จอมศาสตราพลิกดารา - บทที่ 651-660
บทที่ 651 ผู้ดูแลกองทัพ
ไม่รู้ว่าหวาดกลัวหรือหวาดระแวง อย่างไรเสียขั้วอํานาจต่างๆ ใน ห้วงดาราสมุทรต่างไม่อนุญาตให้หน่วยเสวียนหวงมีดินแดนและดาวแม่ ของตัวเอง
หลายครั้งที่หน่วยรบเสวียนหวงหาสถานที่พักพิงที่เหมาะสมได้ แล้ว แต่สุดท้ายกลับถูกโจมตี ทําลาย และสังหาร
หากสํานักใหญ่ต่างๆ——ไม่ใช่แค่เขตดาราเทพวีรชน ยังมีขั้ว อํานาจใหญ่ต่างๆ ของแดนดาราจื่อเวยรู้ว่าหน่วยรบเสวียนหวง ครอบครองดาวแผ่นดินใหญ่เสินโจว จะต้องหาเรื่องมาอีกแน่ ถึงตอน นั้นจะเกิดผลอะไรขึ้นก็สุดจะคาดเดา ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดคืออุตส่าห์หาที่ พักพิงที่เหมาะสมได้แต่กลับถูกโจมตี ถูกทําลายอีกครั้ง หน่วยรบเสวียน หวงเสียหายสาหัส จะต้องร่อนเร่พเนจรอีกครั้ง
นี่เป็นเรื่องที่เต้าหล่านกังวลเมื่อก่อนหน้านี้
แต่ในที่สุดตอนนี้วิธีแก้ปัญหาก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นต่อหน้าแล้ว
อันดับแรกเขาก้าวสู่ครึ่งขั้นสู่ระดับราชา ผ่านไปอีกระยะหนึ่ง หลังจากที่ทําให้ขอบเขตเสถียรแล้ว ก้าวเข้าสู่ขั้นราชาก็ใช่ว่าจะเป็นไป ไม่ได้
เช่นนี้แล้ว ในที่สุดกําลังรบขั้นสูงหน่วยรบเหยียนหวงก็จะสามารถ ต้านทานกับขั้วอํานาจใหญ่ในแดนดาราจื่อเวยพวกนั้นได้ ต่อให้ยังคง เป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ก็จะไม่ถูกกระทําอยู่ฝ่ายเดียว
สองคือมีผู้ฝึกวิญญาณไร้เทียมทานหนึ่งแสนนายของดาวร้อยภูตก็ เท่ากับว่ามีกองทัพพันธมิตรที่พึ่งพาอาศัยได้มากที่สุด
ต่อให้กองทัพผู้ฝึกวิญญาณไม่อาจเดินทางออกมานอกละออง หมอกพลังหยินดาวร้อยภูตได้ แต่อย่างน้อยก็มีทางหนีทีไล่
เช่นนี้แล้ว หากทําตามที่หลี่มู่บอกใช้ดาวแผ่นดินใหญ่เสินโจวและ ดาวทุรกันดารเป็นฐานที่มั่น มีดาวปี่ อั้นเป็นปราการด่านหน้า มีดาวร้อย ภูตเป็นที่พึ่งพา หลังจากที่หน่วยรบเสวียนหวงร่อนเร่ไปในห้วงอากาศ มานานหลายปี เหมือนว่าในที่สุดก็ได้เห็นแสงสว่าง มองเห็นความหวัง
นักพรตอัปลักษณ์เทพสวรรค์เริ่มทําท่าทําทางนับนิ้ว หรี่ตาปาก ขมุบขมิบอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น “ฮ่าๆ ข้าได้ทํานายแล้ว แผนการนี้ วิเศษยิ่งนัก”
คนทั้งหลายต่างกรอกตามองบน
นี่ยังต้องให้เจ้าทํานายหรือไร
“หน่วยรบเสวียนหวงตอนนี้มีเรือดาราห้าสิบลํา สิบลําที่เจ้าได้เห็น ในวันนี้ นอกนั้นแล้วยังมีเรือหลักอีกลํา เรือดาราสามสิบเก้าลํา นี่นับว่า เป็นทรัพย์สินก้อนสุดท้ายแล้ว ทหารหน่วยรบหนึ่งหมื่นสองพันสามร้อย นาย สตรีคนแก่เด็กทารกเด็กเล็กห้าแสนสามพัน แบ่งเป็นหกกองพัน ข้ากับเจ้าแก่บอดที่แสร้งเป็นผีเป็นเจ้าต่างดํารงตําแหน่งเป็นหัวหน้า กองพัน ยังมีหัวหน้ากองพันอีกสี่นาย ล้วนแต่เป็นระดับขุนพลทั้งสิ้น เหนือจากนั้นยังมีราชาทิศทั้งสี่ เต้าหล่านก่อนที่พลังจะฟื้ นฟูก็เป็นหนึ่ง ราชาแห่งทิศทั้งสี่ของหน่วยรบเสวียนหวง ฝึกฝนวิชา ‘กระบี่ทักษิณ พิรุณหมอกมัว’ เป็นมรดกของราชาแห่งทักษิณทิศ ดังนั้นเป็นราชาแห่ง ทักษิณ ตอนนี้พลังของของเขาฟื้ นฟูแล้ว ตําแหน่งราชาแห่งทักษิณเป็น ของเขาได้อย่างสมชื่อ”
ชายชุดคลุมดําอธิบายพลังของหน่วยรบเสวียนหวงให้หลี่มู่ฟัง อย่างละเอียด
เขาปกปิดตัวเองอยู่ในชุดคลุมอยู่ตลอด ไม่เปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง ของตัวเอง ไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรพิเศษรึเปล่า
นักพรตอัปลักษณ์เทพสวรรค์ไม่พอใจแล้ว “เจ้าสิถึงจะแสร้งเป็นผี เป็นเจ้า”
“ราชาทิศที่เหลืออีกสามคนเล่า?” หลี่มู่ถาม
ครั้งนี้กลับเป็นเต้าหล่านที่ตอบ “ราชาแห่งทิศอีกสามคนแปลงกาย สารพัด ตัวตนฐานะลึกลับ ร่องรอยแปลกพิลึก เร้นกายซ่อนตัวตน ต่อ ให้เป็นข้าตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน มีเพียงกลองศึกเทพมังกรดัง ขึ้นเท่านั้น พวกเขาบางทีอาจจะปรากฏตัวขึ้น แต่หากไม่ถึงความเป็น ความตายการดํารงอยู่ของเผ่า กลองรบจะไม่มีทางดังขึ้นเป็นอันขาด”
หลี่มู่พยักหน้า ไม่ซักไซ้อะไรต่อ
อย่างไรเสียเขาก็เพิ่งเข้าร่วมหน่วยรบเสวียนหวง นับว่าเป็นสมาชิก ใหม่ เรื่องความลับบางอย่างภายใน แน่นอนว่าไม่เหมาะที่จะลงไปลึก
หลายปีมานี้ หน่วยรบเสวียนหวงในด้าน ‘ไส้ศึก’ ก็คงจะเสียเปรียบ ไปไม่น้อย
เงาร่างชุดคลุมดําเอ่ยขึ้น “เจ้าเป็นนักโทษผู้ผิดบาป ตอนนี้ก็เป็น สมาชิกคนหนึ่งในหน่วยรบเสวียนหวงของพวกเราด้วยเช่นกัน ด้วยพลัง ของเจ้า ต่อให้ตั้งเป็นหนึ่งในสี่ราชาแห่งทิศก็ไม่เป็นปัญหา”
หลี่มู่เอ่ยอย่างสงสัยใคร่รู้ “สี่ราชาแห่งทิศใช้พลังมาแบ่งอย่างนั้น หรือ? ขอแค่ระดับถึงราชาก็เป็นหนึ่งในสี่ราชาได้?”
“นั่นก็ไม่ใช่ จําต้องสร้างคุณูปการใหญ่” นักพรตเฒ่าตอบ
หลี่มู่พยักหน้า
นี่ก็สมเหตุผลดี
มิฉะนั้น ก่อนที่พลังของเต้าหล่านจะฟื้ นฟูก็เป็นหนึ่งในสี่ราชาก็ไม่ สมเหตุผล
เต้าหล่านเอ่ย “ยังมีอีกเรื่องหนึ่งเร่งด่วน หลี่มู่ เจ้าถูกคําสาป ‘มาร ทมิฬมายามลาย’ จําต้องระวังให้มาก มิสู้อยู่ในหน่วยรบเสวียนหวงก่อน บางทีอาจจะ…”
หลี่มู่ส่ายหน้าตัดบท “ไม่ได้ ข้ายังมีเรื่องอื่นที่ต้องไปจัดการ”
ซ่อนอยู่ตลอดไปไม่ใช่วิธี
และนี่ก็ไม่ใช่นิสัยของหลี่มู่
หารือกันอีกระยะหนึ่ง เรื่องสําหรับหน่วยรบเสวียนหวงก็ตกลงไว้ เพียงเท่านี้ก่อน
พวกเต้าหล่านจําต้องไปรวบรวมพรรคพวกคนเก่าคนแก่ อาจจะใช้ เวลานานหลายเดือนถึงจะเรียกรวมสมาชิกที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกที่ ของหน่วยรบเสวียนหวงกลับมาได้ครบ จากนั้นค่อยมุ่งหน้าไปดาว แผ่นดินใหญ่เสินโจว——ไช่ไช่และเหล่าวิญญาณสามารถเข้าไปยังดาว
ร้อยภูตได้ เช่นนั้นก็มากพอจะบอกได้เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือระยะห่างจาก ดาวแผ่นดินใหญ่เสินโจวและโลกดาวร้อยภูตไม่ได้ไกลมากนัก
ส่วนหลี่มู่ก็ได้ตําแหน่งในหน่วยรบเสวียนหวง ตําแหน่ง ‘ผู้ดูแล กองทัพ’
ยามหน่วยรบเสวียนหวงรุ่งโรจน์เคยมีผู้ดูแลกองทัพยี่สิบนาย ตอนนี้ ออกรบมาหลายพันหลายร้อยปีก็สูญหายไปมากกว่าครึ่ง ตําแหน่งว่างมากมาย
พวกเต้าหล่านยิ่งยินดีที่จะให้ตําแหน่งหน้าที่ที่สูงกว่าให้กับหลี่มู่ แต่เขากลับปฏิเสธ
หนึ่งคือเขาเพิ่งเข้าร่วมหน่วยรบเสวียนหวง ยังไม่เคยสร้างคุณงาม ความดี
สองคือเขาต้องการเวลาค่อยๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งกับหน่วยใหญ่
สามคือเขามีเรื่องอื่นที่ต้องไปทํา ไม่อาจเคลื่อนไหวไปพร้อมกับ หน่วยรบเสวียนหวงได้
มีป้ายคําสั่ง ‘ผู้ดูแลองทัพ’ สายลับที่หน่วยรบเสวียนหวงแอบวาง เอาไว้ทั่วทุกที่ในห้วงดาราสมุทรหลายปีมานี้ก็สามารถโยกเคลื่อนย้าย ได้ ช่องทางข่าวสารข้อมูลบางอย่างสามารถใช้ได้ นี่ก็สะดวกมากแล้ว
แผนกําหนดเอาไว้แล้ว แต่ละฝ่ายต่างต้องลงมือ
หลี่มู่กลับมายังเรือกางเขนแห่งเสรีไปพบซ่านเทียน
ซ่านเทียนกับภรรยาและลูกสาว มองดูแล้วอารมณ์กลับมาเป็น ปกติแล้ว
หลี่มู่ในใจรู้สึกผิดนัก “พี่ซ่าน เป็นข้าที่ทําให้พวกท่านเดือดร้อน ข้า …”
ซ่านเทียนเป็นชายที่ใจกว้างตรงไปตรงมา ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ แล้วเอ่ยขึ้น “น้องชาย ข้าภาคภูมิใจนักที่ได้เรียกจอมยุท์หลี่ว่าน้องชาย ช่วยเจ้าได้เป็นเกียรติศักดิ์ศรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตข้า นี่เป็นความฝัน อย่างหนึ่ง เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง ถึงแม้จะต้องสูญเสียหว่านเอ๋อร์และ เสียนเอ๋อร์ข้าก็ไม่เสียใจ สาอะไรกับที่พวกนางก็ยังคงอยู่ข้างกายข้าง”
หลี่มู่ไม่อาจให้คําพูดมาแสดงความรู้สึกได้
อยู่ต่อหน้าชายที่จริงใจคนนี้ เขารู้สึกผิดในใจอันยากจะใช้คําพูด บรรยายระลอกหนึ่ง
“น้องชาย หน่วยรบเสวียนหวงจะยึดดาวปี่ อั้นหรือ?” ซ่านเทียน ถามขึ้นอีก
หลี่มู่ตอบ “ไม่นับว่ายึด เพียงแต่คิดอยากทําความร่วมมือ”
ซ่านเทียนเอ่ย “น้องชาย ฟังข้าสักหน่อย หากนําไปใช้ได้ก็นําไปใช้ เถิด ข้านับว่ามองออกแล้วว่ากิจการนี้ตระกูลซ่านรักษาไว้ไม่ได้แล้ว สกุลซ่าน…วุ่นวายแล้ว หลังจากศึกในวันนี้ สกุลซ่านคิดจะควบคุม ท่าเรือใหญ่ต่างๆ ของดาวปี่ อั้นเพียงผู้เดียว แทบจะเป็นความฝัน ข้า หวังเพียงแค่หน่วยรบเสวียนหวงจะมอบทางรอดให้กับสกุลซ่าน”
หลี่มู่อึ้ง
เขาคิดไม่ถึงว่า ซ่านเทียนจะคิดเยอะมากมายเช่นนี้
“สวัสดีเจ้าค่ะท่านอา” เสียนเอ๋อร์เดินมา ทักทายหลี่มู่อย่างสนิท สนม
หลี่มู่ยิ้ม อุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นมา
“ผ่านจากเรื่องนี้ ข้าเห็นแล้วว่าสกุลซ่านไม่ไหวแล้ว เมื่ออยู่ต่อหน้า ขั้วอํานาจใหญ่ก็อ่อนด้อยราบคาบ” ซ่านเทียนทอดถอน “อีกทั้งท่านพี่ ยังมีความสัมพันธ์กับราชาของหน่วยรบเสวียนหวง สํานักใหญ่อื่นๆ ไม่ มีทางทนกับเรื่องเช่นนี้แน่นอน วันนี่มีเว่ยซีหมิ่น วันหน้ายังมีเว่ยตงหมิ่น เว่ยหนานหมิ่น ข้าไม่อยากให้ท่านพี่ไม่มีความสุข ไม่อยากให้ท่านพี่แยก จากกับเต้าหล่านอีก ดังนั้น มิสู้ให้สกุลซ่านเข้าร่วมกับหน่วยรบเสวียน หวง บางทีอาจจะมีทางรอด”
หลี่มู่ครุ่นคิด
นี่ก็เป็นวิธีเหมือนกัน
ในเมื่อหากหน่วยรบเสวียนหวงตั้งรกรากในดาวแผ่นดินใหญ่เสิน โจวและดาวร้อยภูตจริงๆ แล้วล่ะก็ เช่นนั้นตําแหน่งที่ว่างอยู่ของดาวปี่ อั้นก็จะสําคัญเป็นอย่างยิ่ง
เพราะมีเรื่องของเต้าหล่านและซ่านอวิ๋นซิ่วก็เท่ากับสกุลซ่าน แต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์กับหน่วยรบเสวียนหวงแล้ว ไม่ว่าผู้นํา ระดับสูงสกุลซ่านจะคิดอย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องจริงที่กําหนดเอาไว้ แล้ว
หากผลักดันให้ซ่านอวิ๋นซิ่วขึ้นเป็นตําแหน่งผู้นําตระกูลซ่าน เช่นนั้นความสัมพันธ์ชนิดนี้ก็จะแน่นแฟ้นแน่นหนาจริงๆ
หากเป็นคนอื่นปกครองสกุลซ่านก็เกรงว่าหน่วยรบเสวียนหวงยาก จะเชื่อมั่นจริงๆ สกุลซ่านก็ไม่มีทางยืนข้างหน่วยรบเสวียนหวงจริงๆ
เพียงแต่ คิดจะเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าพลิกดินเช่นนี้ มันง่ายแบบนั้น เสียที่ไหน
ด่านแรก ซ่านเจิงเฟิงผู้นําตระกูลคนปัจจุบันด่านนี้ก็เกรงว่าจะผ่าน ไปไม่ได้แล้ว
และซ่านเจิงเฟิงก็เป็นบิดาแท้ๆ ของซ่านเทียนและซ่านอวิ๋นซิ่วจะ ใช้กําลังกับเขาไม่ได้
หลี่มู่นวดขมับ
เรื่องนี้จําเป็นต้องวางแผนในระยะยาว
คืนนั้น
ซ่านเทียนบังคับเรือมาถึงยังฝั่ งแห่งคนเป็นมารับติงอี้และศิษย์พี่ รองฉบับแบ้วๆ
วันที่สองก็กลับมาถึงยังสนามรบก่อนหน้านี้
เรือดาราของหน่วยรบเสวียนหวงเหลือเพียงหนึ่งลํา ที่เหลือต่าง กระจายกันไปเริ่มเคลื่อนไหว
ซ่านเทียนหิ้วขวดเหล้ามาหาหลี่มู่ดื่มเหล้า
หลี่มู่ดื่มเป็นเพื่อน
“น้องชาย หว่านเอ๋อร์ เสียนเอ๋อร์และเหล่าพี่น้องของข้า วันนึง พวกเขาจะ…ทะลวงวัฏสงสาร กลับมายังโลกมนุษย์ได้จริงหรือ?” ซ่าน เทียนนอนอยู่บนพื้นกระดาน เอ่ยถามเสียงดังเมื่อเมามาย
หลี่มู่พยักหน้า “แน่นอนว่าได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลาฝึกฝน ก้าวข้าม ขอบเขตทั้งหลาย สําเร็จขั้นเทพมาร”
ซ่านเทียนหัวเราะ
“อยู่บนฟ้าหวังจะเป็นสกุณาบินเรียง บนดินเป็นพฤษาเคียงคู่ อิจฉายวนยางไม่อิจฉาเซียน ฮ่าๆๆ!”
คืนนี้ ซ่านเทียนดื่มจนเมามายอย่างหนัก
หนึ่งวันหลังจากนั้น ข่าวการตายของซ่านเทียนก็เผยแพร่ออกไป
ชายใจกว้างซื่อสัตย์จริงใจ จบชีวิตตัวเองใต้เสากระโดงเรือกางเขน แห่งเสรี
ชั้นบนล่างของสกุลซ่านตื่นตะลึง
ผู้นําตระกูลซ่านเจิงเฟิงน�าตาไหลอาบหน้า
หลายปีมานี้ถึงแม้ความสัมพันธ์พ่อลูกต่อหน้าจะไม่กลมเกลียว แต่ เขาก็ไม่ได้ใจทมิฬหินชาติ จะไม่ใส่ใจลูกชายจริงๆ ไปได้อย่างไร
“ข้าจะไปอยู่พร้อมหน้ากับภรรยาและลูกสาวอีกทั้งเหล่าพี่น้อง”
ยามหลี่มู่ใช้วิชาเต๋าดูดวิญญาณของซ่านเทียนกลับมา คืน สติสัมปชัญญะและความจําในอดีตให้ เขาก็ยิ้มและเอ่ยกับหลี่มู่เช่นนี้
เขามองบิดาของตนแล้วเอ่ย “ท่านพ่อ โปรดอภัยที่ลูกอกตัญญู ท่านอย่าได้เสียใจไป ลูกแค่เปลี่ยนวิธีมาอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว รวมตัวกับเหล่าพี่น้องของข้า ขอท่านโปรดรักและหวงแหนท่านพี่ ทบทวนข้อเสนอของข้าเถิด สกุลซ่านจําต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว”
ซ่านเจิงเฟิงตะลึง
ในเสี้ยวพริบตานี้ เขาเหมือนแก่ลงไปหลายปี ผมหงอกขาวจนสิ้น
หนึ่งวันให้หลัง สกุลซ่านก็ประกาศ ผู้นําตระกูลคนปัจจุบันลงจาก ตําแหน่ง ผู้นําตระกูลคนใหม่คือบุตรสาวของผู้นําตระกูลซ่านอวิ๋นซิ่ว
ส่วนเรือกางเขนแห่งเสรีก็แปรเปลี่ยนเป็นเรือผี เดินทางไปในเขต ดาวร้อยภูต ติดต่อระหว่างโลกคนเป็นและคนตาย
หลี่มู่พาติงอี้ และศิษย์พี่รองฉบับแบ้วไปจากดาวปี่ อั้น
เพราะจากข่าวที่ได้มาจากช่องทางรายงานข่าวของหน่วยรบ เสวียนหวง เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ในห้วงดาราสมุทรจะเรียกชุมนุมครั้ง ยิ่งใหญ่ ประเด็นหลักก็เพื่อหาคู่ให้กับองค์หญิงน้อยต๋าจี่ เลือกราชบุตร เขยสุดประเสริฐให้กับนาง
นี่แต่เดิมเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับหน่วยรบเสวียนหวงเลย ดังนั้นจึง เอ่ยเพียงผิวเผินเท่านั้น
แต่หลี่มู่กลับถูก ‘องค์หญิงน้อยต๋าจี่’ สามสี่คํานี้ ชวนให้กระหวัด คิดถึง
ยามเมื่ออยู่ที่ดาวแผ่นดินใหญ่เสินโจว จิ้งจอกน้อยที่เรียกหลี่มู่มา โดยตลอดว่า ‘ท่านพ่อหลี่’ ถูกส่งไปยังดาวจิ้งจอกสวรรค์ และชื่อของ นางก็ชื่อต๋าจี่เช่นกัน
……………………………………………………
บทที่ 652 หลี่อี้เตา
เผ่าจิ้งจอกสวรรค์มีดาวบริวารในเขตดาราเทพวีรชนอยู่หนึ่งดวง ข่าวลือออกมาจากดาวดวงนี้ จากที่หลี่มู่รู่ ตอนนั้นปีศาจสวรรค์แห่งแผ่นดินใหญ่เสินโจวส่ง จิ้งจอกน้อยต๋าจี่มายังดาวบริวารดวงนี้ หลี่มู่มายังดาวบริวารดวงนี้ หลังจากสืบข่าวแล้วถึงได้รู้ว่า ต๋าจี่น้อย สําแดงพรสวรรค์และความบริสุทธิ์ของสายเลือดที่ทําให้เผ่าจิ้งจอก สวรรค์ตื่นตะลึงที่นี่ ดังนั้นภายหลังจึงได้พบโอกาสอีก สุดท้ายก็ถูกส่งไป ยังดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ที่แดนดาราจื่อเวย และครั้งนี้ประกาศหาคู่ครองขององค์หญิงน้อยเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ที่ว่า ก็ดําเนินการขึ้นที่ดาวแม่แดนดาราจื่อเวย “เห็นทีคงต้องไปแดนดาราสักรอบหนึ่งแล้ว ต้องเปลี่ยนแผนที่เสีย แล้ว”
หลี่มู่รออยู่ที่ใจกลางดาวบริวารดวงนี้
ช่วงนี้ที่นี่คึกคักฮือฮาเป็นอย่างยิ่ง อัจฉริยะจากฝ่ายต่างๆ มา รวมตัวกัน ต่างเตรียมมุ่งหน้าไปยังดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ร่วมการ ประกาศหาคู่ขององค์หญิงน้อย
เผ่าจิ้งจอกสวรรค์เป็นเผ่าใหญ่ในห้วงดาราสมุทร พลังแฝงล�าลึก พลังอํานาจแข็งแกร่ง หากแต่งเข้าเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ได้ ก็แทบจะเท่ากับ ก้าวสู่สวรรค์ในก้าวเดียว
ส่วนหน่วยรบเสวียนหวงก็มีหน่วยข่าวกรองอยู่บนดาวบริวารดวงนี้
หลี่มู่มาถึงยังร้านยาเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลาแห่ง หนึ่งที่ใจกลางเมืองตามการชี้นําของป้าย ‘ผู้ดูแลกองทัพ’
ร้านยาชื่อว่า ‘ป่าต้นซิ่ง’
เงยหน้าสํารวจ ร้านยาร้านนี้เก่าแก่นัก ดูแล้วเหมือนจะมีอายุมา หลายพันปีแล้วอย่างนั้น คนเข้าออกไม่มาก ท่าทางเหมือนจะแค่พออยู่ รอดไปได้
ชายชราแก่หง่อมหูตาฝ้าฟางคนหนึ่งน่าจะเป็นผู้ดูแล นั่งอยู่ข้าง หลังโต๊ะตรวจชีพจรสะลึมสะลือสัปงก เด็กในร้านกําลังกั่นยากัน ท่ามกลางเสียงสับป๊อกๆ กลิ่นประหลาดของฟืนที่ปนกับกลิ่นสมุนไพร ตลบอวลลอยออกมา
พูดตามตรง หากไม่ใช่ป้ายผู้ดูแลกองทัพนําเขามาที่นี่ เขาไม่มีทาง คิดถึงเลยว่าที่นี่จะเป็นฐานหน่วยข่าวกรองของหน่วยรบเสวียนหวง
เข้าไปแล้วแสดงป้ายผู้ดูแลกองทัพ จากนั้นก็ใช้รหัสลับ ยืนยัน ตัวตน หลี่มู่ก็ถูกนําเข้ามายังโถงด้านหลัง
ในห้องลับ
“ข้าน้อยชิวหลิ่ง ขอคารวะท่านผู้ดูแลกองทัพ”
ผู้แลชราตอนนี้ท่าทีง่วงงุนหายเป็นปลิดทิ้ง กลับมาสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
“ใต้เท้ามาเยือนเช่นนี้ หรือจะมีภารกิจสําคัญอะไรมอบให้ข้าน้อย จัดการ?”
ผู้ดูแลชราท่าทางเต็มไปด้วยความคาดหวัง
หลี่มู่ลูบคาง
เรื่องนี้จะพูดอย่างไรดี
ข้ามาสืบร่องรอยจิ้งจอกน้อยต๋าจี่และข่าวรายละเอียดเรื่อง ประลองศึกหาคู่
นี่นับเป็นเรื่องสําคัญไหม?
เห็นท่าทางตื่นเต้นรอคอยของผู้ดูแลชราแบบนั้น หลี่มู่ก็สามารถ สัมผัสได้ถึงความฮึกเหิมมีปณิธานอย่างยิ่งแม้จะแก่ชรา จมอยู่ในเวลา อันยาวนาน เหมือนกระบี่ที่ถูกฝุ่นธุลีปกคลุมอยากจะส่งเสียงร้องกังวาน อยู่เต็มทีแล้ว
หลี่มู่ทําหน้าด้าน พูดเรื่องข่าวที่ตัวเองต้องการไปคร่าวๆ
ผู้ดูแลชราตะลึง จากนั้นก็มองสายตาของหลี่มู่ก็ค่อนข้างแปลกใจ
“อันที่จริงมันไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดแบบนั้น…” หลี่มู่อธิบายเป็น พัลวัน ตัวเองไม่ได้ทําเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
แต่ผู้ดูแลชรากลับท่าทางเหมือนกระจ่างแจ้งทันที ประเมินหลี่มู่ทั้ง ตัวอย่างละเอียด พยักหน้าเอ่ยขึ้น “ข้าน้อยเข้าใจแล้ว ใต้เท้ายินดี เสียสละเพื่อหน่วยรบเสวียนหวงถึงเพียงนี้ ข้าน้อยนับถือเป็นอย่างยิ่ง ใต้เท้าโปรดวางใจ ข้อมูลที่ท่านต้องการข้าน้อยจะต้องหามาให้ได้อย่าง ละเอียดแน่นอน”
พูดจบ ชายชราก็หมุนตัวไปจัดการทันที
หลี่มู่ยืนอึ้งอยู่ที่เดิม
สละชีพอะไร?
เดี๋ยวๆ เหมือนจะมีตรงไหนที่มีปัญหา
เจ้าเข้าใจอะไรกันแน่เนี่ย?
……
ในเมืองดาวบริวาร ขั้วอํานาจฝั่ งต่างๆ รวมตัวกันอย่างเนืองแน่น
ตามที่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ประกาศ หลังจากนี้สิบห้าวัน จะมีทูต พิเศษที่ส่งมาจากดาวแม่ คัดเลือกตัวเลือกที่เหมาะสมที่ดาวบริวาร คุ้ม กันส่งไปยังดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์เพื่อร่วมการประลองหาคู่อย่างเป็น ทางการ
ดังนั้นสิบห้าวันนี้ดาวบริวารทําการคัดเลือกขนาดใหญ่
องค์หญิงน้อยเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ไม่ใช่บุคคลประเภทแมวหมาที่ ไหนที่จะมาเอื้อมปรารถนาได้ และก็ไม่ใช่พวกเฬวรากไร้ชื่อจะไปร่วม ประลองยุทธ์เลือกคู่ได้ ตามคํากล่าวของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ มีเพียงชาย หนุ่มปราดเปรื่องโดดเด่นเท่านั้น ถึงจะมีคุณสมบัติมุ่งหน้าไปยังดาวแม่ เผ่าจิ้งจอกสวรรค์
หลี่มู่ทุกวันนอกจากฝึกฝน ก็ท่องเครือข่ายเซียน
สําหรับคลื่นมรสุมลูกใหญ่ที่เกิดขึ้นจากการสังหารที่ถนนหนานเจีย บนเครือข่ายเซียนก็ค่อยๆ สงบลงแล้ว ญาติพี่น้องของผู้ประสบเคราะห์ ล้วนได้รับการชดเชยทั้งหมดแล้ว วังประสานฟ้าจ่ายค่าตอบแทน
มหาศาล กลับเป็นคําวิพากย์วิจารณ์ที่เกี่ยวกับ ‘ดาบคลั่ง’ หลี่มู่ที่ยัง มักจะเห็นได้บ่อยๆ
สิ่งที่ผู้ฝึกฝนเครือข่ายเซียนสงสัยคือหลายวันนี้หลี่มู่ไปที่ไหนแล้ว?
คนทั้งคนเหมือนหายไปจากเครือข่ายเซียน
สําหรับบุคคลโด่งดังเช่นนี้ทุกคนต่างสงสัยใคร่รู้นัก
แต่ว่า เพราะศึกในเขตละอองหมอกพลังหยินดาวร้อยภูต ขั้ว อํานาจของเว่ยซีหมิ่นพ่ายแพ้ย่อยยับทั้งกองทัพ หน่วยรบของสํานัก ใหญ่ต่างๆ ที่ติดตามไปไม่มีผู้รอดชีวิตสักราย ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้เรื่องที่ เกิดขึ้นที่นั่น ในสายตาคนนอกหลี่มู่เหมือนหลบกระแส จงใจซ่อนตัว
จนกระทั่งมีคนหูไวตาไวพบว่าชื่อผู้ใช้ ‘ถูกบังคับเลี้ยงหมู’ ลงข่าว ใหม่บนเครือข่ายเซียน
แต่ว่าครั้งนี้กลับไม่ใช่บนกระดานสนทนา
“ไปดูเร็ว จอมยุทธ์ ‘ดาบคลั่ง’ ปรากฏตัวขึ้นแล้ว เขาลงของขาย สองชิ้นบนหน้าแลกเปลี่ยน”
มีคนลงกระทู้สนทนาว่าพบร่องรอยของหลี่มู่
ดังนั้นคนไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นไปตรวจสอบดูที่หน้าแลกเปลี่ยน
ก็ได้เห็น ‘ถูกบังคับเลี้ยงหมู’ ลงของขายสองชิ้น หนึ่งในนั้นเป็น ดาบสงครามห่านฟ้าที่เขาเคยใช้ อีกชิ้นหนึ่งเป็นดาบบินใบหลิวสีด้าน ยี่สิบสี่เล่ม
“ล้วนเป็นของชั้นยอด”
“อาวุธระดับสมบัติเต๋า ราคาไม่ธรรมดา”
“เอ๋ ราคาที่จอมยุทธ์หลี่ตั้งในครั้งนี้ก็นับว่ายุติธรรมนี่นา”
“ฮ่าๆ เจ้ามันไม่มีตา ราคาที่จอมยุทธ์หลี่ลงครั้งนี้เป็นราคาประมูล เริ่มต้น นี่ไม่ใช่ราคาขายขาด”
“หากข้ามีเงินก็จะไปประมูลแน่นอน อีกทั้งยังจะประมูลมาใน ราคาสูงอีกด้วย ไม่ใช่เพื่ออื่นใด แต่เพื่อชมเชยความสูงส่งบริสุทธิ์ที่จอม ยุทธ์หลี่แสดงออกมาจากเรื่องถนนหนานเจีย”
“ตัดประโยคแรกของเจ้าทิ้งไปได้ไหม?”
ทั้งกระดานสนทนาตกอยู่ในความตื่นเต้นฮือฮาอีกครั้งจากการ ปรากฏตัวขึ้นของร่องรอย ‘ถูกบังคับเลี้ยงหมู’
หนึ่งในนั้น กลุ่มกระดานสนทนาที่ชื่อว่า ‘สมาคมดาบคลั่ง’ ตื่นเต้น ที่สุด
ผู้ก่อตั้ง ‘สมาคมดาบคลั่ง’ ก็คือ ‘กระบี่ดับความมืด’ ที่โจมตีหลี่มู่ โหดสุด หนักสุดในอดีตคนนั้น ตอนนี้เปลี่ยนโฉมใหม่มาเป็นแฟนคลับผู้ ภักดีของหลี่มู่แล้ว ลากคนกลุ่มเบอเร่อก่อตั้งกลุ่มกระดานสนทนา ‘สมาคมดาบคลั่ง’ ปกป้องหลี่มู่ในทุกๆ ด้าน ลงข่าวใหม่สุดของหลี่มู่ ประกาศร่องรอยของหลี่มู่ ช่วงชิงผลประโยชน์ให้เขา
ถึงแม้จะเป็นเพียงบนกระดานสนทนา แต่กลับมีประโยชน์เป็น อย่างมาก
หลี่มู่ได้รับ ‘กายทองแห่งศีลธรรม’ จากเรื่องการสังหารถนนหนาน เจีย ภายใต้การโฆษณาและปกป้องจากสมาคมดาบคลั่ง ไม่เพียงแต่จะ ไม่รางเลือนไปตามกาลเวลาที่ไหลไป แต่กลับจะยิ่งเรืองรองเจิดจรัสขึ้น
พูดตามตรง หลี่มู่ได้เห็นกลุ่มกระดานสนทนา ‘สมาคมดาบคลั่ง’ ก็ รู้สึกตกใจและประหลาดใจนัก
ความรู้สึกที่ได้ยินแล้วตัวลอยถึงระดับความพอใจจนถึงขีดสุดนี่ มันคือะไรกัน?
หลี่มู่ยิ้มจนตาเป็นจันทร์เสี้ยว
แต่เดิมเขาคิดว่าจะไปทักทายคนของ ‘สมาคมดาบคลั่ง’ ดีหรือไม่ แต่ภายหลังคิดๆ ดู ไม่เอาดีกว่า รักษาความเย็นชาสูงส่งนี่เอาไว้ก่อน ดีกว่า ในเมื่อเราเดินสายไอดอลด้านพลังนี่นา
……
วันที่สามตอนกลางวัน ผู้ดูแลชราแห่งป่าต้นซิ่งนําเอกสารข้อมูล อย่างละเอียดกลับมาอย่างตื่นเต้น
“ผู้สืบทอดสํานักใหญ่ต่างๆ ในเขตดาราเทพวีรชนมากันหมด แม้แต่คนรุ่นหลังของตระกูลที่ปลีกวิเวกบางตระกูลก็ปรากฏตัวขึ้น เช่นกัน ตอนนี้คนที่โดดเด่นที่สุดมีสิบคน ได้รับการขนานนามว่าเป็นสิบ อัจฉริยะฟ้าประทานแห่งเขตดาราเทพวีรชน ผู้ที่พลังต�าที่สุดก็อยู่ใน ขอบเขตนักรบขั้นกลาง ในนั้นมี ‘มารฟ้าน้อย’ แห่งสํานักมารฟ้า เซียน เสียไห่แห่งทะเลโลหิต และเซียนเซิ่งจื่อแห่งตําหนักเทพทําลายล้าง สามคนนี้มีชื่อเสียงมากที่สุด จากข่าวที่เชื่อได้บอกว่าล้วนแต่เป็นพลัง ฝึกตนระดับนักรบทั้งสิ้น”
ผู้ดูแลชราพูดพลางยื่นเอกสารข้อมูลอย่างละเอียดมาชุดหนึ่ง
“ครั้งนี้เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ประกาศประลองยุทธ์หาคู่กับเขตดารา ใหญ่ๆ ต่างๆ ในแดนดาราจื่อเวย ไม่ใช่แค่เขตดาราเทพวีรชนเท่านั้น ยัง มีผู้ฝึกฝนผู้เก่งกาจที่อายุเหมาะสมไม่เกินสองร้อยปีจากเขตดาราอื่นอีก หลายสิบดวง ล้วนแต่เป็นผู้ที่ตรงกับประกาศ แต่ละฝ่ายต่างเป็นผู้ เก่งกาจ ไม่ใช่แค่ประกาศหาคู่ง่ายๆ แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่มีความหมาย ทางการเมืองแล้ว”
หลี่มู่พยักหน้า เปิดบันทึกดูพลางแสดงท่าทางเข้าใจ
เผ่าจิ้งจอกสวรรค์เป็นหนึ่งในสิบเผ่าใหญ่แดนดาราจื่อเวย เป็นขั้ว อํานาจที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทั้งแดนดาราจื่อเวย สามารถแต่งงานกับ องค์หญิงน้อยก็เท่ากับเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์กับเผ่าจิ้งจอกสวรรค์
เรื่องนี้ นับตั้งแต่แรกก็กําหนดไว้แน่ชัดแล้วว่าไม่เกี่ยวกับความรัก
หากเป็นต๋าจี่น้อยจริงๆ หากนี่เป็นความประสงค์ของนาง หากนาง หาชายคนรักที่รักกันได้จริงๆ เช่นนั้นหลี่มู่ก็ไม่ขัดแย้งอะไรเด็ดขาด แน่นอน แต่หากไม่ใช่…
เช่นนั้นเขาคงต้องคุยกับเผ่าจิ้งจอกสวรรค์สักหน่อยแล้ว
“ทั้งเขตดาราเทพวีรชนจํากัดจํานวนเพียงสิบคนเท่านั้น ดังนั้น หากอยากมุ่งหน้าไปดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์แดนดาราจื่อเวย ก็จะต้อง ขึ้นไปอยู่ในสิบอันดับแรกของรายชื่อผู้เก่งกาจที่เข้าร่วมการประกาศหา คู่ครองครั้งนี้” ผู้ดูแลชราเอ่ย “แน่นอน สําหรับใต้เท้าแล้วเรื่องนี้ไม่เป็น ปัญหาเลย มีเพียงปัจจัยเดียวที่ไม่อาจแน่ใจได้นั่นก็คือตัวตนอันพิเศษ ของใต้เท้า เผ่าจิ้งจอกสวรรค์จะยอมให้คนของหน่วยรบเสวียนหวงเข้า ร่วมการประลองหาคู่หรือไม่ ยังไม่อาจยืนยันได้”
หลี่มู่ตอบ “เรื่องนี้ไม่มีปัญหา”
เขาหยิบหน้ากากหินประหลาดภูเขาสีเงินออกมาสวมไว้
หน้ากากสีเงินเมื่อแนบไปกับใบหน้าแล้ว ก็แปรเปลี่ยนเป็นดวง หน้าที่ไร้หูตาจมูก
นี่เป็นหน้ากากที่เตรียมไว้ให้กับตัวเองเมื่อยามอยู่ที่ดาวร้อยภูต ก็ เพื่อความสะดวกหากในวันข้างหน้าจะต้องปกปิดใบหน้า
วัสดุหินประหลาดภูเขาสีเงินแปลกประหลาด แข็งเป็นอย่างยิ่ง หลังจากลงอักขระเต๋าลงไปแล้วก็มีผลอันน่าอัศจรรย์
หน้ากากแนบไปบนหน้า กลิ่นอายทั้งหมดถูกปกปิด ไม่มีคลื่น พลังงานและร่องรอยเคล็ดวิชาของหลี่มู่ก่อนหน้านี้ใดๆ เลย นอกจาก รูปร่างคล้ายแล้ว คนนอกไม่อาจหาจุดที่คล้ายคลึงกับหลี่มู่ใดๆ ได้อีก
ผู้ดูแลชราก็นึกอัศจรรย์ในใจ
เสี้ยวพริบตาที่หลี่มู่สวมหน้ากากสีเงินไร้ใบหน้าอันนี้ก็ราว เปลี่ยนไปเป็นคนละคน โดยเฉพาะคลื่นพลังปัจจัยอันดับหนึ่งซึ่งเอาไว้ ใช้แยกแยะที่มาที่ไปของผู้ฝึกฝน ก็ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
“เร่งลงมือช่วยข้าสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาด้วย”
หลี่มู่เอ่ย
ด้วยความสามารถของหน่วยข่าวกรองหน่วยรบเสวียนหวง ทํา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย
วันที่สาม หลี่มู่เปลี่ยนโฉมใหม่ เป็นจอมยุทธ์ดาบคนหนึ่งมีนามว่าห ลี่อี้เตา เปิดเผยตัวตนที่ใจกลางดาวบริวาร
สิ่งที่ควรค่าแก่การพูดถึงก็คือ หลี่อี้เตาคนนี้ไม่ใช่เรื่องแต่ง แต่มีคน ตัวจริง และก็ชอบสวมหน้ากากสีเงินด้วยเช่นกัน อยู่ในเขตดาราเทพวีร ชนก็พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง รูปร่างคล้ายกับหลี่มู่ ไม่ต้องกังวลว่าจะมี ใครหาร่องรอยอะไรเจอ
เขาก็น่าจะเป็นคนของหน่วยรบเสวียนหวงเช่นกัน เมื่อหลี่มู่ปรากฏ ตัวขึ้น เขาก็หายตัวไปเอง
พลังของหน่วยข่าวกรองหน่วยรบเสวียนหวง จะประเมินต�าไม่ได้ เลย
“ต่อไปก็ต้องไปเจอสิบอัจฉริยะฟ้าประทานเขตดาราเทพวีรชน ที่ว่านั่นสักหน่อย เหยียบพวกเขาขึ้นไปก็มีคุณสมบัติที่จะมุ่งหน้าไปดาว แม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์แล้ว”
หลี่มู่มั่นใจเป็นอย่างยิ่ง
เขาจะสร้างพายุปั่ นป่วนครั้งใหญ่ขึ้นมา
……………………………………………………
บทที่ 653 ราชวงศ์ไป๋อวี่
ตอนที่หลี่มู่ใส่หน้ากากแล้วปรากฏตัวขึ้นที่โรงเตี๊ยมหมิงเยวี่ย ที่นี่ เพิ่งจะจบการประลองยุทธไปหนึ่งรอบ
‘ขวานดาวหาง’ จูเมิ่งหยางผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งแห่งดาวอาชา สวรรค์ ล้มผู้ท้าชิง ‘หมัดเพลิงวายุ’ เฝิงเฮ่าไท่
เลือดบนขวานยังไม่ทันแห้ง
หลายวันนี้ การประลองในเมืองศูนย์กลางดาวสังกัด เริ่มขึ้นในสาม โรงเตี๊ยมใหญ่ โรงเตี๊ยมหมิงเยวี่ยเป็นหนึ่งในนั้น มีการจัดเวทีการท้า ประลอง ทําให้เหล่าอัจฉริยะจากดาวต่างๆ ในเขตดาราเทพวีรชนมาทํา การท้าประลองที่นี่
ผู้ที่ชนะติดต่อกันสิบครั้ง จึงจะถูกจัดเข้าสู่อันดับรายชื่อ
และในอันดับรายชื่อนี้ยังมีการประลองสังหารอีกทอด
สิบคนสุดท้าย จึงจะมีคุณสมบัติที่จะได้รับการยอมรับจากทูตแห่ง เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ และได้ไปยังดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์เพื่อเข้าร่วม การประลองหาคู่ขององค์หญิงน้อยต๋าจี่
กฎนี้เป็นสิ่งที่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์กําหนดลงมา
หลี่มู่นั่งอยู่ในโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยม ได้ยินคําวิจารณ์มากมายจาก คนรอบๆ และค่อยๆ เข้าใจถึงกฎเกณฑ์นี้ขึ้นมา
“เผ่าจิ้งจอกสวรรค์นี้ก็วางแผนเป็นชุดจริงๆ คัดเลือกทีละชั้นๆ ทําไมรู้สึกว่าเหมือนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยบนดาวโลกเลย ยากอยู่ เหมือนกันแฮะ”
เวทีประลองอยุ่ลานกว้างด้านหลังโรงเตี๊ยม
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสามโรงเตี๊ยมใหญ่ในเมืองศูนย์กลางดาว สังกัด โรงเตี๊ยมหมิงเยวี่ยเป็นดําเนินการโดยราชวงศ์ไป๋อวี่แห่งเทือกเขา ชนเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ พื้นที่กว้างขวาง ลานกว้างด้านหลังก็เหมือนกับ สนามฝึกขนาดเล็กแห่งหนึ่ง เวทีที่สร้างขึ้นชั่วคราวว่ากันว่าสามารถ รองรับการโจมตีสุดพลังของผู้แข็งแกร่งระดับต้นขั้นขุนพลได้ครั้งหนึ่ง
หน้าไพ่นี้ก็มีเพียงชนเผ่าจิ้งจอกสวรรค์เท่านั้นที่จะหยิบออกมาได้
“ยังมีใครอีก?”
จูเมิ่งหยางที่ร่างผอมสูง สองแขนยาวเลยหัวเข่า ยืนอยู่บนเวที ประลอง จ้องมองท้าทายคนทั้งหมดด้วยความมีอํานาจ
เขาชนะติดต่อกันแปดครั้งแล้ว
ไม่มีผู้รอดชีวิตภายใต้ ‘ขวานดาวหาง’ โหดร้ายทารุณ ยังหากจาก การชนะติดต่อสิบครั้งอยู่เพียงสองเท่านั้น
ครู่ใหญ่ ที่รอบด้านไม่มีคนกล้าตอบรับ
“ฮ่าๆ พวกขยะขี้ขลาดทั้งนั้น”
จูเมิ่งหยางยิ้มเย็นชา
ขวานดาวหางอาวุธของเขาเป็นอาวุธฉีเหมิน[1] ด้านคมเหมือน ขวานยักษ์ แต่ไม่มีด้ามขวาน ใช้โซ่เชื่อมเข้าด้วยกัน มีปลายขวาน ทั้งหมดสองฝั่ ง โจมตีได้ทั้งประชิดและระยะไกล เปลี่ยนแปลงได้ไม่อาจ คาดเดา เข้าคู่กับพลังบําเพ็ญครึ่งขั้นขุนพลของเขา เก่งกาจไร้เทียม ทาน
จูเมิ่งหยางป่าวประกาศอยู่ครู่ ก็ได้มีจอมยุทธกระบี่วัยรุ่นคนหนึ่ง ขึ้นเวทีเพื่อรับคําท้า
หลังจากผ่านไปร้อยกระบวน จอมยุทธกระบี่ก็ไม่ใช่คู่มือ
“ยอมแพ้แล้ว ข้ายอมแพ้แล้ว” จอมยุทธกระบี่ถอยกรูด
จู่เมิงหยางหัวเราะร่า “ในเมื่อขึ้นเวทีแล้ว ยังคิดที่จะมีชีวิตรอด กลับไปอีกหรือ?”
ขวานดาวหางพันล้อมอยู่กลางอากาศราวกับแขนสองข้าง บีบเอา จอมยุทธกระบี่ที่กระโดดไปทางด้านนอกเวทีกลับเข้ามาใหม่
“ทําไมจะต้องเอาเป็นเอาตายเช่นนี้ ข้ายอมแพ้แล้ว ข้า…” จอม ยุทธกระบี่ร้อนรนขึ้นมา
ใบหน้าจูเมิ่งหยางมีรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมเย็นชาปรากฏขึ้น “ถ้าไม่ สังหารเจ้า แล้วจะทําให้วิธีการของข้าชัดเจนได้อย่างไร โดยเฉพาะพวก สุนัขพวกแมวอย่างเจ้า คิดมาว่าท้าประลองกับข้าเล่นๆ ได้หรือ?”
ท้ายสุด จอมยุทธกระบี่จึงถูกขวานดาวหางสังหารจนตายคาเวที
“ชนะ ครั้งที่เก้า”
ด้านข้างมีเสมียนจากชนเผ่าจิ้งจอกสวรรค์คอยจดบันทึกสถิติการ ชนะต่อเนื่องอยู่
“สังหารอีกหนึ่งคน ก็เพียงพอแล้ว”
จูเมิ่งหยางที่ดุดันโหดร้าย กวาดตามองไปทั่วลานกว้าง ไม่มีใคร กล้าสบตาเขา
รออยู่ครู่ใหญ่ ก็ยังไม่มีใครกล้าขึ้นเวที
จูเมิ่งหยางกระสับกระส่ายขึ้นบ้างแล้ว จ้องเขม็งไปยังเหล่าผู้ฝึกตน ทีละคนๆ คนอื่นๆ ที่เห็นว่าสายตาดุดันนี้กวาดเข้ามา ก็รีบก้มหน้าลงทันที มีเพียงคนเดียว… “เจ้า เหอๆ กล้าสบตากับข้า ไม่ยอมแพ้สินะ? ขึ้นมาสู้กันบนเวทีนี่” เข้าชี้ไปยังร่างสวมหน้ากากสีเงิน คํารามเสียงเย็นชาขึ้น แน่นอนว่าเป็นหลี่มู่ หลี่มู่เดิมทีก็คิดจะขึ้นเวทีเหมือนกัน ไม่คิดว่าจูเมิ่งหยางจะท้าทาย ขึ้นมาเสียเอง “ทําไม? ไม่กล้า ไม่กล้าก็คุกเข่าลงเรียกข้าว่าบิดาเสีย โขกหัวกับ พื้นอีกสามทีแล้วข้าจะละเว้น ไม่เช่นนั้น หลังจากข้าชนะสิบครั้งแล้วก็ จะไปสังหารเจ้าด้วย” จูเมิ่งหยางกําเริบเสิบสาน เอ่ยขึ้นอย่างไร้เหตุผล หลี่มู่ยิ้มขึ้นมา ถึงแม้จะสวมหน้ากากอยู่ คนอื่นจึงมองไม่ออกถึงสีหน้าเขา แต่ไม่รู้ เพราะอะไรคนทั้งหมดจึงรู้สึกเหมือนเขากําลังยิ้ม ภายใต้สายตาที่จับจ้อง หลี่มู่ขึ้นมาบนลานประลอง
จูเมิ่งหยางรู้สึกเกินคาด “ดีมาก ไม่คิดว่าเจ้าจะกล้าขึ้นมา” สายตา ของเขากวาดไปเห็นดาบหินที่ด้านหลังหลี่มู่ หัวเราะเย้ยหยันขึ้น “นั่น คืออาวุธของเจ้าหรือ ชักดาบสิ ชักออกมาให้ข้าเห็นว่าเป็นดาบแบบ ไหน”
หลี่มู่สั่นศีรษะ “คนที่เห็นดาบของข้าล้วนตายกันไปหมดแล้ว”
นี่คือการเลียนแบบบุคลิกของหลี่อี้เตา
“หา? พูดมาไม่อายปากเลย คิดจะให้ข้าขําตายหรือไรกัน?”
จูเมิ่งหยางเหมือนกับได้ฟังเรื่องที่ตลกมากเรื่องหนึ่ง กุมท้อง หัวเราะลั่น
ขวานดาวหางสองเล่มที่ถูกโซ่ล่ามไว้ด้วยกันเลื้อยอย่างช้าๆ ราวกับ เป็นงูเหลือมยักษ์สองตัวกําลังเลือกเหยื่อเพื่อขย�า
“ตายเสียเถิด”
ท่ามกลางเสียงตะโกน ขวานดาวหางเพิ่มความเร็วฉับพลันจน เลือนเป็นเงาแสง พุ่งตรงสังหารไปยังหลี่มู่
หลี่มู่พลิกมือจับดาบที่กลางหลัง
แสงดาบสายหนึ่ง สว่างวาบและหายไปทันที
เงาแสงเลือนรางทั่วฟ้าของขวานดาวหาง หยุดนิ่งกะทันหัน จากนั้นขาดลงเป็นท่อนๆ
“เจ้า…” จุเมิ่งหยางมองหลี่มู่อย่างไม่อยากเชื่อ ดาบในมือหลี่มู่กลับเข้าไปอยู่ในฝักเรียบร้อย หรือว่าเขาไม่ได้ออกกระบี่กัน? จูเมิ่งหยางเริ่มแยกแยะไม่ออก เร็วเกินไปแล้ว “ข้า…” จูเมิ่งหยางคิดจะพูดอะไร
จู่ๆ บนร่างมีเลือดพุ่งออกมาเป็นสายราวกับน�าพุหมอกเลือด ร่างสูงกับแขนที่ยาวเกินหัวเข่า ขาดกระจุยเป็นท่อนในพริบตา
ร่างของเขากลายเป็นเศษเนื้อขนาดใกล้เคียงกันยี่สิบก้อน ร่วงกอง อยู่บนเวที
หลังจากผ่านความเงียบงันไปครู่หนึ่ง บนเวทีโรงเตี๊ยมหมิงเยวี่ยได้ เกิดเสียงฮือฮาขึ้น
เสมียนของชนเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ก็ยืนขึ้นอย่างตกตะลึง จ้องไปที่ เวที มองไปยังศพของจูเมิ่งหยางด้วยสีหน้าที่ยังมีความหวาดผวาอยู่ จากนั้นจึงถามขึ้น “ท่านผู้ใช้กระบี่คือผู้ใดกัน?”
“หลี่อี้เตาแห่งอาทิตย์คีรี”
หลี่มู่ตอบ
หลี่อี้เตาตัวจริงเกิดที่ดาวอาทิตย์คีรี
ลานกว้างเกิดเสียงฮือฮาขึ้นอีกครั้ง
มีคนไม่รู้ว่าหลี่อี้เตาเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์จากฝ่ายไหน มีคนที่เคยได้ยิน ชื่อหลี่อี้เตาคนนี้ แต่ต่อให้เป็นคนที่รู้จักหลี่อี้เตาก็ยังไม่คิดว่า หลี่อี้เตาที่ แต่ก่อนไม่เคยประกาศตัวต่อโลกภายนอก จะมาระเบิดวาดลวดลายได้ เช่นนี้ หนึ่งดาบสังหาร ‘ขวานดาวหาง’ จูเมิ่งหยางได้ในพริบตา
จูเมิ่งหยางที่ชนะติดกันเก้าครั้งเลยนะ
ทานไม่ได้แม้แต่ดาบเดียว
เสมียนเผ่าจิ้งจอกสวรรค์จับจ้องที่หลี่มู่อยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้า และ กลับลงไปนั่งใหม่อีกครั้ง
หลี่อี้เตาชื่อนี้ถูกแขวนขึ้นที่ข้างเวที
จากกฎเกณฑ์ ต่อจากนี้จําเป็นต้องชนะติดกันสิบครั้งจึงจะสามารถ เข้าสู่การจัดอันดับ
สําหรับหลี่มู่แล้วไม่ใช่เรื่องยากอะไร
คู่มืออีกเก้าคนต่อมาของหลี่มู่ ตายห้าเจ็บอีกสี่
ตายก็ในดาบเดียว
เจ็บก็ในดาบเดียว
เช่นเดียวกับชื่อหลี่อี้เตาของเขา ไม่ว่าจะเจอคู่มือเช่นไร เพียงแค่ ดาบเดียวก็รู้แพ้รู้ชนะ และตัดสินเป็นตายได้
ชนะติดกันสิบครั้ง
หลี่อี้เตาชื่อนี้ เข้าสู่รายชื่อจัดอันดับของชนเผ่าจิ้งจอกสวรรค์อย่าง ราบรื่น
จัดอยู่ในลําดับที่ยี่สิบเอ็ด
เนื่องจากวิธีการต่อสู้ของเขาเด็ดขาดประณีตมากเกินไป จนคน นอกยากที่จะประเมินพลังที่แท้จริงได้ เหมือนกับยังไม่ได้เจอกับ ของแข็ง ดังนั้นพลังการรบที่แท้จริงของหลี่มู่สําหรับชนเผ่าจิ้งจอก
สวรรค์แล้ว เป็นสิ่งที่ยังไม่ชัดเจน การจัดอันดับรายชื่อนี้จึงเป็นเพียง การกําหนดคร่าวๆ เท่านั้น
แต่ก็ถือว่ามีคุณค่าต่อการอ้างอิงพิจารณาอยู่
หลี่มู่ได้รับใบอนุญาตมาก้อนหนึ่ง
จากการใช้งานมัน หลี่มู่สามารถตรงไปยังราชวังในเมืองศูนย์กลาง ชนเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ได้ ถือว่าผ่านก้าวแรกแล้ว
ดาวสังกัดดวงนี้ เป็นสถานที่ที่ปกครองโดยราชวงศ์ไป๋อวี่ที่ สถาปนาขึ้นโดยสายเลือดแห่งชนเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ราชวังจึงเป็นที่ พํานักของจักรพรรดิราชวงศ์ไป๋อวี่ และเป็นกลุ่มสถาปัตยกรรมที่มี ขนาดใหญ่ที่สุดในดาวสังกัดนี้ กําแพงสีทองจ้าอร่าม หรูหราขีดสุด ถูก ชนเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ใช้งานเป็นฐานที่มั่นคัดเลือกอัจฉริยะชั่วคราว
เหล่าชายหนุ่มที่เข้าสู่การจัดอันดับ ก็จะได้รับใบอนุญาต เช่นเดียวกับหลี่มู่ จากนั้นเข้าสู่ราชวังได้
หลี่มู่มาถึงด้านนอกราชวังและแสดงใบอนุญาต มีคนออกมา ต้อนรับโดยเฉพาะ
“จอมยุทธหนุ่มเชิญตามข้ามา”
สาวใช้ในวังร่างอ้อนแอ้นอรชรคนหนึ่ง นําทางหลี่มู่เจ้าสู่ราชวัง เดินผ่านจุดตรวจอันหนาแน่น ท้ายสุดจึงมาหยุดลงที่ด้านหน้าวิหารหิน ที่บนประตูมีสัญลักษณ์ว่ายี่สิบเอ็ด
“ที่นี่จะเป็นที่สําหรับพักผ่อนฝึกฝนของท่านจอมยุทธชั่วคราว ต่อ จากนี้ยังเหลือการประลองใหญ่คัดหกสิบเหลือสิบคนอันโหดร้ายอยู่ ท่านจอมยุทธจะต้องระมัดระวังตัวและเตรียมพร้อมให้ดี”
สาวใช้วังแนะนําขึ้น
หลี่มู่เดินตามสาวใช้วังเข้าไปในวิหารหิน
ในวิหารหิน สะอาดเอี่ยมอ่อง เครื่องใช้ในชีวิตประจําวันต่างๆ ถูก จัดไว้พร้อมสรรพ
กระทั่งมีผลึกเซียนทองคําถึงยี่สิบเม็ดไว้สําหรับเป็นทรัพยากรการ ฝึกฝนอีกด้วย
นี่ทําเอาหลี่มู่ตกตะลึงอึ้งไป
ผลึกเซียนทองคํายี่สิบเม็ดเลยนะ ทรัพย์สมบัติขนาดย่อมเลย
ชนเผ่าจิ้งจอกน้อยสมกับที่เป็นชนเผ่าใหญ่แห่งแดนดาราจื่อเวย มือเติบดีจริงๆ
“คุณชายถ้าหากต้องการอะไร สามารถเรียกข้าได้ตลอดเวลา ข้ามี นามว่าปี้ เหยียน ฝ่าบาทจัดเตรียมสาวใช้ส่วนตัวไว้สําหรับท่าน จากนี้ไป ก็ถือเป็นบ่าวของท่านแล้ว” สาวใช้วังหน้าตาสะสวสยเอ่ยขึ้นอย่างนอบ น้อม
หลี่มู่เวลานี้จึงมองออก ว่าสาวใช้วังนามปี้ เหยียนคนนี้เป็นร่าง จําแลงของปีศาจจิ้งจอก ไม่ใช่จิ้งจอกขาว แต่เป็นจิ้งจอกเขียว พลัง บําเพ็ญขั้นสามัญ
ถ้าหากไปอยู่ในสถานที่อื่น ก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือตัวน้อยคนหนึ่ง
ทว่าในที่นี้ กลับเป็นเพียงสาวใช้ที่ไม่มีเกียรติฐานะอะไรทั้งสิ้นคน หนึ่งเท่านั้น
ดูจากท่าทีของนางแล้ว หลี่มู่ตอนนี้ต่อให้นางเปลื้องผ้า นางก็คงจะ ทําตามอย่างไม่ลังเลแน่นอน
ราชวงศ์ไป๋อวี่มีชื่อเสียงเรื่องความเข้มงวดในกําแพงชนชั้นมาก จิ้งจอกขาวมีฐานะสูงที่สุด รองลงมาคือเผ่าจิ้งจอกหลากสี รองลงมาอีก คือเผ่าภูตรวมไปถึงเผ่ามนุษย์
ปี้ เหยียนเป็นเผ่าภูตจิ้งจอกเขียว ว่าตามหลักการแล้วฐานะไม่ได้ต�า เลย แต่กลับถูกส่งตัวมาเป็นของเล่นเช่นนี้
มองจากอีกด้านได้ว่า ราชวงศ์ไป๋อวี่ให้ความสําคัญกับชายหนุ่มที่ เข้าสู่การจัดอันดับอย่างมาก หรืออาจจะเป็นการลงทุนต่อการปกครองประเภทหนึ่งกระมัง “ออกไปก่อนเถิด” หลี่มู่โบกไม้โบกมือ เขาก็ไม่ใช่พวกเห็นของสวยงามแล้วตัณหากลับเสียด้วยสิ “ประมาณสามวันหลังจากนี้ การประลองคัดหกสิบเหลือสิบก็จะ เริ่มต้นขึ้น เวทีประลองถูกจัดอยู่ในราชวัง หากคุณชายสนใจสามารถ เรียกปี้ เหยียนเพื่อพาท่านไปชมได้ตลอดเวลา” สาวใช้วังแสนสวยคารวะแล้วเดินออกไป หลี่มู่คิดพิจารณาอยู่ในวิหารหิน ชนเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ทําไมจึงต้องลงทุนลงแรงหาคู่ให้กับต๋าจี่ตัว น้อยอย่างเอิกเกริกถึงเพียงนี้กัน?
ไม่ค่อยจะถูกแฮะ
ตอนที่องค์หญิงหมิงจูแห่งชนเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ออกเรือนก่อนหน้า ก็ไม่ได้จัดเสียใหญ่โตขนาดนี้นี่นา
ครั้งนี้ ทั่วทั้งแดนดาราจื่อเวยล้วนรู้กันหมดว่าองค์หญิงน้อยแห่ง เผ่าจิ้งจอกสวรรค์จะออกเรือน
เผ่าจิ้งจอกสวรรค์กําลังวางแผนทําอะไรอยู่?
หลี่มู่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก
แต่ว่าการมาหาชนเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ครั้งนี้ นอกจากมาดูต๋าจี่น้อย แล้วยังมีอีกหนึ่งเหตุผล ก็คือที่เขตดาราเทพวีรชนนั้นไม่ได้ข่าวคราว ของฮว่าเสี่ยงหรงและหวางซืออวี่เลย เช่นนั้นก็คงจะอยู่ในสถานที่อื่นใน แดนดาราจื่อเวยแล้ว ถือโอกาสใช้งานใหญ่ของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ที่มี การรวมตัวกันของขั้วอํานาจมากมายนี้ อาจจะได้ข่าวคราวของทั้งสอง คนมาบ้าง
ในเวลาที่เหลืออยู่นี้ ก็มีเหล่าชายหนุ่มมากมายได้รับใบอนุญาต ปีน ป่ายขึ้นมาบนตารางจัดอันดับและเข้าสู่ราชวังอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่หลี่มู่คิดไม่ถึงก็คือ เขาได้พบกับคนคุ้นเคยหลายคน
ชายหนุ่มชุดดําสะพายดาบ เข้ามาอยู่ในวิหารหินอันดับที่สิบหก
คนน้องของพี่น้องสองสาวที่ศีรษะยังสูงไม่พ้นดาบโค้งเข้ามาใน วิหารหินหมายเลขเก้า
ตอนที่หลี่มู่ได้เห็นคนน้องตัวเล็กนี้ก็รู้สึกมึนงงขึ้นมา
“อะไรกันเนี่ย นี่มันงานหาคู่ให้องค์หญิงน้อยเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ไม่ใช่งานหาคู่ขององค์ชายน้อยเสียหน่อย ทําไมกระทั่งผู้หญิงก็ยังได้ ใบอนุญาตมา? หรือว่าในทางช้างเผือกตอนนี้นิยมหญิงรักหญิงกันแล้ว? ล�าเกินไปแล้วหรือเปล่า?”
หลี่มู่อึ้งไป
และเหมือนกับจะสัมผัสได้ถึงสายตาของหลี่มู่ น้องสาวตัวน้อยหัน ศีรษะกวาดมาทางหลี่มู่แวบหนึ่ง เอ่ยขึ้นอย่างโมโหว่า “มองอะไร ผู้หญิงจะเข้าร่วมงานหาคู่ไม่ได้หรือ ต่างเพศมันก็แค่เพื่อสืบพันธุ์เท่านั้น รักร่วมเพศสิถึงจะเป็นรักแท้…ถ้ายังมองอีก แม่จะควักลูกตาของเจ้า ออกมาเสีย”
หลี่มู่เตลิดออกมา
ดุจังเลยแม่คนนี้
……………………………………….
[1] มาจาก วิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ย (奇门遁甲) หนึ่งในสามสุดยอดวิชา พยากรณ์ของจีน
บทที่ 654 เจ้ามันตัวอะไรกัน
สามวันต่อมา การคัดเลือกหกสิบอัจฉริยะฟ้าประทานได้เสร็จสิ้น ลง
ในราชวังของราชวงศ์ไป๋อวี่ วิหารหินที่จัดเตรียมเอาไว้แล้วทั้งหก สิบหลังได้มีเจ้าของเข้ามาพํานักครบแล้ว
บริบทของอัจฉริยะฟ้าประทานเหล่านี้แตกต่างกัน มีคนที่หลบซุ่ม ปิดประตูฝึกฝนอยู่แต่ในวิหารหิน มีคนที่หลงใหลในความงามของ ทัศนียภาพอันงดงามในราชวังอย่างถอนตัวไม่ขึ้น และก็มีคนพาสาวใช้ วังหน้าตาสะสวยที่ราชวงศ์มอบให้ไปร่วมสุขเสพสมระหว่างชายหญิง อย่างเต็มที่อีกด้วย…
มากคนมากท่าที
หลี่มู่ไม่เหมือนกับก่อนหน้าที่กล่าวมา ปิดด่านฝึกฝนหนักมาโดย ตลอด
ในศึกดาวร้อยภูตครั้งนี้ หลังจากที่รูรั่วในจิตใจได้รับการเสริม ชดเชย พลังก่อนกําเนิดพัฒนาขึ้นอีกขั้น จึงทําให้เขาได้เข้าใจว่า บางส่วนในการฝึกฝน พิถีพิถันต่อการรวมกันอย่างสมบูรณ์ของจิตใจ
กับร่างกาย และพิถีพิถันในโอกาส การปรับตัวยกระดับด้านจิตใจก็ยังมี ความพิถีพิถันอย่างมาก
ก่อนหน้านี้เขามีสภาพจิตใจเคร่งเครียด เอาแต่ฝึกฝนร่างกาย
ในตอนนี้ เขาเริ่มกลับมาคิดถึงวิถีการฝึกฝนก่อนหน้านี้ของตนเอง และเริ่มที่จะฝึกฝนจิตใจ
ฝึกฝนจิตใจอย่างไร?
หลี่มู่หลายวันมานี้ กําลังคิดอย่างละเอียดกลับไปกลับมา
เขาก่อนหน้าที่ติดอยู่ที่วิชาก่อนกําเนิดขั้นที่หก ก็เพราะรูรั่วใน จิตใจ ตนเองกลับไม่รู้จนในใจรู้สึกเสียดุล ดังนั้นไม่ว่าเขาจะพยายาม ฝึกฝนร่างกายเพียงไหน ก็ยังไม่สามารถที่จะทะลวงขั้นออกไปได้
เมื่อมีการเสียดุล มีความทุกข์ละอาย จิตใจจึงเกิดรูรั่วขึ้น
ตอนแรก เขาพะว้าพะวังมากเกินไป จนทําให้ช่วยเหลือราชวงศ์ต้า เยวี่ยไม่ทัน จึงเกิดผลที่ตามมาเช่นนี้
ดังนั้นผลลัพธ์จากการพิจารณาของหลี่มู่ก็คือการฝึกฝนจิตใจ ทํา ตามสิ่งที่ตนเองประสงค์
และการทําตามสิ่งที่ตนเองประสงค์นี้ ไม่ใช่การทําตามใจตนเอง อย่างตื้นเขิน ทําเรื่องป่าเถื่อนอย่างไร้วินัย
แต่คือคุณค่าแห่งชีวิตอยู่ที่ใด แม้จะต้องเผชิญหน้าคนนับหมื่นพัน ข้าก็ยังกล้าจะก้าวต่อ
แต่คือเมื่อไม่รู้จะทําอย่างไรต่อความรู้สึก แม้จะถูกผู้คนตราหน้าก็ จะไม่กล้าและหวาดกลัว
แต่คือทิศทางของคุณธรรม แม้จะต้องบุกน�าลุยไฟก็เดินไปด้วย รอยยิ้ม
แต่คือ…
เป็นความหมายของชีวิตกับเส้นขีดจํากัด
ในสมองของหลี่มู่ มีตัวละครที่มีชื่อเสียงตัวหนึ่งจากนิยายของกิมย้ งลอยขึ้นมา…มารบูรพาหวงเย่าซือ
คนทั้งโลกหัวเราะเยาะที่ข้าเสียสติ ข้ากลับหัวเราะเยาะคนทั้งโลก ที่มองไม่ออก
บุคลิกอันสง่าผ่าเผยนี้ จอมมารหวงที่เหยียดหยามธรรมเนียม พิธีกรรมศาสนาแต่กลับเป็นสุภาพบุรุษยิ่งกว่าใครๆ ก็คือตัวอย่างของ การทําตามใจตัวเองที่แท้จริง
ดังนั้น ทุกวันหลังจากฝึกบําเพ็ญ หลี่มู่ก็จะให้สาวใช้วังปี้ เหยียนพา เขาไปเดินด้านในราชวัง ชมทัศนียภาพที่งดงาม หรือไปสํารวจเหล่า อัจฉริยะฟ้าประทานคนอื่น ไปสํารวจเวทีที่สร้างเสร็จแล้วและกําลังลง อักขระค่ายกล
วิถีบู๊บุ๋น ตึงบ้างผ่อนบ้าง
ราชวงศ์ไป๋อวี่เป็นราชวงศ์การบําเพ็ญที่เป็นแบบอย่าง เคารพใน พลังที่แท้จริง ทว่าระบบพิธี ลําดับขุนนาง ขั้นยศต่างๆ ก็ไม่ได้แตกต่าง จากราชวงศ์ทั่วไป
หลี่มู่มองเห็นสิ่งแปลกใหม่มากมาย
กระทั่งได้เห็นเหล่าราชบุตรราชธิดาของเผ่าจิ้งจอกอีกด้วย พลังไม่ เลว มองข้ามไม่ได้
“เจ้าคือหนึ่งดาบล่องลอยหลี่อี้เตาคนนั้น?”
ในสวนดอกไม้ เงาร่างหนึ่งได้เข้ามาขวางหลี่มู่ น�าเสียงไม่เป็นมิตร
เป็นชายหนุ่มที่อายุยี่สิบต้นๆ ใบหน้าขาวสะอาด ในดวงตาเรียว ยาวมีประกายความดื้อรั้นเกะกะระรานอย่างปิดไม่มิด
ข้างกายมีสาวใช้วังอายุน้อยอรชนอ้อนแอ้นอีกหนึ่งนาง ดูแล้วคง จะเป็นหนึ่งในอัจฉริยะฟ้าประทานทั้งหกสิบที่เข้าสู่การจัดอันดับ
ชายหนุ่มจ้องหลี่มู่เขม็ง ยิ้มเย็นชาเอ่ยขึ้น “จําชื่อข้าเอาไว้ ข้าชื่อ หลินปู้เหยียน อยู่อันดับที่ยี่สิบสอง ข้าถูกกําหนดให้มาทําลายหนึ่งดาบ ล่องลอย อัจฉริยะที่แท้จริงที่จะเหยียบย�าศพของเจ้าก้าวเข้าสู่ดาวแม่ แห่งเผ่าจิ้งจอกสวรรค์”
“โอ้” หลี่มู่มีปฏิกิริยาแสนจะราบเรียบ บนหน้ากากไร้หน้าสีเงิน ไม่มีสีหน้าใดๆ ปรากฏขึ้น หลินปู้เหยียนถูกปฏิกิริยาเช่นนี้ของหลี่มู่ยั่วโมโหขึ้นแล้ว โอ้นี่หมายถึงอะไร
ดูถูกข้าหรือ? ขณะที่พูดคุยกัน ด้านหน้าได้ปรากฏเงาคนจํานวนหนึ่งเดินเข้ามา
“เหอๆ เจ้าคือหลินปู้เหยียนที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต�าใช่ไหม?” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเป็นกันเอง ชี้ไปที่หลินปู้เหยียนอย่างถาก ถาง “ได้ยินว่าเจ้าไปท้าดวลกับอัจฉริยะฟ้าประทานที่อยู่ต�ากว่าอันดับ ยี่สิบจนหมดเลยใช่ไหม?”
อ๋า มีเล่นแบบนี้ด้วย หลี่มู่รู้สึกว่าหลินปู้เหยียนคนนี้บ้าดีเดือดจริง
“ใช่แล้วจะทําไม?” หลินปู้เหยียนยิ้มเย็นชา ทว่าขณะที่เขาหันศีรษะไปจ้องคนกลุ่มนี้ หลังจากที่มองหน้าจน ชัดเจน พลังที่มีก็เหมือนจะหยุดนิ่งขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่ คนที่พูดออกมา อายุราวยี่สิบสามสิบปี ผมแดงเหมือนสีเลือด ร่าง สูงโปร่ง ใบหน้าขอบมุมชัดเจน อยู่ในเกราะแดงทั้งตัวค่อนข้างดูมีพลัง บุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิต จิตสังหารในใจหลี่มู่ เปล่งและหายไปในทันที ไม่ได้ลงไม้ลงมือ ใบหน้าของเขาตอนนี้ บุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิตจําไม่ได้อย่าง แน่นอน บุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิตก่อนหน้า ถูกหลี่มู่ที่พลังยังไม่ทะลวงขั้น ไล่สังหารจนเหมือนสุนัข ตอนนี้กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจสิบอันดับแรก ของเขตดาราเทพวีรชนไป หลี่มู่ก่อนหน้ายังรู้สึกตลกอยู่เลย ทว่าตอนนี้เมื่อได้เห็นพลังของบุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิต ยืนยันได้ ว่าพัฒนาไปอย่างมหาศาล ทั่วร่างราวกับเปลี่ยนเลือดไขกระดูกใหม่ อย่างไรอย่างนั้น ดูท่าจะใช้วิชาลับบางอย่าง ฝืนพัฒนาพลังบําเพ็ญขึ้นมา
เพื่อที่จะเข้าประลองหาเนื้อคุ่ขององค์หญิงน้อยเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ครั้งนี้ ทะเลโลหิตก็ลงทุนไปไม่น้อยเหมือนกันแฮะ
และคนที่ยืนอยู่ข้างๆ บุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิต ก็ล้วนเป็นอัจฉริยะ ฟ้าที่เข้าสู่การจัดอันดับของเขตดาราเทพวีรชนในอันดับที่สูงกว่าสิบหก ทั้งสิ้น โดยเฉพาะคนหนึ่งในนั้น พลังของปราณมารฟ้าทั่วร่างวูบๆ วาบๆ เลือนๆ รางๆ อยู่ใจกลางคนอื่นๆ ไม่ต้องเดาก็รู้ คนผู้นี้ก็คือ อัจฉริยะฟ้าประทานอันดับหนึ่งจากปากของเจ้าของร้านชิวหลิ่ง ‘มาร ฟ้าน้อย’ แห่งสํานักมารฟ้านั่นเอง
“เป็นแค่มดตุ่นตัวจ้อย กลับกล้าเต้นผาง” ‘มารฟ้าน้อย’ กวาดตา มองหลินมู่เหยียนด้วยท่าทีเหยียดหยาม
เขามองไปที่หลี่มู่ต่อ ร้องเฮอะขึ้น “นี่ก็ขยะ”
ขณะที่สายตาของเขาตกมาที่สาวใช้วังปี้ เหยียนข้างกายหลี่มู่ จู่ๆ ตาก็เป็นประกาย
“หืม? ไม่เลวไม่เลว…เจ้า จากนี้ไป เจ้าเป็นของข้าแล้ว”
‘มารฟ้าน้อย’ เอ่ยขึ้นกับปี้ เหยียน
สายเลือดแห่งสํานักมารฟ้า ขณะที่ฝึกฝนถึงแก่นแท้แห่ง ‘พลังมาร ฟ้า’ ที่แท้จริง พิถีพิถันต่อสีสันชีวิตมารฟ้า มีความทะยานอยากถึงที่สุด
และ ‘มารฟ้าน้อย’ คนนี้เลือกเดินในวิถีสีสันแห่งชีวิต เพียงแค่เห็นก็มอง ออก ว่าสาวใช้ยังที่ติดตามหลี่อี้เตาคนนี้ เป็นหลูติ่งสําหรับการบําเพ็ญที่ ไม่เลวเลย
ปี้ เหยียนใบหน้าปรากฏความตระหนกขึ้น
หลายวันมานี้ ทางราชวังมีข่าวลือว่า อันดับหนึ่งแห่งอัจฉริยะฟ้า ประทานที่ถูกเรียกว่า ‘มารฟ้าน้อย’ ใช้วิธีการอันโหดร้าย จิตใจบิดเบี้ยว เพื่อการฝึกฝนได้ทรมานสาวใช้จนย�าแย่ไปหลายราย สาวใช้วังก็เปลี่ยน มาถึงสองสามครั้งแล้ว
“ข้าน้อยเป็นของคุณชายหลี่แล้ว ข้า…” ปี้ เหยียนเอ่ยขึ้นอ้อมๆ ด้วยสีหน้าหวาดกลัว
“เจ้ายังเป็นสาวพรหมจารี เมื่อข้าเอ่ยปาก เจ้าก็ต้องเป็นของข้า” ‘มารฟ้าน้อย’ บาตรใหญ่ถึงขีดสุด ไม่อนุญาตให้ปี้ เหยียนอธิบายใดๆ และเอ่ยขึ้นกับผู้ดูแลจากราชวงศ์ไป๋อวี่ที่ติดตามมาข้างกายว่า “เจ้าไป จัดการเปลี่ยนสาวใช้วังให้เขาหน่อย ข้าต้องการผู้หญิงคนนี้”
“ขอรับๆๆ ท่านวางใจได้” ผู้ดูแลคนนั้นนอบน้อมต่ออันดับหนึ่ง แห่งอัจฉริยะฟ้าประทานอย่างชัดเจน ไม่กล้าที่จะคัดค้าน รีบร้อนตบ ปากรับคําทันที
จากนั้น เขาจึงหันกลับไปพูดกับปี้ เหยียนว่า “ยังจะมึนงงอะไรอยู่ อีก รีบไปสิ ตอนนี้เจ้าเป็นของคุณชายมารฟ้าแล้ว”
ปี้ เหยียนสีหน้าสิ้นหวัง
นางรู้ว่าตําแหน่งของคุณชายมารฟ้าในวังสูงส่งเพียงไหน ว่ากันว่า กระทั่งจักรพรรดิไป๋อวี่ยังพูดคุยในระดับเดียวกันกับอัจฉริยะฟ้า ประทานคนนี้ ตนเองเป็นแค่สาวใช้ตัวเล็กๆ ไม่มีหนทางต่อต้านใดๆ อยู่ แล้ว
ในใจเกิดความรู้สึกหวาดกลัวอย่างมหาศาล ปี้ เหยียนเดินตรงไปหา ‘มารฟ้าน้อย’ ด้วยใบหน้าขาวซีด ร่างกายสั่นเทิ้ม
ตอนนี้เอง…
“เดี๋ยวก่อน” หลี่มู่ที่นิ่งเงียบมาตลอดก่อนหน้า จู่ๆ เอ่ยปากขึ้น ปี้ เหยียนหยุดเท้าลง หันหน้ากลับไปยังหลี่มู่ ในดวงตาสวยเกิดประกายแห่งความหวังขึ้นมา หรือว่าคุณชายหลี่ยอมที่จะผิดใจกับ ‘มารฟ้าน้อย’ เพื่อนางกัน?
หลี่มู่มอง ‘มารฟ้าน้อย’ ใบหน้าที่ไม่มีหูตาจมูก มีสีหน้าเหยียด หยามไหลเวียนออกมา เอ่ยว่า “เจ้ามันตัวอะไรกัน
‘มารฟ้าน้อย’ ตกตะลึง “เจ้าว่าอะไรนะ?”
เขาคิดว่าตนเองฟังผิดไป
มีคนกล้าใช้คําพูดเช่นนี้มาพูดกับตนเองด้วยหรือ?
“ข้าบอกว่า เจ้ามันตัวอะไรกัน? หือ? ถ้าเจ้าไม่อยากจะตายตรงนี้ ก่อนที่เวทีการประลองจะเริ่มขึ้น ก็รีบๆ ไสหัวไปให้ไกลๆ” หลี่มู่เอ่ยขึ้น ทีละคําๆ “ลําพังแค่สุนัขบ้าที่ปีนขึ้นมาจากกองขี้สํานักมารฟ้าอย่างเจ้า ยังกล้ามาแยกเขี้ยวต่อหน้าข้าอีกหรือ? ซ�ายังกล้ามายุ่งกับผู้หญิงของข้า ด้วย?”
ความเงียบงันราวกับความตายแผ่ออกมารอบๆ
อัจฉริยะฟ้าประทานที่เข้าสู่หกสิบอันดับ ทุกคนล้วนเป็นพวก มุทะลุ ทว่ามุทะลุระดับหลี่อี้เตาคนนี้คงไม่มี
นี่ไม่ใช่มุทะลุแล้ว แต่เป็นรนหาที่ตายมากกว่า
“หา? ฮ่าๆๆ!” หลังจาก ‘มารฟ้าน้อย’ งงงันไป จึงได้หัวเราะขึ้น ด้วยความโกรธ “ข้าเป็นตัวอะไรกัน?”
ดวงตาของเขาปิดข้างเปิดข้าง ในดวงตามีแสงเนตรมารร้ายสีแดง สว่างขึ้น กลิ่นอายอันน่าหวาดหวั่นราวกับคลื่นยักษ์ถาโถมแผ่ซ่าน ออกมาจากในร่างกาย “ดีมาก ตอนนี้ข้าจะให้เจ้าได้รู้ ว่าข้าเป็นตัวอะไร และเจ้าเป็นตัวอะไร”
เข้าสาวเท้าหาหลี่มู่ทีละก้าวๆ
“ข้ารับรอง เจ้าจะตายอย่างน่าเวทนา”
‘มารฟ้าน้อย’ ระเบิดพลานุภาพ
หลังจากหลี่มู่ดึงตัวปี้ เหยียนมาอยู่ด้านหลังแล้ว มือขวากํามั่นเอาไว้ ที่ด้ามดาบวัฏจักร
จิตสังหารไร้รูปร่างไหลเวียนอยู่กลางอากาศ
และในพริบตาที่ชักกระบี่ง้างธนู เสียงๆ หนึ่งได้ดังขึ้นมาจากส่วน ลึกราชวังหยกขาวอย่างกะทันหัน
“ก่อนศึกบนเวทีจะเริ่มขึ้น ผู้ลงมือสังหารผู้อื่นเป็นการส่วนตัว ตาย!”
เสียงที่อันทรงพลังและเปี่ ยมไปด้วยบารมี
ครู่ต่อมา เหล่าอัจฉริยะฟ้าประทานล้วนรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมา ฉับพลัน แรงกดดันที่ยากจะพรรณนาทําเอาทุกคนหายใจแทบไม่ออก
นี่คือทูตที่มาจากดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์
‘มารฟ้าน้อย’ หยุดเท้าลง จิตสังหารชั่วร้ายค่อยๆ สลายไป
มือที่กําด้ามดาบของหลี่มู่ ก็ค่อยๆ คลายลงเช่นกัน
เห็นได้ชัด ว่านี่มาจากทูตของดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์เอง ไม่ อยากจะให้เหล่าอัจฉริยะฟ้าประทานลงไม้ลงมือกันในราชวังก่อนที่การ ประลองบนเวทีจะเริ่ม
พลังของทูตคนนี้น่ากลัวว่าจะอยู่ขั้นราชา
ระหว่างที่พูด ก็บีบสกัดพลังของสองยอดอัจฉริยะฟ้าประทานไว้ได้
น่ากลัว
นี่คือไพ่ตายของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์หรือ?
ในใจอัจฉริยะฟ้าประทานคนอื่นๆ ก็ล้วนแอบเกิดความเข้มงวด ขึ้นมา
“วันนี้ถือว่าดวงเจ้ายังดี” ‘มารฟ้าน้อย’ จ้องเขม็งที่หลี่มู่ เอ่ยขึ้น เสียงเย็นชา “ทางที่ดีเจ้าภาวนาไว้ว่าอย่าให้มาเจอข้าบนเวที มิเช่นนั้น ข้าจะทําให้เจ้าได้รู้ ว่าบนโลกนี้เรื่องที่ทุกข์ทรมานที่สุดไม่ใช่ความตาย”
หลี่มู่ตอบ “งั้นหรือ? น่ากลัวว่าพอถึงเวลา เจ้าจะได้เข้าใจว่าต่อ หน้าดาบของข้า ไอ้ความอวดดีจองหองของเจ้าจะกลายเป็นเรื่องตลก ไป แล้วกระดูกของเจ้าก็คงไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนอย่างที่เจ้าคิดเอาไว้”
‘มารฟ้าน้อย’ หัวเราะเย็นชา ไม่คิดจะตีฝีปากกับหลี่มู่ต่อ แต่จับ จ้องไปทางปี้ เหยียนพร้อมเอ่ยด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม “จิ้งจอกน้อย เจ้า จะต้องเสียใจกับการเลือกในวันนี้ของเจ้าไปชั่วชีวิต”
ปี้ เหยียนหน้าถอดสีขึ้นมาในพริบตา
………………………………………
บทที่ 655 การพลีกายของจิ้งจอกสาว
หลี่มู่เห็นท่าทีตกใจของปี้ เหยียนก็ปลอบนางว่า “วางใจเถอะ เขา อยู่ได้อีกไม่นานหรอก”
‘มารฟ้าน้อย’ ได้ยินดังนั้น ในดวงตาก็ปะทุจิตสังหารอีกครั้ง
“เจ้ารอก่อนเถอะ” เขาโมโหกัดฟันกรอดๆ แต่ก็ไม่อาจลงมือได้ ซัด ภูเขาลูกเล็กที่อยู่ข้างๆ แหลกเป็นผุยผงในฝ่ามือเดียว จากนั้นก็หมุนตัว จากไป
สายตาและท่าทางของพวกเซียนเสียไห่ที่มองมายังหลี่มู่ก็ เหมือนกับมองคนตาย
ผู้ดูแลของราชวงส์ขนนกขาวคนนั้นก็ถลึงตามองปี้ เหยียนอย่าง ดุดันแวบหนึ่ง แล้วก็รีบตามติดไป เอ่ยเสียงดัง “คุณชายมารฟ้าโปรด อภัย โปรดอภัย ข้าน้อยจะไปหานางกํานัลสามสี่คน จะต้องดีกว่านังคน ชั้นต�านั่น คุณชายแค่เลือกเท่านั้น รับประกันว่าท่านต้องพอใจ”
“หุบปาก” ‘มารฟ้าน้อย’ เอ่ย “ข้าต้องการแค่นาง เจ้าหาทางเอาก็ แล้วกัน”
ผู้ดูแลยิ้มประจบ คนกลุ่มหนึ่งจากไปแล้ว
หลินปู้เหยียนเหมือนทําความรู้จักหลี่มู่ใหม่อีกครั้ง จ้องหลี่มู่เขม็ง พลางกวาดสายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่นาน สุดท้ายก็เอ่ย “ดีนี่ เจ้า แน่มาก ข้าเคยเห็นคนรนหาที่ตาย แต่ไม่เคยเห็นใครรนหาที่ตายเช่นเจ้า พูดถึงวิธีทําให้ตัวเองดังข้าสู้เจ้าไม่ได้…โชคดีก็แล้วกัน”
พูดจบเขาก็หมุนตัวจากไป
หลี่มู่ไร้คําพูด
รู้สึกว่าคนที่เที่ยวท้าทายคนที่อยู่อันดับต�ากว่ายี่สิบในหกสิบอันดับ รายชื่ออัจฉริยะฟ้าประทานไปทั่วอย่างเจ้า นี่มันเห่าปากเก่งสร้างชื่อ ตัวเองชัดๆ
“คุณชาย บ่าวทําให้ท่านต้องลําบากไปด้วยแล้ว” ปี้ เหยียนค่อยๆ ดึงสติกลับมาได้ ในตารื้นไปด้วยน�าตา โค้งคํานับหลี่มู่สุดตัว จากนั้นก็ เอ่ยขึ้นว่า “คุณชายมีเมตตาผดุงธรรมปกป้องบ่าว ไม่เสียดายที่จะ ล่วงเกิน ‘คุณชายมารฟ้า’ บุคคลอันดับหนึ่งในรายชื่อทั้งหกสิบ บ่าว ซาบซึ้งใจยิ่งนัก บ่าวไม่มีทางให้คุณชายต้องเดือดร้อนไปด้วยเด็ดขาด บ่าว… ”
“หยุด ขอขัดจังหวะ” หลี่มู่ตัดบทคําพูดยืดยาวของนางกํานัลที่ น�าตารินไหลเป็นสายผู้นี้ “น้องสาว อย่าคิดเข้าข้างตัวเอง ข้าก็แค่ขวาง
หูขวางตาหมาบ้ากําเริบเสิบสานที่เห็นใครก็เที่ยวกัดก็เท่านั้น ไม่เกี่ยว อะไรกับเจ้าเท่าไหร่เลย”
ปี้ เหยียนอึ้ง
“เจ้าควรจะทําอะไรก็ทําเรื่องนั้นเถิด อย่าคิดมาก” หลี่มู่พูด “ไอ้ พวกไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต�า ผิดชอบชั่วดีพวกนี้ ข้าสังหารตายไม่หมื่น คนก็แปดพันแล้ว ขั้นไปบนเวทีประลองจริงๆ ก็เป็นแค่เรื่องในดาบเดียว เท่านั้น”
ปี้ เหยียนมองหลี่มู่ด้วยสีหน้าซับซ้อน
“เอาล่ะ พาข้าไปเดินเล่นอีกเดี๋ยวก็แล้วกัน อีกสักพักก็ควรกลับ แล้ว” หลี่มู่พูดแล้วก็เหมือนไม่สนใจ หมุนตัวเดินไปตามถนนเส้นเล็กๆ ตรงไปยังส่วนลึกของสวนดอกไม้
ปี้ เหยียนหัวเราะพรืด จากนั้นก็ตามอยู่ข้างหลังอย่างเรียบร้อยว่า ง่าย
นางมองออก คุณชายหลี่อี้เตาผู้นี้ไม่ได้เย็นชาเหมือนที่พูดออกมา ต่อหน้า แต่เป็นคนที่ภายนอกเย็นชา ข้างในชอบช่วยเหลือคน
หลี่มู่เดินเล่นรอบทั่วทั้งสวนดอกไม้รอบหนึ่งจากการนําของปี้ เห ยียน
หลี่มู่สนใจมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะทางที่ทูตของเผ่าจิ้งจอก สวรรค์พักอยู่ทางนั้น แต่แค่เข้าใกล้ก็ถูกองครักษ์ของวังสกัดเอาไว้อย่าง มีมารยาท แสดงให้เห็นว่าหากตรงไปอีกก็เป็นพื้นที่ต้องห้ามแล้ว
หลี่มู่จึงทําได้แค่กลับไป
หลังจากกลับไปยังตําหนักหินหมายเลขยี่สิบเอ็ด ปี้ เหยียนก็มาถอด เสื้อนวดไหล่ให้หลี่มู่อย่างกระตือรือล้น
“คุณชาย ข้าจะเตรียมน�าร้อนให้ท่านอาบ” ปี้ เหยียนหมุนตัว ออกไปอย่างกระตือรือล้นรู้หน้าที่
หลี่มู่คิดจะห้ามแต่ก็ไม่ทัน
ตนกระทั่งเทียบได้กับยอดฝีมือกําลังรบระดับขุนพลยังต้องใช้น�า ร้อนอาบน�าหรือไร?
ก็ดี เช่นนั้นก็เสพสุขสักหน่อยแล้วกัน
ได้ยินมาว่าอาบน�าร้อนน�าพุวิญญาณของเผ่าจิ้งจอกมีชื่อมาก
ครู่หนึ่งก็มีทหารของวังหลวงหลายคนแบกสระหินขนาดมหึมาเข้า มาตั้งไว้ยังกลางตําหนัก
เหล่าทหารออกไป
ปี้ เหยียนเดินมา ใบหน้าแดงเรื่อ สีหน้าเย้ายวน ก้มหน้าเอ่ย “คุณชาย น�าเตรียมเรียบร้อยแล้ว ให้บ่าวถอดเสื้อ ปรนนิบัติท่าน อาบน�านะเจ้าคะ”
หลี่มู่รีบตอบ “ไม่ต้องหรอก เจ้าออกไปเถอะ ข้าอาบเอง”
สตรีเผ่าจิ้งจอกสวรรค์เวลาอ่อนโยน ท่าทางเย้ายวน ช่างชวนให้คน ไม่อาจต้านทาน
ปี้ เหยียนไม่พูดะไร กัดริมฝีปาก ยืนอยู่กลางสระ ยื่นมือปลดเปลื้อง อาภรณ์ของตัวเอง ใต้ชุดกระโปรงสีขาวก็ไม่ได้ใส่อะไร ผิวขาวราว กระเบื้องเคลือบไร้ที่ติอยู่ในตําหนักหินที่เย็นเยียบเช่นนี้ ค่อนข้างเจิดจ้า ทั่วทั้งตัวไม่ว่าจะเป็นส่วนโค้งหรือส่วนเว้าก็ล้วนสมบูรณ์แบบจนทําให้ ตาลาย สตรีเผ่าจิ้งจอกหลังจากแปลงเป็นมนุษย์แล้ว ไม่ว่าหน้าตาหรือ รูปร่างก็ล้วนงดงามจนถึงขีดสุด
“นี่เจ้าจะทําอะไรน่ะ?” หลี่มู่ตกใจรีบเบนหน้าหนี
เขาเคยเจอค่ายกลศึกเช่นนี้เมื่อไหร่กัน
ปี้ เหยียนกัดริมฝีปาก ความยั่วยวนไร้ซึ่งขีดจํากัด เอ่ยเสียงแผ่วเบา “คุณชาย ข้าเป็นคนของท่านแล้ว ท่านคิดจะทําเช่นไรกับข้าก็ได้…พวก เขาไม่มีทางปล่อยข้าไป ขอแค่ข้าไม่ใช่สาวพรหมจรรย์ คุณชายมารฟ้า ถึงจะปล่อยข้าไป…ฝ่าบาทให้พวกเรามาอยู่ข้างกายอัจฉริยะฟ้า
ประทานทั้งหลายก็เท่ากับนับจากนี้เป็นต้นไป พวกเราเป็นทรัพย์สิน ส่วนตัวของพวกท่าน หากท่านไม่รับไว้ ชะตาชีวิตของข้าจะยิ่งน่า สังเวช”
นางพูดพลางหลับตาปี๋ พุ่งมายังอ้อมแขนของหลี่มู่แล้วกอดเขา เอาไว้แน่น
สวรรค์เป็นพยาน ราชาปีศาจหลี่มู่ที่ต่อให้เผชิญหน้ากับสุนัขโล กันต์สามหัวระดับขุนพลก็ยังอัดจนยับ กลับถูกจิ้งจอกน้อยขั้นสามัญ ทําลายการป้องกันเข้าใกล้มายังข้างกายได้อย่างง่ายดาย
ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ อ้อยอิ่งจากร่างของปี้ เหยียน หลี่มู่ทําตัวไม่ถูก ในทันที ตกใจลนลานเสียยิ่งกว่าเจอผู้แข็งแกร่งขั้นราชาเสียอีก
“คุณชาย ท่านรับข้าไว้เถอะ” จิ้งจอกน้อยปี้ เหยียนกอดหลี่มู่เอาไว้ แน่น
บางทีอาจจะเป็นเพราะตื่นเต้น อาจจะเป็นเพราะความเย็นเยียบ ในตําหนักหิน ร่างเปลือยเปล่าของนางจึงสั่นสะท้านเบาๆ
ร่างกายของหลี่มู่เกิดปฏิกิริยาไปตามสัญชาตญาณในทันที
เขาก้มหน้ามองสตรีเผ่าจิ้งจอกงดงามในอ้อมแขน
ปี้ เหยียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าฉายรอยขลาดกลัวเขินอาย แต่ก็กระตุ้นความกล้า ยื่นริมฝีปากแดงเย้ายวนไปหาหลี่มู่
น�าตาใกล้จะหยดหยาดลงมาแล้วเต็มที
นั่นคือความหมดหนทาง กังวล คาดหวัง สับสน และจิตใจอัน อ่อนแอ เปราะบางที่แสดงออกมาอย่างท่วมท้นของสาวพรหมจรรย์ ยามจะฝากตัวเองไว้กับใครคนหนึ่ง
สมองของหลี่มู่งงงัน
เขายังเป็นชายพรหมจรรย์
เขาแทบจะรับริมฝีปากเย้ายวนแดงดุจเลือดของปี้ เหยียนไปโดยไม่ รู้ตัว
แต่ในเสี้ยวขณะนั้น เงาร่างใบหน้าของฮวาเสี่ยงหรงและหวางซื ออวี่ก็ฉายวาบขึ้นมาในหัวเหมือนฟ้าฟาด
กระทั่งแม้แต่ไช่ไช่ ต๋าจี่น้อย องค์หญิงใหญ่ฉินเจิน เยี่ยอู๋เฮิ่นแห่ง ภูเขาสู่ จนไปถึงลู่เซิ่งหนาน สวีหว่านเอ๋อร์…แม้แต่เสียงของไป๋ม่อโฉวก็ ยังดังขึ้นในหัวหลี่มู่
สายลมยามราตรีโบกพัด เย็นเยียบดุจน�าแข็ง
หลี่มู่พลันมีปฏิกิริยาขึ้นมาทันที
เขาแค่ยกมือขึ้น เสื้อคลุมสีเงินตัวกว้างก็มาปรากฏขึ้นในมือ แล้วก็ ห่อร่างเปล่าเปลือยของปี้ เหยียนทันที
“ไม่ต้องกังวล ข้าจะจัดการปัญหาทุกอย่างให้เจ้า เจ้าไม่ต้องทํา เช่นนี้ เจ้าควรจะได้รับชีวิตที่เป็นของเจ้าเอง”
หลี่มู่ถอยหลังไปสองก้าว สายตาสว่างสุกใส
ปี้ เหยียนตะลึงงัน
ในดวงตาของนางมีหยาดน�าตา
เสื้อคลุมสีเงินบนร่าง ในตําหนักหินที่เย็นเยียบนี้ทําให้ผิวที่เย็น เยียบเช่นกันของนางสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น
แต่เดิมนางก็ค่อนข้างน้อยอกน้อยใจอยู่แล้ว
ยามสตรีคนหนึ่งทํามาจนถึงขั้นนี้แต่กลับถูกปฏิเสธ ก็เท่ากับเป็น การหยามหมิ่นอย่างหนึ่ง
สตรีเผ่าจิ้งจอกไม่ได้มากรักเหมือนกับที่คนในโลกคิดไปจริงๆ กลับกัน พวกนางให้ความสําคัญกับการรักนวลสงวนตัวมากกว่าเผ่าใด นางเผยร่างกายของนางต่อหน้าผู้ชายเป็นครั้งแรก
นางทําเช่นนี้เท่ากับเป็นการประกาศคําตัดสินชะตาชีวิตของนาง นับจากนี้ ร่างกายและจิตใจของนางเป็นของหลี่มู่ แต่หลี่มู่กลับปฏิเสธนาง สตรีเผ่าจิ้งจอกนางนี้รู้สึกน้อยใจ ค่อนข้างรู้สึกอัปยศอดสู แต่เมื่อนางสบตากับสายตาของหลี่มู่ สายตาที่บริสุทธิ์ใสกระจ่าง เหมือนน�าพุกลางหุบเขาในสารทฤดู นางก็รู้ว่าตัวเองเข้าใจหลี่มู่ผิดไป แล้ว เพราะในแววตาของหลี่มู่มีแต่ความเคารพและความสงสาร ไม่มี สายตาดูถูกหรือรังเกียจใดๆ ชายที่สวมหน้ากากไร้หน้าผู้นี้ สงสารนางจากใจจริง สตรีเผ่าจิ้งจอกพลันส่งเสียงร้องไห้ออกมา บนโลกใบนี้ นอกจากบิดามารดาที่ตายจากไปแล้ว นางได้มองเห็น ความห่วงใยจากสายตาของผู้อื่นเป็นครั้งแรก อันที่จริง วันนี้ตอนที่อยู่ที่สวนดอกไม้ เมื่อหลี่มู่พูดออกมาว่า ‘เจ้า มันนับเป็นตัวอะไร กล้ามาแตะสตรีของข้า’ นางก็แอบสาบานในใจว่า จะต้องติดตามอยู่ข้างคนเช่นนี้
ในยามสิ้นหวังไร้หนทาง มีเพียงหลี่มู่ที่ก้าวออกมา ทําให้นางรู้สึก ว่าตัวเองไม่ใช่สิ่งของที่จะถูกผู้แข็งแกร่งส่งไปส่งมา แต่เป็นคนที่มีเลือด มีเนื้อมีชีวิตที่มีคนรักและห่วงใย หลี่มู่ไม่รู้ว่าในใจของปี้ เหยียนในตอนนี้ว้าวุ่นไปแล้ว เขาแค่จู่ๆ รู้สึกว่าสตรีเผ่าจิ้งจอกตัวน้อยที่น�าตาไหลรินทั้งน่า สงสารทั้งโดดเดี่ยว เห็นแล้วสงสารนัก หลี่มู่ถอนหายใจพลางเดินไปลูบศีรษะนางเบาๆ “ไม่ต้องกลัว เจ้า ติดตามอยู่ข้างกายข้าก่อนก็แล้วกัน นับจากนี้เป็นต้นไป ไม่ต้องเกรง กลัวผู้ใด แล้วก็อย่าทําอะไรโดยพลการทั้งสิ้น เข้าใจไหม?” ปี้ เหยียนพยักหน้าอย่างว่าง่าย “เจ้าค่ะ” จากนั้นใบหน้าของสตรีเผ่าจิ้งจอกตัวน้อยก็พลันแดงซ่านเหมือน ไฟเผา นางกระชับผ้าคลุมสีเงินของหลี่มู่ หมุนตัววิ่งจากไป หลี่มู่หัวเราะ เอวเล็กๆ นี่ เวลาหันหลังวิ่งขึ้นมา บิดได้ช่าง…ร้อนแรงจริงๆ ทําไมจู่ๆ ถึงได้ทําตัวเป็นหลิ่วเซี่ยฮุ่ย[1]เสียเล่า?
ตัวพี่ตอนนั้นเป็นตัวตั้งตัวตีดูหนังผู้ใหญ่กับเหล่าพี่น้องร่วมห้องพัก เดียวกันเชียวนะ ครั้งนี้ ‘อาหารโอชา’ วางอยู่ตรงหน้าแต่ตัวเองกลับ กวาดทิ้งเสียอย่างนั้น
เฮ้อ
การมีสติมีเหตุผลทําร้ายคนให้ตายจริงๆ นะ
แต่ว่า ในเสี้ยวขณะนั้น ในสมองมีเงาร่างของฮวาเสี่ยงหรงและ หวางซืออวี่ปรากฏขึ้นก็นับว่าเป็นเรื่องปกติใช่ไหม แต่มีเงาร่างของพวก ไช่ไช่ ต๋าจี่น้อยและฉินเจินพวกนั้นนี่มันหมายความว่าอะไรกัน?
ช่างเป็นความคิดจิตใต้สํานึกที่น่ากลัวเสียจริง
หลี่มู่กระโดดไปในน�าร้อนดังตูม ก่อนจะเริ่มอาบน�า
น�าร้อนน�าพุวิญญาณเผ่าจิ้งจอกสวรรค์มีผลลัพธ์ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย หลี่มู่รู้สึกสบายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จิตใจอารมณ์ผ่อนคลาย อยู่ในสภาวะสมบูรณ์แบบ ความกดดันได้ปลดปล่อย
……
“นังคนชั้นต�า ถ้าไม่อยากให้หลี่อี้เตายังไม่ทันได้ขึ้นเวทีประลองก็ ตายแล้วล่ะก็ ก็ไปปรนนิบัติที่ตําหนักหินหมายเลขหนึ่งเสียดีๆ” ผู้ดูแลที่ ปรากฏตัวขึ้นในสวนดอกไม้เมื่อตอนเช้าคนนั้นจ้องปี้ เหยียนด้วยสายตา
ดุดัน “เจ้าเชื่อหรือไม่ว่า คุณชายมารฟ้ามีวิธีสารพัดที่จะทําให้หลี่อี้เตา ตายไปอย่างไร้สุ้มไร้เสียง”
ปี้ เหยียนมองผู้ดูแลด้วยใบหน้าขาวซีด
ผู้ดูแลรอยยิ้มเย็นชา เอ่ยขึ้นว่า “ข้านับว่ามองออกแล้ว เจ้ามีใจ ให้หลี่อี้เตาคนนั้นอย่างนั้นรึ เหอะๆ โง่เง่า…คุณชายมารฟ้าบอกแล้ว หากเจ้าเชื่อฟังว่าง่ายก็จะปราณี มิฉะนั้น ฮี่ๆ…ในเขตดาราเทพวีรชนนี่ ต่อให้มีคนเมินคุณชายมารฟ้าได้ แต่คนคนนั้นไม่ใช่หลี่อี้เตาแน่นอน”
……………………………………………………
[1] หลิ่วเซี่ยฮุ่ย เป็นคนในสมัยจ้านกั๋ว มีชื่อในเรื่องคุณธรรมสูงส่ง
บทที่ 656 ศึกเวทีประลอง (1)
ผู้ดูแลคนนี้รับใช้อยู่ในวังขนนกขาวมานาน ฝึกฝนสายตาสังเกตสี หน้าและคําพูดสําเร็จได้นานแล้ว ความคิดลึกซึ้ง เจ้าวางแผน คําพูดที่ เขาข่มขู่ปี้ เหยียนเมื่อครู่ก็แทงใจนางทันที
หากบอกว่าวันนี้ตอนเช้าเรื่องที่นางยิ่งเป็นกังวลคือความปลอดภัย ของตัวเอง เช่นนั้นตอนนี้นางกังวลความปลอดภัยของหลี่มู่มากกว่า ตัวเองขึ้นไปอีก
ดังนั้น ยามผู้ดูแลใช้ความปลอดภัยของหลี่มู่มาข่มขู่ ใจของปี้ เห ยียนก็เหมือนถูกระชากออกมา
เห็นท่าทางของปี้ เหยียนเช่นนี้ ในใจของผู้ดูแลก็ยิ่งมั่นใจ
“ฮี่ๆ เจ้าใคร่ครวญเองเถอะ คุณชายมารฟ้าไม่มีความอดทนอะไร หรอกนะ หากครั้งนี้เจ้าไม่ตามข้าไป เช่นนั้นก็จะไม่มีโอกาสอีกต่อไป แล้ว” ผู้ดูแลพูดแล้วก็ทําท่าจะเดินออกไปข้างนอก
ปี้ เหยียนใจสับสนว้าวุ่น รีบดึงแขนเสื้อผู้ดูแลเอ่ยอ้อนวอน “ใต้เท้า ใต้เท้า ข้าไป บ่าวยินดีไป เพียงแต่ให้บ่าวไปกล่าวลากับคุณชายหลี่อี้เตา ได้หรือไม่”
ต่อให้ไปตาย ได้รับความอัปยศและหยามหมิ่น ได้รับความทุกข์ ทรมานที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต แต่ก่อนจาก นางก็ยังหวังว่าจะได้เจอคนที่ มอบความอบอุ่นในโลกใบนี้ให้กับนางอีกครั้ง
ผู้ดูแลกังวลว่าเรื่องจะเยอะ จึงหัวเราะเสียงเย็น “เจ้าหากไปพบหลี่ อี้เตา เช่นนั้นข้าว่าพวกเจ้ามิสู้ไปเป็นนกเป็ดน�าตายคู่ไปเสียด้วยกัน เลย”
ปี้ เหยียนอดกลั้นไม่ร้องไห้ออกมา นางหันกลับไปมองตําหนักหิน แล้วพยักหน้าเอ่ย “ได้ ข้าจะตามท่านไป แต่ว่า ขอจงรักษาคําสัญญา ปล่อยคุณชายหลี่ไป”
ผู้ดูแลแค่นเสียงหัวเราะเย็น พูดขึ้นในใจ ‘โง่เง่า วางใจเถอะ หาก เจ้าตายไปแล้ว หลี่อี้เตาบ้าบออะไรนั่นก็จะตามไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้าใน ปรโลกโดยเร็ว คุณชายมารฟ้าจะปล่อยเจ้าคนกําเริบนี่ไปได้อย่างไร’
แต่เมื่อเขาหันกลับไปก็พลันเหมือนเห็นผี ยืนอึ้งตะลึงอยู่ที่เดิม
ใต้แสงจันทรา หลี่มู่ที่อยู่ในชุดคลุมตัวนอกตัวกว้าง ไม่รู้ว่ามา ปรากฏขึ้นห่างออกไปแค่ไม่กี่ก้าวตั้งแต่เมื่อไหร่ สายตาประหนึ่งดาบ กําลังจ้องเขาอย่างเย็นชา
“คุณชายหลี่?!” ปี้ เหยียนก็ร้องออกมาอย่างตกใจเช่นกัน
เช่นนี้แล้ว ทุกสิ่งเมื่อครู่คุณชายหลี่จะต้องได้ยินหมดแน่แล้วกระมัง
หลี่มู่มองสตรีเผ่าจิ้งจอกตัวน้อยนี้แล้วเอ่ยขึ้นอย่างค่อนข้างเหนื่อย หน่าย “ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือไรว่าอย่าได้ทําอะไรโดยพลการ”
เสียสละตัวเองเช่นนี้มันเรื่องอะไรกัน
สตรีเผ่าจิ้งจอกอ่อนต่อโลกคนนี้ช่างไม่รู้ความมืดมนและชั่วช้าของ โลกใบนี้เอาเสียเลยจริงๆ ตอนนี้แตกหักกับ ‘มารฟ้าน้อย’ ไปจนถึงขั้น นั้นแล้ว อีกฝ่ายจะรามือเพราะผู้หญิงเพียงคนเดียวไปได้อย่างไร
“คุณชาย ข้า…” ปี้ เหยียนก้มหน้าเหมือนทําเรื่องอะไรผิด
ผู้ดูแลคนนั้นดวงตาลอกแลก ไม่พูดอะไรแม้แต่ประโยคเดียว หมุน ตัวหนีไปทันที
หลี่มู่เหมือนมองไม่เห็น ไม่ได้ขวางเขาเอาไว้
วิ่งออกไปจากตําหนักหินได้สามสิบจั้ง เขาก็โล่งอก หันกลับไปมอง ทางตําหนักหินแวบหนึ่ง สีหน้าท่าทางชั่วร้าย อ้าปากคิดจะก่นด่า
เรื่องทําไม่สําเร็จ นี่จะไปให้คําตอบกับคุณชายมารฟ้าเช่นไร?
ตอนนี้ทหารของราชวงศ์ก็เดินลาดตระเวณมา
“ใต้เท้าสวี่!”
ทหารยามทําความเคารพผู้ดูแล ผู้ดูแลแค่นเสียงเย็นขึ้นจมูก ไม่สนใจ หมุนตัวจากไป พลันเหล่าทหารยามของราชวงศ์ก็ต้องตกใจตะลึง “ใต้เท้าสวี่ ท่าน…” พวกเขาเห็นหัวของผู้ดูแลท่านนี้กลิ้งคลุกๆ เหมือนลูกแตงโมลงมา จากคออย่างเงียบงัน เลือดสดๆ พุ่งออกมาจากคอที่ถูกตัดเหมือนน�าพุ “แย่แล้ว ผู้ดูแลสวี่ถูกฆ่า”
“มีคนลอบสังหาร” เสียงตะโกนแหวกผ่ารัตติกาลของวังหลวง
……
วันที่สองตอนเช้าตรู่ หลี่มู่ตื่นจากการฝึกฝน
จิ้งจอกน้อยเตรียมอาหารเช้าเอาไว้พร้อมแล้ว ยืนรออยู่ข้างนอก ตําหนักหินดวงตาเต็มไปด้วยความรักใคร่
หลี่มู่นั่งลงแล้วชี้ไปยังที่นั่งด้านตรงข้าม “กินด้วยกันสิ ข้ากินคน เดียวน่าเบื่อจะตาย”
“เจ้าค่ะ” ปี้ เหยียนนั่งคุกเข่ากับพื้นอย่างเรียบร้อยน่าเอ็นดูข้างๆ ตักโจ๊ก คีบกับข้าวให้เขาเหมือนภรรยาที่อ่อนโยน น่ารักน่าเอ็นดู
หลี่มู่ยิ้มไม่พูดอะไร
ตอนนี้ในหัวของเขามีภาพร่างเปล่าเปลือยของสตรีเผ่าจิ้งจอกผุด ขึ้น ภาพร่างอันงดงาม เย้ายวนทั้งยังงดงามไม่จางหายไป
จะว่าไปแล้วหลี่มู่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นร่างเปลือยเปล่าของผู้หญิง— —แน่นอน ภาพฉากในหนังผู้ใหญ่ฟัดฟันตอนอยู่บนโลกไม่นับ
ตอนอยู่ที่เมืองฉางอันแผ่นดินใหญ่เสินโจวในห้องส่วนตัวของฮวา เสี่ยงหรงที่หอสดับเซียน เนื่องจากเนตรสวรรค์เบิกขึ้นได้พลังมองทะลุ มา ได้เห็นร่างเปล่าเปลือยของฮวาเสี่ยงหรงอย่างชัดเจนในทันที แต่ว่า นั่นนับว่าเป็นการแอบมองด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง กับหญิงสาวสวยที่เปลื้อง ผ้าอาภรณ์ต่อหน้าตนอย่างยินยอมพร้อมใจ มันเป็นสองความหมาย ชัดๆ
สําหรับหลี่มู่แล้ว สตรีเผ่าจิ้งจอกปี้ เหยียนให้ประสบการณ์ที่ แตกต่างไปกับเขา
ทั้งสองคนกินข้าวเช้ายังไม่ทันจะเสร็จก็มีเสียงฝีเท้าลอยดังเข้ามา
ชายหนุ่มสวมชุดดิ้นทองอย่างองค์ชายนําองครักษ์เกราะเงินยี่สิบ นายบุกเข้ามาในตําหนักหิน
“องค์ชายหก” ปี้ เหยียนรีบลุกขึ้นทําความเคารพ
ชายหนุ่มคนนั้นมีใบหน้างดงามสง่าอันเป็นเอกลักษณ์ของราชวงศ์ ขนนกขาว หูเรียวแหลม รอบหูมีขนจิ้งจอกสีขาว นี่เป็นลักษณะของการ กลับร่างที่เป็นลักษณะพิเศษของราชวงศ์นี้ บุคลิกสูงส่ง ท่าทางหยิ่งยโส นัก แค่มองก็รู้ว่าอยู่บนตําแหน่งสูงมานาน เขาไม่สนใจปี้ เหยียน แต่จ้อง หลี่มู่เขม็ง เอ่ยถามเสียงต�าทุ้ม “หลี่อี้เตา ข้าถามเจ้า เรื่องของผู้ดูแลสวี่ สวี่เหยียน เมื่อคืนวานนี้ตายอยู่ข้างนอกตําหนักหินหมายเลขยี่สิบเอ็ด เป็นเจ้าที่สังหารเขาใช่หรือไม่?”
“อะไรนะ? ผู้ดูแลสวี่…ตายแล้ว?” ปี้ เหยียนเอ่ยอย่างตกใจ
นางคิดไม่ถึงเลยว่าผู้ดูแลสวี่จะตายแล้ว
องค์ชายหกปรายตามองปี้ เหยียน ยกมือขึ้นแล้วเอ่ย “ท่าทางเจ้า คงจะรู้อะไร ทหาร เอาตัวไป กลับไปลงทัณฑ์เฆี่ยนอย่างหนัก”
หลี่มู่เพิ่งจะกินโจ๊กคําสุดท้ายหมด เขาวางชามโจ๊กอย่างช้าเนิบ เอ่ยอย่างราบเรียบ “เจ้าหมายถึงสุนัขขันทีที่คอยตามกระดิกหาง
ประจบสอพลออยู่ข้างหลัง ‘มารฟ้าน้อย’ นั่นน่ะรึ? ใช่แล้ว ข้าฆ่ามัน เอง”
องค์ชายหกน�าเสียงดุดันขึ้นทันที จ้องหลี่มู่พลางเอ่ย “เจ้าคน กําเริบเสิบสาน ผู้ดูแลสวี่เป็นคนของราชวงศ์ขนนกขาว เจ้ากลับกล้า สังหารตามใจ ทหาร จับเจ้าคนกําเริบคนนี้เอาไว้ไปขังในคุกสวรรค์”
องครักษ์เกราะเงินข้างหลังทําเหมือนจะพุ่งมา
หลี่มู่หัวเราะ “องค์ชายหกใช่ไหม? ข้าทายว่าท่านมาที่นี่น่าจะมา โดยพลการกระมัง?”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” ในดวงตาขององค์ชายหกฉายแววลนลาน
“น่าสงสาร โดนคนอื่นหลอกใช้แล้วยังไม่รู้ตัว” หลี่มู่พูดขึ้น “ให้ เวลาเจ้าสิบอึดใจ ไสหัวออกไปจากที่นี่เสีย มิฉะนั้น เรื่องของผู้ดูแลสวี่ เมื่อวานจะเป็นเรื่องของเจ้าในวันนี้”
“บังอาจ เจ้า…” องค์ชายหกโมโหเป็นอย่างยิ่ง
แต่เมื่อเขาสบตาเข้ากับหลี่มู่ก็เหมือนสายฟ้าฟาดทะลุหัวใจ ความ หวาดกลัวมหาศาลท่วมเขาจมมิด ไอเย็นเยือกกลุ่มหนึ่งแล่นไปตาม กระดูกก้นกบไล่พุ่งไปตามกระดูกสันหลัง เหมือนถูกเทพแห่งความตาย
จ้องมอง เขามีความรู้สึกว่าหากตนพูดอะไรมากไปอีกแค่ประโยคเดียว หรือถ่วงเวลาอีกแค่หนึ่งเค่อ ก็จะตายจริงๆ ไม่ใช่ล้อเล่น
สุดท้าย องค์ชายหกก็หนีออกมาจากตําหนักหินหมายเลขยี่สิบเอ็ด อย่างงุนงง โดยที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าหนีออกมาตอนไหน
“โง่เง่า”
หลี่มู่มองเงาหลังของคนกลุ่มนี้แล้วส่ายหน้า
หลายวันมานี้เดินไปในวังหลวงเขาก็มองออกว่าราชวงศ์ขนนกขาว นี้มีลักษณะอย่างช่วงปลายราชวงศ์แล้ว
เพื่อการคัดเลือกอัจฉริยะฟ้าประธาน ราชวงศ์ขนนกขาวฟุ้งเฟ้อ เป็นอย่างยิ่ง ในวังหลวงยิ่งเละเทะ โดยเฉพาะเหล่าองค์ชาย เชื้อพระ วงศ์เหล่านี้ โดยพื้นฐานแล้วล้วนแต่ไร้ความสามารถดีแต่เสพสุขไปวันๆ หลายปีมานี้หากไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาอย่างเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ราชวงศ์ขนนกขาวคงถูกสํานักใหญ่อื่นๆ กินจนไม่เหลือแม้แต่ซากไป แล้ว
‘มารฟ้าน้อย’ คนเดียวก็สามารถทําให้คนในวังหลวงมากมาย วิ่งเต้นเพื่อเขา ความตกต�าของราชวงศ์ เพียงจุดๆ เดียวก็สามารถ มองเห็นได้ทั้งหมด
องค์ชายหกเพิ่งจะจากไป ก็มีคนมาเยี่ยมเยือนอีก องค์ชายที่อายุยิ่งอ่อนเยาว์กว่านําองครักษ์หกคน นางกํานัลอีกหก คนมายังตําหนักหินหมายเลขยี่สิบเอ็ด “ข้าน้อยองค์ชายสิบเอ็ด แห่งองค์จักรพรรดิ์ราชวงศ์ขนนกขาวไป๋ ซิง เตรียมของกํานัลมาเล็กน้อย มาเพื่อขอพบจอมยุทธ์หลี่…” ชายหนุ่ม ใบหน้าฉายรอยยิ้ม ท่าทางดูเหมือนจริงใจ พอเหมาะพอดี หลี่มู่ไม่แม้แต่จะปรายตามอง “ไสหัวไป” รอยยิ้มของชายหนุ่มแข็งค้างบนใบหน้า หัวหน้าองครักษ์คนหนึ่งที่อยู่ข้างหลังเขา ใบหน้าเดือดดาลเอ่ยขึ้น ว่า “บังอาจ กล้าไร้มารยาทกับองค์ชายสิบเอ็ดถึงเพียงนี้เชียวรึ เจ้า…” หลี่มู่เงยหน้าขึ้น สายตากวาดไป พวกองค์ชายสิบเอ็ดหนีออกไปจากตําหนักหินด้วยใบหน้าแตกตื่น หวาดกลัวเหมือนได้พบกับเทพแห่งความตาย “ไม่รู้จักเจียมตัว คิดจะเลียนแบบคนอื่นมอบของกํานัลซื้อพรรค พวก ประมาณพลังของตัวเองไม่เป็น”
หลี่มู่แค่นเสียงหัวเราะ
ภายในของราชวงศ์ขนนกขาวช่างวุ่นวายนัก
หลี่มู่ไม่อยากเข้าไปร่วมกับเรื่องไร้สาระพวกนี้ของราชวงศ์ช่วงยุค ปลายนี่
เพียงชั่วพริบตาก็ผ่านไปอีกสองวัน
ศึกประลองคัดเลือกจากหกสิบให้เหลือสิบคนในที่สุดก็เริ่มขึ้นแล้ว
อัจฉริยะฟ้าประทานอายุเยาว์เขตดาราเทพวีรชนที่ติดอันดับหนึ่ง ในหกสิบจะทําการประจันหน้าล้างสังหารกันที่นี่ สิบคนสุดท้ายถึงจะ เดินทางไปยังเผ่าจิ้งจอกสวรรค์พร้อมกับทูตจากดาวแม่เผ่าจิ้งจอก สวรรค์ได้ สุดท้ายจึงจะได้เข้าร่วมการประลองยุทธ์เลือกคู่ขององค์หญิง น้อยต๋าจี่
วันนี้ ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ปรากฏตัวขึ้น
เป็นชายวัยกลางคนสง่างามทรงภูมิ มีความงามสง่าอันเป็น เอกลักษณ์ของเผ่าจิ้งจอก
หลังจากเอ่ยให้กําลังใจแล้ว ลําดับการการขึ้นเวทีประลอง ดําเนินการด้วยวิธีจับฉลาก
หมายเลขของหลี่มู่คือหมายเลขที่ยี่สิบเอ็ด
คู่ต่อสู้ที่เขาจับได้กลับเป็น ‘คนคุ้นเคย’ คนหนึ่ง——
คนกําเริบเสิบสานเที่ยวท้าทายคนอื่นหมายเลขยี่สิบสองหลินปู้เห ยียน
“นับว่าเจ้าโชคดีไป” ‘มารฟ้าน้อย’ จ้องหลี่มู่พลางเดินมาหัวเราะ เสียงเย็นเยียบ “รอบต่อไป เจ้าจะไม่โชคดีแบบนี้แล้ว ข้าจะจบชีวิตเจ้า ด้วยมือข้าเอง”
หลี่มู่ไม่แม้แต่จะสนใจเขา พวกเซียนเสียไห่ก็ใช้สายตาเย้ยหยันมองหลี่มู่ ถูก ‘มารฟ้าน้อย’ จับจ้อง เกรงว่าแม้แต่เทพเซียนก็ช่วยไม่ได้แล้ว หลังจากพิธีการ ศึกเวทีประลองในที่สุดก็เริ่มขึ้น คนแรกที่ขึ้นเวทีประลองก็คือ ‘มารฟ้าน้อย’ และคู่ต่อสู้ของเขาก็คืออัจจริยะตระกูลหนึ่งที่อยู่ในอันดับยี่สิบ
สุดท้าย เพียงแค่พบหน้า ‘มารฟ้าน้อย’ ก็ฉีกอัจฉริยะผู้นี้เป็นสอง ชิ้น ฝนเลือดเครื่องในสาดกระจายทั่วเวทีประลอง ภาพทั้งโหดร้ายทั้ง น่ากลัว
“อ่อนแอสิ้นดี”
‘มารฟ้าน้อย’ ยืนอยู่บนเวทีประลอง ใช้มือที่โชกไปด้วยเลือดชี้ห ลี่มู่ จากนั้นก็ทําท่าปาดคอ หัวเราะร่าพลางเดินลงจากเวทีไป
…………………………………………
บทที่ 657 เวทีประลอง 2 (1)
ชัดเจนแล้วว่าเป็นการท้าทายหลี่มู่
ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการท้าทายอย่างโจ่งแจ้งอีกด้วย
สายตาคนทั้งหมดย้ายจากเวทีลงมาจับอยู่ที่ตัวหลี่มู่
ทว่าหน้ากากไร้หน้าสีเงินนั้น ปิดบังสีหน้าทั้งหมดของหลี่มู่เอาไว้ ทําให้คนอื่นไม่สามารถมองทะลุเข้าไปเห็นได้ว่าหลี่มู่คิดอย่างไร
แต่คนทั้งหมดล้วนแน่ชัดแล้ว ว่าหลี่อี้เตาคนนี้ไม่ตายดีแน่
เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าสองวัน เหล่าผู้ถูกเลือกมากมายล้วนได้ยิน มา ผู้ดูแลที่อยู่ฝั่ ง ‘มารฟ้าน้อย’ คนหนึ่งถูกสังหาร ต่อมาองค์ชายหก องค์ชายสิบเอ็ดก็โดนตอกหน้าหงายด้วยวิธีที่แตกต่างกันตามลําดับ ว่า กันว่าหลังจากกลับไปก็โมโหจนสังหารสาวใช้ขันทีไปหลายคน กระทั่ง จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์ไป๋อวี่ก็ยังตกใจไปด้วย จะมาพิจารณา โทษเรื่องหมิ่นเบื้องสูงของหลี่อี้เตา ทว่าถูกทูตของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ขวางเอาไว้
“ก่อนหน้าที่หลี่อี้เตาจะเข้าสู่การประลอง ไม่อนุญาตให้ใครทํา อะไรเขา ถ้าหากหลังจากเสร็จศึกบนเวทีประลองแล้ว เขาไม่ได้เข้าสู่สิบ อันดับแรกและยังไม่ตาย พวกเจ้าก็จัดการได้ตามใจชอบ”
นี่คือคําพูดของทูตจากเผ่าจิ้งจอกสวรรค์
ชื่อเสียงบ้าคลั่งของหลี่อี้เตา จึงได้ลือกันไปทั่วราชวังจากเรื่องนี้
…
ศึกลานประลองดําเนินต่อ
การสังหารคาวเลือดในศึกแรกของ ‘มารฟ้าน้อย’ ได้กําหนด ความคิดพื้นฐานว่าต้องสังหารอย่างโหดเหี้ยมในศึกประลองคัดหกสิบ เหลือสิบครั้งนี้
ศึกที่สอง คือ ‘บุตรศักดิ์สิทธิ์เซียน’ แห่งวิหารเทพทําลายล้างที่ถูก จัดอยู่อันดับที่สอง ใช้เพลิงเซียนเผาคู่ต่อสู้จนกลายเป็นเถ้าถ่าน
ศึกที่สาม บุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิตได้เปลี่ยนการไหลเวียนเลือดใน ร่างกายของคู่ต่อสู้กลายเป็นปราณสังหาร ระเบิดร่างภูตหมีระดับต้นขั้น ขุนพลคนหนึ่งไป
เลือดสดๆ ย้อมเวทีประลองเป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งหลังจบศึกที่สิบ เวทีประลองจําต้องหยุดพักชั่วคราว องครักษ์ราชวังต้องขึ้นมาทําความสะอาดคราบเลือดและเก็บเศษ ชิ้นส่วนศพลงไปอย่างไม่มีทางเลือก สิบศึกการประลองเวทีก่อนหน้า ไม่มีผู้แพ้คนใดรอดชีวิต เมื่อถึงศึกที่สิบเอ็ด ในที่สุดก็มีการสละสิทธิ์เกิดขึ้น ครึ่งขั้นขุนพลผู้หนึ่งจากเผ่าวัวงูเหลือมสละสิทธิ์ ถอนตัวจากการ ประลอง และเพราะเป็นผู้ถูกเลือกคนแรกที่ถอนตัวออกมา เขาจึงถูกสายตา เหยียดหยามมากมายมองใส่ แต่สีหน้าเขากลับรู้สึกประหลาดใจ ไม่ได้อับอายแม้แต่น้อย และยัง พูดออกมาอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “ข้ามาเข้าร่วมการประลองหาคู่ ไม่ได้มารนหาที่ตาย เมื่อรู้ว่าไม่ใช่คู่มือแล้วยังฝืนก้าวขึ้นเวที มันก็ เหมือนกับการหาที่ตาย และยังเป็นการตายที่ไร้ความหมาย” ชายหนุ่มร่างใหญ่จากเผ่าวัวงูเหลือม ด้านหลังสะพายหอกยาวสีดํา ลายงูเหลือมอยู่ด้ามหนึ่ง หันหลังสาวเท้าเดินออกจากราชวังไป เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นเบื้องหลัง
ทว่าหลี่มู่จู่ๆ ก็รู้สึกว่าผู้แข็งแกร่งเผ่าวัวงูเหลือมคนนี้ ภายภาคหน้า อาจจะมีบทบาทขึ้นมาได้
การสังหารยังคงดําเนินต่อ
หลังจากศึกที่สิบสองบนเวทีสิ้นสุดลง ศพของผู้แพ้ถูกเตะลงมาจาก เวที เลือดสดซึมเข้าไปในร่องหิน เสียงกรีดร้องขอชีวิตอันน่าเวทีนาของ ชายหนุ่มน่าสงสารที่ใกล้จะตายคนนี้ ราวกับยังสะท้อนก้องอยู่บน ท้องฟ้าเหนือลานประลอง บรรยากาศเปลี่ยนเป็นความโหดร้ายทารุณ ขึ้นมา
ในศึกที่สิบสาม ผู้อยู่อันดับท้ายคนหนึ่งเลือกที่จะยอมแพ้
ก่อนหน้า เขายังหัวเราะเยาะผู้ถูกเลือกเผ่าวัวงูเหลือมที่จากไปอยู่ เลย ทว่าตอนนี้ เขาก็เข้าใจถึงความหมายการถอยออกมาก้าวหนึ่งแล้ว
“นี่เป็นการต่อสู้ที่ไร้ความหมาย”
เขาหันหลังเดินจากไป
เมื่อมีคนเปิดมาสองคน ศึกหลังจากนี้ก็ทยอยมีคนเข้าใจ สถานการณ์ความไม่ใช่คู่มือมากขึ้น และเลือกที่จะสละสิทธิ์ยอมแพ้
แน่นอน มีคนเลือกที่จะสู้ตาย ผลลัพธ์ก็คือพ่ายแพ้ยับเยิน เอาชีวิต ไปทิ้งเปล่า
ว่ากันว่ากฎของเวทีประลอง ก็มีจุดกําหนดของผู้แพ้อยู่ ทว่าตอนนี้ ดูแล้ว ความพ่ายแพ้ก็คือความตาย ราวกับในกลุ่มของผู้แพ้จะไม่ ปรากฏคนที่รอดชีวิตเลย
ในที่สุดก็วนมาถึงหลี่มู่ คู่มือของหลี่มู่ ก็คือหลินปู้เหยียนที่เข้ามาท้าทายคนนั้น หลี่มู่สาวเท้าทีละก้าวขึ้นเวที หลินปู้เหยียนจ้องมองหลี่มู่ เอ่ยว่า “ข้าจะไม่ออมมือเด็ดขาด” หลี่มู่ไม่พูดจา พลิกมือกําด้ามกระบี่ที่อยู่ด้านหลังเอาไว้ กระบี่ยาวที่เอวของหลินปู้เหยียนยังไม่ทันออกจากฝัก ชั่วพริบตานั้น บนเวทีประลองแสงดาบสว่างวาบ การต่อสู้ได้จบสิ้นลง
หลินปู้เหยียนถูกดาบเดียวซัดจนปลิวออกนอกเวที กระแทกลงบน พื้น
คนทั้งหมดยังรู้สึกไม่แน่ใจ ดาบเมื่อครู่เร็วเกินไป ประดุจสายฟ้าฟาด ราวกับภาพฝัน
ไม่มีใครมองออกว่าหลี่มู่ออกดาบอย่างไร
กระทั่งมีคนสงสัยว่าในพริบตานั้น หลี่มู่ได้ออกดาบไปหรือไม่
ถึงอย่างไรหลินปู้เหยียนเองก็งงงันอย่างมาก
เขายังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ถูกฟาดจนร่วงจากเวที
เขาปีนขึ้นมา มองเห็นว่าทั้งตัวบนล่างไม่มีบาดแผลเลยแม้แต่น้อย พอกําลังจะพูดอะไร
เพล้ง!
กระบี่ยาวที่เอวเขา เสียงเพล้งดังขึ้น สลายกลายเป็นฝุ่นหายไปใน อากาศ
หลินปู้เหยียนหน้าถอดสีทันที
ตอนนี้เขาเพิ่งรู้ว่าความห่างชั้นของตนเองกับหลี่อี้เตา มันห่างกัน เพียงไหน?
“เจ้า…” เขายกศีรษะขึ้นมองหลี่มู่ ในที่สุดจึงประสานมืออย่างขม ขื่นเอ่ยว่า “ขอบคุณที่ท่านออมมือให้”
พูดจบก็หันหลังจากไปอย่างรวดเร็ว
เขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้คนแรกที่รอดชีวิตจากเวทีประลองวันนี้
เมื่อเทียบกับประโยคของเขาบนเวทีที่ว่า ‘ข้าจะไม่ออมมือ เด็ดขาด’ แล้ว มันช่างเต็มไปด้วยความประชดประชันเสียนี่กระไร
บนหน้ากากไร้หน้าของหลี่มู่ไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ เดินลงมาจาก เวทีไม่พูดจา กลับไปยังที่นั่งของตน
“คุณชาย ท่านร้ายกาจจริงๆ”
จิ้งจอกน้อยปี้ เหยียนกําหมัดอย่างดีใจ รีบเข้ามาบีบไหล่ให้หลี่มู่
ใบหน้าไข่เล็กของนางดีใจจนแดงระเรื่อ
ตอนก่อนที่หลี่มู่จะก้าวขึ้นเวที ในใจนางรู้สึกตึงเครียด กังวลในตัว หลี่มู่
หลังจากผ่านคืนนั้นมา บนตัวสาวใช้วังผู้นี้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น อย่างมาก
ความเคารพนอบน้อมและว่านอนสอนง่ายที่มาจากการฝึกอบรม มารยาทและพิธีต่างๆ ก่อนหน้า ได้สลายหายไปจากตัวของนางจนหมด สิ่งที่มาแทนที่คือความสดใสเอาแต่ใจหลังจากที่สัญชาติญาณความเป็น หญิงถูกปล่อยออกมา เป็นลักษณะการล้างสิ่งต่างๆ ออกจนหมดจึงได้ เห็นความบริสุทธ์ภายในอย่างไรอย่างนั้น
หลี่มู่หลับตาลงฟื้ นฟูพลัง ความสุขุมเหมือนเทพเซียนที่เห็นจากภายนอก บุคลิกยอดฝีมือที่ น่านับถือ ทําเอาคนต้องชําเลืองตามอง แต่จริงๆ แล้ว ในใจของหลี่มู่กลับกําลังทอดถอน เฮ้อ วิธีสกปรกของระบบทุนนิยมมันช่างกัดกร่อนคนจริงๆ ความ เสื่อมโทรมเอย ความฟุ้งเฟ้อเอย ก่อนหน้าเคยได้รับการบริการกับ ปรนนิบัติแนบชิดกับสาวสวยเช่นนี้เสียที่ไหน การประลองศึกต่อไปได้เริ่มต้น เสียงการต่อสู้อันดุเดือดดังขึ้นบนเวที ทว่าในใจของคนมากมาย ยังจมดิ่งอยู่กับดาบเมื่อครู่ของหลี่มู่ มองไม่เห็น
มองไม่ออก มองไม่ชัด นั่นมันวิชาดาบอะไร?
มีบางคนแอบคิดขึ้นมาว่าถ้าตนเองได้พบเจอกับหลี่มู่ ควรที่จะ ต่อต้านอย่างไร และมีคนที่หัวเราะอย่างเย็นชา ไม่เอาวิชาดาบนี้มาไว้ในใจ เมื่ออาทิตย์ตก การประลองเวทีรอบแรกได้สิ้นสุดลง อาจจะเพราะเหล่าผู้ถูกเลือกที่ต่อสู้กัน ความแตกต่างของพลังห่าง กันอย่างมาก ศึกที่สู้กันนานที่สุดก็ยังยาวเพียงชั่วหนึ่งถ้วยชาเท่านั้น ผู้ถูกเลือกที่เข้ารอบหกสิบนี้ มีแปดคนสละสิทธิ์แล้วจากไป ยี่สิบ เอ็ดคนตายในเวทีประลอง หนึ่งคนพ่ายแพ้แล้วจากไป คนที่พ่ายแพ้แล้วจากไปก็คือหลินปู้เหยียนนั่นเอง หรือก็คือนอกจากหลินปู้เหยียนที่ไล่ท้าทายคนอื่นไปทั่วแล้ว ผู้พ่าย แพ้คนอื่นที่เดินขึ้นไปบนเวที ล้วนตายอย่างอนาถทั้งหมด หลี่มู่เป็นผู้ชนะเพียงคนเดียวที่ชนะโดยไม่สังหารคนอื่น ราตรีเปิดม่าน ศึกเวทีประลองวันแรกสิ้นสุดลง เหล่าผู้ถูกเลือกที่เข้าสู่สามสิบอันดับแรก กลับไปยังวิหารหินของ ตนเพื่อฟื้ นฟูพลัง เพื่อเตรียมตัวต่อศึกต่อสู้ที่โหดร้ายทารุณยิ่งกว่าใน วันที่สอง
หลังจากหลี่มู่กลับมาถึงวิหารหินของตนเองแล้ว ภายใต้การ ปรนนิบัติของสาวน้อยจิ้งจอก เขาได้แช่ลงในน�าแร่วิญญาณ จากนั้นได้ กลับไปรวบรวมสมาธิฝึกบําเพ็ญในห้องสมาธิ
สาวน้อยจิ้งจอกกวาดวิหารหินจนสะอาด จากนั้นนั่งอยู่บนบันไดใน วิหารหิน สองมือยันคาง ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
ขณะที่พระจันทร์ลอยเด่นขึ้นมา นางได้คุกเข่าลงอย่างศรัทธา ภายใต้แสงจันทร์ สองมือพนมอธิษฐาน
“ท่านเทพแห่งดวงจันทร์ที่เคารพ ขอให้ท่านปกป้องคุณชายจน ได้รับชัยในศึกเวทีประลองพรุ่งนี้ด้วย ต่อให้ไม่ชนะ ก็ขอให้ปลอดภัย…. ขอแค่ท่านตอบรับข้า ปี้ เหยียนยินยอมที่จะมอบทุกอย่างให้!”
แสงจันทร์สาดกระทบลงมาบนใบหน้าอ่อนช้อยของสาวน้อย จิ้งจอก ราวกับแสงอันศักดิ์สิทธิ์คลุมลงมาอีกชั้นหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
……
วันที่สอง ศึกใหญ่เวทีประลองดําเนินต่อ ศึกแรกที่ขึ้นเวที ยังคงเป็น ‘มารฟ้าน้อย’
ครั้งนี้คู่มือของเขา ชายหนุ่มจากชนเผ่างูเขียวคนหนึ่งเลือกที่จะ สละสิทธิ์ยอมแพ้
ชายหนุ่มคนนี้เดิมทีโชคดีมาตลอด ไม่ได้พบกับคู่มือที่ร้ายกาจเลย คิดว่าพลังของตนเองอาจจะสามารถ ‘มั่ว’ เข้าไปในสิบอันดับแรกได้ แต่ว่าใครจะคิดว่ารอบที่สองจะมาเจอกับดาวโฉดอย่าง ‘มารฟ้าน้อย’ จึงเลือกสละสิทธิ์ทันที ไม่กล้าที่จะคิดว่าตนเองจะโชคดีอีก
‘มารฟ้าน้อย’ ยืนอยู่บนเวทีกระดิกนิ้วเรียกหลี่มู่ “ถึงตอนนั้น ต่อ ให้เจ้าสละสิทธิ์ ข้าก็ไม่ปล่อยเจ้าไปแน่”
หลี่มู่นั่งอยู่ในที่นั่งของตนเอง ไม่พูดไม่จาทําราวกับไม่ได้ยิน
และต่อมา คู่ต่อสู้ของบุตรศักดิ์สิทธิ์เซียนและบุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเล โลหิตก็ล้วนเลือกที่จะสละสิทธิ์กันหมด
ถัดมาคือการขึ้นเวทีของคนคุ้นเคยกับหลี่มู่ทั้งสอง
สาวโลลิดาบโค้งที่ร่างเป็นหญิงแต่กลับจะเข้าร่วมประลองหาคู่ให้ ได้ การแสดงออกเมื่อวานนี้โหดร้ายอย่างมาก เพราะนางได้สับอีกฝ่าย เป็นชิ้นๆ ด้วยความโมโหจากคําพูดลวนลามประโยคเดียว วันนี้เมื่อ ขึ้นมาบนเวทีอีกครั้งจึงยิ่งบ้าคลั่งหนักกว่าเก่า ฟันคุณชายเผ่าหมาป่า ข่าวจนเจ็บหนัก หนีลงไปจากเวที
ส่วนชายชุดดําสะพายกระบี่ใช้เพียงสามกระบี่เท่านั้น ก็ได้ฟาดฟัน ลูกหลานตระกูลดาวโค้งจนพ่ายแพ้
หลี่มู่ค่อนข้างตกตะลึง
‘คนคุ้นเคย’ สองคนนี้ ก่อนหน้าพลังก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับบุตร ศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิตนัก ทําไมไม่เจอกันไม่กี่ปี ตอนนี้จึงแข็งแกร่งขึ้นผิด หูผิดตา?
ความเร็วของพลังที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้มากกว่าตัวหลี่มู่ที่โชคดีเลยแม้แต่ น้อย
ดูท่า พวกเขาถ้าไม่ใช่ว่าโชคดี พลังเบื้องหลังก็คงจะดูถูกไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่น่าจะด้อยกว่าทะเลโลหิต
ท้ายสุดขณะที่วนมาถึงตัวหลี่มู่ สาวน้อยจิ้งจอกปี้ เหยียน เคร่งเครียดกํามือแน่น จนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือก็ยังไม่รู้สึกตัว
คู่มือของหลี่มู่ คือหัวหน้าเผ่าน้อยแห่งเผ่ารูปปั้ นทอง
ในศึกใหญ่เมื่อวาน หัวหน้าเผ่าน้อยคนนี้ใช้กรงเล็บแหลมคมทั้งคู่ ฉีกคู่ต่อสู้ออกเป็นชิ้นๆ เป็นการสังหารอย่างโหดเหี้ยม
“เจ้าจะตายอย่างไม่น่าดู” หัวหน้าเผ่าน้อยเผ่ารูปปั้ นทองจ้องหลี่มู่ เลียริมฝีปากเอ่ยต่อว่า “วันนี้ ข้าจะสังหารเจ้าแทนคุณชายมารฟ้า”
“โอ๋?” หลี่มู่หน้านิ่ง เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ที่แท้ก็เป็นสุนัขที่ ‘มารฟ้า น้อย’ เลี้ยงเอาไว้”
“เจ้าว่าอะไรนะ? พวกข้ามีรสนิยมที่เข้ากันได้ มีอุดมการณ์ คุณธรรมร่วมกัน เจ้า..” คุณชายน้อยเผ่ารูปปั้ นทองฟังประโยคนี้ของห ลี่มู่ โมโหขึ้นจนเจ็บถึงข้างใน เขาคิดที่จะผูกสัมพันธ์กับสํานักมารฟ้าอยู่ จริงๆ เผ่ารูปปั้ นทองกับสํานักมารฟ้าเป็นพันธมิตรกัน แต่พอถูกหลี่มู่ พูดเข้าเช่นนี้ ก็ยังรู้สึกเจ็บใจ และคํารามขึ้นด้วยความร้อนรนกลัดกลุ้ม
“อืม สุนัขบ้ากับสุนัขบ้า ก็น่าจะได้กลิ่นที่เข้ากันได้สินะ” หลี่มู่เอ่ย ขึ้นเสียงเรียบ
ใบหน้านิ่งไร้หูตาจมูก ดูมีความรู้สึกดูถูกประชดประชันขึ้นมาอย่าง อธิบายไม่ได้
หัวหน้าเผ่าน้อยเผ่ารูปปั้ นทองตัดสินใจโยนทิ้งการสนทนานี้ไป
“ข้าจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ” เขากระตุ้นวิชาด้วยดวงตาโกรธขึ้ง สอง มือกลายเป็นกรงเล็บสีทองคํา อักขระแก่นแท้มากมายไหลเวียนอยู่ ระหว่างกรงเล็บ พลังเทพลึกลับไหลเวียน พลานุภาพขั้นขุนพลแผ่ซ่าน ปกคลุมทั่วเวทีจนกลายเป็นสีทองคํา
รูปปั้ นทองก็เป็นสัตว์ประหลาดแห่งทางช้างเผือก พรสวรรค์ อภินิหารน่ากลัวถึงขีดสุด สามารถฉีกอากาศเป็นชิ้นได้
รอบด้านเวที ผู้คนค่อยๆ หน้าถอดสี พลังของหัวหน้าเผ่าน้อยเผ่ารูปปั้ นทองคําแข็งแกร่งมาก สามารถ อยู่ในสิบอันดับแรกได้เลย ดูท่าในศึกเมื่อวานนี้ เขาได้ปิดบังพลังบางส่วนเอาไว้ ในกลุ่มคน สาวน้อยจิ้งจอกปี้ เหยียนเคร่งเครียดจนลืมหายใจ มือ กําหมัดแน่น ส่งเสียงเอาใจช่วยหลี่มู่อยู่ในใจ บนเวที มือของหลี่มู่ค่อยๆ ลูบไปยังด้ามดาบที่อยู่ด้านหลังไหล่ซ้าย ……………………………………….
บทที่ 658 เวทีประลอง 2 (2)
พลิกมือลูบดาบ นี่คือท่าทางอันเคยชินก่อนหน้าที่หลี่มู่จะลงมือทุกครั้ง ท่าลูบด้ามดาบของเขา สบายๆ เชื่องช้า
พริบตาที่ดาบของเขาจับด้ามดาบมั่น กรงเล็บทองคําของหัวหน้า เผ่าน้อยเผ่ารูปปั้ นทอง ก็เหมือนจะพุ่งเข้ามาคว้าศีรษะหลี่มู่จนระเบิด แล้ว
ทว่าพริบตานี้แสงดาบสว่างวาบขึ้น รวดเร็วประดุจสายฟ้าฟาด ราวกับภาพลวงตา
ฉับพลันที่แสงดาบปรากฏขึ้น แสงดาบประกายขาวบดบังแสงสี ทองอร่ามทั่วฟ้า
สว่างขึ้นและหายไปทันที เงาบนเวทีก็แยกจากกันในฉับพลัน
หัวหน้าเผ่าน้อยเผ่ารูปปั้ นทองมองหลี่มู่ด้วยความตกตะลึง
“เจ้า…” เขาเดินถอยหลังทีละก้าว
ผู้ชมรอบด้าน ขณะที่กําลังมึนงงนั่นเอง ได้เกิดความเปลี่ยนแปลง ขึ้นฉับพลัน
ข้อมือของหัวหน้าเผ่าน้อยเผ่ารูปปั้ นทองจู่ๆ มีเลือดสาดออกมา จากนั้นกรงเล็บทองที่แฝงด้วยพลังอภินิหารอันยิ่งใหญ่ของเผ่ารูปปั้ น ทองคําคู่นั้น ได้หลุดจากข้อมือร่วงลงมาบนเวที เสียงของมันราวกับเป็น โลหะ
กรงเล็บทองของเขาถูกตัดจนขาดสะบั้น
จุดแกร่งที่สุดถูกฟันจนขาด
วิชาดาบอันแข็งแกร่ง
วิชาดาบอันน่ากลัว
สําหรับดาบนี้ ก็ยังคงมองไม่เข้าใจ มองไม่ชัด มองไม่ออก
ให้ความรู้สึกเหมือนหลี่อี้เตาเพียงแค่ยื่นมือไปลูบด้ามดาบ ก็เกิด แสงดาบอันน่ากลัวผ่าออกมา
หรือปัญหาอยู่ที่ดาบเล่มนั้น?
อาวุธเทพ?
เสียงฮือฮาดังขึ้นมาจากที่นั่งรอบๆ เวทีประลอง
ห่างออกไป ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ที่คอยตั้งใจชมการต่อสู้อยู่ตลอด ทําท่าเหมือนคิดอะไรอยู่ และพยักหน้าเล็กน้อยอีกด้วย
บนเวทีประลอง
หลี่มู่เก็บมือที่พลิกไปจับด้ามดาบที่ไหล่ซ้ายลงมา
เขาไม่พูดอะไรและเดินไปยังทางลงของเวที
“ข้ายังไม่แพ้ ข้ายังสู้ได้”
หัวหน้าเผ่าน้อยเผ่ารูปปั้ นทองคํารามขึ้นด้วยความโกรธ เร่งชีพจร โลหิตและปราณแท้อันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่ารูปปั้ นทองเพื่อรักษาแขน ที่ขาด
หลี่มู่ทําเป็นเหมือนไม่ได้ยิน ยังคงเดินลงจากเวทีต่อไป
บุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิตที่ชมการประลองอยู่ด้านล่างเวที หัวเราะ เสียงเย็นอ้าปากเอ่ยขึ้น “ว่ากันตามกฎ ถ้าหากอีกฝ่ายยังไม่ยอมแพ้ ต่อ ให้บาดเจ็บหนักเพียงไหนก็ยังไม่ถือว่าแพ้”
เขาพูดพลางจ้องมองเท้าของหลี่มู่ที่เดินลงจากเวทีและเหยียบลง บนพื้น จากนั้นเอ่ยเสียดสีขึ้น “และขณะที่ฝ่ายนึงไม่ยอมแพ้ แต่อีกฝ่าย เท้ากลับมาแตะพื้นล่ะก็ จะถือว่ายอมแพ้ไปอย่างดุษฎีนะ…เหอๆ หลี่อี้ เตา เจ้าทําเช่นนี้ไม่ใช่ว่าตนเองยอมแพ้แล้วหรือ?”
หลี่มู่เหลือบไปทางบุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิตผาดหนึ่ง
“เจ้าโง่”
เขาเดินตรงต่อไปยังที่นั่งของตนเอง
สองคิ้วของบุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิตเลิกขึ้น ขณะที่กําลังจะพูด อะไร ตอนนี้เองรอบด้านได้เกิดเสียงอื้ออึงขึ้น
บนเวทีได้เกิดเรื่องประหลาด
หัวหน้าเผ่าน้อยเผ่ารูปปั้ นทองที่เดิมทีกําลังพูดอยู่ จู่ๆ ร่างกายได้ ค้างแข็ง รอยเลือดสายหนึ่งปรากกขึ้นบนคอของเขา ตอนนี้ถึงตระหนัก ขึ้นได้ว่าคืออะไร ทว่ายังไม่ทันที่ใบหน้าของเขาจะปรากฏสีหน้าตื่น ตระหนก ศีรษะของเขาก็เหมือนก้อนหินที่ถูกลมพัดอย่างไรอย่างนั้น หลุดออกมาจากคอร่วงลงมา
ตุบ!
หัวหน้าเผ่าน้อยเผ่ารูปปั้ นทองล้มลง
ตายแล้ว
ใบหน้าของบุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิต ปรากฏแววหวาดผวาขึ้น อย่างรวดเร็ว
ตอนนั้นเขาจึงได้เข้าใจ ว่าเพราะอะไรหลี่อี้เตาจึงลงจากเวทีมา ก่อน
ที่แท้ดาบเมื่อครู่ ไม่เพียงแค่ตัดแขนของหัวหน้าเผ่าน้อยเผ่ารูปปั้ น ทอง แต่ได้สังหารเขาไปเรียบร้อยแล้ว
เพียงแต่ว่าดาบนั้นเร็วเกินไป เทพจนเกินไป
ส่วนตัวหัวหน้าเผ่าน้อยเผ่ารูปปั้ นทองเองก็ยังไม่รู้ว่านอกจากกรง เล็บทอง ร่างกายของเขาทั้งหมดได้ถูกฝังอยู่ใต้จิตดาบปราณดาบไป เรียบร้อย และได้หน่วงเวลาระเบิดออกมาตอนที่ไม่ทันรู้ตัวจนช่วงชิง ชีวิตของเขาไป
เสียงอื้ออึงรอบๆ เวที ดังฮือขึ้นในพริบตา
ผู้ถูกเลือกมากมายลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง
นี่มันวิชาดาบอะไร?
น่ากลัวเหลือเกิน
สังหารคนได้โดยที่ผู้ถูกสังหารไม่ทันจะรู้สึกตัวเลยหรือ? นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความเร็วแล้ว แต่เป็น..แก่นแท้วิชาดาบที่แสนจะลึกลับอภินิหาร หลี้อี้เตาคนนี้ไม่ธรรมดา บนหน้าของบุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิตสีหน้าบูดเบี้ยวราวกับกินขี้ลง ไป เขาก็มองไม่ออกว่าหัวหน้าเผ่าน้อยเผ่ารูปปั้ นทองได้กลายเป็นคน ตายไปแล้ว กลับยังอวดฉลาดพูดเสียดสีหลี่อี้เตาไป ‘มารฟ้าน้อย’ ร้องเชอะขึ้น
“ชิ ก็แค่วิชาดาบขยะ” เขามองไปยังหลี่มู่ ทําท่าเชือดคอ ยังคงกําลังท้าทาย หลี่มู่ไม่คิดจะใส่ใจ
ทว่าตอนนี้ก็ไม่มีใครเข้าใจว่าหลี่อี้เตากลัวจนหัวหดแล้ว เพราะดาบเมื่อครู่ได้อธิบายปัญหามากมาย
อย่างน้อย อัจฉริยะจอมดาบที่ถูกจัดอยู่ลําดับที่ยี่สิบเอ็ดคนนี้ พลัง ที่แท้จริงมีมากเกินกว่าพลังที่แสดงออกมาตอนคัดเลือกเสียอีก การ สังหารหัวหน้าเผ่าน้อยของเผ่ารูปปั้ นทอง ได้ยืนยันถึงพลังที่แท้จริง ของหลี่อี้เตาว่าต้องอยู่ในสิบอันดับแรกอย่างแน่นอน
ศัตรูตัวฉกาจเลยนะนั่น
เหล่าผู้ถูกเลือกที่ตั้งปณิธานว่าจะขึ้นสิบอันดับแรก ล้วนแอบสั่น วาบในใจ
การต่อสู้ต่อมายังคงน่าเวทนา เพียงไม่นานการคัดออกรอบที่สองก็ได้สิ้นสุดลง หกคนสละสิทธิ์ ที่เหลืออีกเก้าล้วนสู้จนตัวตาย หลี่มู่เข้าสู่รอบสิบห้าคน และในวันที่สามได้เกิดสิ่งที่ทําให้ทุกคนงงงันขึ้นมา หลี่มู่ผ่านเข้ารอบทันที
อัจฉริยะสิบห้าคน เจ็ดคู่ถูกจับให้ต่อสู้ และจะมีคนหนึ่งเข้ารอบ แปดคนทันที
และคนๆ นั้นก็คือหลี่อี้เตา
คือหลี่มู่ กระทั่ง ‘มารฟ้าน้อย’ ยังรู้สึกเกินคาด “ถือว่าเจ้าโชคดีไป”
เขาจ้องหลี่มู่ เอ่ยต่อว่า “แต่ว่าดวงดีก็ไม่ใช่ว่าจะอยู่บนตัวเจ้า ตลอดไป ข้าจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ ด้วยมือของข้า จากนั้นจะเอาดาบของ เจ้ามาหักทิ้งเสีย ต่อหน้าสํานักมารฟ้าไม่มีใครกล้าที่จะเรียกตนว่าสุด ยอดวิชาดาบ”
สํานักมารฟ้านอกจากบําเพ็ญปราณมารฟ้าแล้ว วิชาดาบก็ถือว่า ปักธงยืนหนึ่งในเขตดาราเทพวีรชนเช่นกัน ศิษย์ในสํานักล้วนถนัดใน วิชาดาบ
ครั้งเมื่อลงไปเยือนยังแผ่นดินใหญ่เสินโจว จ่างซุนฉางคงสํานักมาร ฟ้าที่ถูกหลี่มู่สังหารไป ก็มีฉายาว่า ‘ดาบมาร’ วิชาดาบก็ยอดเยี่ยม หลี่มู่ ค้นเอาตําราวิชาดาบมากมายรวมไปถึงแก่นแท้บําเพ็ญวิชาดาบจากตัว คนผู้นี้มา มีประโยชน์ต่อการฝึกดาบภายหลังของเขาอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้สํานักมารฟ้าจะพูดว่าเป็นสํานักดาบอันดับหนึ่งแห่งเขต ดาราเทพวีรชนก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงอะไร
ดังนั้น ‘มารฟ้าน้อย’ จึงมีความมั่นใจในตนเองพอดู จนกล้าพูด ประโยคอย่าง ‘ต่อหน้าสํานักมารฟ้าไม่มีใครกล้าที่จะเรียกตนว่าสุดยอด วิชาดาบ’ ออกมาได้ แต่สําหรับหลี่มู่แล้ว ประโยคนี้มีเพียงคําว่าตายคําเดียวเท่านั้น การเผชิญหน้ากับการท้าทายหลายต่อหลายครั้งของ ‘มารฟ้า น้อย’ จะบอกว่าหลี่มู่ไม่โมโห มันเป็นไปไม่ได้ คนเราก็มีขีดจํากัดอยู่นะ ไหนจะเรื่องที่หลี่มู่เดิมทีก็ไม่ใช่คนที่จะระงับอารมณ์ได้ดีนัก แต่ว่า ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ไม่อนุญาตให้สู้กันส่วนตัว ดังนั้นจึงทํา ได้เพียงรอจัดการบนเวทีเท่านั้น หลี่มู่กระทั่งเฝ้ารอจะได้เจอกับอีกฝ่ายมากยิ่งกว่า ‘มารฟ้าน้อย’ เสียอีก
แค่เขาไม่พูดออกมาเท่านั้น แต่กับคนที่กําลังจะตาย ก็ไม่มีอะไรจะพูดมากนักหรอก หนึ่งวันต่อมา ผู้แข็งแกร่งทั้งแปดก็ได้ปรากฏขึ้น
‘มารฟ้าน้อย’ ‘บุตรศักดิ์สิทธิ์เซียน’ บุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิต ชาย ชุดดําสะพายกระบี่ สาวน้อยดาบโค้งคนน้อง ล้วนเข้าแปดอันดับ
นอกจากนี้ ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ได้ลงมือคัดเลือกผู้แพ้ที่ยังไม่ตาย มาอีกสองคนเข้าสู่รายชื่ออัจฉริยะสิบคนสุดท้าย
ผู้ถูกเลือกทั้งสิบถือกําเนิดขึ้นแล้ว
และจากผลการต่อสู้และการใช้เวลาต่อสู้ ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ได้ ทําการจัดลําดับให้ทั้งสิบคนใหม่ ‘มารฟ้าน้อย’ เป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่ ต้องสงสัย ‘บุตรศักดิ์สิทธิ์เซียน’ อันดับสอง และหลี่มู่ที่ชนะเข้ารอบมา เปล่าๆ ถูกจัดอยู่อันดับห้า รองมาจากบุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิตและชาย ชุดดําสะพายกระบี่
“ถ้าหากพวกเจ้าไม่พอใจกับการจัดอันดับนี้ สามารถท้าดวลกันเอง เพื่อจัดลําดับใหม่ได้”
ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
หลี่มู่เลิกคิ้ว
คําพูดนี้ของเขา ทําไมเหมือนยุยงให้สิบผู้ถูกเลือกไล่สังหารกันเอง อีกครั้งหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
และยังไม่ทันที่คนอื่นจะพูดอะไร ‘มารฟ้าน้อย’ กระโดดขึ้นไปบน เวที ยกมือชี้มาที่หลี่มู่เอ่ยขึ้นว่า “ในที่สุดก็ถึงเวลานี้เสียที หลี่อี้เตา ข้า รู้สึกว่าเจ้าไม่คู่ควรกับสิบอันดับนี้ จงขึ้นมารับความตายเสีย”
ผู้คนรอบด้าน สายตาขยับไปมาระหว่างหลี่มู่กับ ‘มารฟ้าน้อย’
ทั้งสองคนนี้ที่สุดแล้วก็ยังเหลืออีกหนึ่งศึก
วิชาดาบของหลี่อี้เตาถึงแม้จะลึกลับยอดเยี่ยม แต่วิชาสังหารของ ‘มารฟ้าน้อย’ ก็ถือว่าไร้เทียมทาน ทั้งสองคนนี้ใครเก่งกว่าใครกันแน่ นะ?
“คุณชาย ท่าน…เข้าสิบอันดับแล้ว ไม่จําเป็นต้องสนใจเขา” จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนดึงชายเสื้อของหลี่มู่ไว้อย่างเคร่งเครียด
หลายวันมานี้นางมองออก ว่าพลังบําเพ็ญของ ‘มารฟ้าน้อย’ ยอด เยี่ยมที่สุดในอัจฉริยะทั้งสิบ สูงส่งกว่าคนอื่นๆ มาก ด้วยการแสดงออก ของหลี่มู่ก่อนหน้า ต่อหน้าคนอื่นนอกจาก ‘มารฟ้าน้อย’ แล้ว ปี้ เหยียน ไม่กังวลเลย เพียงแค่ ‘มารฟ้าน้อย’ เท่านั้น ที่ใจของนางรู้สึกกังวล ขึ้นมา
หลี่มู่ลูบศีรษะจิ้งจอกสาวเบาๆ เอ่ยว่า “วางใจเถอะ”
เขาลุกขึ้นจากที่นั่งตนเอง สาวเท้าทีละก้าว ไม่รีบไม่ช้าขึ้นไปบน เวที
จิ้งจอกสาวเครียดเสียจนแทบจะไม่กล้าลืมตา
‘มารฟ้าน้อย’ เห็นหลี่มู่ขึ้นเวทีก็หัวเราะเอ่ยขึ้นว่า “ยังถือว่ามีดีอยู่ บ้างที่กล้าขึ้นมา…เหอๆ ว่ามา เจ้าอยากจะตายแบบไหน? ข้าจะ ตอบสนองให้เจ้า…”
เสียงยังไม่ทันขาด
แสงดาบสายหนึ่งแฉลบผ่านเวที
แสงขาวดุจอัสนี เจิดจ้าแยงตา
จบดาบ มือของหลี่มู่ปล่อยออกจากด้ามดาบหลังไหล่ซ้าย หันหลัง เดินลงจากเวที
“เจ้า…” บนเวที ‘มารฟ้าน้อย’ ที่จิตยังไม่มั่นคง แสงดาบเมื่อครู่ เขายังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาอะไร เมื่อเห็นหลี่มู่ลงจากเวทีเขาก็รู้สึกแปลก ประหลาด เอ่ยขึ้นด้วยความโกรธ “หยุดอยู่ตรงนั้นล่ะ การต่อสู้ยังไม่ได้ เริ่มเลย เจ้า…”
หลี่มู่ที่อยู่ข้างเวทีหยุดฝีเท้าลง หน้าก็ไม่หันน “เจ้ามันตายไปแล้ว”
‘มารฟ้าน้อย’ ตกตะลึง ในสมองคิดกลับไปถึงวิธีการตายของ หัวหน้าเผ่าน้อยเผ่ารูปปั้ นทอง ยิ้มเย็นชาเอ่ยขึ้น “เจ้าคิดว่าข้าเป็น เหมือนขยะรูปปั้ นทองนั่นหรือ? ข้า…”
ยังเปล่งได้เพียงครึ่ง เขาก็เบิกตาค้างขึ้นฉับพลัน
รอยเลือดเส้นหนึ่ง ค่อยๆ ปรากฏขึ้นรอบคอของ ‘มารฟ้าน้อย’ ราว กับมีคนนําพู่กันสีแดงค่อยๆ บรรจงวาดเส้นลงบนคอของเขา
‘มารฟ้าน้อย’ ตกใจจนเอามือกุมคอของตนเองอย่างทําอะไรไม่ถูก คิดที่จะลบเส้นเหล่านั้นออก
แต่จะเป็นไปได้อย่างไร?
ขณะที่สายตาตกตะลึงไม่อยากเชื่อนับสิบจับจ้องมา ‘มารฟ้าน้อย’ ที่ถูกเรียกว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเขตดาราเทพวีรชน ก็ เหมือนกับหัวหน้าเผ่าน้อยเผ่ารูปปั้ นทองอย่างไรอย่างนั้น ศีรษะหลุดลง มาจากคอ พลังแห่งชีวิตในร่างดับสลาย เสียงตุบหล่นลงบนเวที ตายดับ ลงไปอย่างรวดเร็ว
“เจ้าขยะ” หลี่มู่เอ่ยเสริมอีกประโยค “สู้รูปปั้ นทองก็ยังไม่ได้”
เขากลับมายังที่นั่งของตนเอง
“คุณชาย ท่าน…ร้ายกาจเกินไปแล้ว” จิ้งจอกน้อยปี้ เหยียนตก ตะลึงจนไม่รู้จะพูดอะไร นางรู้สึกอับอายต่อความสงสัยในพลังของ คุณชายหลี่เมื่อครู่ขึ้นมา
หลี่มู่ยิ้มๆ “วันนั้นข้าไม่ใช่บอกแล้วหรือ ว่าจะสังหารเขาบนเวที ตอนนี้เจ้าวางใจได้แล้ว จะไม่มีคนมาบังคับให้เจ้าทําเรื่องที่ไม่ชอบอีก นอกจาก…เขาไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป”
ปี้ เหยียนพยักหน้าหงึกหงัก คนรอบด้าน ตกตะลึงสั่นสะเทือนจนพูดอะไรไม่ออก ……………………………………….
บทที่ 659 ศึกน�าลาย
ทุกคนต่างรู้สึกว่าในตัวของหลี่อี้เตาคนนี้มีความแปลกประหลาด นอกรีตนอกรอย ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้เช่นไร ล้วนแต่เป็นเพียงดาบเดียว ฟาดฟันดาบเดียว บ่งบอกเป็นตาย สู้กับหลินปู้เหยียน หัวหน้าน้อยเผ่าอินทรีทอง หรือ ‘มารฟ้าน้อย’ ล้วนแต่ใช้ดาบเดียวจบการต่อสู้ และสิ่งที่ยิ่งแปลกประหลาดก็คือ จนถึงตอนนี้ไม่มีใครมองได้ชัด เลยว่าเขาออกดาบอย่างไร กระทั่งว่าดาบของเขาหน้าตาเป็นอย่างไรก็มองไม่ชัด อัจฉริยะรอบๆ เวทีประลองต่างเป็นคลื่นลูกหลังที่เก่งกาจที่สุดใน เขตดาราเทพวีรชน บอกว่ารอบรู้กว้างขวาง ไม่ใช่คําอวดอ้างเลย แต่ก็ ไม่มีใครเคยเห็นวิชาดาบเช่นนี้ของหลี่อี้เตา เหมือนว่าไม่อาจเรียกว่าวิชาดาบได้แล้ว แต่เป็นวิชามารประเภทหนึ่ง
แม้แต่ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ที่จับตาดูหลี่มู่อยู่นาน แต่สุดท้ายก็ไม่ พูดอะไร
หากบอกว่าก่อนหน้านี้การแสดงออกมาของ ‘มารฟ้าน้อย’ เหนือกว่าอัจฉริยะคนอื่นๆ มากโขแล้วล่ะก็ เช่นนั้นดาบของหลี่อี้เตา ตอนนี้ก็นําคนอื่นไปไม่รู้ถึงไหนแล้ว
ดาบเดียวสะท้านวิญญาณ
และต่อหน้าดาบเดียวสะท้านวิญญาณเช่นนี้ อัจฉริยะคนอื่นๆ ก็ เหมือนจะสูญเสียความสนใจที่จะไปคิดเล็กคิดน้อยลําดับรายชื่อหนึ่งใน สิบต่อไป
เพราะหลี่อี้เตาจะต้องครองตําแหน่งอัจฉริยะฟ้าประทานอันดับ หนึ่งเอาไว้มั่นแน่นอน คนอื่นแย่งกันไปมาไม่มีความหมายอะไรเลย อัจฉริยะมากมายต่างขบคิด หากตนเผชอญหน้ากับหลี่อี้เตาจะมีโอกาส ชนะหรือไม่
เหมือนจะไม่มี
‘เซียนเซิ่งจื่อ’ จ้องหลี่มู่ ในดวงตามีจิตต่อสู้ร้อนแรงลุกไหม้ แต่ สุดท้ายก็ฝืนสะกดมันลงไป ไม่ได้ลงมือท้าทาย เพราะในใจเขาไม่มั่นใจ เต็มร้อย
ส่วนเซียนเสียไห่กลับนั่งเงียบๆ บนที่นั่งของตัวเอง เหมือนว่าไม่ เห็นการตายของ ‘มารฟ้าน้อย’ เลย ทุกสิ่งรอบๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา ทั้งสิ้น ใบหน้าของเขาเยือกเย็นมาก กระทั่งว่าพยักหน้าทักทายหลี่มู่ที่ อยู่บนเวที ท่าทางดูทรงภูมินัก เหมือนเป็นสหายเก่าแก่ เหมือนจําไม่ได้ เลยว่าก่อนหน้านี้เขายืนอยู่ฝั่ ง ‘มารฟ้าน้อย’ ทั้งยังเคยเย้ยหยันหลี่มู่ ด้วย
หลี่มู่มีความคิดอยากสังหารไอ้เจ้านี่ตั้งนานแล้ว เขากําลังขบคิดว่า จะท้าทายเซียนเสียไห่ ฉวยโอกาสจัดการมันไปเลยดีหรือไม่
สุดท้าย เหมือนว่าจะสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของหลี่มู่ เซียนเสียไห่ ยิ้มลุกขึ้นพลางเอ่ยเสียงดัง “สมกับที่เป็นดาบเดียวสะท้านวิญญาณ พลังของสหายอี้เตาข้าน้อยนับถือ สู้ไม่ได้จริงๆ ข้าขอยอมแพ้”
หลี่มู่ “…”
เจ้านี่คงไม่ใช่ผู้หญิงหรอกใช่ไหม สัมผัสที่หกแรงขนาดนี้เชียว?
ส่วนทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ก็เอ่ยขึ้น “การต่อสู้ท้าประลองจัดอันดับ ภายใน ทุกคนจํากัดท้าทายได้แค่ครั้งเดียว หลี่อี้เตา การท้าประลองของ เจ้าจบลงแล้ว”
หลี่มู่มองทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ที่ลึกลับเกินหยั่งคนนี้ เขาไม่พูดอะไร อีกก็เดินลงจากเวทีประลองไป
สุดท้าย การประลองคัดเลือกสิบอัจฉริยะฟ้าประทานที่ทั้งเขต ดาราเทพวีรชนต่างจับตามองก็จบลง
ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์เลือกคนจากกลุ่มคนที่แพ้ขึ้นมาคนหนึ่ง เพื่อให้ครบจํานวนสิบอัจฉริยะฟ้าประทาน
และที่บังเอิญคือคนคนนี้ก็คือบุคคลเพียงคนเดียวที่รอดจากการ ออกดาบสามครั้งของหลี่มู่——คนกําเริบเที่ยวท้าทายผู้อื่นหลินปู้เห ยียน
หลินปู้เหยียนเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน
สําหรับการตัดสินใจของทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ เหล่าอัจฉริยะไม่มี อะไรคัดค้าน
ในเมื่อ หลายคนต่างพอจะเดาได้เลาๆ ว่านี่เป็นบุคคลระดับราชา
ระดับราชาสามารถสยบผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานที่แท้จริงในเขต ดาราเทพวีรชนได้ในเพียงแค่ชั่วเสี้ยวความคิด
สิบอัจฉริยะฟ้าประทานสุดท้ายแล้วก็ได้รับรางวัลจากผู้แข็งแกร่ง ระดับราชาผู้นี้เป็น ‘โอสถวาสนาจิ้งจอกสวรรค์’ ว่ากันว่าสามารถรักษา อาการบาดเจ็บที่เหลือจากการต่อสู้ รักษารากฐานพลังให้เสถียร หล่อ เลี้ยงพลังจิตวิญญาณ เพิ่มพลังฝึกตนสิบปี
สิบอัจฉริยะฟ้าประทานขึ้นบนเวทีประลองโดยมีหลี่มู่เป็นผู้นํา
ท่ามกลางกลุ่มเชื้อพระวงศ์ขนนกขาวที่ล้อมมุงดู องค์ชายหกและ องค์ชายสิบเอ็ดต่างพยายามถอยหลังเข้าไปข้างหลังผู้อื่นอย่างเต็ม ความสามารถ
โดยเฉพาะองค์ชายหก เขาแค่คิดถึงหลายวันก่อนตัวเองเพื่อที่จะ สานสัมพันธ์กับ ‘มารฟ้าน้อย’ ก็พาคนไปหาเรื่องหลี่อี้เตา ทั้งยัง พยายามหาข้ออ้างจับหลี่อี้เตาเข้าคุกสวรรค์…ช่างรนหาที่ตายจริงๆ
“ดี ในเมื่อทุกคนพอใจกับลําดับรายชื่อของตัวเองแล้ว เช่นนั้นก็ ต่างกลับไปพักผ่อน วันมะรืนออกเดินทางไปยังแดนดาราจื่นเวย ที่นั่น ยังมีอีจฉริยะฟ้าประทานที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า เก่งกาจยิ่งกว่า เกียรติ ศักดิ์ศรีที่ยิ่งใหญ่กว่ากําลังรอพวกเจ้าอยู่” ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ยิ้ม “เชื่อข้า โลกใบใหม่กําลังเปิดออกให้กับพวกเจ้าอย่างช้าๆ แล้ว”
……
สิบอัจฉริยะฟ้าประทานยุคใหม่เขตดาราเทพวีรชนถือกําเนิดขึ้น แล้ว
การคัดเลือกที่จัดขึ้นโดยเผ่าจิ้งจอกสวรรค์พูดได้ว่าดึงดูดการให้ ความสําคัญเข้าร่วมจากขั้วอํานาจวิถียุทธ์และอัจฉริยะวิถียุทธ์แทบจะ
ทั่วทั้งเขตดาราเทพวีรชน ดังนั้นจึงมีความน่าเชื่อถือมาก โลกภายนอก มองเป็นการจัดอันดับคัดเลือกที่ทรงอิทธิพลเป็นอย่างมาก ดังนั้นหลังจากการคัดเลือกจบลง หลังจากทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ แสดงว่าข่าวในวังหลังสารมารถเผยแพร่ต่อโลกภายนอกได้ ผลตัดสิน สุดท้ายก็กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว บนกระดานสนทนาเครือข่ายเซียนบรรยายผลการจัดอันดับหกสิบ เข้ารอบสิบ และเหตุการณ์การต่อสู้ได้ละเอียดมาก นี่มาจากฝีไม้ลายมือของ ‘ผู้ฝึกฝนอักษร’ ที่มีชื่อเสียง “ ‘มารฟ้าน้อย’ ตายแล้วอย่างนั้นรึ” “หลี่อี้เตาคือใคร? ใครบอกข้าที” “ไม่น่าเชื่อ จากที่ข้ารู้ หลี่อี้เตาคนนี้ ก่อนหน้านี้ไร้ซึ่งชื่อเสียง ไฉน จึงมีชื่อขึ้นในชั่วเสี้ยวพริบตาเช่นนี้ได้? ” “ได้ยินว่าคนคนนี้สู้กับคู่มือออกดาบเพียงแค่ครั้งเดียว ไม่มีใคร สามารถรับดาบที่สองของเขาได้” “ฟังแล้วค่อนข้างเหลวไหล แต่มันเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่ ‘มารฟ้า น้อย’ ที่ถูกสังหารในดาบเดียว ยังมีหัวหน้าน้อยเผ่าอินทรีทอง กรงเล็บ
ขาดมือขาด…ข้าอยากรู้จริงๆ ใครจะสามารถรับดาบเดียวของหลี่อี้เตา ได้”
“ตอนนี้คนแซ่หลี่ล้วนเก่งกาจขนาดนี้เชียว? ก่อนหน้านี้ ‘ดาบคลั่ง’ หลี่มู่สยบทั่วทิศ ตอนนี้มีหลี่อี้เตามาอีกคนหนึ่ง แม้แต่ ‘มารฟ้าน้อย’ บุคคลอันดับหนึ่งที่ยุคใหม่ในเขตดาราเทพวีรชนที่ทุกคนยอมรับยังถูก สังหาร รู้สึกเหมือนว่าคนสกุลหลี่จะมีชื่อเสียงใหญ่แล้ว”
“พวกเจ้าว่า หาก ‘ดาบคลั่ง’ หลี่มู่ปะทะกับหลี่อี้เตา ดาบสองเล่มนี้ ใครจะเก่งกาจยิ่งกว่ากัน?”
ก็ไม่รู้ว่าใครปากเสีย โยงดาบสองเล่มนี้เข้าด้วยกัน
จากนั้น ทิศทางลมทั้งกระดานสนทนาที่แต่เดิมวิพากย์วิจารณ์เรื่อง สิบอัจฉริยะฟ้าประทานก็ถูกพัดเปลี่ยนไป เริ่มมาวิพากย์วิจารณ์ว่าดาบ สองเล่มนี้ใครจะร้ายกาจกว่ากัน
สุดท้ายก็แหย่จน ‘สมาคมดาบคลั่ง’ ที่มีกําลังรบอันดับหนึ่งนั่งอยู่ ในกลุ่มกระดานสนทนาได้มั่นคงแล้วออกมา
“นี่ยังจะต้องถามอีกหรือ แน่นอนว่า จอมยุทธ์ ‘ดาบคลั่ง’ ย่อม เก่งกาจกว่าอยู่แล้ว หลี่อี้เตาไม่คู่ควรแม้แต่จะมาถือรองเท้าให้ จอมยุทธ์ ‘ดาบคลั่ง’ ด้วยซ�า”
“ใช่แล้วดาบคลั่งหลี่มู่ก่อนหน้านี้อัดสุนัขโลกันต์สามหัวจนยับ ใช้ แต่หมัดเท่านั้น กระทั่งว่าไม่ได้ออกดาบด้วยซ�า หากเขาชักดาบจะต้อง ฟ้าดินเปลี่ยนสี หลี่อี้เตาอยู่ต่อหน้าจอมยุทธ์ดาบคลั่ง แม้แต่ครึ่งดาบก็ รับไม่ได้”
“หากไม่ใช่ว่าจอมยุทธ์ดาบคลั่งไม่ได้ไปร่วมศึกฉัจฉริยะฟ้า ประทานครั้งนี้ หลี่อี้เตาจะอยู่อันดับหนึ่งได้รึ?”
แฟนคลับดาบคลั่ง ‘สมาคมดาบคลั่ง’ กําลังรบปะทุจํานวนลง กระทู้เหมือนน�าป่าไหลหลาก โจมตีจนกระทู้และผู้ฝึกฝนที่สงสัยในตัว ‘ดาบคลั่ง’ หลี่มู่งงงันทําอะไรไม่ถูก
มีผู้ฝึกฝนออกมายืนข้างหลี่อี้เตาบ้าง แต่ก็ถูกน�าลายท่วมมิดอย่าง รวดเร็ว
สุดท้าย ‘กระบี่ดับความมืด’ ที่ลึกลับและยุติธรรมมาโดยตลอดก็ ออกมาตั้งกระทู้ด้วย “กําลังรบไม่อาจตัดสินทุกสิ่ง ดาบคลั่งหลี่มู่และหลี่ อี้เตาต่างเป็นนักดาบ ต่างมีกําลังรบระดับขุนพล ใครมีกําลังสูง ใครมี กําลังต�ายังไม่ต้องพูดถึง แต่พูดถึงลําพังเพียงแค่คุณธรรมและจิตใจ จอมยุทธ์ดาบคลั่งก็เหนือหลี่อี้เตาไม่ใช่แค่ชั้นเดียว ในห้วงดาราสมุทร แห่งนี้ คนที่สามารถสร้าง ‘กายทองแห่งศีลธรรม’ จะมีสักกี่คน? อาศัย เพียงแค่เรื่องนี้ หลี่อี้เตายังห่างชั้นอยู่โขนัก”
คําพูดนี้ไม่อาจโต้แย้งได้
หากยกมาถึงด้านคุณธรรม เช่นนั้นจอมยุทธ์ดาบคลั่งก็ไม่มีอะไรให้ โจมตี
บางคนตอนนี้ก็ไม่กล้าเอาเรือไปขวางน�าเชี่ยวแล้ว
……
หลี่มู่เมื่อเดินกลับมายังโรงเตี๊ยมที่พักจากข้างนอก ก็เห็นจิ้งจอก สาวปี้ เหยียนโมโหน�าตาริน
“เอ๋? เป็นอะไรไป? ใครมารังแกหัวหน้านางกํานัลของพวกเรา กัน?” หลี่มู่หัวเราะหยอกล้อ
สิบอัจฉริยะฟ้าประทานมีวันพักผ่อนหนึ่งวัน สามารถออกจากวัง หลวงไปจัดการเรื่องส่วนตัวได้ จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนถูกจักรพรรดิ ราชวงศ์ขนนกขาวส่งมอบให้กับหลี่มู่ คอยติดตามรับใช้ข้างกายเขา นาง จึงออกนอกวังหลวง มาพักแรมที่โรงเตี๊ยมกับหลี่มู่ชั่วคราว นางนับว่า เป็นสาวใช้ประจําตัวของเขาแล้ว
หลี่มู่เพิ่งกลับมาจากผู้ดูแลชราร้านยาป่าต้นซิ่ง สุดท้ายก็ได้เห็น สภาพเช่นนี้ของจิ้งจอกสาว
“คุณชาย คนพวกนี้ช่างเลวร้ายเสียจริง” ในมือของจิ้งจอกสาวมี สิทธิ์การเข้าถึงเครือข่ายแผ่นหนึ่ง กําลังท่องไปในเครือข่ายเซียน นาง ผุดลุกขึ้นอย่างโมโห “ทําไมถึงบอกว่า จอมยุทธ์ ‘ดาบคลั่ง’ หลี่มู่ เก่งกาจ ยิ่งใหญ่เหลือเกิน ล้วนแต่ลดคุณค่าคุณชาย? เขาอาศัยอะไรมา เปรียบเทียบกับท่าน”
หลี่มู่ก็หลุดขํา
ยังคิดว่าเป็นเรื่องอะไรเสียอีก
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สนใจลงชื่อเข้าใช้เครือข่ายเซียนเพื่อดูการ เคลื่อนไหว ยังไม่รู้ว่าว่าบนกระดานสนทนามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วย
“ข้าไปดูสักหน่อย”
หลี่มู่เป็นสมาชิกผู้มีเกียรติเครือข่ายเซียน ความคิดเพียงขยับก็ สามารถลงชื่อเข้าใช้เครือข่ายเซียนได้แล้ว แค่อ่านกระแสบนกระดาน สนทนา ตัวเขาก็ขําแล้ว
นี่ช่างน่าสนุกยิ่งนัก
หากคนที่ถกเถียงไม่หยุดบนกระดานสนทนารู้ว่า ดาบคลั่งและอี้ เตาเป็นดาบเล่มเดียวกันจะมีปฏิกิริยาแบบใด
แต่ว่า พี่น้อง ‘สมาคมดาบคลั่ง’ เหล่านี้ช่างสุดยอดเสียจริง ปกป้อง ตัวเองอย่างสุดกําลัง กําลังรบเต็มที่ กําลังรบไม่แพ้แฟนคลับของ ซุปเปอร์สตาร์บนโลกพวกนั้นเลย มีความรู้สึกเหมือนเป็นไอดอลแบบ นั้น
คิดๆ ดูแล้ว หลี่มู่ก็ตั้งกระทู้ไปกระทู้หนึ่ง
“ขอบคุณพวกท่าน”
มีเพียงแค่สี่คํา
จากนั้นเขาก็มายังเขตแลกเปลี่ยน มองดาบสงครามห่านฟ้าและ ดาบบินใบหลิวที่ตนประมูลไป
ใครจะไปรู้ ไม่ดูก็ไม่รู้ เมื่อได้ดูก็ต้องตกตะลึง
มีคนหมื่นกว่าคนเสนอราคาแล้ว
“ราคาประมูลสูงที่สุดคือ…” หลี่มู่คิดว่าตัวเองตาลาย มีคนเสนอ ราคาซื้อสิบเท่าซื้อดาบสงครามห่านฟ้าและดาบบินใบหลิว
ไม่ใช่คนโง่หรอกใช่ไหม?
ราคาสูงกว่าสิบเท่า ทั้งยังเป็นของมือสอง
นี่…มันเรื่องอะไรกันล่ะเนี่ย?
เขากดเปิดอ่านข้อความของคนซื้อที่เป็นรายละเอียดที่ทิ้งเอาไว้ ก็ เห็นผู้ฝึกฝนชื่อว่า ‘มังกรซ่อนสมาคมดาบคลั่ง’ ทิ้งเอาไว้ตรงๆ ไม่อ้อม ค้อม “ข้าสิ่งอื่นไม่มี แต่มีเงิน นี่คือวิธีสนับสนุนจอมยุทธ์ดาบคลั่งของข้า จะให้จอมยุทธ์ดาบคลั่งทั้งลงแรงทั้งลงเงินไม่ได้ ในฐานะที่เป็นสมาชิกผู้ ภักดีของ ‘สมาคมดาบคลั่ง’ ข้าทําได้แค่ใช้วิธีง่ายๆ ใช้ผลึกเซียนมา สนับสนุนจอมยุทธ์ดาบคลั่งแล้ว หวังว่าจอมยุทธ์ดาบคลั่งจะไม่ รังเกียจ”
ไอ้หยา!
หลี่มู่อึ้งตะลึง
ยังมีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วย?
วันหลังใครบอกแฟนคลับไม่ดี หลี่มู่จะต้องเถียงกับเขาอย่าง แน่นอน
แฟนคลับเป็นคนที่น่ารักที่สุดบนโลกใบนี้
หลี่มู่ตอนนั้นอยากจะกอด ‘มังกรซ่อนสมาคมดาบคลั่ง’ คนนี้ แล้ว จูบให้หนักๆ ซักสองที
……………………………………………
บทที่ 660 ข่าวคราวของฮวาเสี่ยงหรง
หากทุกคนเป็นเหมือน ‘มังกรซ่อนสมาคมดาบคลั่ง’ เช่นนั้นโลกนี้ก็ คงจะต้องเต็มไปด้วยความรักและความปรองดองอย่างแน่นอนกระมัง
นอกจาก ‘มังกรซ่อนดาบคลั่ง’ ยังมีผู้ฝึกที่ก่อนหน้านี้หลี่มู่ก็สังเกต ได้แล้วอย่าง ‘รื่นเริงระบํา’ ‘ศิษย์พี่รองสมาคมดาบคลั่ง’ ‘ข้าวโพดคั่ว ปุ้งๆ’ ‘คนขี้เกียจตกยุค’ ‘มังกรไร้ใจ’ ‘เจ้าไม่ใช่ปลา’ ‘มหาสมุทรเวิ้ง ว้าง’ ‘จอมยุทธ์มังกรแห่งยุทธจักร’ ล้วนแต่เข้าร่วมการแข่งประมูลดาบ สงครามห่านฟ้าและดาบบินใบหลิว อีกทั้งยังประมูลราคาเกินกว่าราคา มาตรฐานที่ควรจะเป็นของอาวุธทั้งสองอีกด้วย
หลี่มู่เริ่มรู้สึกว่าความรู้สึกที่ได้ยินแล้วตัวลอยได้รับได้รับการเติม เต็มจนถึงขีดสุด
แต่อ่านไปๆ ในใจก็พลันโหมบ่าไปด้วยความซาบซึ้งใจอันยาก บรรยายขึ้นมา
คนเหล่านี้สนับสนุนตนสุดชีวิตเช่นนี้เพื่ออะไรกัน?
ในบรรดาพวกเขามีลูกศิษย์สํานัก เศรษฐีของตระกูล มีผู้ฝึกฝน ธรรมดา มีกระทั่งขั้นแมลงที่ดิ้นรนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความ ตาย
ส่วนตนนั้นทําอะไรที่ควรค่าให้พวกเขาสนับสนุนถึงขนาดนี้กัน?
ตัวเองก็แค่ตอนที่โดนปรักปรําไม่ได้ออกมาอธิบายตั้งแต่ทีแรก ใช้ ตัวตนของบุคคลตัวเล็กๆ พลิกสถานการณ์ผงาดขึ้น แค่ใช้ผลึกเซียน จํานวนหนึ่งออกมาตั้งกองทุนเพื่อผู้ประสบเคราะห์พวกนั้นก็เท่านั้น
เพียงแค่นี้เท่านั้น
เพียงแค่นี้ก็เท่านั้น!
ตัวเองไม่ได้ทําเรื่องใดๆ เพื่อคนที่สนับสนุนคนพวกนี้เลย
กระทั่งว่าตอนนั้นที่ตั้งกองทุนนี่ก็รู้สึกว่าเพราะเรื่องของตัวเอง ส่งผลกระทบทําให้ผู้บริสุทธิ์ถนนหนานเจียถูกทําร้าย
ข้าไม่คิดสังหารป๋อเหริน ป๋อเหรินกลับตายเพราะข้า
หลี่มู่ก็เป็นเช่นนี้
แต่คิดไม่ถึงว่า ที่กล่าวว่าทําดีได้ดี จิตใจเมตตาของเขาเพียงชั่วครู่ กลับทําให้ตัวเองได้ ‘กายทองศีลธรรม’ ขึ้นมา บนเครือข่ายเซียนยิ่งได้
ผู้สนับสนุนจํานวนมหาศาล ทั้งยังมี ‘สมาคมดาบคลั่ง’ กลุ่มกระดาน สนทนาเครือข่ายเซียนที่เป็นของตัวเอง อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีกําลังรบ เป็นอันดับหนึ่งของกระดานเครือข่ายเซียนเขตดาราเทพวีรชนอีกด้วย
แต่เดิมคิดว่าประโยชน์ของ ‘สมาคมดาบคลั่ง’ ก็แค่สงครามน�าลาย บนกระดานสนทนาเท่านั้น
แต่ตอนนี้…
มองราคาประมูลของสินค้าประมูลสองชิ้นนี้พุ่งสูงอย่างบ้าคลั่งไม่ หยุด หลี่มู่ก็เงียบงัน
พวกเขาทําไมถึงทําเช่นนี้?
เขากําลังขบคิด
จะต้องไม่ใช่เหตุผลที่เขาคิดได้ก่อนหน้านี้พวกนั้นแน่นอน
หลี่มู่ปิดการแลกเปลี่ยนดาบสงครามห่านฟ้าและดาบบินใบหลิว
เขาไม่ลังเลใดๆ ทั้งสิ้น ส่งดาบสงครามห่านฟ้าให้กับ ‘มังกรซ่อน สมาคมดาบคลั่ง’ โดยไม่มีค่าส่ง ส่วนดาบบินใบหลิวพวกนั้นก็จัดทําการ จับฉลากในเหล่าฉายาผู้ฝึกฝนที่เข้าร่วมการประมูลโดยวิธีจับฉลากของ เครือข่ายเซียน และทําการส่งให้โดยไร้ค่าส่งเช่นกัน
หากเป็นเมื่อก่อนหน้านี้หลี่มู่ก็จะจบการประมูลด้วยราคาสูงลิ่ว อย่างไม่ลังเลแน่นอน
แต่ตอนนี้เขาจะต้องคิดให้ดีๆ
ออกจากเครือข่ายเซียนมา
จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนยังบ่นงึมงําอย่างหัวเสียอยู่ข้างๆ เห็นได้ชัดว่า ไม่พอใจที่ที่ผู้ฝึกฝนมากมายขนาดนั้นยกย่อง ‘ดาบคลั่ง’ แต่ดูแคลนอี้ เตา แต่ก็ไร้ความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร
นางทําแก้มป่องพลางมองหลี่มู่ “คุณชาย ไม่อย่างนั้นเราไปสร้าง กลุ่ม ‘สมาคมอี้เตา’ ขึ้นมาสู้ซึ่งหน้ากับ ‘สมาคมดาบคลั่ง’ ไปให้สุดบ้าง ดีหรือไม่”
หลี่มู่หัวเราะพลางลูบศีรษะของนาง “ไม่ต้องหรอก จอมยุทธ์ ‘ดาบ คลั่ง’ หลี่มู่เป็นบุคคลต้นแบบของข้า ในใจของข้าเขาสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เป็นชายผู้อัศจรรย์สุดประเสริฐที่องอาจทรนง ข้าไม่ได้แม้เพียงหนึ่งใน หมื่นของเขา เอาจริงๆ แล้วข้าก็เป็นสมาชิกของ ‘สมาคมดาบคลั่ง’ เหมือนกัน”
“เอ๋?” จิ้งจอกสาวอ้าปากค้างไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร
ท่าทางน่ารักเช่นนี้ทําเอาหลี่มู่ขบขัน
“ปี้ เหยียน เจ้ายังมีคนในครอบครัวหรือไม่?” หลี่มู่เปลี่ยนหัวข้อ สนทนา
เขาตอนนี้ยังไม่ได้คิดว่าจะจัดการจิ้งจอกสาวน้อยคนนี้ยังไงดี หาก ยังมีคนในครอบครัวแล้วล่ะก็ เช่นนั้นก็ให้นางกลับบ้านแล้วกัน
คอยอยู่ข้างกายตนตลอด ชายหญิงอยู่ด้วยกันมันก็ไม่ใช่เรื่อง
ปี้ เหยียนสีหน้าหมองหม่น “มีเจ้าค่ะ เพียงแต่ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขา เป็นเช่นไรบ้าง ตอนข้ายังเด็ก ท่านพ่อได้รับบาดเจ็บสาหัส รากฐานพลัง เสียหาย ภายหลังยังป่วยหนัก ที่บ้านยากจนข้นแค้นนัก ไม่มีผลึกเซียน ซื้อยาข้าจึงทําได้แค่ขายตัวเองเป็นนางกํานัลให้กับราชวงศ์ไป๋อวี่แลก เงินซื้อยาให้ท่านพ่อ และไม่ได้ติดต่ออะไรกันอีก เพียงเสี้ยวพริบตาก็ ผ่านไปสิบห้าปี ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาจะเป็นเช่นไร”
หลี่มู่ได้ฟังในใจก็อดรู้สึกเห็นอกเห็นใจไม่ได้
เด็กสาวเผ่าจิ้งจอกคนนี้เป็นสตรีที่น่าสงสาร และก็เป็นสตรีที่น่า เคารพนับถือ
ยุทธจักรของผู้ฝึกฝน นอกจากความสามารถและพลังฝึกตน ด้าน อื่นๆ ก็เหมือนกับโลกธรรมดาทั่วไป
“อยากจะไปหาพวกเขา กลับไปอยู่ข้างกายพวกเขาหรือไม่?” หลี่มู่ ถาม
ในดวงตาของจิ้งจอกสาวปี้ เหยียนฉายประกายอย่างที่ไม่เคยมีมา ก่อน จากนั้นก็พลันตระหนักอะไรได้ ส่ายหน้าเหมือนกลองป๋องแป๋ง “ปี้ เหยียนตอนนี้เป็นคนของคุณชายแล้ว ข้าจะอยู่ข้างกายคุณชาย ตลอดไป บุญคุณของคุณชายต่อให้ปี้ เหยียนร่างกายต้องเป็นผุยผงก็ ยากจะทดแทนได้”
หลี่มู่ส่ายหน้าเอ่ยตอบไป “เด็กโง่ คนในครอบครัวสิถึงจะสําคัญ ที่สุด ส่วนข้าก็เป็นเพียงแค่คนเดินทางที่ผ่านมาในชีวิตเจ้าก็เท่านั้น”
เด็กสาวมองหลี่มู่ตาแป๋ว
แววตาของดวงตางดงามคู่นั้นมีประกายที่แตกต่างไปฉายกะพริบ มองจนหลี่มู่ใจลนลาน
เขาจงใจยีผมของเด็กสาว “บ้านเกิดเจ้าอยู่ที่ใด?”
เด็กสาวจิ้งจอกก้มหน้า “อยู่บนดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์แดน ดาราจื่อเวยเจ้าค่ะ นอกจากจิ้งจอกขาวแล้ว เผ่าจิ้งจอกดําก็เป็นเผ่า ใหญ่ในเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ด้วย”
จิ้งจอกสาวก็มาจากดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์อย่างนั้นรึ?
หลี่มู่แปลกใจมาก
“แบบนี้ก็ดีเลย ข้าจะเดินทางไปดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ เจ้าตาม ข้าไปด้วย เมื่อถึงดาวแม่แล้ว ข้าจะพาเจ้าไปหาบิดามารดาของเจ้า พวกเขาจะต้องดีใจอย่างมากแน่นอน”
จิ้งจอกสาวพยักหน้าหงึกๆ เอ่ยอย่างเรียบร้อยเชื่อฟัง “เจ้าค่ะ”
จากนั้น นางก็เหมือนรวบรวมความกล้า เงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโต ใสกระจ่าง มองหลี่มู่เหมือนขอร้อง เอ่ยขึ้นว่า “คุณชาย ข้าอยากไปพบ ท่านพ่อท่านแม่มาก แต่ก็อยากรับใช้อยู่ข้างกายท่าน ท่านอย่าผลักไสปี้ เหยียนได้หรือไม่?”
หลี่มู่อึ้ง ก่อนจะลูบหัวนางเบาๆ กําลังจะพูดอะไร ในตอนนี้เอง…
ก๊อกๆๆ!
ด้านนอกมีเสียงประตูดังเข้ามา “ท่านลูกค้า ตัวยาด่วนที่ท่านซื้อที่ร้านของข้ามาถึงแล้ว” เสียงของเด็กร้านยาป่าต้นซิ่งดังลอยเข้ามาจากด้านนอก หลี่มู่ใบหน้าเปลี่ยนสีทันที
……
“มีข่าวแล้วรึ?” ที่ร้านยาป่าต้นซิ่ง หลี่มู่มองชิวหลิ่งผู้ดูแลชราด้วยใบหน้าตื่นเต้น
ผู้ดูแลชราตอบ “ไม่ทําให้ท่านผิดหวัง รายงานท่านผู้ดูแลกองทัพ แม่นางฮวาเสี่ยงหรงหนึ่งในสองคนที่ท่านต้องการหา ช่วงนี้ปรากฏตัว ขึ้นครั้งหนึ่ง บนดาวบริวารเผ่าเทพสวรรค์แดนดาราจื่อเวย ว่ากันว่า แสดงการร่ายรําเพลงหนึ่ง สร้างความฮือฮาไปทั่ว ข่าวจึงได้แพร่ออกมา ตอนแรกแม่นางฮวาไม่ได้ใช้ชื่อจริง แต่ใช้ฉายา ‘เซียนเมฆาขาว’ จน ภายหลังสมาชิกหน่วยข่าวกรองของเราคนหนึ่ง ได้เห็นภาพกระจกวารี ภายในการร่ายรําของ ‘เซียนเมฆาขาว’ เทียบกับภาพเหมือนจากวิชา กระจกวารีที่ท่านผู้ดูแลกองทัพมอบให้แล้ว หลังจากตรวจสอบซ�าแล้ว ซ�าเล่า จึงได้ยืนยันว่า ‘เซียนเมฆาขาว’ ผู้นี้ก็คือคนที่ท่านต้องการหา”
ปรากฏที่ดาวบริวารเผ่าเทพสวรรค์แดนดาราจื่อเวย?
ฮวาเสี่ยงหรงไปแดนดาราจื่อเวยอย่างนั้นรึ? หลี่มู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ไกลยิ่งกว่าที่เขาคิดเอาไว้
เขารู้จักเผ่าเทพสวรรค์ เป็นหนึ่งในหกเผ่าชั้นยอดแดนดาราจื่อเวย เผ่าเทพสวรรค์และเผ่าจิ้งจอกสวรรค์นั้นล้วนแต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่ยืนอยู่ บนระดับสูงสุดของทั้งแดนดาราจื่อเวย และมีอํานาจปกครองกว้างไกล
ผู้ดูแลชราเอ่ยต่อไป “จากข่าวที่พวกเราสืบมา ‘เซียนเมฆาขาว’ เหมือนจะมีความสัมพันธ์กับผู้เก่งกาจชั้นยอดคนหนึ่งของเผ่าเทพ สวรรค์เป็นอย่างดี จึงคบเป็นสหายจับคู่เดินทาง อีกทั้งยังมุ่งหน้ามายัง ดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ เพื่อมาดูพิธีประลองยุทธ์เลือกคู่ขององค์หญิง น้อยเผ่าจิ้งจอกสวรรค์”
คิ้วของหลี่มู่ขมวดเป็นปม
นี่เป็นความสัมพันธ์อย่างไรอีก? ท่าทางฮวาเสี่ยงหรงจะเกิดเรื่องอะไรบางอย่างขึ้น หากตนเดาไม่ผิดล่ะก็ น่าจะเกี่ยวกับไป๋ม่อโฉวคนนั้น เช่นนั้นแล้ว ดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์จะต้องไปสักรอบแน่แล้ว หลี่มู่ถาม “อีกคนหนึ่งเล่า?”
ผู้ดูแลชราส่ายหน้า ก่อนจะตอบไป “ส่วนอีกท่านหนึ่ง ท่านหญิง หวนจูนั้นไร้ซึ่งข่าวคราว ข้าน้อยจับตามองสืบหาจากทุกช่องทางแล้ว หากมีข่าวจะต้องรายงานท่านผู้ดูแลโดยทันทีแน่นอน”
หลี่มู่พยักหน้า “ลําบากแล้ว”
ผู้ดูแลชราเอ่ยด้วยใบหน้าฮึกเหิม “ไม่ลําบากเลยขอรับ เทียบกับที่ ใต้เท้าเสียสละเพื่อหน่วยรบเสวียนหวง สิ่งที่พวกเราแค่นี้เทียบไม่ได้ เลย”
หลี่มู่หงุดหงิดขึ้นมาเล็กๆ ณ ตอนนั้นทันที เดี๋ยวก่อนนะ
เหมือนจะมีอะไรไม่ถูก
ข้าเสียสละอะไร? ผู้เฒ่า ท่านอย่าใช้สายตาแบบนี้มองข้าสิ เฮ้ นี่ท่านเหมือนกําลังเข้าใจอะไรผิดอยู่นะเนี่ย
……
หนึ่งวันหลังจากนั้น หลี่มู่และจิ้งจอกสาวปี้ เหยียนเหยียบขึ้นเรือ ดารากระสวยสวรรค์
เรือดารากระสวยสวรรค์ไม่เหมือนเรือดาราทั่วไป มันเป็นเครื่องมือ คมนาคมระดับเทวะที่สามารถข้ามมิติได้
เรือดารากระสวยสวรรค์ลํานี้ชื่อว่า ‘เนตรแห่งพายุ’ ตัวเรือยาว สามสิบจั้ง กว้างเจ็ดจั้ง เหมือนกับปลาตัวใหญ่ ขนาดไม่ได้ใหญ่ไปกว่า ‘กางเขนแห่งอิสระ’ ของซ่านเทียนสักเท่าไหร่ แต่ความสูงส่งของระดับ กลับเหนือกว่าหลายร้อยเท่า ลําพังแค่วัสดุการก่อสร้างของ ‘เนตรแห่ง พายุ’ ก็ราคามหาศาลแล้ว น่ากลัวว่า ราคาที่แยกชิ้นส่วนออกมาของ ‘กางขนแห่งอิรสระ’ ก็จะยังไม่พอกระดานหนึ่งแผ่นของ ‘เนตรแห่ง สวรรค์’ เลย
ในฐานะที่เป็นผู้ถูกเลือกอันดับหนึ่งของเขตดาราเทพวีรชน หลี่มู่ ถูกจัดให้อยู่ห้องระดับยอดเยี่ยมของ ‘เนตรแห่งพายุ’
เรือดาราเคลื่อนตัว ตัวเรือสั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นก็เหมือนสัตว์ใน ทะเลดําลงไปในมหาสมุทร แหวกว่ายไปในปราการห้วงมิติอย่างเนิบช้า สุดท้ายก็หายไปจากดาวบริวาร
“เรือดารากระสวยสวรรค์ลํานี้ก็คือค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามดารา สมุทรเคลื่อนที่นี่เอง”
หลี่มู่ทอดถอน
คล้ายๆ กับไทม์แมชชีนข้ามมิติในนิยายไซ-ไฟของโลกแบบนั้น
เมื่อ ‘เนตรแห่งพายุ’ มาปรากฏขึ้นกลางห้วงดาราอีกครั้งก็ออกมา จากเขตดาราเทพวีรชนแล้ว
จากคํากล่าวขององครักษ์เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ‘เนตรแห่งพายุ’ จะต้องใช้เวลาประมาณสามวัน ทําการข้ามมิติยี่สิบกว่าครั้ง ถึงจะถึง แดนดาราจื่อเวย จากนั้นต้องใช้เวลาอีกหนึ่งวันถึงจะเข้าสู่ดาวแม่
นี่เป็นการเดินทางระยะไกลแสนไกลอย่างไม่ต้องสงสัย
เผ่าจิ้งจอกสวรรค์มีมารยาทกับผู้ถูกเลือกทั้งสิบเป็นอย่างมาก
ตลอดทางก็คอยบริการทรัพยากรฝึกฝนและความสะดวกต่างๆ ให้กับพวกหลี่มู่
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เพียงเสี้ยวพริบตา เวลาสามวันก็ผ่านพ้นไป ‘เนตรแห่งพายุ’ มาถึง ยังแดนดาราจื่อเวย
“ข้างหน้าพวกเราจะลงจอดที่จุดพักห้วงดาราฟ้าจรัสทําการเติม เสบียง จากนั้นจึงจะเดินทางต่อไปได้” ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์เรียกรวม สิบผู้ถูกเลือกมา เอ่ยยิ้มขึ้นว่า “จุดพักห้วงดาราฟ้าจรัสเป็นจุดพักห้วง ดาราที่ใหญ่ที่สุดของเขตรอบนอกแดนดาราจื่อเวย และก็เป็นเขตการ คมนาคมที่มีอายุกว่าห้าพันปี บรรยากาศการค้าขายเข้มข้น เรือดารา จะจอดพักที่นี่ หากทุกท่านสนใจก็สามารถไปเดินเล่นในเขตค้าขายของ จุดพักห้วงดาราได้ บางทีอาจจะได้ผลเก็บเกี่ยวอะไรติดไม้ติดมือมา ไม่
ว่าทุกท่านจะต้องตา ประสงค์สินค้าใด พวกเราเผ่าจิ้งจอกก็จะสรรหาให้ ทุกท่านโดยไม่เก็บเงินเลย”
ลงทุนขนาดนี้เชียว? หลี่มู่ตะลึงไปในทันที
………………………………………………