งของซ่านเทียนอย่างไม่สะทกสะท้าน เอ่ยต่อว่า “จริงๆ แล้วข้าก็นับถือความเป็นคนของเจ้า โบยบินอย่างอิสระในทาง ช้างเผือก มีบุญคุณก็ทดแทนมีแค้นก็ชําระ ตระกูลซ่านทั้งหมดล้วนต้อง สังหาร เดิมทีเจ้าไม่ได้อยู่ในรายชื่อแห่งความตายด้วยซ�า แต่เจ้ากลับทํา เรื่องเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้ ขอให้เจ้าลิ้มรสการสูญเสียคนที่รักไปเสียเถิด”
ตูม!
ห่างออกไป จู่ๆ มีเสียงระเบิดเขย่าฟ้าสะเทือนดินดังขึ้น
จากนั้นจึงเห็นร่างที่คลุมด้วยชุดสีดําร่างหนึ่ง แหวกขบวนหน่วยรบ เกราะดําหุบเหวมาเข้ามาราวกับเรือที่ฝ่าคลื่น พุ่งตรงเข้ามายังกางเขน เสรีอย่างบ้าคลั่ง
เป็นหัวหน้าของหน่วยรบเสวียนหวงคนนั้น
“สังหาร!”
ผู้อาวุโสสํานักมารฟ้า ‘กลืนมารแปดทิศ’ จ้านอู๋จี้ตะโกนคํารามเข้า ต่อกร
สองผู้แข็งแกร่งปะทะกันกลางอากาศ
บนฟากฟ้ามีเสียงตะโกนอย่างเลือดร้อนขึ้นมาฉับพลัน
จากนั้นจึงเห็นหน่วยรบเสวียนหวงที่เดิมทีพ่ายแพ้ถอยร่นไปแล้ว จู่ๆ ได้ระเบิดพลังต่อต้านอันยากที่จะพรรณนาออกมา ล้วนพุ่งทะลวง เข้ามาทางด้านกางเขนเสรี
“เต้าหล่าน อดทนเอาไว้”
เสียงหนึ่งดังมาจากเรือดาราสีเงินที่อยู่ห่างออกไป
นักพรตในชุดนักพรตเต๋า มือซ้ายมีฝุ่นลอย มือขวากระบี่ยาว ฟาด กระบี่แหวกขบวนหน่วยรบเกราะดําหุบเหวมาหลายชั้น พุ่งตรงเข้า มายังกระบี่เสรี
“เทพสวรรค์? เหอๆ ตะพาบในโหลอีกตัวหนึ่ง”
เว่ยซีหมิ่นหรี่ตาลง
ด้านหลังของเขา ภาพเงาดําจําแลงเหมือนมารร้ายเงาหนึ่งโถม ขึ้นมา พุ่งเข้าไปหานักพรตเฒ่าคนนั้น
การต่อสู้ระหว่างขั้นขุนพลที่น่ากลัวได้เริ่มขึ้นกลางอากาศ
เว่ยซีหมิ่นหัวเราะร่า “ดีจริงๆ เจ้าพวกนักโทษผู้ผิดบาป ปรากฏตัว มายิ่งเยอะยิ่งดี ข้าจะได้จัดการเสียให้หมด”
เต้าหล่านเปล่งเสียงคําราม สองตาแดงฉานราวเลือด
เขาสะบัดตัวซ่านอวิ๋นซิ่วออก พุ่งตรงเข้าหาเว่ยซีหมิ่นอีกครั้ง
ท่ากระบี่ในมือสับสนไปจนหมด
“อยากตายเช่นนี้เชียว น่าเสียดาย ข้าตอนนี้ยังไม่อยากสังหาร เจ้า” เว่ยซีหมิ่นยกนิ้วขึ้นดีด
ซ๋านอวิ๋นซิ่วร่างไหวราวสายฟ้า พุ่งเข้ามาขวางตัวไว้ด้านหน้าเต้า หล่าน
ผัวะ!
“อ๊า….”
หน้าท้องซ่านอวิ๋นซิ่วเกิดรูกลวงใสขึ้น กระแทกเข้ากับร่างของเต้า หล่านกระเด็นลอยออกไปร่วงลงบนดาดฟ้าเรือ
รอยยิ้มบนหน้าเว่ยซีหมิ่น เหมือนกับภูตมารอย่างไรอย่างนั้น เอ่ย ว่า “เต้าหล่าน เจ้าต้องมีชีวิตอยู่ก่อน มองดูการดับสูญของนักรบคน
สุดท้ายจากหน่วยรบเสวียนหวงเสียก่อน หลังจากนั้น ข้าจะพาเจ้าไปดู การสังหารครั้งสุดท้ายที่ดาวแม่ของพวกเจ้า เหอๆ เจ้าคิดว่า ข้าไม่รู้ จริงๆ หรือ ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเจ้าหนีหัวซุกหัวซุนเป็นหนูไป หลบซ่อนอยู่ที่ไหน?”
“อวิ๋นซิ่ว อวิ๋นซิ่ว……” เต้าหล่านกอดร่างที่ยังหายใจรวยรินของคน รักเอาไว้ ดวงตาที้งคู่ไหลหลั่งน�าตาเลือด สีแดงฉานในดวงตาค่อยๆ จาง ไป
เว่ยซีหมินชื่นชมฉากนี้ด้วยความสนใจ
เต้าหล่านอุ้มซ่านอวิ่นซิ่ว ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ
ดวงตาทั้งคู่ของเขา ค่อยๆ สุกสกาวขึ้นมา
“จะต้องมีคนแก้แค้นแทนพวกเรา สายเลือดเหยียนหวง[1]ไม่มีวัน ตาย ลูกหลานเทพมังกรจะอยู่ทั่วทางช้างเผือก” เขาจ้องเว่ยซีหมิ่น เอ่ย ต่อว่า “วันนี้ ต่อให้หน่วยรบเสวียนหวงต้องดับสูญ ต่อให้เทพสวรรค์ หยวนสือและข้าต้องตายลงที่นี่ เจ้าก็ทําลายสายเลือดมังกรเหยียนหวง ไม่ได้ ทางช้างเผือกนี้ เสียงคํารามของมังกรจะคงอยู่ตลอดกาล”
สีหน้าเว่ยซีหมิ่นเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ต้าวหล่านมองศึกบนท้องฟ้า คํารามขึ้นด้วยความโกรธ “ไม่ต้อง สนใจข้า ถอย! ถอย! ถอย!”
ดวงตาเว่ยซีหมิ่นเย็นชาลง “ถอย? ใครก็ถอยไปไหนไม่ได้…วันนี้ จะไม่มีคนที่หนีรอดออกไป…”
เสียงยังไม่ทันขาด
จู่ๆ ฟ้าดินได้เกินการเปลี่ยนแปลงกะทันหันขึ้น
ด้านนอกค่ายกลสีเงิน ปราณภูตปราณหยินอันหนาทึบทะลักเข้า มาราวกับคลื่นทะเลถาโถม
เรือภูตสีดําสนิทราวหมึกหลายลํา แหวกปราณหยินออกมาราวกับ ราชาฉลาดที่แหวกว่ายในมหาสมุทรอย่างไรอย่างนั้น เข้ามาในสนามรบ ด้วยความเร็วสูงสุด
เรือภูตด้านหน้าสุด หล่อขึ้นมาจากกระดูกขาวขนาดยักษ์ บน เสากระโดงเรือ ธงใหญ่กระดูกขาวผืนหนึ่งตั้งตะหง่าน ปราณภูตด้านบน ราวกับผืนผ้า มีเปลวไฟภูตสามกลุ่มสองสว่างสั่นไหว รวมกันเป็นอักษร สามตัว…
ภูเขาเทพกระดูก!
……………………………………….
[1] 炎黄 เหยียนหวง เป็นคําที่คนจีนใช้เรียกตนเอง เดิมทีมาจาก คําว่า 炎黄子孙 ซึ่งหมายถึงลูกหลานของเหยียนตี้และหวงตี้ หัวหน้า สองชนเผ่าที่ใช้ชีวิตริมแม่น�าเหลืองมาอย่างยาวนาน ภายหลังชนชาติ จีนได้ยกทั้งสองขึ้นเป็นบรรพบุรุษ ในที่นี้เดาว่าเต้าหล่านเองก็คงเป็น ชาวจีนที่มาจากดาวโลกเช่นกัน
บทที่ 647 ผู้ฝึกฝนวิญญาณหนึ่งแสนไร้ผู้เทียมทาน
ภูเขาเทพกระดูก?
นั่นเป็นขั้วอํานาจแบบใดกัน
ใบหน้าของเว่ยซีหมิ่นฉายแววอึ้งตะลึง
หน่วยรบเหวมารเกราะดําและหน่วยรบเสวียนหวงที่กําลังปะทะ กันอยู่กลางท้องฟ้าต่างดึงระยะห่างซึ่งกันและกัน ถอยหลังป้องกันทันที เมื่อขั้วอํานาจฝ่ายที่สามจู่ๆ ปรากฏขึ้น
ไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม วิธีที่เหมาะสมที่สุดคือมองว่ากองเรือผีที่จู่ๆ โผล่มาเป็นศัตรู แล้วทําการป้องกัน
ถึงจะเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด
ส่วนผู้แข็งแกร่งทั้งสี่ที่สู้กันอยู่บนท้องฟ้าก็ต่างแยกกันออกมา
เงาร่างชุดคลุมดําแยกห่างออกมาจากร่างของ ‘กลืนมารแปดทิศ’ จ้านอู๋จี๋ การต่อสู้ก่อนหน้านี้จ้านอู๋จี๋เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ร่างกายจึงมี บาดแผล
ส่วนการต่อสู้ของเทพสวรรค์และเงามารสีดําดูแล้วเหมือนจะสูสี
เพราะขั้วอํานาจฝั่ งที่สามจู่ๆ ปรากฏตัวขึ้นจึงทําให้การต่อสู้กลาง ท้องฟ้าหยุดชะงักลง
ซ่านเทียนนอนจมอยู่ท่ามกลางกองศพ แอ่งเลือด มองไปเรือผี กระดูกขาวที่ลอยมาถึงชายขอบค่ายกลก็จอดลงอย่างงุนงง จากนั้น ใน สายตาก็พลันฉายประกายพราวพร่าง เหมือนนักเดินทางที่ใกล้กระหาย น�าตายในทะเลทราย พลันเห็นบ่อน�าพุใส เริ่มดิ้นรนอย่างกระตือรือล้น ขึ้นมา
สายตาของเต้าหล่านก็จ้องอยู่ที่เรือผีกระดูกขาวลํามหึมาที่อยู่หน้า สุดลํานั้นเช่นกัน
ตอนเขามองเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าสุดเรือผีกระดูกขาวคนนั้น เขาก็พลันอึ้งตะลึงไป
จากนั้น สายตาของเต้าหล่านก็ผันเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึง
เป็นหลี่มู่!
เงาร่างสูงโปร่งชุดขาว ข้างหลังแบกฝักดาบหิน ไม่ใช่ผู้ที่ทําให้ แผ่นดินใหญ่เสินโจวฟ้าดินพลิกถล่ม จากนั้นก็ชื่อเสียงแพร่สะพัดไปทั่ว เขตดาราเทพวีรชน ‘ดาบคลั่ง’ หลี่มู่ หรอกหรือ?
หลายปีไม่พบหน้า ก็ยังคงงามสง่าเช่นเดิม
เพียงแต่ เหตุใดเขาจึงมาปรากฏตัวบนเรือผี? ผู้ที่อยู่ข้างกายเขาเหล่านั้น…เป็นวิญญาณอย่างนั้นรึ?
……
หนึ่งเค่อก่อนหน้านี้
เกิดอะไรขึ้น?
หลี่มู่ยืนอยู่บนเรือผีแห่งภูเขาเทพกระดูก ผู้ฝึกวิญญาณหนึ่งแสน เกรียงไกรยิ่งใหญ่ เดินทางมาในทะเลพลังหยินพลังภูตในท้องฟ้าใกล้ ดาวร้อยภูต
แต่เดิมหลี่มู่เตรียมบอกลากับไช่ไช่และเหล่าผู้ฝึกฝนวิญญาณแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าจู่ๆ ก็พลันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของคลื่นละอองหมอก พลังหยินข้างหน้า
ต่อมา หลี่มู่ก็เห็นวิญญาณผู้ตายแต่ละดวงๆ ผ่านละอองหมอก พลังหยินข้างหลังไป บางดวงมุ่งไปยังดาวร้อยภูต บางดวงค่อยๆ ราง เรือนหม่นแสงไป เหมือนว่าวิญญาณจะแตกสลายไปชั่วนิรันดร์
ตอนนี้หลี่มู่จําได้ว่า วิญญาณหนึ่งในนั้นเป็นกะลาสีเรือที่รู้จักบน กางเขนแห่งเสรีในตอนนั้น
“ดูด!” หลี่มู่กระตุ้นอักขระเต๋าดูดวิญญาณของกะลาสีเรือคนนี้มา วิญญาณก่อร่างเป็นกายมนุษย์ สติสัมปชัญญะของกะลาสีเรือคนนี้ก็ฟื้ นกลับมาทันที
เขามองรอบๆ อย่างงุนงง “ข้าไม่ได้ตายไปแล้วหรอกรึ? นี่คือ…หลี่ …จอมยุทธ์หลี่?”
เขาเห็นหลี่มู่
ตอนนี้ หลี่มู่มองไปยังวิญญาณอีกหลายสิบดวงอื่นๆ ที่กําลังว่ายไป ในละอองหมอกพลังหยินอย่างไร้สติ ต่างเป็นกะลาสีเรือกางเขนแห่ง เสรีทั้งสิ้น
เขาสําแดงวิชาเต๋าวิชาภูต ดูดวิญญาณทั้งหมดรอบๆ มา ฟื้ นคืนสติ ความนึกคิดให้พวกเขา
นอกจากกะลาสีเรือกางเขนแห่งอิสระแล้ว ยังมีเด็กหญิงอายุราว แปดเก้าขวบ(ตอน640เหมือนจะบอกว่าเป็นหกเจ็ดขวบ) และหญิงสาว หน้าตางดงามคนหนึ่ง
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่? กางเขนแห่งเสรีเกิดอะไรขึ้นกัน?”
หลี่มู่ร้อนรน
ในใจของเขาเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีทะลักขึ้น
กะลาสีเรือที่ได้รับการช่วยเหลือไว้แรกสุดคนนั้นพลันคุกเข่าลงดัง ตึงต่อหน้าหลี่มู่ แล้วเอ่ย “จอมยุทธ์หลี่ ขอร้องท่านล่ะ รีบไปช่วยพี่ซ่าน ที ได้โปรดเถิด…”
เหล่ากะลาะสีรอบๆ ก็ค่อยๆ เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ต่างคุกเข่าลง ต่อหน้าหลี่มู่
ไม่นานหลี่มู่ก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เว่ยซีหมิ่น?
พลังในแดนดาราจื่อเวย?
หลี่มู่มองไปยังแม่ลูกซ่านเสียนเอ๋อร์ ในใจรู้สึกผิดนัก
“พี่สะใภ้ ขอโทษด้วย เป็นข้าที่ทําให้พวกท่านเดือดร้อน” หลี่มู่โค้ง คํานับแม่ลูกเสวียนเอ๋อร์ ในใจรู้สึกผิดเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นก็ทําความ เคารพต่อเหล่ากะลาสีเรือกางเขนแห่งเสรี “พี่น้องทั้งหลาย เป็นข้าที่ ต้องขอโทษพวกท่าน วางใจเถอะ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามข้าไม่มีทางวาง เฉยแน่นอน”
“เร่งความเร็ว พวกเรารีบมุ่งไป เร็ว!” หลี่มู่เอ่ยเสียงดัง
ไช่ไช่และคู่สามีภรรยาหนิงจิ้งฟังคําบรรยายจากเหล่ากะลาสีอยู่ ข้างๆ ก็โมโหเดือดดาลนัก ออกคําสั่งให้เรือผีรีบเดินทางมุ่งไปยังสนาม รบเต็มอัตรากําลัง
“จะยังทันจริงๆ หรือ?” ภรรยาของซ่านเทียนใบหน้าเต็มไปด้วย ความกังวล อุ้มซ่านเสวียนเอ๋อร์ เป็นห่วงความปลอดภัยของสามี
หลี่มู่ตอบ “จะต้องทันอย่างแน่นอน”
……
กองทัพผู้ฝึกวิญญาณปรากฏขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
หลี่มู่เพียงกวาดตาก็เห็นหน่วยรบสองหน่วยกําลังโรมรันพันตูใน สนามรบหลายพันลี้แห่งนี้
หลี่มู่ไม่รู้จักหน่วยรบเหวมารเกราะดํา และไม่รู้จักหน่วยรบเสวียน หวง แต่เข้าจําเต้าหล่านได้ และก็มองเห็นซ่านเทียนที่นอนอยู่ในกอง เลือด
“พี่ซ่าน?”
หลี่มู่ร้องลั่น
ตอนนี้เขาก็มองเห็นกองกะลาสีที่หน้าตาคุ้นเคยแต่ละคนที่นอนจม กองเลือดข้างกายซ่านเทียน ล้วนแต่หัวตัวไปคนละทาง บาดเจ็บล้มตาย ระนาว
“หลี่…จอมยุทธ์หลี่ ท่าน…” ซ่านเทียนดิ้นรน กระดูกทั่วร่างหัก มี เพียงคอเท่านั้นที่ยังขยับขึ้นได้ เขามองเห็นซ่านเสวียนเอ๋อร์ บุตรสาว ยืนอยู่ข้างกายหลี่มู่ ยังมีภรรยาและพี่น้องเหล่านั้น ต่างหน้าตามี ชีวิตชีวา ไม่เหมือนตายไปแล้ว ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม ถึงแม้จะไม่รู้ว่ามัน เกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ในใจก็ยังมีความหวังเกิดขึ้น “พวกเจ้าล้วน…กลับ มาแล้ว? นี่มัน…เรื่องอะไรกัน?”
ดวงตาของเว่ยซีหมิ่นหรี่ลง “หลี่มู่ เจ้าก็คือหลี่มู่คนนั้น?”
สายตาของเขาจับจ้องมายังหลี่มู่ ประเมินตั้งแต่หัวจรดเท้า
แต่เดิมคิดว่าเป็นแค่บุคคลตัวเล็กๆ ที่จับได้ง่ายๆ ต่อให้เป็นขั้น ขุนพล สําหรับเขาแล้วก็ไม่มีภัยคุกคามอะไร แต่ตอนนี้ หลี่มู่บังคับเรือผี มากลับทําให้เว่ยซีหมิ่นไม่ค่อยมั่นใจ
อีกทั้งข้างหลังเรือผีที่หลี่มู่อยู่ ก็มีเงาผีมากมายมหาศาล ทั้งยังมีเรือ ดารากระดูกขาว แต่ละลําจิตสังหารพลังหยินไหลเวียน เดี๋ยวปรากฏ เดี๋ยวรางเลือนอยู่ในละอองหมอกพลังหยิน เหมือนว่าเป็นอนันต์ ไม่อาจ
มองดูรู้เลยว่าหน่วยรบเงาผีนี่มีทหารเท่าไหร่และก็ไม่รู้ด้วยว่ากําลังรบ ของพวกเขาเป็นอย่างไร กลิ่นอายแปลกประหลาดนี่ ทําให้เว่ยซีหมิ่น ยากจะเข้าใจ
“เจ้าก็คือเว่ยซีหมิ่นคนนั้น?” ในดวงตาหลี่มู่ไหลวนไปด้วยจิต สังหาร เพลิงโทสะ
เว่ยซีหมิ่นหัวเราะเยาะเย้ยราบเรียบ “ใช่แล้วจะทําไม?”
“เช่นนั้นเจ้าก็ตายแน่แล้ว”
หลี่มู่แค่นเสียงเย็น
เขามองเต้าหล่านที่กอดซ่านอวิ๋นซิ่วเอาไว้ แล้วกวาดตามอง สถานการณ์รอบๆ รู้ว่าเรื่องนี้ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมีตีฝีปาก มือสะบัด ขึ้นชี้ไปทางหน่วยรบเหวมารเกราะดําแล้วเอ่ย “ฆ่า ฆ่าพวกมันให้หมด”
เรือผีส่งเสียงดั่งสลั่น
ผู้ฝึกฝนวิญญาณคํารามลั่น
ท่ามกลางละลอกคลื่นพลังหยิน เรือผีกระแทกเข้ากับค่ายกลอย่าง จัง แล้วพุ่งบุกเข้าไป
ผู้ฝึกวิญญาณพุ่งสังหารไปยังหน่วยรบเหวมารเกราะดําประดุจ น�าป่า
ในฟ้าดินพลังภูตเย็นเยือกน่าขนลุกขึ้นทันที พลังหยินตลบอวล เงา ผีมหาศาล จิตสังหารแผ่ซ่าน
นักรบของหน่วยรบเหวมารเกราะดําไม่เคยเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่ง เช่นนี้มาก่อน ผู้ฝึกวิญญาณที่พัดกวาดมา แปรเปลี่ยนระหว่างภาพ มายากับของจริงไปในพลังหยินอย่างไร้เงาไร้รูปร่าง ดาบและกระบี่ ธรรมดาฟันลงไปก็เหมือนฟันไปในอากศ แต่ดาบและกระบี่ของผู้ฝึก วิญญาณฟันลงมาที่ร่างของพวกเขากลับทะลวงการป้องกันของชุด เกราะได้ทันที พลังภูตเย็นยะเยือกกลุ่มหนึ่งไหลเข้ามาในกาย พลังที่ เย็นยะเยือกสุดฤทธิ์ไหลวน แช่แข็งพวกเขาเอาไว้ในบัดดล เหมือนว่า แม้แต่วิญญาณก็แข็งแตกร้าวด้วยเช่นกัน
เหมือนว่าในเสี้ยวขณะนี้ นักรบของหน่วยรบเหวมารเกราะดํา เสมือนข้าวสาลีภายใต้คมเคียวของชาวนา ต่างล้มลงไป
ไร้ซึ่งพลังตอบโต้
ทุกที่ที่ผู้ฝึกวิญญาณที่เหมือนดั่งน�าป่าไหลหลากพาดผ่าน นักรบ หน่วยรบเหวมารเกราะดําก็ถูกท่วมมิด
“ฆ่า!”
เงามารสีดําทะยานขึ้นกลางท้องฟ้า มุ่งสังหารไปยังกลุ่มนักรบผู้ฝึก วิญญาณ คิดจะอาศัยกําลังรบส่วนตัวอันแข็งแกร่งพลิกสถานการณ์
ทว่า——
“ตาย!”
เสียงคํารามดังขึ้น
เงาร่างเด็กสาวผมหางม้าที่หยิ่งทะนงในชุดนักกระบี่สีดํากะพริบ วูบกลางอากาศ ดาบและกระบี่ในมือฟันจนเงามารสีดําสลายเป็นเถ้าธุลี ในทันที
“อะไร?” ‘กลืนมารแปดทิศ’ จ้านอู๋จี๋ที่อยู่อีกด้านหนึ่งเห็นภาพนี้ก็ ตกใจจนตัวสั่น
ความแข็งแกร่งของพลังเงามารสีดําอยู่เหนือเขา แต่กลับถูกเด็ก สาวผมหางม้าที่นั่งเรือผีมาขยี้แหลกเป็นผุยผงในชั่วพริบตา
ในใจของจ้านอู๋จี๋เกิดความคิดถอยขึ้นมาทันที
แต่เขาไม่มีโอกาสแล้ว
หนิงจิ้งขุนนางฝ่ายบู๊ที่คิ้วเข้มตาโต สะบัดกระบี่มาถึง
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสองเซียนแห่งภูเขาเทพกระดูกในอดีต และ เป็นหนึ่งในสามเทพศักดิ์สิทธิ์ของโลกดาวร้อยภูตยุคใหม่ ใน สภาพแวดล้อมพลังหยิน กําลังรบของหนิงจิ้งแทบจะสามารถสังหารขั้น ขุนพลได้ในชั่วเสี้ยวพริบตา จ้านอู๋จี๋จะไปเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้อย่างไร ก็ รับไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียวเช่นกัน หัวและตัวแยกไปคนละทาง ตายไป ณ ที่ตรงนั้น
“หืม?” เว่ยซีหมิ่นสูดลมหายใจเย็นในใจ แข็งแกร่งถึงเพียงนี้? เบื้องหน้าของเขาพร่าเลือน หลี่มู่มาปรากฏตัวขึ้นบนกางเขนแห่งเสรี
“พี่ซ่าน” หลี่มู่ถ่ายทอดพลังธาตุไม้จักรพรรดิเขียวแห่งบูรพาใน ปราณแท้บริสุทธิ์เข้าไปในร่างของซ่านเทียน รักษาอาการบาดเจ็บให้ เขา
ในขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดพลังธาตุไม้จักรพรรดิเขียวแห่งบูรพา เข้าไปในร่างของซ่านอวิ๋นซิ่วที่เต้าหล่านกอดเอาไว้ ช่วยชีวิตซ่านอวิ๋น ซิ่วที่สู้ตายกลับมา
สําหรับนักรบคนอื่นๆ เป็นเรื่องที่ยากจะทําได้ แต่สําหรับหลี่มู่กลับ ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
ยามอยู่ในขอบเขตเหนือมนุษย์ พลังห้าจักรพรรดิ ‘คัมภีร์ห้า จักรพรรดิอมตะ’ที่ฝึกฝนก็มีประโยชน์อันน่าอัศจรรย์ไร้เทียมเทียบ พลังธาตุไม้จักรพรรดิเขียวแห่งบูรพา ในด้านการรักษาก็มีประโยชน์ เทียบได้กระทั่งยาวิเศษ
แน่นอน ซ่านเทียนและซ่านอวิ๋นซิ่วทั้งสองคนอาการบาดเจ็บสาหัส นัก คิดอยากจะฟื้ นฟูพลังรากฐานจําต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
ตอนนี้เอง เสียงตะโกนสังหารรอบๆ ค่อยๆ หยุดลง
นักรบของหน่วยรบเหวมารเกราะดําถูกกองทัพผู้ฝึกวิญญาณภูเขา เทพกระดูกสยบในเวลาที่รวดเร็วที่สุด การต่อสู้ในด้านพลังไม่ใช่ระดับ เดียวกันเลย โดยเฉพาะในเขตดาวร้อยภูตผู้ฝึกวิญญาณเดิมก็เป็นหน่วย รบที่ไร้เทียมทานอยู่แล้ว ขอแค่ไม่เจอวิชาเต๋าที่ข่มผู้ฝึกวิญญาณ ใน สภาพแวดล้อมเช่นนี้สู้กับหน่วยรบของผู้มีชีวิตหน่วยใด ก็ไม่มีการรบที่ ไม่ชนะ โจมตีไม่ได้
คนของสกุลซ่านและคนของหน่วยรบเสวียนหวง อยู่ภายใต้การ ห้อมล้อมจากกองทัพผู้ฝึกวิญญาณจํานวนมหาศาล ต่างยากที่จะ ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงกะทันหันเช่นนี้
นักรบของหน่วยรบเหวมารเกราะดํายอดเยี่ยมเพียงใด? เพียงชั่วพริบตากลับถูกเกี่ยวเหมือนหญ้า ประตูเลือดบานนั้นปิดลงเองทันที ในจุดลึกของประตูบานนั้น กระทั่งว่าได้ยินเสียงที่ตกใจกลัวเป็นอย่างยิ่งอยู่รางๆ ผู้ฝึกฝนวิญญาณจํานวนมหาศาลล้อมมาจากทั่วทุกด้าน ล้อมเว่ยซี หมิ่นไว้บนกางเขนแห่งอิสระ สถานการณ์ผันเปลี่ยนจนชวนให้คนไม่ทันตั้งตัว “เหอะๆ…” ใบหน้าของเว่ยซีหมิ่นฉายรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ครั้งนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกว่ารอยยิ้มของตัวเองก็ค่อนข้าง จะแข็งค้าง “ได้ยินว่าเจ้าสังหารนักโทษผู้ผิดบาปในห้วงดาราสมุทรจนหมด สิ้น?” หลี่มู่มองชายหนุ่มงามสง่าชุดดําแขวนหยกประดับ ก่อนเอ่ยเน้น ทีละคํา “อาศัยเจ้าเนี่ยนะ?”
……………………………………………………
บทที่ 648 ไปเอาเกียรติศักดิ์ศรีของเจ้ากลับคืนมา
เว่ยซีหมิ่นสูดลมหายใจลึก
เขามองหลี่มู่ พยักหน้าเอ่ย “แน่นอน อาศัยข้านี่แหละ…นักโทษผู้ ผิดบาปที่ตายในมือข้ามีไม่ถึงหมื่นก็แปดพัน…วันนี้ เจ้าเองก็ไม่เว้น”
เว่ยซีหมิ่นมองกองทัพผู้ฝึกวิญญาณมืดฟ้ามัวดินรอบๆ ก็นิ่งสงบ เยือกเย็น เอ่ยราบเรียบขึ้นว่า “พวกนี้คือคนตายบนดาวร้อยภูตใช่ไหม? หึๆ ข้ายอมรับพวกเขาเยี่ยมยอดมาก บุกทะลวงโจมตีข้าศึก ข้าเองก็นึก ไม่ออกว่าจะมีหน่วยรบอะไรมารับมือกับกองทัพคนตายพวกนี้ได้ ข้า เองก็ไม่ใช่หน่วยรบ แต่จะอาศัยคนตายพวกนี้มาล้อมสังหารข้า เจ้าคิด ง่ายเกินไปแล้ว ”
ตอนนี้เขาใจเย็นลงมาแล้ว
“จอมยุทธ์หลี่ ระวัง เขา…” ซ่านเทียนที่อยู่ข้างๆ เตือนหลี่มู่ไม่ให้ ประมาท
พลังของเว่ยซีหมิ่นเขาเห็นมาก่อน แข็งแกร่งจนน่ากลัวนัก
“พี่ชาย ข้าจะสังหารมันให้ท่าน” ไช่ไช่เชิดหน้าอย่างหยิ่งทะนง
แต่หลี่มู่กลับส่ายหน้า
ในเมื่อมือย้อมไปด้วยเลือดของนักโทษผู้ผิดบาปไปมากมายขนาด นั้น เช่นนั้นก็ใช้ศาสตราวุธของนักโทษผู้ผิดบาปจบชีวิตเขาเสีย
“หึๆ ทําไม?” เว่ยซีหมิ่นเห็นท่าทีของหลี่มู่ก็เอ่ยเสียดสี “เจ้าจะลง มือเอง? ฮ่าๆๆ อย่าคิดว่าเจ้าทําเรื่องฮือฮาเล็กๆ น้อยๆ ในเขตดาราเทพ วีรชนก็จะสามารถ…”
ยังพูดไม่ทันจบ
หลี่มู่ก็ซัดหมัดออกไปแล้วหมัดหนึ่ง
ปราณหมัดดั่งมังกร
เว่ยซีหมิ่นยื่นมือชี้ออกไป
งูมารสีดําที่ปลายนิ้วเลือนรางส่องกะพริบ เป็นแก่นแท้วิถียุทธ์ของ เขานั่นเอง
เขาหัวเราะเสียงเย็น “พลังแค่นี้ก็ค่ ูควรเป็นคู่มือของข้ารึ เจ้า…”
ตูม!
เลือดสาดกระจาย
หลี่มู่ซัดปลายนิ้วและฝ่ามือของเขาแหลก กระทั่งว่าอัดครึ่งแขน ของเขาแหลกเป็นเศษเนื้อ
เว่ยซีหมิ่นหน้าเปลี่ยนสี ถอยหลังไปทันที
เขามองแขนที่ขาดของตัวเองไปอย่างยากจะเชื่อ แล้วก็มองไปที่ห ลี่มู่อีกครั้ง
“นี่คือวิชาหมัดอะไร?”
วิชาหมัดธรรมดาๆ สามารถขยี้กายเนื้อของเขาได้อย่างไร?
ในหมัดของหลี่มู่แฝงไว้ด้วยพลังระเบิดฉีกทําลายอันยากจะ บรรยายไว้กลุ่มหนึ่ง
ในเสี้ยวขณะที่หมัดและนิ้วประสานกัน เป็นพลังอันแปลก ประหลาดชนิดนี้ระเบิดดัชนีกระบี่งูมารแหลกละเอียด และทําร้ายแขน ของเขาจนสาหัส
นี่ไม่อาจต้านทานได้เลย
เว่ยซีหมิ่นจ้องหลี่มู่อย่างโหดเหี้ยม
หลี่มู่เป่ารอยเลือดบนหมัด ก่อนเอ่ย “วิชาหมัดนี้ชื่อ ‘สะบั้นพัน ดารา’…เจ้ามันก็แค่นั้น พลังแค่นี้รับข้าไม่ได้สามหมัด ฆ่าเจ้ามันช่าง สกปรกมือข้านัก ”
เว่ยซีหมิ่นโมโหเดือดดาล “เจ้าว่าอะไรนะ?”
เขามั่นใจและหยิ่งทะนงเพียงใด
ตลอดมามีเพียงเขาที่ฉีกหน้าเหยียดหยันคนอื่น เพราะตลอดมา เขาคืออัจฉริยะผู้สูงส่ง ปรายตาเหยียดผู้ฝึกฝนคนอื่นมาโดยตลอด ไม่ ว่าจะเป็นคุณสมบัติ ชาติกําเนิด พรสวรรค์ พลัง ในดินแดนดาราจื่อเวย นับว่าเป็นคลื่นลูกหลังอันดับต้นๆ ตอนนี้ตัวเองกลับถูกคนอื่นใช้คําพูด ฉีกหน้าตอกกลับมา?
การดูถูกเหยียดหยันเช่นนี้แตะเข้ากับต่อมโมโหของเว่ยซีหมิ่น ในทันที
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นเขาอาจจะไม่โมโหเดือดดาลขนาดนี้
แต่คําพูดเช่นนี้กลับพูดออกมาจากหลี่มู่ คนที่หมัดเดียวก็ซัดแขน ของเขาแหลก ทําให้เขาโมโหสุดขีด ไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ อีกต่อไป
“ข้าบอกว่า เจ้ายังไม่คู่ควรจะเป็นคู่ต่อสู้กับข้า”
หลี่มู่เอ่ยเน้นทีละคํา
เว่ยซีหมิ่นตาแดงขึ้นมาทันที
ปราณแท้ไหลเวียน แขนของเขาไม่นานก็งอกออกมาใหม่
“มาสิ ข้าจะดูซิว่าเจ้าจะอัดข้าตายในสามหมัดได้อย่างไร” รอนยิ้ม ของเว่ยซีหมิ่นเหี้ยมเกรียมขึ้นมา
หลี่มู่กลับไม่ลงมืออีก
เขาเดินมายังเบื้องหน้าของเต้าหล่าน
“พวกเราเหมือนเคยพบกันมาก่อน” หลี่มู่เอ่ยหัวเราะ “เต้าหล่าน ในตอนที่อยู่แผ่นดินใหญ่เสินโจวไม่ใช่รูปลักษณ์แบบนี้นี่นา”
ในน�าเสียงที่เต้าหล่านพูดกับหลี่มู่แฝงรอยเคารพนอบน้อมเป็น อย่างยิ่ง ยิ้มขื่นพลางเอ่ยตอบไป “ทุกคนย่อมมีเวลาที่ตกยาก ตอนนั้น ข้าไม่สะดวกที่จะใช้รูปลักษณ์ที่แท้จริงของตัวเองเปิดเผยกับผู้อื่น”
หลี่มู่ตอบกลับไป “เรื่องของเจ้าข้าเพิ่งได้ยินเมื่อครู่ เดิมเจ้าไม่ควร มีกําลังรบเช่นนี้”
เต้าหล่านตะลึง
หลี่มู่เอ่ยต่อไป “เจ้าได้เผชิญกับความยากลําบากการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่ในชีวิต ปีนขึ้นมาจากความตาย จิตวิญญาณของเจ้าเปลี่ยน จากดักแด้เป็นผีเสื้อเชื่อมต่อกับห้วงดาราสมุทรแล้ว นําหน้าคู่ต่อสู้ใน อดีตไปแล้ว น่าเสียดายที่บาดแผลกายเนื้อยากจะรักษาหายขาด ดังนั้น มรรคาที่ฝึกฝนต่อไป จนแล้วจนรอดก็ไม่สมบูรณ์เสียที ครั้งนี้ ถึงได้แพ้ ให้กับเขา”
เต้าหล่านไม่พูดอะไร
เรื่องนี้เขาก็รู้เหมือนกัน
เว่ยซีหมิ่นในตอนนั้นหากสู้กันอย่างยุติธรรมแล้วล่ะก็ ไม่มีทาง เอาชนะเขาได้
น่าเสียดายที่คืนนั้นเป็นการลอบโจมตีอย่างชั่วช้าไร้ยางอาย ถึงได้ ทําให้เขาพ่ายแพ้ราบคาบ
หากไม่มีเรื่องในตอนนั้น เขาจะสะบักสะบอมน่าสังเวชต่อหน้าเว่ย ซีหมิ่นเช่นนี้ได้อย่างไร?
แต่ก็ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ คิดแค้น ไปก็ไม่มีประโยชน์
เต้าหล่านยิ้มขื่นกําลังจะเอ่ยอะไร จู่ๆ หลี่มู่ก็ยกมือกดมาที่ไหล่ของ เขา
ภายใต้การกระตุ้นจากวิชาก่อนกําเนิด พลังดิน น�า ไฟ ไม้ ทอง ใน ‘คัมภีร์ห้าจักรพรรดิอมตะ’ ก็ไหลทะลักเข้าไปในร่างของเต้าหล่าน พลัง ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งห้าไหลเวียนไปในร่างของเขา ทะลวงเส้น ลมปราณชีพจรทั้งหลายในร่างของเต้าหล่านไปตามเส้นการโคจรของ วิชาก่อนกําเนิดฉบับย่อ
สร้างธาตุทั้งห้าใหม่
เต้าหล่านรู้สึกแค่ร่างกายไม่อาจควบคุมได้เลย ปราณแท้ในร่าง ไหลไปตามพลังทั้งห้าที่หลี่มู่ถ่ายทอดเข้ามาในร่างแล้วโคจรขึ้น
แทบจะในเสี้ยวขณะต่อมา ปราณแท้ของเขาก็ผสานซึ่งกันและกัน เข้ากับพลังธาตุทั้งห้านี่
จากนั้นหลี่มู่ก็ถ่ายทอดพลังหยินกลุ่มหนึ่งพร้อมกับปราณแท้ บริสุทธิ์กลุ่มหนึ่งเข้าไปในกายของเต้าหล่านด้วย
สร้างหยินหยางขึ้นอีก
ปราณแท้ประเภทต่างๆ ภายใต้การโคจรไปตามเส้นทางของวิชา ก่อนกําเนิดฉบับย่อก็ผสานกันอย่างไม่น่าเชื่อ
รอยแผลเป็นบนร่างของเต้าหล่านหายไปด้วยความเร็วที่สามารถ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
รอยแผลเป็นที่พันรอบเอวเขาเหมือนตะขาบยักษ์สีแดงก็เริ่มขยับ เลื้อย ในตัวมันมีงูสีดําตัวเล็กดั่งเส้นผมตัวหนึ่งชอนไช ตะขาบยักษ์คิด จะทะลวงผิวหนังออกมา แต่สุดท้ายก็กรีดร้องสลายเป็นควันสีดํา ลอย ออกมาจากรอยแผลเป็น
จากนั้นรอยแผลเป็นน่ากลัวรอยนี้ก็หายไปไร้ร่องรอย
เต้าหล่านมองช่วงท้องของตนอย่างงุนงง จากนั้นก็มองมือทั้งสอง ข้างของตัวเองอีกครั้ง
ร่างของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อย
ยามมือทั้งสองยกขึ้นมาอย่างช้าๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังที่ไม่เคยมี มาก่อน
“พรสวรรค์ของข้า ร่างกายของข้า…กลับมาแล้ว!”
เขามองมือทั้งสองข้างของตัวเอง สัมผัสได้ถึงพลังอันคุ้นเคยอย่าง ไม่เคยเป็นมาก่อน
เว่ยซีหมิ่นที่อยู่ข้างๆ เมื่อเห็นฉากนี้ก็เหมือนเห็นผี ใบหน้าฉายแวว ที่ยากจะเชื่อ มองหลี่มู่อย่างตื่นตะลึง พลางเอ่ย “เจ้า…เจ้าถอนพิษของ ‘คําสาปงูมารเหวลึก’ ได้อย่างไร? เจ้า…เจ้าทําได้อย่างไร? ”
มีเพียงเขาที่รู้ว่าอาการบาดเจ็บในร่างของเต้าหล่านเป็นวิชาเช่นไร
แต่ตอนนี้กลับหายแล้ว
น�าตาไหลอาบใบหน้าของเต้าหล่าน
จิง ชี่ และเสินของเขาไหลเวียน ประสาทสัมผัสเทพประดุจคลื่นถา โถมทั่วร่าง จากนั้นในร่างก็มีเสียงเปรี๊ยะๆ เหมือนถั่วระเบิด
ต่อมาควันสีดําเป็นกลุ่มๆ ก็ลอยออกมาจากทุกรูขุมทั่วทั้งร่าง
ร่างกายของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ร่างกายเหยียดตรงขึ้น ประดุจกระบี่ประหนึ่งดาบ กล้ามเนื้อก็เป็นล�าสัน
ใบหน้าถึงแม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่กลิ่นอายบุคลิกทั่วทั้งร่าง กลับเพิ่มขึ้นไม่น้อย
เพียงเสี้ยวพริบตา ก็สามารถใช้คําว่าสง่างามล�าเลิศมาพรรณาชาย คนนี้ได้
ส่วนคลื่นพลังที่แผ่กระจายออกมาจากร่างกายของเขา ก็ยกระดับ ขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ขอบเขตสามัญ!
ขอบเขตขุนพล! ขอบเขตขุนพลขั้นกลาง…ขั้นสูง! ขอบเขตขุนพลบริบูรณ์! ระดับนักรบ! ระดับนักรบขั้นกลาง…ขั้นสูง! ระดับนักรบบริบูรณ์! ขอบเขตทั้งหลายก้าวกระโดดข้ามผ่าน คนรอบๆ ต่างถอยหลังไปอย่างอดไม่ได้
กลิ่นอายพลังกดดันที่แผ่กระจายออกมาจากร่างของเต้าหล่านช่าง น่ากลัวนัก ชวนให้คนหายใจไม่ออก
ส่วนกลิ่นอายของเต้าหล่านก็ยังคงพุ่งเพิ่มต่อไป เว่ยซีหมิ่นตื่นตะลึงหน้าเสีย “เป็นไปได้อย่างไร?”
“ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้” ใบหน้าของหลี่มู่ฉายแววเยาะเย้ยเสียด สีที่มักจะปรากฏบนใบหน้าของเว่ยซีหมิ่น กระทั่งว่าแฝงด้วยความ สงสารเล็กๆ ด้วย
“ตอนนั้นเจ้าอิจฉาที่เขาและเจ้าต่างก็มีชื่อเสียง จึงแอบล้อมโจมตี ทําร้ายเขาบาดเจ็บ ทั้งยังวางยาพิษประหลาด ทําให้หลายปีมานี้เขา ต้องดิ้นรนและเจ็บปวดมีชีวิตอยู่ในความริษยา ทั้งยังตั้งใจสังหารเสียน เอ๋อร์ และทําร้ายคนรักของเขา เจ้าคิดว่าเจ้ากําลังทรมานเขา ทําให้เขา ตกอยู่ในความตกต�า แต่แท้ที่จริงแล้ว…เจ้าทําให้เขาสมหวัง”
หลี่มู่เอ่ย
“เป็นไปไม่ได้ นี่เป็นไปไม่ได้” เว่ยซีหมิ่นยากจะรับทุกสิ่งนี้ได้
แมลงที่เหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา สุดแท้แต่เขาจะหยามหมิ่นปรา มาศแล้วแท้ๆ จะพลิกชะตาชีวิตได้อย่างไร?
จะเป็นเขาทําให้เต้าหล่านสมหวังได้อย่างไร?
“ทุกอย่างฆ่าเขาตายไม่ได้ แต่กลับทําให้เขายิ่งแข็งแกร่งขึ้น”
หลี่มู่เอ่ยราบเรียบ
“เจ้าทําลายกายเนื้อของเขา แต่ไม่อาจทําลายจิตวิญญาณของเขา ได้ ความยากลําบากหลายปีทําให้การบรรลุในจิตสูงสุดวิถียุทธ์ของเขา
อยู่เหนือเจ้า ขอแค่กายเนื้อฟื้ นฟู เพียงเสี้ยวพริบตาก็สามารถก้าวข้าม ขอบเขต กลับไปยังระดับขั้นที่เขาควรจะเป็นอย่างแท้จริงอีกครั้ง ส่วน เจ้าที่ดูเหมือนอยู่สูงส่งราบรื่น แต่แท้จริงแล้ว ความราบรื่นไร้อุปสรรค กลับทําให้เจ้าไม่ได้ผ่านเส้นทางที่ผู้แข็งแกร่งวิถียุทธ์ที่แท้จริงควรจะ เดินผ่าน…เจ้าเป็นผู้แพ้โดยสิ้นเชิง”
“ไม่!” เว่ยซีหมิ่นกระชากเสียง “เหลวไหล เป็นไปไม่ได้ ไร้สาระ!”
หลี่มู่ขี้เกียจจะสนใจเขาอีกต่อไป
และเมื่อกลิ่นอายของเต้าหล่านเมื่อยกระดับถึงระดับครึ่งขั้นสู่ราชา ก็ค่อยๆ ช้าลง
พลังกดดันอันน่าหวาดกลัวก็ค่อยๆ เก็บลงไป
เขาคุ้นเคยกับพลังในกายของเขาช้าๆ
“ขอบคุณ” เขาทําความเคารพหลี่มู่อย่างจริงจัง
อาการบาดเจ็บในกายของเขา โดยเฉพาะตะขาบสีแดงตัวยักษ์ที่ เอวตัวนั้น หลายปีมานี้เป็นฝันร้ายที่คอยทรมานเขามาโดยตลอด ไม่ว่า เขาจะใช้วิธีไหน ต่อให้กลับมายังห้วงดาราสมุทร หาคนเก่าคนแก่ของ หน่วยรบเเสวียนหวง ใช้วิธีต่างๆ นานาก็ไม่อาจฟื้ นฟูได้จริงๆ
แต่มาวันนี้ ด้วยฝีมือของหลี่มู่ก็หายสนิทโดยสมบูรณ์แล้ว
หลี่มู่ยิ้ม ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าและข้าคือหนึ่งเดียวกัน ไยต้องเอ่ยคํา ขอบคุณ” หน่วยรบเสวียนหวงเป็นหน่วยรบที่ก่อตัวขึ้นโดยนักโทษผู้ผิดบาป ส่วนหลี่มู่เองก็เป็นนักโทษผู้ผิดบาปด้วยเช่นกัน ถึงแม้จะไม่รู้ว่า ‘เสวียนหวง’ สองคํานี้ที่อยู่ในหน่วยรบเสวียนหวง จะมีที่มาที่ไปจากไหนก็ตาม แต่หลี่มู่ก็เชื่อมั่นว่าเขาจะต้องมีความเกี่ยวพันกับโลกอย่างแน่นอน สายเลือดเหยียนหวง[1] ฆ่าไม่มีวันสิ้น! ลูกหลานเทพมังกรอยู่ทั่วทั้งห้วงดาราสมุทร! ประโยคเหล่านี้ ตอนที่หลี่มู่มาก็ได้ยินเต้าหลานคํารามออกมา และเลือดของหลี่มู่ก็ลุกไหม้ ร้อนผ่าวและถาโถมขึ้นด้วยเหตุนี้ ความรู้สึกยอมรับในตัวเต้าหล่านและหน่วยรบเสวียนหวงก็เกิด ขึ้นมาเองแล้วอย่างแน่นอน “ไปเถอะ ใช้มือของเจ้าเอาทุกสิ่งที่เป็นของเจ้ากลับคืนมา” หลี่มู่มองเต้าหล่าน
“เกียรติและศักดิ์ศรีที่เป็นของเจ้า จมอยู่ในฝุ่นธุลีนานเกินไปแล้ว วันนี้ควรที่จะฉายประกายเจิดจ้าขึ้นอีกครั้ง ไปเถอะ”
……………………………………………………
[1] หมายถึงพระเจ้าเหยียนและพระเจ้าหวง
บทที่ 649 ข้ากลับมาแล้ว
กระบี่โบราณลายหินที่ส่องประกายแสงสีเงินในมือเต้าหล่าน เปล่ง เสียงกระบี่วูมๆ กดดันอยู่นาน
ซ่านอวิ๋นซิ่วเหม่อจ้องชายในดวงใจของตนเอง
นี่ถึงจะเป็นเขา
นี่สิถึงจะเป็นตัวเขาเมื่อครั้งนั้น
เขากลับมาแล้ว
เว่ยซีหมิ่นยิ้มเหี้ยมเกรียม จ้องเต้าหล่านเขม็ง เอ่ยขึ้นว่า “ครั้งนั้น เจ้าไม่ใช่คู่มือของข้า ตอนนี้เจ้าก็ยังไม่ใช่ ข้าจะเยียบเจ้าลงไปใต้เท้านี้ อีกครั้ง ให้เจ้าได้เข้าใจว่าอะไรคืออัจฉริยะที่แท้จริง อะไรคือความหยิ่ง ทะนงอันแท้จริง….สังหาร!”
ทั่วร่างของเขามีปราณสีดําหนาทึบพันรัด ชี้นิ้วพุ่งออกไป
“ดัชนีกลืนสวรรค์มารน�าลึก…ดัชนีแรกกลืนฟ้าดิน!”
งูมารสีดําจําแลงเหมือนของจริงตัวหนึ่ง พันอยู่รอบนิ้วของเขา คายปราณสีแดงออกมา
ปราณมารทําลายล้างพันขึ้นมารอบๆ “สายฝนขี่กระเรียนขาว!” เต้าหล่านโบกกระบี่โบราณลายหินในมือ
วิชากระบี่แบบเดียวกันกับที่เขาใช้ก่อนหน้า แต่ถูกเว่ยซีหมิ่นปัด ออกอย่างง่ายดาย
ทว่าครั้งนี้ที่ได้ใช้อีกครั้ง ฝนปรอยบนฟากฟ้า ความงามที่ยากจะใช้ ภาษามาพรรณนา ทําเอาใจของคนที่เห็นกระบี่นี้โดดลอยขึ้น
“อ๊า..”
เสียงกรีดร้องดังขึ้น เว่ยซีหมิ่นถอยหนีเหมือนหลบงูหรือแมงป่องอย่างไรอย่างนั้น นิ้วของเขาถูกแสงกระบี่ตัดขาดกระเด็น หนึ่งกระบวนท่าก็พ่ายแพ้
เกิดอะไรขึ้น?
“ข้าไม่เชื่อ” เว่ยซีหมิ่นมองนิ้วที่ขาดของตนเอง สีหน้ายิ่งเหี้ยม เกรียมกว่าเดิม
เต้าหล่านก็ไม่ยอมที่จะพูดต่อ กระบี่โบราณลายหินโบกสะบัดอีกครั้ง “ฝนปรอยราชวงศ์ใต้สิบเก้าดินแดน” ท่ากระบี่เดิมอีกครั้ง
ร่างกายและพลังของเต้าหล่านได้เปลี่ยนไปแล้ว กระบวนท่า เดียวกัน เมื่อสาดออกมาจากมือของเขาอีกครั้ง ราวกับเป็นจิตรกรสุด ยอดที่เดินถือร่มท่ามกลางฝนปรอย กระบี่ในมือก็คือพู่กันของเขา
ลายพู่กันฉวัดเฉวียนประดุจมังกร กระบี่สะเทือนเทพภูต
สีหน้าของเว่ยซีหมิ่นอยู่ในอาการสับสน “ดัชนีกลืนสวรรค์มารน�า ลึก…ดัชนีสองเขย่าฟ้าคราม”
เขาดีดออกมาสองนิ้ว ฟ้าดินราวกับถูกสองนิ้วนี้ทําให้สั่นสะเทือน กําลังปริแตกด้วยการถูกเขย่า
แต่ทว่า… ฉัวะ!
เลือดสาดกระเซ็น
สองนิ้วที่ถูกตัดขาด ลอยหวือกลางอากาศ
เว่ยซีหมิ่นราวกับเห็นผีตอนกลางวัน ถอยกรูดอย่างโซซัดโซเซ
ออกกระบวนไปสองครั้ง ล้วนเป็นวิชาดัชนีที่เขาภาคภูมิใจที่สุด
เขาใช้ ‘ดัชนีกลืนสวรรค์มารน�าลึก’ สังหารศัตรูที่แข็งแกร่งไปตั้งไม่ รู้เท่าไร
แต่ในวันนี้ทั้งสองกระบวนท่ากลับทําให้แขนขวาของเขาเหลือนิ้ว เพียงสองนิ้ว
ความรู้สึกห่างชั้นที่ทําให้เขารู้สึกไร้เรี่ยวแรง ทะลักขึ้นมากลางใจ
นี่ทรมานเสียยิ่งกว่าสังหารเขาทั้งเป็น
“ข้าไม่เชื่อ…ขยะอย่างเจ้า คิดที่จะยืนอยู่เหนือข้า? เลิกคิดได้เลย! ฝันกลางวัน!” เว่ยซีหมิ่นจ้องเต้าหล่านเขม็ง ทั่วร่างลนลานจนทําอะไร ไม่ถูก
ใบหน้าที่เดิมทีทั้งเยาว์วัยทั้งหล่อเหลา เปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมบิด เบี้ยวราวภูตมารที่แสนอัปลักษณ์
“ดัชนีกลืนสวรรค์มารน�าลึก…ดัชนีที่สาม…”
เขาคําราม
ทว่ากระบี่เล่มหนึ่งได้พุ่งทะลวงหน้าอกของเขา ขัดการร่ายวิชา ดัชนีที่สามของเขาลงอย่างชะงัก
กระบี่โบราณลายหิน
ด้ามกระบี่กําแน่นอยู่ในมือเต้าหล่าน
“อั่กๆ…” เลือดสดทะลักออกมาจากปากของเว่ยซีหมิ่นอย่างยากที่ จะควบคุมได
เขามองไปยังเต้าหล่านอย่างไม่อยากเชื่อ
เต้าหลานเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าสงบ “สองกระบี่ก่อนหน้า เพื่อจะบอก เจ้าว่า ‘กระบี่ฝนปรอยราชวงศ์ใต้’ ที่แท้จริง เพียงพอที่จะบดขยี้ ‘ดัชนี กลืนสวรรค์มารน�าลึก’ ของเจ้า ส่วนดาบนี้เป็นสิ่งที่บอกเจ้าว่า เจ้า ในตอนนี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าข้าก็ไม่อาจทานได้แม้กระบี่เดียว การสังหาร เจ้ามันง่ายเหมือนสังหารไก่เท่านั้น”
เขาใช้เท้าเหยียบลงบนหน้าอกของเว่ยซีหมิ่น ถีบเขาจนคว�า
กระบี่โบราณลายหินถูกดึงออกมาช้าๆ
“เจ้า…อั่กๆ…” เว่ยซีหมิ่นยังคิดที่จะดิ้นรน ทว่าจิตกระบี่สายฝน ปรอยที่เข้าสู่ร่างกายของเขาจากกระบี่โบราณลายหิน ได้ทําลายปราณ แท้ของเขาลงในพริบตา ทําลายชีพจรตันเถียนของเขา จนเขาไม่ สามารถรวบรวมพลังได้แม้แต่น้อย ทําได้เพียงนอนกลิ้งอยู่บนพื้น
เต้าหล่านเหยียบหน้าอกเว่ยซีหมิ่นด้วยเท้าข้างหนึ่ง ก้มมองลงต�า เอ่ยขึ้นว่า “วันนี้ ข้าจะส่งจอมเชือดที่มือเต็มไปด้วยคาวเลือดอย่างเจ้า ลงนรกเสีย”
ปลายกระบี่โบราณลายหิน เล็งเข้าที่หน้าผากของเว่ยซีหมิ่น
เงาแห่งความตายปกคลุมลงมา ความโกรธแค้นและความตกตะลึง บนหน้าเว่ยซีหมิ่น กลับค่อยๆ หายไป
“ดี เจ้าลงมือเสียสิ ฮ่าๆ…ข้า…สิ่งที่ข้าติดค้างเจ้าทั้งหมด คืนให้เจ้า แล้ว” เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง จ้องมองเต้าหล่าน “ลงมือสิ ให้ข้าได้รับ เกียรติอันสูงส่งนั้น”
ชั่วขณะสุดท้ายของชีวิต เว่ยซีหมิ่นราวกับสงบจิตลงมาได้
เต้าหล่านสั่นศีรษะ เอ่ยแก้ไขขึ้นทีละคํา “ผิดแล้ว ไม่ใช่เจ้าคืนให้ ข้า แต่เป็นข้าที่นํามันกลับมาด้วยมือข้าเอง นี่เป็นเรื่องสองเรื่อง”
สายตาเหยียดหยามและดูถูกในดวงตาเขา ทิ่มแทงลงไปในใจของ เว่ยซีหมิ่นที่สงบลงมา
“ส่วนเรื่องเกียรติอันสูงส่งสุดท้าย?” เต้าหล่านยิ้มเย็นชา “เหอๆ เจ้าคู่ควรหรือ?”
เว่ยซีหมิ่นดิ้นรนอย่างรุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง “ทําไมจะไม่คู่ควร? เจ้า พูดอะไร เจ้าก็เคยพ่ายแพ้ให้แก่ข้า เจ้าเคยเป็นคนที่แพ้ด้วยน�ามือข้า ข้า…”
เสียงยังไม่ทันขาด กระบี่โบราณลายหินแทงเข้าไปยังหน้าผากของเขาจนมิด จิตกระบี่ทําลายชีวิตทั้งหมดลง “ข้า….ข้าไม่ยอม ! ข้าไม่ยอม อ๊า!” เว่ยซีหมิ่นในช่วงท้ายของชีวิต ตะโกนบิดเบี้ยวออกมา ทว่าทั้งหมดก็ได้สิ้นสุดลงตรงนี้
เต้าหล่านค่อยๆ ดึงกระบี่โบราณลายหินออก ยืนอยู่ด้านหน้าร่างไร้ วิญญาณของเว่ยซีหมิ่น ใช้ชุดดําของเว่ยซ๊หมิ่นปาดเลือดบนกระบี่ออก
ศึกใหญ่ที่พลิกกลับตาลปัตรในที่สุดก็จบสิ้นลง
เต้าหล่านหันกลับมาอยู่เบื้องหน้าหลี่มู่ ประสานมือคารวะอยู่นาน หลี่มู่ยิ้มออกมา ครั้งนั้นเขาเพียงรู้สึกว่าเต้าหล่านคนนี้มองออกยาก ไม่คิดว่า เบื้องหลังจะมีเรื่องราวเช่นนี้ ทว่าวันนี้ อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งหน่วยรบเสียนหวงคนนี้ ในที่สุดก็ ได้รับเกียรติที่ทําสูญไปเสียนานกลับมา เต้าหล่านในตอนนี้พลังบําเพ็ญครึ่งขั้นราชา หนึ่งคนหนึ่งกระบี่ก็ เพียงพอที่จะเก่งกล้าไปทั่วเขตดาราเทพวีรชนแล้ว ต่อให้ความยิ่งใหญ่ แห่งแดนดาราจื่อเวย ก็ยังสามารถไปได้ ซ๋านอวิ๋นซิ่วร้องไห้ด้วยความดีใจ กอดเต้าหล่านเอาไว้แน่นข้างกาย ความทุกข์และทรมานทั้งหมดในที่สุดก็หายไปแล้ว “ฮ่าๆ อู่เลี่ยงโช่วฝอ น้องชาย พวกเราเจอกันอีกแล้ว” นักพรตเฒ่า ปรากฏขึ้นบนกางเขนเสรี ยักคิ้วเหล่ตาให้กับหลี่มู่ หลี่มู่มองออก นักพรตหน้าตาลับๆ ล่อๆ คนนี้ ก็คือนักพรตเฒ่า ลับๆ ล่อๆ ในกลุ่มผู้ชมตอนที่ตนเองสกัดหินต้นกําเนิดในจุดพักห้วง ดาราสํานักอาทิตย์ทองคนนั้น ฟังจากน�าเสียง เขาก็คือเทพสวรรค์ลับๆ
ล่อๆ ที่ปรากฏตัวอยู่ในกลุ่มปราณบนท้องฟ้าที่นอกเมืองพายุดาราอีก ด้วย
เป็นคนเดียวกันจริงๆ
“ผู้อาวุโส” หลี่มู่ทักทายกลับ
นักพรตเฒ่าหัวเราะคิกคักเอ่ยขึ้น “โย่ อย่าๆๆ พวกเราตอนนี้ก็ ใกล้เคียงกันแล้ว สูสีสูสี อย่าเรียกว่าผู้อาวุโสเลย เรียกข้าว่าพี่เทพ สวรรค์ก็แล้วกัน”
พี่เทพสวรรค์?
ฉายาแปลกขนาดนี้เนี่ยนะ?
ตอนนี้เอง ร่างเงาที่สวมชุดคลุมดําทั้งตัวได้ปรากฏตัวขึ้นบน ดาดฟ้าเรือกางเขนเสรี
“เจอกันอีกแล้ว”
เสียงประหลาดเหมือนหินต้นกําเนิดที่ตะไคร่เกาะสองก้อนเสียดสี กัน
หลี่มู่ตาเป็นประกาย “เป็นเจ้าเอง?”
ร่างเงาในชุดคลุมดํา ก็คือเจ้าของแผงชุดคําคลุมดําลึกลับที่ขายหิน ต้นกําเนิดในตลาดนัดเมืองทองคําครั้งนั้นนั่นเอง
“ที่แท้เจ้าก็เป็นคนของหน่วยรบเหยียนหวง นั่นก็หมายความว่า ….” หลี่มู่รู้สึกเกินคาด
เมื่อเป็นเช่นนี้ กระทั่งเจ้าของแผงชุดดําที่มีกระทั่งหินต้นกําเนิด ระดับเทพคนนี้ ก็เป็นนักโทษผู้ผิดบาปด้วย?
หลี่มู่เข้าใจแจ่มแจ้งขึ้นมาทันที
เขาเห็นในเครือข่ายเซียน ว่าวันนั้นที่อวกาศด้านนอกดาว ทุรกันดาร มีศึกใหญ่ขั้นขุนพลศึกหนึ่งเกิดขึ้น สองฝ่ายสูสีไม่มีแพ้ชนะ นอกจากที่ฝ่ายหนึ่งคือสุนัขนรกสามหัว เช่นนั้นอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็น ขบวนทัพนักโทษผู้ผิดบาปที่เทพสวรรค์นําทัพแน่ๆ เพียงแต่นอกจาก เทพสวรรค์แล้ว ผู้แข็งแกร่งขั้นขุนพลคนอื่นไม่ได้ปรากฏกาย ส่วนที่ เจ้าของแผงลึกลับชุดดํามาปรากฏตัวที่เมืองแห่งทองคํานั้นก็ไม่ใช่เรื่อง บังเอิญ แต่เป็นเหมือนกับนักพรตเทพสวรรค์ลับๆ ล่อๆ ที่มาพักฟื้ นใน เมืองทองคําหลังจากเสร็จสิ้นศึกใหญ่เช่นนั้นหรือ?
เจ้าของแผงลึกลับชุดดําพยักหน้า เอ่ยตอบ “รุ่นหลังช่างน่า คาดหวังจริงๆ ไม่คิดเลย ว่าเด็กตัวน้อยที่ปะปนทํางานจับกังอยู่ในสํานัก เบื้องล่างคนนั้น จะกลายเป็นวีรบุรุษราวคลื่นอันบ้าคลั่งเช่นวันนี้ได้”
เวลานี้ ขบวนทักภูตบําเพ็ญเรือนแสนได้ถอยออกไปแล้ว
นักรบหน่วยรบเหยียนหวง ก็ล้วนมาถึงด้านข้างเรือกางเขนเสรี
ขณะที่พวกเขาดึงหน้ากากออก หลี่มู่ก็พบว่านักรบเหล่านี้มีทั้งผู้ บําเพ็ญวัยหนุ่ม และก็มีทั้งผู้ชราอีกด้วย
ใบหน้าแตกต่างกัน
สิ่งที่เหมือนกันก็คือ จิตการสู้รบที่ไม่ขลาดกลัวในแววตาพวกเขา และความซื่อสัตย์ต่อเพื่อนร่วมรบ ต่อชาติพันธุ์ตนเอง
แม้ว่าชุดเกราะพวกเขาจะถูกทําลาย อาวุธของพวกเขาจะมีรอย บิ่น ท่าทีของพวกเขาจะดูเหนื่อยล้า แต่ปณิธานของพวกเขากลับยัง แบกรับธงใหญ่เทพมังกรเลือดเหยียนหวงเอาไว้ จนมีชื่อเสียงเป็นหนึ่ง ในสามหน่วยรบยอดเยี่ยมแห่งแดนดาราจื่อเวย พวกเขาครั้งที่รุ่งเรือง ที่สุด เหยียบย�าทั่วผืนฟ้า คมดาบหันไปทางใดทุกชนเผ่าล้วนหวั่นเกรง
ในใจของหลี่มู่ จิตใจที่แสดงความเคารพนับถือทะลักขึ้นมาอย่าง ควบคุมไม่ได้
ขณะที่เขาคิดว่าตนเองต่อสู้ดิ้นรนบนแผ่นดินใหญ่เสินโจว บนดาว โลก ดาวทุรกันดาร เมืองพายุดาราอยู่อย่างเดียวดาย จริงๆ แล้วกลับมี
หน่วยรบเลือดเหล็กไม่กลัวตายหน่วยนี้ แบกรับการคงอยู่ของมังกรเทพ เลือดเหยียนหวงเอาไว้อย่างยากลําบาก
เมื่อเทียบกับที่ตนเองทํา เหล่านักรบที่ดูเหมือนแสนธรรมดาเหล่านี้ กลับทุ่มเทมากกว่า และยิ่งใหญ่มากกว่า
เมื่อมองเห็นใบหน้าที่คาดหวัง เคารพและศรัทธา มองดวงตาของ พวกเขา หลี่มู่ไม่รู้เพราะอะไร ในใจรู้สึกตื้นตัน จากนั้นจึงเป็นความ ร้อนแรงซัดโหมขึ้นมา
“พวกท่าน…ทําได้ยอดเยี่ยมจริงๆ” หลี่มู่คารวะต่อหน่วยรบเลือด เหล็กกลุ่มนี้
เหล่านักรบไม่พูดอะไร
พวกเขาถอดหมวกของตนเองออกมายันไว้ที่หน้าอกซ้าย จากนั้น ใช้อาวุธในมือขวาแนบไว้ที่หน้าอกขวา และเคาะมันขึ้นเบาๆ
กึง!
กึงๆๆ!
เสียงอาวุธกระทบเกราะ
และเป็นเสียงความซื่อสัตย์ที่กระทบกับดวงใจ
นี่คือการแสดงความเคารพอันสูงส่งต่อวีรบุรุษของหน่วยรบเสียน หวง
กระทั่งนักพรตเทพสวรรค์ลับๆ ล่อๆ ในตอนนี้ ก็ยังใช้กําปั้ นแนบ เอาไว้ที่หน้าอกตนเองอย่างเคร่งขรึม
“พวกเขาล้วนได้ยินเรื่องราวของเจ้า รู้เรื่องตํานานของเจ้า” เจ้าของแผงลึกลับชุดดํายืนอยู่ข้างกายหลี่มู่ เอ่ยต่อว่า “ท่ามกลางศัตรู ทั่วทั้งทางช้างเผือก มีเพียงความจงรักภักดีที่ไม่สูญสิ้น มีเพียงเลือดร้อน ที่ไม่ขึ้นสนิม เรื่องราวการต่อต้านของนักโทษผู้ผิดบาปทุกผู้คน ไม่ว่าจะ สําเร็จหรือว่าล้มเหลว ล้วนเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้พวกเขา เดินหน้าต่อ เรื่องราวเป็นเหมือนหมากรุก ชีวิตเป็นดั่งทหาร เลือดเห ยียนหวง สายเลือดเทพมังกร ในทางช้างเผือกอันยิ่งใหญ่นี้ ใครบ้างเคย เห็นนักรบเหยียนหวงถอยหนี?”
นักพรตเทพสวรรค์ลับๆ ล่อๆ เอ่ยขึ้นบ้าง “เมื่อรวมก็กลายเป็นไฟ สลายก็ทั่วทางช้างเผือก นักรบผู้ผิดบาปทั้งชายหญิงของเรา ไม่ว่าร่าง จะอยู่ที่ใดก็ไม่เคยที่จะลืมเลือนภารกิจบนตัว หน่วยรบเหยียนหวง จะไม่ มีวันก้มหัวตลอดกาล”
เต้าหล่านก็มองเหล่านักรบที่เต็มไปด้วยบาดแผลตรงหน้า แนบ กระบี่โบราณลายหินเอาไว้ที่ทรวงอก เอ่ยขึ้นว่า “พี่น้องเอ๋ย วันนี้ข้า
กลับมาแล้ว ข้าจะใช้กระบี่ของข้า ใช้ร่างกายเลือดเนื้อของข้า ปกป้อง เกียรติและความภาคภูมิของหน่วยรบเหยียนหวง”
กึงๆๆ!
เหล่านักรบทําความเคารพกลับ
ซ๋านอวิ๋นซิ่วค่อยๆ ลุกขึ้นยืนข้างกายเต้าหล่าน ไม่พูดอะไรแม้แต่ คําเดียว แต่กลับแสดงท่าทีทั้งหมดออกมาแล้ว
เหล่านักรบและระดับสูงของตระกูลซ่านที่รอดชีวิตมาได้จากศึกนี้ อาจจะยังไม่เข้าใจถึงความเลือดร้อนไม่กลัวตายในใจของเหล่านักรบผู้ ผิดบาป แต่กลับถูกฉากที่เห็นตรงหน้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง การเห็น คนเหล่านี้ เห็นใบหน้าเรียบสงบแต่แฝงไปด้วยความเร่าร้อนเหล่านี้ ผู้นําตระกูลอย่างซ่านเจิงเฟิง ลูกเรือทุกๆ คน ล้วนรู้สึกขนลุกขึ้นทั่วร่าง สูญเสียภาษาและพลังจนหมดสิ้นภายใต้แรงสั่นสะเทือน
หลี่มู่ยิ้มทั้งน�าตา “ข้าก็กลับมาแล้วเช่นกัน”
……………………………………….
บทที่ 650 แผนการใหญ่พันปี
นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป หลี่มู่ก็กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของ หน่วยรบเหยียนหวงไปแล้ว
นี่ไม่ใช่ความวู่วาม และไม่ใช่การยืมตัว
แต่เป็นการตัดสินใจจากสายเลือด
“เช่นนั้นพวกข้าก็จะเข้าร่วมด้วย” สาวน้อยหางม้าหยิ่งทะนงไช่ไช่ ก็เลียนแบบเหล่านักรบหน่วยรบเหยียนหวง นําดาบกระบี่ทาบกับ หน้าอก ทําการคารวะ
“คุณชายอยู่ที่ไหน พวกเราก็จะอยู่ที่นั่น” ใบหน้าไข่ลักษณะเด็กๆ ของไช่ไช่ มีความแน่วแน่ที่ทําให้คนรู้สึกถึงความซาบซึ้ง
หนิงจิ้งและตงเสวี่ยก็ล้วนนําดาบกระบี่แนบหน้าอก เอ่ยขึ้นว่า “ภูต บําเพ็ญหนึ่งแสนแห่งภูเขาเทพกระดูก จะน้อมรับการชี้นําของคุณชาย ตลอดกาล”
เทพสวรรค์นักพรตเต๋าลับๆ ล่อๆ กับร่างเงาชุดดํา ก็อดที่จะซาบซึ้ง ขึ้นมาไม่ได้
ในศึกใหญ่เมื่อครู่ ความเข้มแข็งและความน่ากลัวของกองทัพภูต บําเพ็ญกลุ่มนี้ได้แสดงออกมาอย่างถึงพริกถึงขิง
หน่วยรบเกราะดําหุบเหวมารไม่ใช่ทหารธรรมดา แต่ว่าเมื่ออยู่ต่อ หน้ากองทัพภูตเช่นนี้ ใช้คําว่า “ทานไม่ได้แม้แต่กระบวนเดียว” มา พรรณนาก็ไม่ใช่อะไรที่เกินเลยเลย
ถ้าหากไม่มีกองทัพภูตบําเพ็ญกลุ่มนี้ ศึกในวันนี้ไม่มีทางที่จะ ราบรื่นจบลงอย่างรวดเร็วแน่นอน
หน่วยรบเสวียนหงหลายปีมานี้ สู้เหนือรบใต้ กวาดล้างมาทั่วทาง ช้างเผือก พูดได้ว่าเป็นหน่วยรบร้อยสงครามที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่าง แสนสาหัส เห็นศัตรูมาทุกแบบ สู้ศัตรูมาทุกแบบ ตัดสินอย่างยุติธรรมก็ คือไม่ได้ด้อยกว่าผู้ใดเลย ทว่าเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับกองทัพภูต บําเพ็ญกลุ่มนี้จะสามารถยืนหยัดได้สักแค่ไหน?
อย่าว่าแต่เขตดาราเทพวีรชนเลย ต่อให้เป็นแดนดาราจื่อเวย หน่วยรบที่จะสามารถต้านทานกับกองทหารภูตบําเพ็ญนี้ได้จะมีสักกี่ กลุ่ม?
กองทหารใหญ่เช่นนี้ ถ้าหากสามารถมาร่วมกับหน่วยรบเสวียน หวงได้ สําหรับเหล่านักโทษผู้ผิดบาปแล้วถือว่าเป็นการยกระดับเหมือน โจนทะยานครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน
หลี่มู่พยักหน้า เอ่ยว่า “ฮ่าๆ ดี นับจากนี้ไป หน่วยรบเสวียนหวงก็ จะเพิ่มกองทัพภูตบําเพ็ญไปอีกหนึ่ง”
เหล่านักรบของหน่วยรบเสวียนหวงก็ล้วนโห่ร้องขึ้น ใบหน้าเผยให้ เห็นรอยยิ้มแห่งความยินดี
สู้เหนือรบใต้มาหลายปี ก่อร่างสร้างชื่อ แต่เพื่อนร่วมรบก็ล้มตาย ลงในศึกที่ต่างกันทีละคนๆ เพื่อร่วมรบที่เคยได้ชัยมาด้วยกันในวันวาน ตอนนี้ยังเหลืออยู่สักเท่าไร? พวกเขาเคยก้าวข้ามทางช้างเผือกนับหมื่น พัน เคยเหยียบย�าสํานักศัตรูมากมาย และก็ต้องคอยมองเพื่อนร่วมรบ ล้มตายลงไปในสนามรบทีละคนๆ
สหายค่อยๆ โรยรา ราวกับใบไม้ร่วงท่ามกลางสายลม
ครั้งที่หน่วยรบเสวียนหวงรุ่งเรือง หน่วยรบมีมากกว่าล้าน ทว่า ตอนนี้เหลืออยู่เพียงหมื่น
ก่อนหน้าที่เว่ยซีหมิ่นจะตาย เคยพูดมาประโยคหนึ่ง หน่วยรบ เสวียนหวงในตอนนี้เหมือนกับต้นไม้ไร้ราก น�าไร้แหล่งกําเนิด ไม่ได้ผิด เลยแม้แต่น้อย
หน่วยรบเสวียนหวงถูกบั่นทอนพลังมาโดยตลอด
ทุกครั้งที่นักรบล้มลงหนึ่งคน ก็คือลดลงหนึ่งคน
จนตอนนี้ หน่วยรบที่ถูกจัดชื่อเสียงอยู่ในสามลําดับแรกแห่งแดน ดาราจื่อเวยในวันวาน ก็ใกล้ที่จะโรยราแล้ว
มิเช่นนั้น ขั้วอํานาจอย่างงูมารน�าลึกคงไม่กล้าคิดที่จะกลืนพลัง หลักของหน่วยรบเสวียนหวงในทีเดียวเช่นนี้
สําหรับการเข้าร่วมของกองทหารภูตบําเพ็ญภูเขาเทพกระดูก ไม่ ว่าจะเป็นเทพสวรรค์นักพรตเฒ่าลับๆ ล่อๆ หรือว่าจะเป็นร่างเงาชุดดํา ลึกลับก็ล้วนมีท่าทีต้อนรับขับสู้
ส่วนสิ่งเดียวที่เป็นส่วนขาดก็คือ พลังการรบของกองทหารภูต บําเพ็ญ สามารถวาดลวดลายได้ภายใต้ปราณหยินอันหนาทึบใน ดินแดนดาวร้อยภูตนี้เท่านั้น เมื่อออกจากดินแดนนี้ไปจนเข้าสู่โลกคน เป็น ก็เหมือนกับปลาที่โดดเข้าสู่ทะเลทราย ไม่สามารถยืนหยัดได้นาน นัก นี่จึงเป็นตัวกําหนดว่ากองทัพภูตบําเพ็ญไม่สามารถออกศึกทางไกล ได้
หลี่มู่ที่กําลังจะอ้าปากพูดอะไร สีหน้าเปลี่ยนไปทันที
ตาที่กลางหน้าผากเปิดขึ้นกะทันหัน ลําแสงอัสนีสีม่วงสายหนึ่งพุ่ง ออกไปทางด้านขวามือ
“จะหนีไปไหน?”
หลี่มู่ตะโกนขึ้น
ภายใต้ลําแสงอัสนีสีม่วงที่ยิงออกไป ห่างออกไปบนอากาศราว สามสิบจั้ง คลื่นกระแสวนกลุ่มหนึ่งถูกเปิดออก ด้านในมีสิ่งมีชีวิตรูปร่าง สุนัขวูบวาบจางๆ กําลังจะหนีหายไปในอากาศ
เจ้าทึ่มสุนัขดารา
เต้าหล่านลงมือ จิตกระบี่สายฝนปรอยสาดออกไป
ร่างของเจ้าทึ่มสุนัขดารา ในวินาทีสุดท้ายที่กําลังจะพุ่งเข้าไปใน กระแสวนกลางอากาศ ได้ถูกสะกดเอาไว้แล้วกระชากกลับมา
เจ้าทึ่มสุนัขดาราดิ้นรนสุดชีวิต แต่ก็ไม่เป็นผล
เต้าหล่านในตอนนี้ พลังแข็งแกร่งถึงระดับไหน แล้วมันจะหนีไปได้ อย่างไร
“เกือบจะปล่อยมันหนีไปเสียแล้ว”
เทพสวรรค์และร่างเงาชุดดําในตอนนี้จึงได้สติกลับมา
“เจ้าสุนัขชั่วตัวนี้ อยู่ฝ่ายทรราช สังหารผู้ฝึกตนผู้บริสุทธิ์ไป มากมาย และสังหารนักรบเสวียนหวงตายไปอย่างมากมายเช่นกัน” เต้าหล่านเอ่ยต่อ “มันมีความสามารถในการหลบซ่อนตัวเพื่อล่าเหยื่อ
สามารถซ่อนตัวในอากาศได้ ถ้าไม่ใช่เสียวหลี่สัมผัสได้ก็คงจะหนีไป แล้ว”
หลี่มู่เอ่ยต่อ “ถ้าแค่เจ้าสุนัขนี่หนีไปก็ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ที่สําคัญ คือ…”
เขาแปรนิ้วเป็นดาบวาดอักขระเต๋าส่องแสง ยื่นมือผลักแล้วกดลง ไปบนตัวของสุนัขดาราเจ้าทึ่มที่กําลังดิ้นรน
สิ่งประหลาดได้ปรากฏขึ้น
ภาพเงาที่เหมือนกับเว่ยซีหมิ่นอย่างกับแก ถูกบีบออกมาจากร่าง ของสุนัขดาราเจ้าทึ่ม ใบหน้าหวาดกลัวและโกรธแค้น
วิญญาณของเว่ยซีหมิ่น
“คิดจะใช้ร่างของสุนัขดาราเพื่อหนีหรือ เจ้าเกือบจะทําสําเร็จ แล้ว”
หลี่มู่เอ่ยขึ้น
พวกเขาเต้าหล่านจึงได้เข้าใจขึ้นมา
“หลี่มู่ เจ้าพังแผนการของข้า เจ้ากับข้าอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้” เว่ยซี หมิ่นเมื่อเห็นว่าหลบหนีล้มเหลว จึงได้ตะโกนด่าขึ้นด้วยความสิ้นหวัง และโกรธแค้น
หลี่มู่ก็ขี้เกียจจะเปลืองน�าลายเสวนากับคนที่ใกล้จะตาย กระตุ้นไฟ จักรพรรดิขึ้นมาแผดเผาทันที
“อ๊า…” วิญญาณของเว่ยซีหมิ่นดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง กรีดร้องเสียง แหลม เอ่ยว่า “ไม่ เจ้าสังหารข้าไม่ได้ ข้าคือผู้สืบทอดตระกูลเว่ยแห่งงู มารน�าลึกนะ ข้าเป็นผู้สูงส่ง…ในวิญญาณของข้ามีคําสาปมารน�าลึกอยู่ ถ้าเจ้าสังหารข้าก็จะถูกสาปไปตลอดกาล เมื่อถึงตอนนั้นพี่ชายของข้า ‘มารทมิฬมายามลาย’ หนึ่งในสี่ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนดาราจื่อเวยจะรู้ถึงตัว เจ้าทันที และจะกวาดล้างทั่วจักรวาลทางช้างเผือกเพื่อไล่ล่าเจ้า งูมาร น�าลึกไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่นอน”
เต้าหล่านสีหน้าเปลี่ยน “ข้าจะสังหารเขาเอง”
พลังไฟจักรพรรดิของหลี่มู่โหมขึ้น เผาไหม้ดวงวิญญาณของเว่ยซี หมิ่นจนหมดจด หัวเราะเอ่ยขึ้น “ข้าเกลียดคนที่คุกคามข้าที่สุด”
เขาแซงไปก้าวหนึ่ง จัดการสังหารผู้สืบทอดงูมารน�าลึกคนนี้ไป อย่างหมดจด
“โฮ่ง!” สุนัขดาราเจ้าทึ่มเมื่อเห็นเจ้านายถูกสังหาร คํารามขึ้นเสียง แหลมพุ่งเข้าหาหลี่มู่
สัตว์ประหลาดทางช้างเผือกชนิดนี้ เมื่อยอมรับเป็นเจ้านายก็จะไม่ ทรยศหักหลังไปชั่วชีวิต เซ็นสัญญาเลือดอยู่ด้วยกันตายพร้อมกันขึ้นมา ระหว่างมันและเว่ยซีหมิ่น
ไม่ต้องรอให้หลี่มู่ลงมือ วิญญาณของมันก็แตกสลาย ร่างค้างแข็ง นิ่งไป
และขณะที่ทุกคนกําลังถอนใจยาวโล่งอก ก็ได้เกิดเหตุการณ์ไม่ คาดคิดขึ้น
ปราณสีดํากลุ่มหนึ่ง อยู่ๆ ได้ก่อตัวขึ้นมาจากจุดที่วิญญาณเว่ยซี หมิ่นสลายไป กลายเป็นงูมารสีดําตัวหนึ่ง บิดเบี้ยวน่ากลัว ขู่ฟ่อพุ่งเข้า มากัดหลี่มู่
หลี่มู่ขมวดคิ้ว ยกนิ้วประดุจใบมีดขึ้นมาสกัดกั้น
ทว่างูตัวนั้นก็ราวเป็นภาพหลอน พุ่งทะลุฝ่ามือหลี่มู่เข้าไปกัดที่ ท่อนแขนของเขา จากนั้นได้สลายไป
“พลังการสาปแช่ง” พี่เทพสวรรค์นักพรตเฒ่าลับๆ ล่อๆ เอ่ยขึ้น อย่างตกใจ
หลี่มู่มองท่อนแขนของตนเอง ก็เหมือนมีรอยสักขึ้นมา ภาพงูมารสี ดําวูบๆ วาบๆ ปรากฏขึ้นมาบนแขนขวาของเขา
“นี่มันยุ่งยากเสียแล้ว” พี่เทพสวรรค์นักพรตเฒ่า นิ้วทั้งห้าบีบปาง มือ และทําการคํานวณอะไรบางอย่างไม่หยุด ในปากก็พึมพําๆ ท่าทีนี้ ทําเอาหลี่มู่รู้สึกขํา เหมือนกับตอนพ่อมดหมอผีบนดาวโลกเริ่มทําการ ตุ๋นผู้คนอย่างไรอย่างนั้น ครู่ต่อมา นักพรตเฒ่าได้เอ่ยขึ้น “กงกรรมพัน ลี้ถูกจูงด้วยสาย หนุ่มน้อย บนร่างของเจ้าตอนนี้ ถูกแปดเปื้ อนเอาไว้ ด้วยกรรมใหญ่เสียแล้ว ในภายภาคหน้าต้องยุ่งยากแน่”
“คุณชาย ท่านสู้อยู่ที่ดาวร้อยภูตก่อนไหม ให้รู้ไปว่าใครจะกล้ามา หาเรื่องท่านที่ดาวร้อยภูต” ไช่ไช่ร้อนรนขึ้นมา
หลี่มู่ยิ้มเย็นชาเอ่ยตอบ “กลัวอะไร ข้าฝึกบําเพ็ญมาทั้งชีวิต เดิน ข้ามยุทธจักรทางช้างเผือก จะเป็นหรือตายตนเองเป็นผู้กําหนด จะบอก ว่าเว่ยซีหมิ่นจ้องจะมาสังหารถึงหน้าบ้านแล้วพวกเราต้องยืนคอออกไป รับความตายหรือ ทหารมาก็ป้องกันน�ามาก็สร้างเขื่อน สายเลือดเทพ มังกรเหยียนหวงจะต้องไปกลัวผู้ใดกัน? เจ้า ‘มารทมิฬมายามลาย’ อะไรนั่นถ้ามาจริงๆ ฟันไปสักดาบก็จบแล้ว ใครจะเป็นใครจะตายก็ยัง ไม่แน่นี่นา”
เขาเกลียดการที่ต้องถูกคนคุกคามมากที่สุดจริงๆ
“เจ้า…เจ๋งจริง!” นักพรตเฒ่าเบิกตาจ้องมองหลี่มู่ลิ้นพันกัน ยกนิ้ว แม่โป้งขึ้นมา
ร่างเงาชุดดําก็ชําเลืองตามองเช่นกัน
และเหล่านักรบนหน่วยรบเสวียนหวงรอบๆ ก็โห่ร้องขึ้นมาทันที ยอมรับในตัวของหลี่มู่มากขึ้นและมากขึ้น
น�าเสียงบาตรใหญ่เช่นนี้ของหลี่มู่ ช่างเหมาะเหม็งสอดคล้องกับ บุคลิกของพวกเขาจริงๆ
นักรบ ไม่เข้าใจการวางแผนกลบายของขุนพล ไม่ได้มองไป ข้างหน้าเหมือนดั่งขุนพล มีเพียงดาบกระบี่และเลือดอันร้อนระอุ เท่านั้น จะไปกลัวอะไรกัน
จากตอนนี้ ศึกใหญ่ก็ได้จบลงแล้ว
เว่ยซีหมิ่นกับยอดฝีมือที่ติดตามมา รวมไปถึงผู้แข็งแกร่งจากสํานัก ใหญ่ในเขตดาราเทพวีรชน ล้วนดับสูญลงไปจนหมดสิ้นแล้ว
จากสงครามนี้ พวกสํานักใหญ่ๆ ในเขตดาราเทพวีรชนอย่างสํานัก มารฟ้า พูดได้ว่าล้มตายไปเป็นจํานวนมาก พลังวิญญาณเสียหายครั้ง ใหญ่
รอบๆ เริ่มเก็บกวาดสนามรบ
ศพนับแสนของหน่วยรบเกราะดําหุบเหวมาร เกราะ อาวุธ อุปกรณ์สงครามต่างๆ สําหรับหน่วยรบเสวียนหวงที่จนจะแย่อยู่แล้ว ถือเป็นมหาขุมทรัพย์ครั้งใหญ่เลยทีเดียว
ตระกูลซ่านล้มตายไปไม่มาก
ซ่านเจิงเฟิงเข้าไปปลอบโยนซ่านเทียน
เหล่าสมาชิกระดับสูงคนอื่นของตระกูล ต่างล้วนจมอยู่กับความคิด ของแต่ละคน
หลี่มู่เดินไปบนเรือดาราสีเงินของหน่วยรบเสวียนหวง เข้าร่วม สนทนาเรื่องอนาคตกับพวกของเต้าหล่าน
ไช่ไช่กับสองสามีภรรยาหนิงจิ้งเดินตาม
ภูตบําเพ็ญหนึ่งแสน เริ่มขับเคลื่อนเรือดารา เพื่อลาดตระเวน รอบๆ สนามรบ
“สู้ใช้เขตดาราเทพวีรชนเป็นฐานปฏิบัติการและพักฟื้ นพลังไปเลย ดีกว่า หน่วยรบเสวียนหวงที่วางแผนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ต่อให้พบ กับศัตรูที่ไม่อาจต้านทาน ถอยกลับไปยังเขตแดนดาวร้อยภูตก็ยังลด การสูญเสียได้” หลี่มู่แนะนําขึ้น “หลังจากศึกใหญ่ครั้งนี้ สํานักใหญ่ใน
เขตดาราเทพวีรชนก็ล้วนเจ็บหนักกันหมด อย่างน้อยในร้อยปีนี้คงจะไม่ ก่อเรื่องใดๆ ขึ้น ไม่มีทางมาคุกคามต่อหน่วยรบเสวียนหวงแน่”
พวกของเต้าหล่าน ล้วนตาเป็นประกาย
จริงด้วย นี่เป็นวิธีที่ไม่เลวเลย
หลายปีมานี้ หน่วยรบเสวียนหวงเร่ร่อนอยู่ในทางช้างเผือก ไม่ได้ ปักหลักลงที่ใด ไม่มีเมืองดินแดน ไม่มีดาวแม่ ไม่มีทรัพยากร เป็น เหมือนชนเผ่าที่ใช้ชีวิตอยู่บนดาดฟ้าเรืออย่างแท้จริง จากรุ่งเรืองสู่โรย รา ระดับสูงของหน่วยรบ พยายามค้นหาพื้นที่และดินแดนที่เหมาะสม กับการชุบเลี้ยงชนเผ่า ทว่าเท่าไรก็ไม่สําเร็จ
หลี่มู่เอ่ยต่อ “ดาวนิพพานก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่เลว แผ่นดิน ใหญ่เสินโจวและดาวทุรกันดาร สามารถเป็นสวนหลังบ้านได้”
เขาเดิมทีก็ไม่ได้มีแผนอะไรในใจ แต่พอตอนนี้ที่พูดไปพูดมา จู่ๆ ความคิดก็ค่อยๆ กระจ่างขึ้น จนกลายเป็นแผนการที่ยิ่งใหญ่ คลี่ออกมา อย่างช้าๆ
เต้าหล่านลูบมือหัวเราะขึ้น “จริงๆ แล้วข้าก็มีแผนการเช่นนี้ ดาว แผ่นดินใหญ่เสินโจวในปัจจุบันประตูดาราได้เปิดออกแล้ว ค่อยๆ ผสาน เข้าสู่ทางช้างเผือก สามารถเข้าสู่การจัดระดับ สามารกาลายเป็นดาว แม่เริ่มต้นตัวเลือกแรกๆ ของชนเผ่าได้แล้ว ที่น่ากังวลเพียงเรื่องเดียวก็
คือ พลังแฝงของแผ่นดินใหญ่เสินโจวนั้นไม่น้อยเลย เมื่อเข้าสู่การจัด ระดับแล้ว ก็หมายถึงขั้วอํานาจอื่นๆ ในทางช้างเผือกก็จะเข้ามาร่วม การแย่งชิง ถึงอย่างไรดวงดาวที่พลังแฝงมากล้น ก็เท่ากับเป็น ทรัพยากรและประชากรมหาศาล เหล่าสํานักใหญ่ๆ ล้วนน�าลายสอกัน ทั้งสิ้น”
………………………………………