จอมศาสตราพลิกดารา - บทที่ 661-670
บทที่ 661 สงคราม
เผ่าจิ้งจอกสวรรค์นี่ใจกว้างจริง ไม่ว่าสิบผู้ถูกเลือกจะต้องตากับของอะไรก็ตามในพื้นที่การค้าบน จุดพักห้วงดารานี้ ก็ยินดีที่จะจ่ายให้ แล้วถ้าเหล่าผู้ถูกเลือกไปต้องตา กับสิ่งที่แพงที่สุดบนดาวดวงนี้ล่ะ? แต่ว่าใครอยากให้เจ้าเป็นชนเผ่าใหญ่ในทางช้างเผือกกันล่ะ? ครอบครัวใหญ่ธุรกิจโตไม่จําเป็นต้องใส่ใจ หลี่มู่ทอดถอนออกมาประโยคหนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มขบคิด ถือเอา โอกาสนี้ใช้เนตรสวรรค์ให้เป็นประโยชน์ เลือกสมบัติล�าค่ามาสักชิ้น แต่ขณะที่คําพูดของทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ยังไม่ทันจะพูดจบ ก็เกิด เรื่องไม่คาดคิดขึ้น จู่ๆ บนเรือดาราก็มีเสียงเตือนภัยแสบแก้วหูดังขึ้น จากนั้นองครักษ์เผ่าจิ้งจอกสวรรค์คนหนึ่งพุ่งเข้ามา เอ่ยกระซิบ เสียงต�าขึ้นข้างหูของทูตสองสามประโยค สีหน้าทูตขั้นราชาคนนี้เปลี่ยนไปทันใด
นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่มู่เห็นว่าทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ที่พลังบําเพ็ญอยู่ ขั้นราชา ใบหน้าปรากฏสีหน้าตกใจระคนโมโหเช่นนี้ เขาไม่พูดไม่จาเดินออกตรงไปยังด้านหน้าดาดฟ้าเรือ เกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน? ที่จะทําให้การคงอยู่ขั้นราชาคนนี้ยั้งสติไว้ไม่อยู่ พวกของหลี่มู่ก็ไม่รู้จะอย่างไร จึงเดินตามขึ้นไปด้วย
เมื่อมาถึงกลางห้องบัญชาการของ ‘เนตรพายุคลั่ง’ มองผ่านภาพ วิชากระจกวารีระยะไกลจนเห็นฉากหนึ่ง ที่ทําให้คนทั้งหมดในห้อง บัญชาการ รวมถึงพวกของหลี่มู่ล้วนตกตะลึงอึ้งไปทั้งหมด
สิ่งที่เห็นคือสะเก็ดดาวตกขนาดยักษ์เป็นก้อนๆ เหมือนกับเป็นลาน ขยะขนาดใหญ่อย่างไรอย่างนั้น สิ่งที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศสีดํามืด ศพอันแห้งเหี่ยวนับไม่ถ้วน บ้างก็ครบถ้วนสมบูรณ์ บ้างก็เป็นชิ้นๆ บ้าง ก็เป็นร่างคน บ้างก็เป็นร่างของชนเผ่าอื่นๆ ลอยคว้างอยู่ระหว่างสะเก็ด ดาวตก เมื่อมองอย่างละเอียดยังเห็นสิ่งปลูกสร้างที่แตกหัก เรือดาราที่ ถูกทําลาย…
ภาพที่เห็นจากวิชากระจกวารีในห้องบังคับบัญชา อยู่ห่างจากเรือ ‘เนตรพายุคลั่ง’ ราวๆ หนึ่งแสนลี้
หรือก็คือ ในทางช้างเผือกที่ห่างออกไปแสนลี้ เพิ่งจะเกิดภัยพิบัติ ครั้งใหญ่ขึ้น
“จุดพักขาวเรืองรอง” ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม หลี่มู่มีปฏิกิริยาขึ้นมาทันที
สถานที่เกิดภัยพิบัติในภาพกระจกวารี ก็คือจุดพักห้วงดาราขาว เรืองรองที่ทูตพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้
นายเรือของกระสวยดารา ‘เนตรพายุคลั่ง’ สีหน้าเต็มไปด้วยความ อารมณ์สั่นสะเทือน แทบจะใช้การคํารามจากคอหอยเปล่งเสียงแห่ง ความโกรธออกมา “มีคนโจมตีจุดพักห้วงดาราขาวเรืองรอง ไม่เพียงแต่ สังหารคน แต่ยังชิงเอาทรัพย์สิน และทําลายจุดพักห้วงดาราลงทั้งหมด …มันช่างอวดดีและเหิมเกริมนัก กล้ามาโจมมตีจุดพักห้วงดาราของเผ่า จิ้งจอกสวรรค์ของพวกเรา”
“ดูท่าว่าการโจมตีเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน” “เพิ่มความเร็ว รีบเข้าไปดูว่ามีเบาะแสอะไรบ้าง” “อาจจะยังมีผู้รอดชีวิต”
เหล่ายอดฝีมือเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ในห้องบังคับบัญชา ล้วนโกรธ แค้นและฉุกละหุกเร่งรีบ ‘เนตรพายุคลั่ง’ เร่งความเร็วในการเคลื่อนที่ ที่แท้จุดพักห้วงดาราขาวเรืองรองก็เป็นอสังหาริมทรัพย์ของชน เผ่าจิ้งจอกสวรรค์นี่เอง มิน่าก่อนหน้านี้ท่านทูตจึงใจกว้างที่สัญญาว่าจะมอบของชิ้นหนึ่ง จากในเขตการค้าให้กับผู้ถูกเลือกทุกคน และไม่แปลกใจที่เมื่อได้ยินข่าวการถูกทําลายของจุดพักห้วงดารา ขาวเรืองรอง ท่านทูตที่สีหน้าไม่เคยแสดงอาการโกรธดีใจจึงได้ เปลี่ยนเป็นบูดเบี้ยวเสียขนาดนี้ นี่เท่ากับถูกคนอื่นเข้ามาทุบลานดินเข้าแล้ว ราวหนึ่งถ้วยชาต่อมา ‘เนตรพายุคลั่ง’ ได้จอดลงที่ด้านนอกซากปรักหักพังของจุดพัก ห้วงดาราขาวเรืองรองหลังจากถูกทําลายลง ทูตพายอดฝีมือเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ตรงเข้าสู่ซากปรักหักพังด้วยกาย เนื้อ เพื่อค้นหาเบาะแสอย่างละเอียด
ส่วนผู้ถูกเลือกทั้งสิบอย่างพวกหลี่มู่ พลังบําเพ็ญในตอนนี้ การออก สู่อวกาศด้วยกายเนื้อไม่ใช่ปัญหาใหญ่
แต่พอคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ดังนั้นเหล่าผู้ถูก เลือกจึงวางตัวอย่างเหมาะสมอยู่ด้านนอกซากปรักหักพัง ยืนมองอยู่ ห่างๆ ไม่ได้เข้าร่วมการค้นหา
พลังเนตรของหลี่มู่ในตอนนี้ พอกวาดออกไป ภาพทั้งหมดของซาก ปรักหักพังก็แทบจะเก็บมาได้ทั้งหมด
นี่เป็นสนามรบที่น่ากลัวอย่างมาก
ดูจากศพของสิ่งมีชีวิตหลากชนเผ่าที่ลอยอยู่กลางอากาศ ตายไป อย่างน้อยนับแสนคน ทั่วทั้งจุดพักห้วงดาราขาวเรืองรองน่าจะโดน โจมตีอย่างกะทันหัน ดังนั้นทุกชีวิตบนจุดพักห้วงดาราจึงไม่ทันได้ ต่อต้านอย่างทันท่วงที ภายในระยะเวลาสั้นๆ ก็ถูกสังหารจนเรียบ หลังจากนั้นได้มีพลังอันแสนน่ากลัวฉีกจุดพักห้วงดาราทั้งหมดเป็นชิ้นๆ ทําลายจนราบ…
ศพนับแสนเลยนะ
ศพมากมายล่องลอยอยู่ท่ามกลางสะเก็ดดาวและซากปรักหักพัง ทั่วกระจ่ายเต็มอวกาศ
ภาพเช่นนี้มันช่างสั่นสะเทือนจนยากที่จะพรรณนา นี่เป็นภัยจากมนุษย์
ไม่ใช่ภัยจากอวกาศ วิธีของผู้บุกรุกแสนจะโหดร้ายทารุณ ศพที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศ บางส่วนตายอย่างน่าเวทนา
“หืม? นั่นคือ…” หลี่มู่จู่ๆ พบกับศพพิเศษบางส่วน จนต้องหรี่ตาล งอย่างฉับพลัน
เป็นไปได้อย่างไร? บาดแผลเหล่านั้น…หรือว่านางได้ลงมือแล้ว? หลี่มู่ในเต้นระรัว เพราะลักษณะการตายของศพเหล่านี้เขาเคยเห็นมาก่อน เกี่ยวข้องกับคนๆ หนึ่ง ไม่ใช่ ไม่ถูก ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น
นางถึงแม้จะบําเพ็ญวิเชาเหล่านั้น แต่ไม่มีทางทําเรื่องเช่นนี้กับผู้ บริสุทธิ์แน่นอน
ในใจหลี่มู่ว้าวุ่นขึ้นมา
ไม่ใช่
ไม่ใช่แน่นอน
เขาจ้องเขม็งไปยังศพที่ตายอย่างพิเศษเหล่านั้น เนตรสวรรค์ ค่อยๆ เปิดออกตรวจสอบอย่างละเอียด มองออกว่าก่อนหน้าที่ศพ เหล่านี้ยังมีชีวิต ควรจะเป็นที่มีพลังแข็งแกร่งมาก ในศพนับแสน ตรงหน้า ศพไม่กี่ศพเหล่านี้น่าจะเป็นสิบอันดับแรก พลังเลือดทั่วร่าง ล้วนถูกสูบไปจนหมด กลายเป็นเหมือนซากศพผีดิบแห้งกรัง
เหมือนกับวิธีการตายของคนกลุ่มหนึ่งบนแผ่นดินใหญ่เสินโจวไม่ ผิดเพี้ยน
ยิ่งหลี่มู่สังเกตละเอียดเท่าไร ก็ยิ่งตัดสินได้แน่วแน่ตามนั้น
เขาปิดเนตรสวรรค์ลง แววตากลายเป็นหลุมกลวง ความคิดสับสน วุ่นวาย และไม่รู้ว่ากําลังคิดอะไรอยู่
เพียงไม่นาน ทูตเผ่าจิ้งจกสวรรค์กับยอดฝีมือในเผ่าได้ย้อนกลับมา
“ทั้งหมดไม่มีใครรอดชีวิตเลย ดูจากลักษณะการกระทํา ผู้ลงมือ น่าจะเป็นคนของ ‘รังเทพ’ แต่ก็ยังยืนยันชี้ชัดไม่ได้” สีหน้าของทูตเศร้า หมอง เอ่ยต่อว่า “เอาเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่นี่แจ้งกลับไปยังดาวแม่ให้
ไวที่สุด ต้องรีบเตรียมการป้องกัน เวลาหลายร้อยปีแล้วที่ไม่มีใครกล้า บ้าคลั่งเข้ามาลงมือกับเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ของข้า ไม่ว่ามันจะเป็นใคร จง เตรียมตัวรับไฟแห่งความโกรธแค้นของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ให้ดีเถอะ”
ผู้แข็งแกร่งเผ่าจิ้งจอกสวรรค์คนอื่นก็ล้วนโกรธแค้นเช่นกัน
โดยเฉพาะท่ามกลางผู้เคราะห์ร้ายนับแสนนี้ มีผู้บําเพ็ญเผ่าจิ้งจอก สวรรค์อยู่มากมาย และจุดพักห้วงดาราขาวเรืองรองเป็นพื้นที่ของเผ่า จิ้งจอกสวรรค์ ทํากิจการมานับพันปี เป็นสัญลักษณ์หน้าตาของเผ่า จิ้งจอกสวรรค์ ตอนนี้ถูกทําลายจนราบแล้ว ทําเอาชื่อเสียงเกียรติยศ ของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ได้รับบาดเจ็บอย่างหนักหน่วงขึ้นมาทันที
นี่เป็นสิ่งที่ผู้บําเพ็ญเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ทุกคนไม่สามารถรับได้ “เตรียมการพิธีศพแห่งดวงดาว อําลาสหายร่วมรบ” สีหน้าของทูตเคร่งขรึมขึ้นมา คนที่จัดสรรให้ออกไปส่งข่าวก่อนหน้า ได้ออกเดินทางแล้ว กระสวยดารา ‘เนตรพายุคลั่ง’ จอดอยู่ด้านข้างซากปรักหักพัง
ทูตและยอดฝีมือ นักรบเกราะ ลูกเรือของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์บนเรือ ดารา ได้เริ่มเก็บร่างศพที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ มารวมไว้ด้วยกัน จากนั้นใช้พิธีอันเก่าแก่ของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ดําเนินการเซ่นไหว้ และ
จัดการสลายศพเหล่านี้จนกลายเป็นหมอกตามพิธีศพแห่งดวงดาวที่ทํา กันเป็นประเพณี ธุลีกลับสู่ธุลี ดินกลับสู่ดิน ศพแปรเปลี่ยนเป็นฝุ่นธุลี สลายหายไปในอวกาศ…
นี่คือพิธีที่เคร่งขรึมจริงจังอย่างมากพิธีหนึ่ง
หลี่มู่ก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน
ยิ่งกว่านั้นหลี่มู่ยังสังเกตเห็นว่า แม้แต่จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนเอง เวลา นี้นางกําหมัดแน่น ใบหน้าโกรธแค้นเคร่งขรึม สวมใส่เสื้อเกราะที่เรือ ดารามอบให้ ออกมายังอวกาศช่วยเก็บกวาดศพของผู้เคราะห์ร้าย เช่นกัน
ศพก่าหนึ่งแสนล่องลอยราวกับฝูงมด ต่อให้จะมียอดฝีมือมาก เพียงไหน ก็ต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งวันจึงสามารถนํามาประกอบพิธีได้ หมด
ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่การประลอง และไม่ใช่การเก็บขยะเล่นๆ
ต่อให้ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์จะเป็นผู้แข็งแกร่งขั้นราชา ก็ยังต้อง รักษาความเคารพต่อผู้ที่ตายไป ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้วิชาอภินิหาร รวบรวมศพหรือเผาทําลายไปตรงๆ
หลี่มู่ได้มองเห็นความเคร่งขรึมและความน่าเกรงขามที่ไม่เคยเห็น มาก่อนจากตัวของทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ขั้นราชาคนนี้
เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ถือเป็นชนเผ่าใหญ่ในจักรวาลที่ค่อนข้างสามัคคี กันเลยทีเดียว
หลี่มู่รุ้สึกทอดถอนใจ
ชนเผ่านี้ที่สามารถตระหง่านขึ้นในอวกาศมาอย่างยาวนาน จน กลายเป็นขั้วอํานาจใหญ่สูงสุดแห่งแดนดาราจื่อเวย ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี เหตุผลเสียทีเดียว
จนกระทั่งการเก็บกวาดทั้งหมดเสร็จสิ้น ‘เนตรพายุคลั่ง’ จึงได้ เดินทางต่อ
บรรยากาศบนเรือกลายเป็นน่าอึดอัด
จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนตาแดงเถือก เดินตามหลังหลี่มู่
เหล่ายอดฝีมือเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ก็ล้วนพยายามข่มความโกรธ เกลียดในใจเอาไว้
หลักฐานที่ต้องรวบรวมก็รวมรวมเสร็จแล้ว ยังจําเป็นต้องมี ระดับสูงของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ไปตรวจสอบ เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ทุกคน
บนเรือลํานี้ล้วนมั่นใจ ว่าคนร้ายจะต้องถูกตรวจสอบออกมา ความแค้น ของเหล่าผู้เสียชีวิตจะต้องถูกชําระ
นี่คือความมั่นใจในตนเองของชนเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ในฐานะชนเผ่า ใหญ่แห่งทางช้างเผือก
แต่ว่า คนทุกคนบนเรือดาราล้วนคิดไม่ถึง ว่าการถูกทําลายของจุด พักห้วงดาราขาวเรืองรอง จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
ขณะที่ ‘เนตรพายุคลั่ง’ มาถึงจุดพักห้วงดาราต่อไป คนทั้งหมดก็ ล้วนอึ้งไปตามๆ กัน
สิ่งที่พวกเขาเห็น คือภาพแห่งความพินาศอีกครั้งหนึ่ง
หลังจากจุดพักห้วงดาราขาวเรืองรอง จุดพักห้วงดาราอีกแห่งก็ได้ ถูกทําลายลงแล้ว
ซากหินที่ลอยว่อนอยู่ทั่วฟ้า ซากปรักหักพัง และร่างที่ไร้วิญญาณ …
ภาพนี้ แทบไม่ได้แตกต่างอะไรกับสิ่งที่ได้พบเห็นในจุดพักห้วง ดาราขาวเรืองรองก่อนหน้านี้เลย
ความน่ากลัวเช่นเดียวกัน
ความน่าเวทนาแบบเดียวกัน
“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงของทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ราวกับกําลังครวญ คราง
และเหล่ายอดฝีมือเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ข้างกายเขาก็ล้วนนิ่งงันไป
พวกของหลี่มู่ถึงแม้จะไม่เคยมายังจุดพักห้วงดาราตรงหน้านี้ และ ไม่รุ้ว่าจุดพักห้วงดารานี้เป็นของผู้ใด แต่เพียงแค่เห็นร่างที่แขนขาดขา ขาด ซากปรักหักพังลอยกระจายไปทั่วเช่นนี้ ก็รู้ว่าได้เกิดเรื่องใหญ่ที่ แสนจะน่ากลัวขึ้นแล้ว
ถ้าหากบอกว่าจุดพักห้วงดาราขาวเรืองรองก่อนหน้าถูกสังหาร ทําลาย อาจจะเป็นไปได้ว่าขั้วอํานาจบางกลุ่มได้เจาะจงโจมตีมาที่เผ่า จิ้งจอกสวรรค์ หรืออาจจะเป็นพวกโจรทางช้างเผือกเกิดความคิดบ้า คลั่งชั่ววูบเข้าปล้นทรัพย์สิน ทว่าตอนนี้ สองจุดพักห้วงดาราถูกทําลาย ติดต่อกัน จึงสามารถพรรณนาออกมาได้เพียงคําเดียวเท่านั้น…
สงคราม! ชนวนแห่งสงครามใหญ่ ได้ถูกจุดขึ้นมาแล้ว “นี่เป็นจุดพักห้วงดาราของเผ่าเทพสวรรค์” ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์เอ่ยขึ้น
“ต่อให้เป็นรังเทพ ก็ไม่ควรจะบ้าคลั่งขนาดที่มายั่วโมโหเผ่าจิ้งจอก สวรรค์ของข้าและเผ่าเทพสวรรค์สองแห่งพร้อมกัน นี่มันเป็นการหา เรื่องตายให้กับตนเองชัดๆ”
ทูตขั้นราชาเอ่ยขึ้นอย่างยากจะเข้าใจ
หลี่มู่ใจสั่นกึก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ยินคําว่า ‘รังเทพ’
ก่อนหน้าที่ดาวร้อยภูต วิญญาณจํานงฟ้าก็เคยเข้าใจผิดว่าหลี่มู่ เป็นคนของ ‘รังเทพ’
ทว่าตอนนี้ ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ขั้นราชาคนนี้ ได้พูดคําว่า ‘รัง เทพ’ ออกมาติดกันถึงสองครั้ง
แล้วเจ้า ‘รังเทพ’ นี้ เป็นกลุ่มแบบไหนกันแน่?
……………………………………….
บทที่ 662 วิธีการอันโหดร้าย
และเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นอยู่ด้านหลัง
ขณะที่ ‘เนตรพายุคลั่ง’ อยู่ระหว่างการไหยังดาวแม่เผ่าจิ้งจอก สวรรค์ ก็ได้มองเห็นจุดพักห้วงดาราถูกทําลายไปอีกถึงสามแห่ง
ความอเนถอนาถอยู่ในระดับเดียวกันกับจุดพักห้วงดาราขาว เรืองรอง
ไม่เหลือแม้แต่ซาก
ถูกทําลายลงย่อยยับ
ร่างไร้วิญญาณที่ตายตาไม่ฟลับ ลอยคว้างอยู่กลางอากาศเหมือน เม็ดทราย มีทั้งผู้แข็งแกร่ง ผู้ฝึกตนธรรมดา ผู้หญิงทารกก็มี น่าอนาถ จนทนดูไม่ได้
หลี่มู่มองด้วยอาการใจสั่นสะเทือน
การล่าล้างสังหาร ที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรม
ต่อให้อยู่ในทางช้างเผือกอันดํามืดหนาวเย็น ภาพฉากเช่นนี้ก็ยังดู น่าหวาดผวาเป็นอย่างมาก
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
หรือว่าในแดนดาราจื่อเวย จะเกิดสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ครั้ง ใหญ่ขึ้นจริงๆ?
ม่านหมอกดํามืดชั้นหนึ่ง ปกคลุมลมาบนใจของทุกคน
‘เนตรพายุคลั่ง’ เดินทางอยู่ในอวกาศอันดํามืด
นักรบเกราะยอดฝีมือของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ก็ตึงเครียดวุ่นวายกัน ขึ้นมา ถ่ายทอดข่าวสารกับอีกฝ่าย รวมไปถึงสอบถามถึงเรื่องราวอย่าง ต่อเนื่อง
ผ่านไปไม่นาน ในที่สุดก็มีข่าวสารตอบกลับมา
จากการสนทนาของยอดฝีมือเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ พวกของหลี่มู่ก็ได้ เข้าใจอย่างคร่าวๆ
นี่เป็นการโจมตครั้งหนึ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์
ในแดนดาราจื่อเวย มีจุดพักห้วงดาราทั้งหมดสิบจุด ได้ถูกจู่โจม ทําลายจนพินาศทั้งหมด
และในสิบจุดพักห้วงดารานี้ มีสองจุดขึ้นตรงกับเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ หกจุดขึ้นตรงกับเผ่าเทพสวรรค์ และยังมีอีกสองจุดขึ้นตรงกับตําหนัก เซียนที่ถูกจัดอยู่ในหนึ่งในหกขั้วอํานาจสูงสุด
ภายใจระยะเวลาสั้นๆ ไม่ถึงสามวันดี สิบจุดพักห้วงดาราถูก ทําลายจนสิ้นซาก
เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงพันปีที่ผ่านมา
แต่คนที่จู่โจมสิบจุดพักห้วงดาราเป็นใครนั้น ก็ยังไม่สามารถ ตรวจสอบอออกมาได้
ว่ากันว่าอีกฝ่ายพลังแข็งแกร่ง น่ากลัวเป็นอย่างมาก เพียงแค่ใน พริบตาเดียวก็ถล่มจุดพักห้วงดาราเหล่านี้ ต่อให้ในจุดพักห้วงดารานั้นๆ จะมีระดับสูงสุดขั้นขุนพลควบคุมอยู่ ก็ถูกทําลายลงในเวลาสั้นๆ ผู้ แข็งแกร่งระดับสูงสุดขั้นขุนพลก็ล้วนไม่มีใครโชคดีรอดออกมาเลย
จนถึงตอนนี้ ขั้วอํานาจชนเผ่าใหญ่ๆ และราชวงศ์ต่างๆในแดน ดาราจื่อเวยได้ล้วนเริ่มทําการตรวจสอบ
ครึกโครมทั่วทางช้างเผือก สั่นสะเทือนทุกดินแดน
วันที่สี่ เกินจากระยะเวลาที่คาดการณ์ไว้สามวัน ‘เนตรพายุคลั่ง’ ในที่สุดก็มาถึงดาวแม่ของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์อย่างปลอดภัย
เงามือที่ปกคลุมจิตใจของทุกคน จึงค่อยๆ สลายไป
ดวงดาวที่ใหญ่โตและสวยงามดวงหนึ่ง
ในขณะที่กระสวยเรือดาราค่อยๆ เข้าใกล้มิติของดวงดาว หลี่มู่ที่ ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ จ้องมองลงไปยังแผ่นดินแม่น�าเบื้องล่าง ในใจรู้สึก สั่นสะเทือนขึ้นมา
ดาวดวงนี้รักษาหน้าตาธรรมชาติดึกดําบรรพ์เอาไว้ได้ อากาศสด ชื่นเหมือนกับใช้ค่ายกลเซียนเพื่อกรองออกมาอย่างไรอย่างนั้น เต็มไป ด้วยพลังวิญญาณที่เข้มข้น เข้มข้นเสียยิ่งกว่าค่ายกลรวมวิญญาณที่ห ลี่มู่วางไว้ในภูเขาสู่และแผ่นดินใหญ่เสินโจวเสียอีก ราวกับว่าเพียงแค่ สูดอากาศเข้าไปสักทีหนึ่ง ก็มีพลังวิญญาณฟ้าดินอันเข้มข้นเข้าสู่ ร่างกาย กฎเกณฑ์วิถีสวรรค์ชันเจนเป็นธรรมชาติ เมื่อปลดปล่อยพลัง จิตออกไป ก็สัมผัสได้อย่างชัดเจน
แดนเซียน!
ในใจหลี่มู่ ประเมินออกมาด้วยสองคํานี้
สมแล้วนี่เป็นดาวแม่ของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์หนึ่งในหกชนเผ่าใหญ่ แห่งแดนดาราจื่อเวย
ต่อให้เรือเหาะ ‘เนตรพายุคลั่ง’ หลังจากเข้ามาถึงพื้นที่แผ่นดิน ของดาวที่ถูกเรียกว่า ‘ดินแดนสีขาว’ ดวงนี้ ก็ยังต้องทําการเคลื่อน กระสวยผ่านมิติ จึงจะสามารถข้ามแผ่นดินผืนน�าสุดลูกหูลูกตานี้ตรงไป ยังเมืองหลักของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’
ผ่านไปอีกหนึ่งวัน ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ ได้ปรากฏขึ้นใน ระยะสายตาของเหล่าผู้ถูกเลือกแห่งเขตดาราเทพวีรชนอย่างพวกหลี่มู่
เมืองแห่งทวยเทพ!
หลี่มู่ตกอยู่ในภวังค์สั่นสะเทือน ประเมินค่าเมืองยักษ์ที่ทั้งสวยงาม ยิ่งใหญ่ออกมาแทบจะทันที
เมื่อเทียบเมืองแห่งทวยเทพที่ยิ่งใหญ่ราวกับกวีในประวัติศาสตร์ เมืองใหญ่ที่เขาเคยเห็นมาก่อนหน้าอย่างเมืองพายุดารา ก็เหมือนกับ กลายเป็นหมู่บ้านที่ห่างไกลไปอย่างไรอย่างนั้น
เรือ ‘เนตรพายุคลั่ง’ จอดเทียบที่ท่าเรือลอยฟ้าประตูที่สิบเอ็ดทาง ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ ‘แดนอาศัยเทพจิ้งจอก’
พวกของหลี่มู่ถูกเรือเหาะขนาดเล็กอีกลํารับตัวเข้าสู่ด้านในเมือง หลักชนเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ มายังจุดพักแห่งหนึ่ง
“ทุกท่น วันประลองหาคู่นั้นยังไม่ได้กําหนดขึ้นมา ภายในช่วงนี้ ขอให้ทุกท่านพักอยู่ที่นี่ หากต้องการจะหย่อนใจ สามารเดินชมในเมือง เพื่อชมทัศนียภาพของเมืองหลักแห่งเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ได้ ถ้าหาก ต้องการสิ่งใด ล้วนสามารถแจ้งกับหัวหน้าจุดพักห้วงดาราได้ ตลอดเวลา”
ทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์พูดออกมาสองประโยค ก็รีบร้อนจากไปทันที
ผู้ถูกเลือกถูกจัดให้เข้าพักในห้องพักที่แตกต่างกัน
ปัจจัยในที่พัก ก็สุดแสนจะพิเศษ
…
…
“คุณชาย ให้ข้าพาท่านเดินเที่ยวดีไหม?”
จิ้งจอกน้อยปี้ เหยียนจัดแจงห้องพัก เก็บของเสร็จเรียบร้อยก็เอ่ย ขึ้นด้วยดวงตาโตเป็นประกาย
หลี่มู่อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้
เด็กน้อยอยากจําไปดูทิวทัศน์ของเมืองหลักแห่งเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ เองแล้วกระมัง?
ก็ดีเหมือนกัน
หลี่มู่ก็อยากจะไปดูความสง่างามแห่งแผ่นดินชนเผ่าใหญ่แห่งทาง ช้างเผือกเหมือนกัน
ทั้งสองคนออกจากที่พัก ไปหาหัวหน้าจุดพักห้วงดารา
“ท่านทั้งสองอยากจะออกไปเดินเล่นหรือ? ฮ่าๆ ได้เลย ไม่มี ปัญหา” หัวหน้าจุดพักห้วงดาราเป็นชายกลางคนอัธยาศัยดีคนหนึ่ง ไว้ เครา รูปร่างอวบๆ เหมือนเศรษฐีคนหนึ่ง รีบจัดหาองครักษ์มาให้สอง คนทันที เพื่อมาเป็นคนนําทางกับหลี่มู่ทั้งสองคน
“ขอบคุณท่านหัวหน้าจุดพักมาก” หลี่มู่เอ่ยขึ้น
“ฮ่าๆ ไม่ต้องเกรงใจ ทุกท่านล้วนเป็นผู้ถูกเลือกแห่งเขตดารา เป็น แขกผู้ทรงเกียรติของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ของเรา วิหารเทพจิ้งจอกได้ ประกาศคําสั่งเทพออกมาแล้ว ว่าต้องต้อนรับผู้ถูกเลือกทุกท่านให้ดี” หัวหน้าจุดพักมีท่าทีสนิทสนมกลมเกลียว มาส่งหลี่มู่ทั้งสองคนที่ด้าน นอกจุดพักด้วยตนเอง “ข้าน้อยตงฟางเพี่ยวเลี่ยง หากมีเรื่องอะไร สามารถหาข้าได้ทุกเวลา ข้าจะบริการแก่ทุกท่านอย่างเต็มที่”
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยง?
หัวหน้าจุดพักคนอวบคนนี้น่ะหรือ?
ชื่อนี้ กับหน้าตาเช่นนี้ เหมือนเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าแล้วสิ
องครักษ์นําทางไม่นานก็มาถึง
เมื่อมีองค์รักษ์มานําทาง อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหลงทาง และยิ่งไม่ต้องกังวลว่าจะไปทําเรื่องผิดจารีตของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์อีก ด้วย
จิ้งจอกน้อยปี้ เหยียนปลดปล่อยสัญชาตญาณ ค่อนข้างจะร่าเริง แจ่มใส
ตลอดทาง นางถามจ้อกแจ้กมากมาย จากนั้นได้วางแผนเส้นทาง ขึ้น เช่าเรือเหาะมาลําหนึ่ง เริ่มท่องไปในเมืองใหญ่ ‘แดนอาศัยแห่งเทพ จิ้งจอก’
ทิวทัศน์ดันสวยงามมากมาย สั่นสะเทือนจนพูดไม่ออก
หลี่มู่เกิดความรู้สึกบ้านนอกเข้ากรุงขึ้นมา
สิ่งต่างๆ มากมาย ที่ไม่เคยพบเคยเห็นเคยได้ยินมาก่อน
เป็นเหมือนกับที่ทูตคนนั้นบอกไว้ก่อนหน้าเลย เมื่อมาถึงแดน ดาราจื่อเวย ก็จะเหมือนกับประตูโลกใหม่บานใหญ่ ค่อยๆ เปิดอออก อย่างช้าๆ ตรงหน้าอย่างไรอย่างนั้น
พบเห็นผู้แข็งแกร่งได้ทั่วไป ต่อให้เป็นขั้นขุนพล ก็พบเห็นได้อยู่ บ่อยๆ
ที่นี่นั้น ผู้แข็งแกร่งขั้นขุนพลก็เหมือนกับขั้นนักรบในเขตดาราเทพ วีรชน
“เป็นแผ่นดินใหญ่อย่างที่คิดจริงๆ ขั้นขุนพลเดินให้ว่อน ขั้นนักรบ เกลื่อนราวสุนัข…” หลี่มู่อดทอดถอนออกมาไม่ได้ แต่ว่ามันก็เรื่องปกติ คนๆ หนึ่ง ที่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน อยู่ในตําแหน่งอะไร อยู่ในสถานที่ไหน ก็จะมองออกว่าเขาได้เห็นคนแบบไหน สัมผัสได้กับระดับเช่นไร และได้ พบเห็นกับภาพทิวทัศน์อะไร
“เปิดโลกทัศน์จริงๆ”
หลี่มู่รู้สึกว่า การมายังดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ในแดนดาราจื่อเวย ครั้งนี้ไม่เสียเปล่าจริงๆ
เพราะเมื่อมาถึงที่นี่ หลี่มู่จึงเข้าใจ ว่าตนเองที่รู้จักถึงภาพระดับ สูงสุดที่แท้จริงของอารยธรรมวิถียุทธ์แห่งทางข้างเผือก ถึงจะเข้าใจถึง พลังของผู้ควบคุมที่แท้จริงในทางช้างเผือกว่าเป็นอย่างไร
แผ่นดินใหญ่เสินโจวก่อนหน้า ที่ภูเขาสู่ กระทั่งในเขตดาราเทพวีร ชนก็ยังเหมือนเป็นกบในกะลา
และจิ้งจอกน้อยปี้ เหยียนก็ยังเป็นเช่นนี้
นางรู้สึกว่าตนเองได้เห็นภาพที่ตนเองไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
ยิ่งไปกว่านั้นเนื่องจากนางมีตัวตนเป็นเผ่าจิ้งจอก จึงรู้สึกถึงความ เป็นกันเองอย่างธรรมชาติต่อเมืองแห่งเทพในสายตาของเผ่าจิ้งจอก เมืองนี้
ตลอดช่วงบ่าย ก็ได้ใช้เวลากับการชื่นชมเช่นนี้
ทั้งสองคนยังเดินเที่ยวไปได้ไม่ถึงหนึ่งส่วนร้อยของ ‘แดนอาศัย แห่งเทพจิ้งจอก’
จนขณะที่กลับมายังจุดพัก จิ้งจอกน้อยปี้ เหยียนยังอยู่ในอาการดี อกดีใจที่ได้กลับมายังดินแดนศักดิ์สิทธิ์บ้านเกิด
หน้าประตูใหญ่จุดพัก ทั้งสองลงมาจากเรือเหาะ
หัวหน้าจุดพักอวบอ้วนที่มายืนยิ้มรออยู่ก่อนหน้าแล้ว เข้ามา ต้อนรับอย่างอบอุ่นเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแขกผู้ทรงเกียรติ ใบอนุญาตใช้งาน เครือข่ายเซียนของท่านทําเสร็จแล้ว สามามารเข้าใช้งานเครือข่าย เซ๊ยนจากในเมืองได้แล้ว ” พูดพลางก็หยิบตราเล็กสีเงินชิ้นหนึ่งให้กับห ลี่มู่
นี่เป็นสิ่งที่ฝ่ายจุดพักจัดการให้เหมือนกัน
ตราเครือข่ายเซียนจะแตกต่างกันเมื่ออยู่คนละแดนดารา
ก็เหมือนกับบนดาวโลก พื้นที่ที่แตกกต่างกันในประเทศ หมายเลข โทรศัพท์ก็จะแตกต่างกัน และหลังจากออกอนอกประเทศแล้ว พอคิด จะเล่นอินเทอร์เน็ตด้องซื้อแพคเกจใหม่
หลี่มู่ถึงแม้จะเป็นระดับแขกผู้ทรงเกียรติสีเงิน แต่จากเขตดารา เทพวีรชนมาจนถึงดาวแม่เผ่าจิ้งจอกเงิน ในระยะเวลานี้ ก็ถือว่าอยู่ใน ระยะสัญญาณขาด
สิ่งที่หัวหน้าจุดพักดาราส่งมา ไม่ใช่ตราเครือข่าย แต่เป็นสิ่งของที่ เหมือนใบอนุญาต หลังจากตั้งค่ากับตราเครือข่ายแล้ว หลี่มู่จึงสามารถ เข้าสู่ระบบเครือข่ายเซียนบนดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ได้
หลังจากขอบคุณไป หลี่มู่ก็เชื่อมต่อเครือข่ายทันที
ในฐานะที่เป็นผู้ถูกเลือกอันดับหนึ่งแห่งเขตดาราเทพวีรชน สถานที่พักที่หลี่มู่ฟถูกจัดมาเป็นเขตอาศัยแห่งหนึ่งที่มีบรรยากาศสวย สง่า
หลี่มู่เข้ามายังห้องทําสมาธิของตนเอง หลังจากจัดแจงวางค่ายกล ป้องกันการสอดแนม ก็ฬช้ตราเครือข่ายเพื่อเข้าสู่ระบบเครือข่ายเซียน
หลี่มู่ติดต่อไปหาติงอี้บนดาวสังกัดของราชวงศ์ไป๋อวี่ทันที
“ข้าทางนี้สบายดี จ้าวลัทธิวางใจได้”
ติงอี้ส่งข้อความด่วนมา
ในวันนั้น ติงอี้และศิษย์พี่สองที่หลังจากแปลงเป็นร่างน่ารัก ไม่ได ติดตามหลี่มู่มายังดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์
เพราะความสัมพันธ์ของสองคนนี้กับกหลี่มู่ ‘ดาบคลั่ง’ เป็นเรื่องที่ ทางช้างเผือกรู้กันหมดแล้ว การติดตามอยู่ข้างกายหลี่มู่ อาจจะทําให้ห ลี่มู่ที่แปลงตัวเป็น ‘หลี่อี้เตา’ ถูกเปิดเผยได้ ยิ่งไปกว่านั้นหากพบกับ เรื่องฉุกเฉินขึ้นมาจริง ทั้งสองคนอาจจะกลายเป็นตัวถ่วงสําหรับหลี่มู่ หันมาตํามือตําเท้าหลี่มู่ได้
ติงอี้ตอนนั้นจึงเลือกอยู่ที่ร้านยาซิ่งหลิน คอยติดตามเจ้าของร้าน ชิวหลิ่ง คอยเรียนรู้การรวบรวมข่าวสาร
ติงอี้ที่มีพรสวรรค์ด้าน ‘หาข่าวสาร’ ในด้านการรวบรวมข่าวสาร ถือว่ามีพรสวรรค์ในพรสวรรค์อย่างไม่ต้องสงสัย นี่จึงเป็นทางที่เขา เลือก การอยู่ที่ร้านยาซิ่งหลินจึงเท่ากับเป็นการเริ่มจาก ‘ระดับเบื้องต้น’ ในฐานะที่เป็นสมาชิกของภูเขาสู่ ติงอี้ก็เป็นสมาชิกของหน่วยรบเสียน หวางโดยปริยาย ดังนั้นความจงรักภักดีจึงเข้าใจถึงความเชื่อมั่นของ ชิวหลิ่ง
ส่วนศิษย์พี่สองร่างน่ารัก สถานการณ์ก็ไม่ค่อยมั่นคงนัก อยู่ใน สภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น การอยู่ข้างกายติงอี้จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
ครั้งนี้หลี่มู่มายังแดนดาราจื่อเวย มายังดาวแม่ของเผ่าจิ้งจอกก สวรรค์ แม้ว่าจะไม่ใช่การเข้าสู่ถ�ามังกร แต่อันตรายก็ไม่ใช่จะน้อยๆ ดังนั้นการทําตัวให้เบาๆ ทําอะไรได้ง่ายกว่า
หลังจากส่งข้อความด่วนถึงติงอี้ หลี่มู่ก็ทดสอบส่งไปหาพี่ ใหญ่กัวอวี่ชิง
ก่อนหน้านี้ เขาเคยทดสอบใช้การส่งข้อความด่วนหลายครั้งเพื่อ ติดต่อกับกัวอวี่ชิง ล้วนไม่สามารถติดต่อได้ คาดว่าน่าจะเพราะกัวอวี่ชิง กําลังปิดด่านเพื่อฝึกฝน
ทว่าครั้งนี้ เพียงทดสอบครั้งแรกก็ต่อติดทันที
“ชิงเฟิงหมิงเยวี่ยก็ทะลวงสวรรค์โบยบินออกมาแล้ว ข้าพบพวก เขา”
ประโยคแรกของกัวอวี่ชิง ทําเอาหลี่มู่ใจเต้นขึ้นมา
……………………………………
บทที่ 663 ก้าวหน้า
เด็กรับใช้บัณฑิตทั้งสองทะลวงสวรรค์มายังห้วงดาราสมุทรแล้วรึ?
หลี่มู่ดีใจ จากนั้นก็ตื่นตะลึง
ก่อนหน้านี้ฮวาเสี่ยงหรงและหวางซืออวี่ทะลวงขั้นแล้วก็ต่างมายัง แดนดาราจื่อเวย กระจัดกระจายกันไป เหมือนว่าลงไปเกิดใหม่ สุดท้าย ไปยังที่ใดก็ไม่แน่นอน ตามหายากมาก
ยังดีที่เจ้าสองคนนี้หลังจากทะลวงสวรรค์ กัวอวี่ชิงก็ไปพบเข้า
”ข้าหาพวกเขาเจอแล้ว น้องสามอย่าได้เป็นกังวล”
กัวอวี่ชิงส่งข่าวมา
หลี่มู่ถึงได้วางใจสนิท
กัวอวี่ชิงเป็นคนเก่าแก่ในยุทธจักร ในห้วงดาราสมุทรก็มี ประสบการณ์การเดินทางแล้ว อีกทั้งหลายวันนี้ก็ยังปิดด่านบําเพ็ญ เพียรฝึกฝน พลังจะต้องเพิ่มพุ่งทะยานอย่างแน่นอน มีเขาดูแลเด็กรับ ใช้ทั้งสอง เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
หลี่มู่ก็ส่งข่าวบางอย่างกลับไปเช่นกัน
แต่เดิมเขาคิดจะพูดเรื่องหน่วยรบเสวียนหวงและดาวร้อยภูตผ่าน จากป้ายส่งข่าว แต่ก็เปลี่ยนใจ
เครือข่ายเซียนและป้ายส่งข่าวมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ทั้งสอง ล้วนลึกลับนัก เบื้องหลังเป็นขั้วอํานาจแบบใดควบคุมดูแลอยู่ก็ไม่มีใคร รู้ หลี่มู่ไม่อาจแน่ใจได้ว่า เนื้อหาข่าวที่ตนส่งออกไปผ่านจากป้ายส่งข่าว จะถูกขั้วอํานาจใดล่วงรู้เข้าหรือไม่
อย่างไรเสียบนโลก ธุรกิจสื่อสารต่างๆ อย่างไชน่าโมบาย ไชน่า เทเลคอม ไชน่ายูนิคอม หากคิดอยากจะดูข้อมูลหรือเนื้อหาของเสียงที่ ส่งออกไปก็ล้วนสามารถรู้ได้จากวิธีทางเทคนิคอย่างแน่นอน
หลี่มู่รู้สึกว่าตัวเองตอนนี้ระวังไว้หน่อยจะดีกว่า
ดังนั้น เมื่อถึงสุดท้ายแล้ว เขาจึงส่งตําแหน่งที่อยู่ให้กับกัวอวี่ชิง ให้กัวอวี่ชิงไปหาคนี่มีนามว่าซ่านอวิ๋นซิ่ว
เผ่าเหยียนหวงกําหนดแผนการใหญ่เอาไว้แล้วว่าจะดูแลจัดการ แผ่นดินใหญ่เสินโจวให้เป็นค่ายฐานที่มั่น
ส่วนดาวปี่ อั้นก็จะเป็นด่านหน้า
ไม่ว่าจะเป็นกัวอวี่ชิง ชิงเฟิงหรือหมิงเยวี่ย ต่างมาจากแผ่นดินใหญ่ เสินโจวทั้งสิ้น อีกทั้งบนแผ่นดินใหญ่เสินโจวยังมีขั้วอํานาจที่แข็งแกร่ง
สนับสนุนอยู่ หากร่วมมือกับเผ่าเหยียนหวงถึงตอนนั้น แผนการจะยิ่ง ดําเนินไปได้อย่างราบรื่น
หลังจากจบการติดต่อกันครั้งนี้ หลี่มู่ก็ถอนหายใจ
หลายปีผ่านไปแล้ว ที่จริงแล้วเขาคิดถึงชิงเฟิงและหมิงเยวี่ยเจ้า สองคนนี้ยิ่งนัก
ตอนนั้นบนแผ่นดินใหญ่เสินโจว ในตอนที่ยากลําบากที่สุด เจ้าสอง คนนี้ก็อยู่ข้างกายไม่ทอดทิ้งกัน เหมือนกับน้องแท้ๆ ของตัวเอง สนิทชิด เชื้อกันเสียยิ่งกว่าญาติ
“รอเมื่อเรื่องนี้จบแล้วก็จะรีบกลับไปหาเจ้าสองคนนี้เสียหน่อย”
หลี่มู่ยามคิดถึงเด็กรับใช้ทั้งสอง ใบหน้าก็ฉายรอยยิ้มขึ้นมาอย่าง อดไม่ได้
“อย่างไรเสียช่วงสามสี่วันนี้ก็ไม่มีเรื่องอะไร นอกเหนือจากเวลา ฝึกฝนก็ต้องพักผ่อน ไปเลือกของขวัญใน ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ ให้เจ้าสองคนนี้ดีกว่า”
หลี่มู่ยิ่งคิดก็ยิ่งดีใจ
ทุกอย่างดําเนินไปในทางที่ดี
หลายวันต่อมา หลี่มู่ก็เที่ยวท่องไปในเมืองเทพแห่งนี้เป็นเพื่อน จิ้งจอกสาวปี้ เหยียน ค้นหาร่องรอยชีวิตในวัยเด็ก พยายามหาบิดา มารดาของนาง
จิ้งจอกสาวขายตัวเองเป็นเรื่องเมื่อหลายปีดีดักแล้ว นางจําได้เพียง ว่าบิดามารดาอยู่ในเมืองเทพแห่งนี้ แต่รายละเอียดอยู่ที่ไหนกลับราง เลือนนัก
โดยเฉพาะหลายปีผ่านไปแล้ว สิ่งก่อสร้าง การจัดวางผังเมืองมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด ทําได้แค่เพียงตามหา จากความทรงจําอันเป็นเศษเสี้ยวและสิ่งก่อสร้างที่เป็นสัญลักษณ์ เท่านั้น
เพียงแต่ ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ ช่างใหญ่โตยิ่งนัก
ใหญ่เหมือนโลกอันกว้างขวางใบหนึ่ง
หลายวันนี้ก็ไม่มีเบาะแสอะไร
ในขณะเดียวกัน หลี่มู่ก็พยายามค้นหาร่องรอยของ ‘เซียนเมฆา ขาว’ ที่เหมือนจะเป็นฮวาเสี่ยงหรง เพียงแต่ เขายังไม่ได้ติดต่อกับฐาน หน่วยข่าวกรองของหน่วยรบเสวียนหวงที่อยู่ในเมืองเทพแห่งนี้ ดังนั้น จึงไม่ได้ผลเท่าใด
สุดท้าย เขาก็ทําได้แค่ให้หัวหน้าจุดพักห้วงดาราไปสืบข่าว
“ฮ่าๆ คุณชายวางใจ ‘เซียนเมฆาขาว’ เป็นบุคคลโดดเด่น คนไม่รู้ ต่อเท่าไหร่ต่างอยากจะชื่นชมความงามของนาง หากนางมีข่าวคราว เมื่อใด พวกเราจะต้องรายงานท่านในทันทีแน่นอน”
หัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยงอ้วนกลมใช้สายตาแบบที่ ผู้ชายล้วนเข้าใจส่งให้หลี่มู่พลางยิ้ม
หลี่มู่หมุนตัวเดินจากไป
หัวหน้าจุดพักห้วงดาราคนนี้จะต้องมองว่าเขาเป็นผู้คลั่งไคล้ชื่นชม บูชา ‘เซียนเมฆาขาว’ พวกนั้นแน่นอน
อย่างไรเสีย วีรบุรุษก็ชื่นชอบสาวงาม
ในฐานะที่เป็นหัวกะทิของผู้ถูกเลือกที่มาจากเขตดาราเทพวีรชน ในสายตาของตงฟางเพี่ยวเลี่ยง หลี่อี้เตาคิดจะเกี้ยวพาสาวงามเช่น ‘เซียนเมฆาขาว’ ก็น่าจะสมเหตุผลตามจิตใจของคนหนุ่มสาวกระมัง
แน่นอน สําหรับว่าสุดท้ายแล้วจะสู้กันซึ่งหน้ากับนายน้อยเผ่าเทพ สวรรค์ได้หรือไม่ก็ไม่แน่แล้ว
เพราะตอนนี้แทบจะทั่วทั้งแดนดาราจื่อเวยต่างรู้ว่า ‘เซียนเมฆา ขาว’ คบค้ากับนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ออกเดินทางร่วมกัน ถูกมองว่า
เป็นคู่กิ่งทองใบหยก และนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์เป็นบุคคลระดับใดกัน เป็นบุคคลโดดเด่นยอดเยี่ยมในคลื่นลูกหลังของห้วงดาราสมุทรที่ แท้จริงเชียวนะ?
ผู้ถูกเลือกเก่งกาจเพียงใด เทียบกับนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ ก็เกรง ว่าคงไม่ควรค่าแก่การพูดถึง
ส่วนหลี่มู่ก็ขี้เกียจจะอธิบายกับหัวหน้าจุดพักห้วงดาราคนนี้
มีข้ออ้างหาร่องรอยของฮวาเสี่ยงหรงพอดีเลย
กลับมายังเขตที่พักอาศัยของตัวเอง หลี่มู่เริ่มฝึกฝน
เขาค่อยๆ ค้นพบการใช้งานอย่างยอดเยี่ยมจาก ‘เนตรสอดแนม’ ของเนตรสวรรค์
ก่อนหน้านี้บนดาวบริวารเผ่าจิ้งจอกสวรรค์สังหารพวกนายน้อย เผ่าอินทรีทอง ‘มารฟ้าน้อย’ เหตุที่สามารถจบการต่อสู้ในดาบเดียวได้ก็ เพราะก่อนที่จะรบหลี่มู่ก็ใช้ ‘เนตรสอดแนม’ สอดส่องช่องโหว่ของวิชา และทักษะการต่อสู้ของอีกฝ่าย ยามลงมือก็ฟาดดาบโจมตีช่องโหว่ใน ดาบเดียว ผีสางเทวดายากจะหลบรอด
หลี่มู่ยังคงวาง ‘วิชาก่อนกําเนิด’ และ ‘หมัดยุทธ์แท้’ ไว้อันดับหนึ่ง
โดยเฉพาะเมื่อสองวิชานี้ต่างทะลวงพันธนาการข้อติดขัดได้แล้ว หลี่มู่ก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังฝึกตนและความแข็งแกร่งของกาย เนื้อ แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน
เขามาถึงขั้นต้นของขอบเขตนักรบแล้ว
และพลังฟ้าดินบนดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์เข้มข้นถึงเพียงนี้ หลี่มู่ ดูดซับพลังฟ้าดินแล้วแปรเปลี่ยนเป็นปราณแท้ของตัวเอง ดังนั้นความ ไวของการฝึกฝน ก็เร็วจนถึงระดับเหลือเชื่อ
ตอนนี้หากมองภายใน สะพานเทพที่พาดข้ามมหาสมุทรเชื่อมต่อ กับหนีหวานกงและชายฝั่ งในทะเลความรู้สึกก็สร้างเสร็จแล้ว มันกว้าง ใหญ่ไพศาลประหนึ่งผลงานของเทพไท้ เหมือนว่าพาดข้ามเวลาและมิติ อันเป็นอนันต์ เต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่และพลังอํานาจความน่าเกรง ขาม
นี่คือสะพานเทพเป็นตายของขั้นสามัญ
ส่วน ‘ร่างเวทดวงจิต’ ก็เดินมาถึงยังหัวสะพานเทพเป็นตาย ขา ข้างหนึ่งเหยียบไปบนฝั่ งแล้ว
“ก้าวข้ามสะพานเทพ เหยียบย่างลงบนฝั่ ง ก็เท่ากับก้าวสู่ขั้นนักรบ แล้ว ในระบบวิถียุทธ์อารยธรรมห้วงดาราสมุทร ขั้นนักรบเรียกได้อีกชื่อ ว่าขั้นฟากฝั่ ง ‘ปราณแท้ร่างเวทดวงจิต’ หากเมื่อก้าวไปบนฟากฝั่ งก็
เท่ากับว่า พลังฝึกฝนปราณแท้ของเราตอนนี้อยู่ขอบเขตนักรบขั้นต้น แล้ว ”
หลายปีมานี้หลี่มู่อ่านหนังสือมากมาย อ่านตําราลับฝึกฝนของ สํานักไปไม่รู้กี่สํานัก ด้วยเหตุนี้จึงรู้กระจ่างในการแบ่งขอบเขตและการ ฝึกฝนของขอบเขตต่างๆ เป็นอย่างดี
ดังนั้นเมื่อมองภายในก็สามารถวิเคราะห์ขอบเขตสภาวะของ ตัวเองออกมาได้ทันที
ก่อนหน้านี้เมื่ออยู่ที่เขตดาราเทพวีรชนสามารถสังหารไปได้ทั่วทิศ ต่อให้เป็นขั้นนักรบก็สามารถใช้กายเนื้ออัดให้ยับได้ แต่ตอนนี้มาถึง แดนดาราจื่อเวย โดยเฉพาะงานประลองยุทธ์เลือกคู่บนดาวแม่เผ่า จิ้งจอกสวรรค์ครั้งนี้ ทําให้ผู้แข็งแกร่งผู้ถูกเลือกและบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ต่าง รวมตัวมาที่นี่ พลังฝึกตนขอบเขตนักรบขั้นต้นก็ไม่ค่อยจะไหวแล้ว
ต่อให้หลี่มู่มีพลังฝึกตนขอบเขตนักรบขั้นต้น สู้กับระดับขุนพลก็ไม่ ค่อยจะไหวแล้วเช่นกัน
ดังนั้น สําหรับหลี่มู่แล้วการยกระดับพลังเป็นเรื่องรีบร้อนยิ่งนัก
คิดๆ แล้วเขาก็กิน ‘โอสถวาสนาจิ้งจอกสวรรค์’ ที่ทูตเผ่าจิ้งจอก สวรรค์ให้มาเป็นรางวัลก่อนหน้านี้ลงไป
ยาโอสถเม็ดนี้หลี่มู่ใช้เนตรสวรรค์สํารวจมาหลายรอบแล้ว แน่ใจว่า ไม่มีอุบายอะไรซุกซ่อนในนี้ สามารถกินได้อย่างวางใจโอสถเมื่อกลืนลง ไปก็แปรเปลี่ยนเป็นกระแสอุ่นทะลวงไปทั่วสรรพางค์กาย
หลี่มู่หลอมพลังในโอสถเม็ดนี้เป็นเวลาหนึ่งวันเต็มๆ
วันที่สองตอนเช้า
เมื่อหลี่มู่หยุดการฝึกฝน ‘พลังปราณร่างเวทดวงจิต’ ที่แต่เดิมขา ข้างหนึ่งยังเหยียบอยู่บนสะพานเทพเป็นตาย ตอนนี้ก็มาเหยียบย่างอยู่ บนฝั่ งแล้วทั้งสองข้าง
ขอบเขตนักรบขั้นต้นบริบูรณ์
เพียงชั่วข้ามคืน พลังฝึกตนของหลี่มู่ก็พัฒนาไปอีกแล้ว
วันที่สองแน่นอนว่าเดินรอบเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ เป็นเพื่อนปี้ เหยียน สัมผัสกับอารยธรรมวิถียุทธ์ของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ และวัฒนธรรมของที่นี่ อีกทั้งยังฉวยโอกาสซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ บางอย่าง
ก่อนหน้านี้หลี่มู่มีความคิดที่จะซื้อของฝากให้กับชิงเฟิงและหมิง เยวี่ย จากนั้นก็สลัดความคิดนี้ไม่หลุด เขาคิดๆ ดูสหายร่วมรบของ
ตัวเองบนแผ่นดินใหญ่เสินโจวมีมากมาย จะลําเอียงไม่ได้ เลยซื้อให้ทุก คน คนละสามสี่ชิ้นเสียเลย
ดังนั้นจึงกลายมาเป็นกวาดซื้อ
แต่ไม่เป็นไร ราชาปีศาจหลี่มู่ตอนนี้มีเงินนี่นา
“ข้ามีความรู้สึกว่า บ้านของข้าอยู่แถวๆ นี้แหละเจ้าค่ะ” จิ้งจอก สาวปี้ เหยียนพลันเอ่ยขึ้น
หลี่มู่มองนาง
“ภูเขาหินลูกนี้เหมือนหน้าลิง ตอนข้าเด็กๆ เคยเห็นมันมาก่อน…” จิ้งจอกสาวชี้ไปยังหินผาที่อยู่บนยอดเขาด้านหน้า มองให้ละเอียดแล้วก็ เหมือนหน้าลิงจริงๆ
สีหน้าของจิ้งจอกสาวตื่นเต้นมาก หามานานหลายวันขนาดนี้ ในที่สุดก็เจอเบาะแสบางอย่าง “ลองนึกดูดีๆ อีกทีว่ายังมีเบาะแสอะไรบ้าง” หลี่มู่เดินรอบภูเขาหน้าลิงแห่งนี้เป็นเพื่อนนาง แววลิงโลดบนใบหน้าจิ้งจอกสาวค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น
นางค่อยๆ นึกความจําในสมัยวัยเด็กได้ เริ่มนึกชื่อสถานที่บางแห่ง ออก ค่อยๆ เรียกชื่อสถานที่ต่างๆ ได้ ความทรงจําที่ปกคลุมไปด้วยฝุ่น ธุลีอันยาวนานเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
“อยู่ข้างหน้านี่แหละเจ้าค่ะ”
จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนลากหลี่มู่มายังรอบนอกหมู่บ้านศิลาอย่าง ลิงโลด
ในเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ พื้นที่ที่รุ่งเรืองก็คึกคัก รุ่งโรจน์เป็นอย่างยิ่ง ส่วนที่ที่เงียบสงบก็ประหนึ่งโลกในอุดมคติ ความ ลงตัวของการเคลื่อนไหวและความเงียบงันยอดเยี่ยมยิ่งนัก
หมู่บ้านศิลาเบื้องหน้านับเป็นดินแดนแห่งความเงียบงัน ราวกับ โลกในแดนอุดมคติในเมืองเทพ เงียบสงบงดงาม เหมือนไร้ซึ่งความ ทะเยอทะยาน
“ต้องเป็นที่นี่แน่ ข้าจําเสาหินสองต้นนี่ได้เจ้าค่ะ”
จิ้งจอกสาวตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งจนน�าตาแทบจะไหล
ที่หน้าประตูหมู่บ้านศิลามีเสาหินหยกขาวสองต้น ดูเก่าแก่นัก การ ทําร้ายจากกาลเวลาทําให้ลวดลายบนเสาหินดูหยาบ เสาต้นหนึ่งเอน
เอียงพิงกับอีกต้น เป็นเอกลักษณ์เป็นอย่างยิ่ง และดึงดูดสายตาคนมาก เช่นกัน
หลี่มู่พาจิ้งจอกสาวเดินเข้าไปในหมู่บ้านศิลาแห่งนี้
คนในหมู่บ้านโดยพื้นฐานแล้วเป็นเผ่าจิ้งจอกดํา เป็นเผ่าเดียวกับปี้ เหยียนไม่ผิดเพี้ยน
ปี้ เหยียนสีหน้าตื่นเต้นแต่ก็ค่อนข้างขลาดกลัว
ยามใกล้บ้านจิตใจว้าวุ่นสับสน
หลายปีผ่านไปนานเพียงนี้ นางไม่รู้ว่าที่บ้านเปลี่ยนไปเป็นเช่นไร บ้าง บิดามารดาจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะตอนนั้นที่นางขาย ตัวเอง บิดายังอยู่ในสภาวะป่วยหนัก ก็ไม่รู้ว่าเงินที่นางใช้ชีวิตและอิสระ เข้าแลกในตอนนั้นจะรักษาอาการป่วยของบิดาได้จริงๆ หรือไม่
สุดท้ายทั้งสองก็มาถึงยังสุดปลายถนนหิน
ที่พักกระท่อมไม้ไผ่ทรุดโทรมปรากฏขึ้นต่อหน้าทั้งสอง
……………………………………………
บทที่ 664 แปลกประหลาด
จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนยืนอยู่ข้างนอกที่พักทรุดโทรมแห่งนี้อย่าง เลื่อนลอย น�าตาไหลอาบลงมาเหมือนสร้อยไข่มุกที่ขาดกระจาย
ที่ที่คิดถึงทุกห้วงขณะจิตไม่รู้ต่อกี่ครั้ง
ที่ที่คิดว่าชั่วชีวิตนี้คงกลับมาไม่ได้ ตอนนี้ในที่สุดก็ได้เห็นแล้ว
ไม่ใช่ฝันจริงๆ ใช่ไหม?
ในช่วงอึดใจนั้น ปี้ เหยียนกระทั่งว่าไม่กล้าหายใจ ไม่กล้าส่งเสียง กลัวว่าจะเหมือนเมื่อก่อนเช่นในความฝัน เพียงแค่นางวิ่งมายังเรือน อาศัยเล็กๆ แห่งนี้ หรือเพียงส่งเสียงแค่เพียงเล็กน้อย ห้วงฝันอันงดงาม นี้ก็จะแหลกทลาย
หลี่มู่มองสีหน้าท่าทางของจิ้งจอกสาวอยู่ข้างๆ อย่างเงียบงัน เข้าใจหัวอกนัก
ตอนนั้นที่เขากลับไปยังโลกครั้งแรกก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ยิ่งเข้า ใกล้โลก ใจก็ยิ่งลนลาน
ยามใกล้บ้านจิตใจว้าวุ่นสับสน
ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ จู่ๆ ประตูไม้ไผ่ทรุดโทรมของที่พักก็ เปิดออก ร่างโค้งค่อมร่างหนึ่ง ไอพลางลากขาที่บาดเจ็บเดินกะเผลกๆ ออกมาอย่างช้าเนิบ
นี่เป็นชายวัยกลางคนที่ค่อนข้างโทรม หน้าตาดูแล้วก็แค่วัย กลางคนเท่านั้น แต่ผมกลับหงอกขาวก่อนวัย สีหน้าท่าทางย�าแย่ เหมือนว่าถูกชีวิตทรมานจนไร้ความสนใจต่อทุกสิ่งรอบกาย สายตา เลื่อนลอยและเฉยชา
เขาใช้ไม้ไผ่ต่างไม้เท้า ใบหน้าซูบตอบ รอยย่นบนใบหน้ามากมาย เหมือนเป็นรอยแผลเป็นที่ดาบกระบี่กรีดเฉือนออกมา ขาซ้ายเหมือน สูญเสียซึ่งความรู้สึกโดยสิ้นเชิง ข้อเท้าบิดเบี้ยว เดินลากเท้าไปกับพื้น
หลี่มู่สัมผัสได้ถึงพลังปีศาจเผ่าจิ้งจอกอันปั่ นป่วนจากร่างของคนผู้ นี้
บางทีเขาอาจจะเคยเป็นนักฝึกฝนเผ่าจิ้งจอกที่พลังฝึกตนไม่เลว เลยคนหนึ่ง แต่ตอนนี้พลังปีศาจอันปั่ นป่วนไม่เพียงแต่ไม่อาจสําแดง พลังที่ควรจะเป็นออกมา แต่ยังทรมานกายเนื้อของเขา ทําให้เขาตกอยู่ ในความเจ็บปวดทรมาน
เสี้ยวพริบตาที่คนผู้นี้ปรากฏตัวขึ้น หยาดน�าตาในดวงตาของ จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนก็ทะลักออกมาราวน�าพุ
นางร้องไห้ออกมาอย่างเจ็บปวดอย่างยากจะควบคุมตัวเอง พุ่ง มายังเรือนที่พักคุกเข่าลงไปอย่างแรงหน้าชายวัยกลางคนผู้นี้ทันที พลางเอ่ยร�าไห้ “ท่านพ่อ ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว…”
ร่างเล็กอรชรคุกเข่าบนพื้น สั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุม
หลี่มู่ทอดถอนในใจ แล้วเดินเข้าไปเช่นกัน
ชายวัยกลางคนมือหนึ่งจับไม้เท้า อีกมือหนึ่งถือเตาเล็กๆ สําหรับ ต้มยา มองปี้ เหยียนที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าตนเอง สีหน้าค่อนข้างงุนงง ใน ดวงตาเลื่อนลอยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ความรู้สึกสัก เท่าไหร่
“เจ้าเป็นใคร?” ชายวัยกลางคนเอ่ย
กลิ่นอายแหบแห้งและหนักหน่วงปะทะหน้ามาจากในเสียงนี้
ปี้ เหยียนเงยหน้าขึ้นช้าๆ “ท่านพ่อ ข้าเองอย่างไรเล่า ปี้ เหยียน ลูก สาวของท่าน ข้ากลับมาแล้ว ข้ากลับมาจากราชวงศ์ไป๋อวี่เขตดาราเทพ วีรชนแล้ว ท่านพ่อ อาการป่วยของท่านหายดีแล้วหรือยัง?”
สีหน้าของชายวัยกลางคนไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ
“เจ้า…จําคนผิดแล้วกระมัง?” เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่าง หวาดระแวง
“ข้าคือปี้ เหยียน ท่านพ่อ ท่านจําข้าไม่ได้แล้วหรือ? ยี่สิบสามปี ก่อนข้าถูก…” ปี้ เหยียนในใจเจ็บปวด เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตขึ้น จากนั้นก็ใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังมองชายกลางคนผู้นี้
ทว่า สีหน้าของชายวัยกลางคนก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ
เขาส่ายหน้าพลางเอ่ย “แม่หนู เจ้าอาจจะจําคนผิดแล้วจริงๆ ข้า อาศัยอยู่ที่นี่มาสี่สิบกว่าปีแล้ว มีบุตรสาวสองคนจริงๆ แต่ว่าก็ต่างตาย ไปหมดแล้ว ข้าเป็นคนฝังพวกนางเองกับมือ ภรรยาของข้าก็ตายไปเมื่อ สิบปีก่อน ข้าไม่มีบุตรสาวที่ถูกขายไปยังราชวงศ์ไป๋อวี่หรอกนะ”
ปี้ เหยียนตะลึง
หลี่มู่ก็ตื่นตะลึงอยู่ข้างๆ เช่นกัน
ยามชายคนนี้พูดก็ไร้ซึ่งคลื่อนอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น และก็ไม่มีท่าทีจะ ปิดบัง ราวกําลังเล่าความจริงอยู่
ทั้งหมดนี้ เขาสัมผัสมันได้อย่างชัดเจนจาก ‘วิชาก่อนกําเนิด’
หรือปี้ เหยียนจะจําคนผิดอย่างนั้นหรือ?
หลี่มู่มองปี้ เหยียน
สีหน้าของปี้ เหยียนหลังจากสับสนงงงันชั่วครู่ ก็แปรเปลี่ยนมาเป็น มั่นใจยืนยันอย่างรวดเร็ว “ไม่ ข้าจําไม่ผิด จําไม่ผิดคนแน่นอน ทุกสิ่ง ที่นี่เหมือนกับความทรงจําของข้าทุกประการ ท่านพ่อ ท่านมองข้าให้ ดีๆ มองให้ดีๆ สิ ข้าคือปี้ เหยียนจริงๆ ลูกสาวของท่านอย่างไรเล่า”
ชายวัยกลางคนส่ายหน้า “แม่หนู ข้ามองอย่างชัดเจนมากๆ แล้ว เจ้าไม่ใช่ลูกสาวของข้าจริงๆ เจ้าจําคนผิดแล้ว ข้าคนขาเป๋ ไร้ประโยชน์ หากมีบุตรสาวงดงามน่ารักเหมือนเจ้าเช่นนั้นจะโชคดีเพียงใดกัน น่า เสียดาย เจ้าไม่ใช่ลูกสาวของข้าจริงๆ”
ปี้ เหยียนยากจะรับได้
“ไม่ ท่านพ่อ ท่านคิดให้ดีๆ อีกครั้ง ข้าเป็นลูกสาวของท่านจริงๆ ตอนข้าเด็กๆ ท่านพาข้าไปเขาเขียวใหญ่ พาข้าไปล่าเสือดาว มีอีกครั้ง หนึ่ง พวกเรายังเจอแม่เสือดาวที่ได้รับบาดเจ็บใต้ยอดเขาน�าพุวิญญาณ เขาเขียวใหญ่…”
ปี้ เหยียนพูดถึงเรื่องสนุกๆ สมัยเด็กในอดีต พยายามเรียกความ ทรงจําของชายวัยกลางคน
แต่ชายวัยกลางคนแค่ส่ายหน้า เอ่ยด้วยสีหน้าเฉยชา “แม่หนู เจ้า ไปเสียเถอะ ข้าไม่รู้จักเจ้าจริงๆ”
ปี้ เหยียนอึ้งงงงัน
นางคิดไม่ถึงเลยว่าตัวเองอุตส่าห์หาบ้านเมื่อวันวานของตัวเองเจอ ได้พบบิดาที่ไม่ได้พบหน้าหลายปี แต่อีกฝ่ายกลับไม่รู้จักนางแล้ว
“ท่านแม่ ท่านแม่ ปี้ เหยียนกลับมาแล้ว ท่านแม่ท่านออกมาหาข้า สิ” ปี้ เหยียนร้องไห้ตะโกนเสียงดัง ท่าทางเหมือนเสียการควบคุม อารมณ์
หลี่มู่กวาดประสาทสัมผัสเทพก็รู้ว่าทั้งที่พักทรุดโทรมแห่งนี้ มี เพียงชายกลางคนผู้นี้เท่านั้น ไม่มีใครอีกแล้ว
หรือปี้ เหยียนจะจําผิดแล้วจริงๆ?
แต่ก็ไม่น่านี่นา
เพราะก่อนหน้านี้ตลอดทางที่ผ่านมา พูดถึงสิ่งก่อสร้างที่เป็น สัญลักษณ์บางแห่ง ทั้งยังมีทิวทัศน์หลายแห่งในหมู่บ้านแห่งนี้ ถนน และตําแหน่งสิ่งก่อสร้างก็ต่างชัดเจนพูดได้ถูกต้อง
ทั้งหมดนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นความทรงจําส่วนลึกของนาง ไม่ใช่พูดมั่ว
อีกทั้งเห็นได้ชัดว่านางจําชายวัยกลางคนได้
แต่ทําไมชายวัยกลางคนกลับไม่ยอมรับนาง?
“ท่านพ่อ ท่านยอมรับข้าเถอะ ท่านพ่อข้าคือปี้ เหยียนจริงๆ เป็น ลูกสาวของท่านเอง”
ตอนนี้เอง ด้านนอกที่พักมีชาวบ้านมารวมตัวไม่น้อยแล้ว ต่างชี้นิ้ว ซุบซิบมองยังปี้ เหยียนและหลี่มู่
ชายวัยกลางคนเหมือนว่าในที่สุดก็โมโหแล้ว ผลักปี้ เหยียนที่กอด ขาของตนออก “เด็กบ้าจากไหนกัน รีบไปเชียว ข้าบอกแล้วว่าไม่รู้จัก เจ้า ยังจะมาตามตอแย ข้ายังต้องไปต้มยา ไสหัวไป!”
ปี้ เหยียนถูกผลักล้มไปกับพื้น นางสีหน้าเจ็บปวด จะพุ่งไปตามสัญชาตญาณ
ชายวัยกลางคนยกไม้เท้าไม้ไผ่ขึ้นทันที แล้วฟาดไปยังร่างของปี้ เห ยียน “เด็กบ้า พูดกับเจ้าดีๆ เจ้าฟังไม่รู้เรื่องใช่ไหม? วันนี้คิดจะมาต้ม ตุ๋นข้างั้นรึ?”
หลี่มู่ก้าวไปยกมือรับไม้เท้าไม้ไผ่เอาไว้ ชายวัยกลางคนมองหลี่มู่อย่างโมโห หลี่มู่ไม่พูดอะไร ดึงปี้ เหยียนที่เจ็บปวดถอยออกไปจากที่พัก
……
“ท่านพ่อของข้าทําไมจึงไม่ยอมรับข้า?”
ปี้ เหยียนนั่งอยู่ริมแม่น�าเล็กๆ นอกหมู่บ้าน มองใบหน้าที่สะท้อน อยู่ในน�าของตน จิตใจทรมานเป็นอย่างยิ่ง ในหัวตีกันไปหมด
ความหวังที่คอยค�ายันจิตใจของนางตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ เหมือนจะพังทลายลงมาในเสี้ยวพริบตา
หลี่มู่ปลอบนาง “บางทีอาจจมีเหตุผลที่จําใจอะไร หรือไม่ก็เจ้าจํา คนผิดจริงๆ?”
“ข้าจําคนผิดหรือ?” นางมองหลี่มู่อย่างเหม่อลอย จากนั้นก็พูดขึ้น “ไม่ เป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างเหมือนกับความทรงจําของข้าทุกประการ ทุก อย่างเหมือนกับในตอนนั้นไม่ผิดเพี้ยน ต่อให้ข้าจําผิดคนก็ไม่มีทางจํา หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านผิด”
หลี่มู่เอ่ย “เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าไปหมู่บ้านเป็นเพื่อนเจ้าอีกครั้ง หาคนอื่นถามดู ต่อให้บิดาของเจ้าแกล้งไม่รู้จักเจ้าเพราะเหตุผลอะไร บางอย่าง แต่หากเจ้าโตมาจากหมู่บ้านนี้ตั้งแต่เล็กจริงๆ คนในหมู่บ้าน คนอื่น โดยเฉพาะคนเก่าแก่บางคนน่าจะจําได้ มีความทรงจําเกี่ยวกับ เจ้า”
ปี้ เหยียนตาเป็นประกาย
ทั้งสองกลับมายังหมู่บ้านอีกครั้ง สืบถามจากคนอื่นๆ
หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม
ทั้งสองก็กลับมายังริมแม่น�าอีกครั้ง
สีหน้าของปี้ เหยียนหมองหม่น คนทั้งคนเหมือนไร้วิญญาณ แม้แต่ ร้องไห้ยังร้องไม่ออก
ส่วนหลี่มู่สีหน้าบนใบหน้าจะคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก
พวกเขาวนถามทั้งหมู่บ้านแล้ว ผลสรุปกลับทําให้หลี่มู่ต้องอึ้งตะลึง
คนทั้งหมู่บ้านพูดเหมือนกับชายวัยกลางคนคนนั้นไม่ผิดเพี้ยน ต่าง บอกว่าไม่มีปี้ เหยียน ชายวัยกลางคนคนนั้นก็โชคร้ายนัก ลูกสาวทั้งสอง ต่างตายหมด คนทั้งหมู่บ้านต่างไปงานฝังศพกันติดๆ สิบปีก่อนภรรยา ของเขาก็จากโลกไป
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
หรือปี้ เหยียนจะจําผิดจริงๆ?
แม้แต่ตัวปี้ เหยียนเองก็สงสัยว่าความทรงจําของตัวเองมีปัญหาที่ ตรงไหน
“กลับไปก่อนก็แล้วกัน”
หลี่มู่ปลอบปี้ เหยียน
แต่เดิมเป็นเรื่องตามหาญาติง่ายๆ สุดท้ายกลับลามมาถึงขั้น ซับซ้อนซ่อนเงื่อนขั้นนี้เสียได้
ภายใต้การปลอบโยนจากหลี่มู่ ทั้งสองเดินออกมาจากหมู่บ้าน เดิน ตามเส้นทางขามา หาทหารยามจุดพักห้วงดาราสองคนที่รักษาการณ์ อยู่ไกลๆ เจอ นั่งเรือเหาะกลับมายังจุดพักห้วงดารา
“พักผ่อนให้ดีเถอะ”
หลี่มู่ส่งปี้ เหยียนถึงห้อง
จากเรื่องในตอนเช้า ปี้ เหยียนจิตใจเหนื่อยล้า ไม่นานก็เข้าสู่ห้วง นิทราลึก
หลี่มู่ก็กลับไปยังห้องฝึกฌานของตน แล้วเริ่มฝึกวิชา
ยามราตรี
หลี่มู่ออกมาจากห้องฝึกฌาน
จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนยังคงหลับลึก
หลี่มู่เดินออกมาจากจุดพักห้วงดาราอย่างระมัดระวัง มั่นใจว่าไม่มี ใครพบร่องรอยของตัวเองแล้วก็ขี่ดาบบิน แปลงเป็นลําแสง หายลับไป จากห้วงนภา
เสี้ยวขณะต่อมา หัวหน้าของจุดพักห้วงดารา ตงฟางเพี่ยวเลี่ยง อ้วนกลมยิ้มจาหยีเดินออกมาจากประตูจุดพักห้วงดารา มองไปทางที่ห ลี่มู่หายไป ใบหน้ายิ้มตาหยี ไม่พูดอะไร
……
หลี่มู่กลับมายังหมู่บ้านนั้นอีกครั้ง ท่ามกลางความมืด หมู่บ้านที่เหมือนกับโลกในอุดมคติเงียบสงบ
หลี่มู่สําแดงท่าร่างประดุจภูตผี มาถึงยังด้านนอกที่พักกระท่อมไม้ ไผ่ทรุดโทรม
ในกระท่อมไม้ไผ่ตะเกียงวาวโรจน์ เสียงไอดังลอยออกมาแว่วๆ ชายวัยกลางคนคนนั้นยังไม่นอน กลิ่นยาจางๆ ลอยออกมาจากในนั้น
หลี่มู่แอบสังเกตอยู่ข้างนอก พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เอ่ยขึ้นในใจ ‘หรือตนจะทายผิดไปจริงๆ? ในตัวชายวัยกลางคนคนนี้ อันที่จริงแล้ว ไม่มีความลับอะไร?’
เขาแอบสังเกตอยู่หนึ่งชั่วยามเต็มๆ ก็ไม่ค้นพบอะไร
ในตอนที่หลี่มู่เตรียมจะไปนี้เอง เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
เงาร่างสวมชุดนักรบแบบเดินทางยามราตรีสีดําสี่ร่างทะยาน ออกมาจากหมู่บ้านไกลลิบ รวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง ไร้ซึ่งสุ่มเสียง ประหนึ่ง ใบไม้ร่วงสี่ใบปลิดปลิวเข้ามายังเรือนที่พักอาศัยเล็กๆ ร่อนลงใน ตําแหน่งต่างๆ ล้อมกระท่อมไม้ไผ่นี่ไว้
“ลิ่งหูเสินอี้ยังต้มยาอยู่รึ? เจ้ามีชีวิตอยู่ได้ไม่นานแล้วจะดิ้นรนไป ไย” ชายชุดดําหนึ่งในนั้นเอ่ยปาก หัวเราะเสียงเย็นพลางเอ่ย “ได้ยินว่า วันนี้ลูกสาวเจ้ากลับมาแล้ว เจ้าไม่ยอมรับนาง? ทําไม กลัวจะทําให้นาง พลอยลําบากไปด้วยอย่างนั้นรึ?”
………………………………………………
บทที่ 665 การสังหารกลางแสงจันทร์
หลี่มู่เมื่อเห็นฉากนี้ ก็ฉุกคิดขึ้นมา
คิดแล้วว่ามันแปลกๆ
ถึงแม้จะไม่ชัดเจนว่าคนชุดดําสี่คนนี้มีที่มาเช่นไร แต่อีกฝ่ายเห็นได้ ชัดว่าเข้าใจในตัวชายอัมพาตกลางคนในบ้านไม้ไผ่นี้เป็นอย่างดี ถึงขั้น เรียกชื่อชายวัยกลางคนคนนี้ออกมา
จิ้งจอกปักษาเทพ!
เป็นชื่อที่ได้ยินแล้วเต็มไปด้วยท่วงทํานองแห่งกวี
นี่เป็นชื่อบิดาจิ้งจอกน้อยหรือ?
หลี่มู่ใช้ ‘พลังก่อนกําเนิด’ กลบซ่อนพลัง ซ่อนร่างทั้งร่างไว้ในเงา มืด ราวกับรวมร่างเข้ากับอากาศความมืดรอบๆไปอย่างไรอย่างนั้น พลังของคนชุดดําสี่คนนั้น อยู่ประมาณระดับต้นขั้นขุนพล ดังนั้นจึงไม่ พบตัวเขา
“พวกเจ้ามาทําอะไรกัน?”
ประตูบ้านไม้ไผ่เปิดออก ชายไว้กลางคนค�าไม้เท้าไม้ไผ่ หนึ่งคนขา เป๋หนึ่งไม้เท้า ลากขาพิการเดินออกมาจากด้านใน
แสงแดดยามเย็นส่องลอดร่องประตูผ่านร่างเขา ทําให้ร่างเงาของ เขาฉาบไว้ด้วยแสงทองชั้นหนึ่ง มองไม่เห็นหน้าตา แต่เมื่อเทียบกับเมื่อ ตอนกลางวันแล้ว กลับดูมีพลังไม่เหมือนใครขึ้นหลายเท่า
หลี่มู่ค่อนข้างแปลกใจ
ฟังจากน�าเสียงของชายกลางคนแล้ว เขาเหมือนรู้จักที่มาของคน ชุดดําสี่คนนี้
“เหอๆ ได้ยินว่าลูกสาวเจ้ากลับมาแล้ว ทําไมถึงทําเป็นไม่รู้จัก กัน?” ชายชุดดําที่เปิดปากถามก่อนหน้านี้ ในน�าเสียงมีความอึมครึมติด มาด้วย
“ลูกสาวข้าตายไปตั้งนานแล้ว นางไม่ใช่ลูกสาวข้า เป็นแค่เด็กสาว บ้าบอที่จําคนผิดเท่านั้น” จิ้งจอกปักษาเทพยังคงยืนอยู่ท่ามกลางแสง ไฟที่ประตู น�าเสียงเย็นชา ไม่ชินชามืดทึมเหมือนเมื่อตอนกลางวัน
“เหอๆ จิ้งจอกปักษาเทพ เจ้าควรจะจําได้ถึงคําพูดเจ้านายข้าเมื่อ ครั้งนั้น ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับตัวเจ้า จะต้องตายทั้งหมด เชื้อร้ายสองคน นั้นของเจ้าตายไปก็ถือว่าหมดจดแล้ว….ทางที่ดีเจ้าก็ซื่อสัตย์หน่อย เถอะ”
น�าเสียงคนชุดดําคนนั้นอึมครึม
หลี่มู่ได้ยินบทสนทนาเช่นนี้ ใจสั่นกึก มีการคาดเดาอะไรขึ้นมาบ้าง แล้ว
“ข้าตอนนี้ก็พิกลพิการเช่นนี้แล้ว ถ้าเจ้านายของเจ้ามองไม่ออก สังหารข้าทิ้งก็จบแล้ว จะมากเรื่องไปทําไม?” ในน�าเสียงของจิ้งจอก ปักษาเทพมีความเย้ยเหยันและความกลัดกลุ้มใจ
“เหอๆ สังหารเจ้ามันง่ายเหมือนสังหารสุนัขนั่นล่ะ แต่ว่า ความ ตายมันก็จะดูถูกเจ้าเกินไป” คนชุดดําคนนั้นยิ้มเย็นชาเอ่ยต่อว่า “เจ้านายข้าต้องการให้เจ้าเป็นก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ได้ ให้เจ้าต้องจมอยู่กับ ความทรมานตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ความทรมานจากร่างกาย แต่จะให้เจ้า ต้องดิ้นรนกับความทรมานในจิตใจไปตลอดกาล”
ในน�าเสียงของคนชุดดํา มีความชั่วร้ายดํามืดที่ฟังแล้วขนลุกอยู่ ด้วย
หลี่มู่ฟังแล้ว ในใจก็อดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้
สามารทําให้ผู้แข็งแกร่งขั้นขุนพลสี่คนเรียกว่าเจ้านายได้ด จะต้อง เป็นตัวตนที่น่ากลัวแน่นอน อย่างน้อยคงจะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับราชา ล่ะน่า
จิ้งจอกปักษาเทพคนนี้ ทําเรื่องอะไรมากันแน่นะ ถึงได้ไปยั่วคนน่า กลัวเช่นนี้เป็นคู่มือ
“เจ้าบอกว่าหญิงสาวในวันนี้ ไม่ใช่ลูกสาวเจ้าสินะ?” คนชุดดําเอ่ย ขึ้นอีกครั้ง
จิ้งจอกปักษาเทพเอ่ยตอบ “ไม่รู้ว่าเป็นเด็กบ้าบอจากไหน ข้าไม่ รู้จักนาง”
“โอ๋? เช่นนั้นหรือ?” คนชุดดํายิ้มเย็นชา เอ่ยต่อว่า “ไม่ใช่จริง หรือ?”
จิ้งจอกปักษาเทพร้องชิขึ้น
คนชุดดําหันหน้าไปหาเพื่อน เอ่ยขึ้นว่า “ที่อยู่ของเด็กสาวคนนั้น ตรวจสอบมาแล้วหรือยัง?”
คนชุดดําอีกคนตอบกลับ “ตรวจสอบแน่ชัดแล้ว”
“ดี เช่นนั้นในคืนนี้ก็จัดการนางเสีย จําเอาไว้ว่าต้องไม่ให้เหลือชีวิต แล้วก็ชายหนุ่มคนนั้นที่มากับนางด้วย จัดการไปเสียพร้อมกันเลย” คน ชุดดําที่เอาแต่พูดก่อนหน้าเอ่ยขึ้น
“ได้” คนชุดดําอีกคนพยักหน้า
จิ้งจอกปักษาเทพร้องเชอะขึ้นที่หน้าประตูไม่พูดจา
คนชุดดําที่เอ่ยปากคนแรกสุดมองเขา “เจ้าคิดดีดีนะ ถ้าหากเจ้า ยอมรับว่านางเป็นลูกสาว ก็ไม่แน่ว่าเจ้านายข้าจะใจดีขึ้นมา อาจจะให้ นางได้มีชีวิตต่อไปได้ด แต่ถ้าเจ้าไม่ยอมรับ นางคงไม่มีชีวิตรอดเกินคืน นี้แน่นอน”
“ทําแต่เรื่องเลวๆ เดี๋ยวก็พินาศไปเอง” จิ้งจอกปักษาเทพเอ่ยขึ้น หันหลังเดินกลับเข้าในบ้าน เอ่ยขึ้นโดยไม่เหลียวหลัง “จะสังหาร พวก เจ้าก็ทําไป ข้าไม่ได้รู้จักนาง จะตายหรือเป็นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้านี่?”
พูดจบ เสียงเอี๊ยดดังขึ้น ประตูบ้านไม้ไผ่ได้ปิดลง
ลานบ้านเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มขึ้นทันที
หลี่มู่เมื่อฟังถึงตรงนี้ก็ยังรู้สึกแปลกประหลาด
จากบทสนทนาก่อนหน้าของทั้งสองฝ่าย หลี่มู่คิดว่า ปี้ เหยียน อาจจะเป็นลูกสาวของจิ้งจอกปักษาเทพจริงๆ
แต่ว่าตอนนี้ จิ้งจอกปักษาเทพไม่ได้สนใจความเป็นความตายของ จิ้งจอกน้อยเลย ท่าทีไม่ใส่ใจเสียด้วยซ�าหรือว่าเขาเดาผิดตั้งแต่แรกกัน ปี้ เหยียนไม่ใช่ลูกสาวของจิ้งจอกปักษาเทพอย่างนั้นหรือ?
บรรยากาศที่ลานบ้านเงียบขรึม
คนชุดดําอีกสามคนที่เหลือ ล้วนมองมายังคนชุดดําที่พูดคนแรก คนผู้นี้น่าจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มสี่คน
หัวหน้าชุดดําคนนี้เงียบไปครู่ใหญ่ และเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าสี่ เจ้าไป จัดการเถอะ จัดการให้เรียบร้อยหน่อยนะ ห้ามให้มีชีวิตรอด”
“ได้”
คนชุดดําที่ร่างผอมบางที่สุดพยักหน้า
“พวกเราไป”
ทั้งสี่คนหันกลับ เดินตรงออกไปจากลานบ้าน
ขณะที่เท้าของพวกเขากําลังจะก้าวออกจากลานล้าน พริบตา นั้นเอง ไม้เท้าไม้ไผ่ด้ามหนึ่ง พุ่งทะลุประตูไม้ราวกับอัสนีสายหนึ่งในเงา มืด พุ่งตรงออกมาหาเจ้าสี่ในพริบตา
ไม้เท้าด้ามนี้พลานุภาพแข็งแกร่ง ความเร็วสุดยอด ทําเอาหลี่มู่ ถึงกับสั่นสะเทือน
ในสถานการณ์ปกติ ความแข็งแกร่งของพลังขั้นขุนพลน่าสะพรึง เพียงใด?
ทว่าเจ้าสี่ที่มีพลังขั้นขุนพล กลับหันกลับมารับมือไม่ทัน กระทั่งยัง ไม่ทันได้รู้สึกตัว ก็ถูกไม้เท้าไม้ไผ่แทงทะลุจากหลังไปด้านหน้าแล้ว
พริบตาต่อมา ร่างกายได้ระเบิดเป็นชิ้นๆ พลังบําเพ็ญและจิต วิญญาณทั้งหมด สลายไปเป็นควันภายใต้ไม้เท้าด้ามนี้
สังหารขั้นขุนพลในพริบตา
อะไรกัน?
ม่านตาของหลี่มู่ที่อยู่ในเงามืดหรี่ลง
นี่มันพลังอะไรกัน
ในใจของเขา ปรากฏความหนาวเย็นลอยขึ้นมา
และคนชุดดําที่เหลืออีกสามคน เห็นได้ชัดว่าคิดไม่ถึง ว่าจะเกิด เรื่องเช่นนี้ขึ้น จนกระทั่งร่างของเจ้าสี่สลายไจนหมด ขั้นขุนพลอีกสาม คนจึงรู้สึกตัวขึ้นมา
ตอนนี้เอง ในประตูไม้ที่พังเป็นชิ้น ร่างเงาเหมือนภูเขาร่างหนึ่งไหว วูบ ลากขาพิการข้างหนึ่ง ทว่าความเร็วประดุจลําแสง เพียงพริบตาได้ มาถึงด้านหน้าของคนชุดดําทั้งสาม ฟาดกรงเล็บออกไป คนชุดดําอีก คนหนึ่งได้ขาดกระจุยออกเป็นสองท่อน…
โหดเหี้ยม!
น่ากลัว!
คนชุดดําขั้นขุนพลคนนี้ไม่เพียงแต่กายเนื้อเป็นผุยผง กระทั่งจิต วิญญาณ ก็ถูกพลังกรงเล็บอันน่ากลัวบดขยี้ไปทันที ตายอย่างหมดจด
สังหารในพริบตาอีกครั้งหนึ่ง
“จิ้งจอกปักษาเทพ!!!”
หัวหน้าคนชุดดําหันกลับฉับพลัน คํารามกรีดร้องขึ้นด้วยอาการทั้ง ตกใจทั้งโมโห
จิ้งจอกปักษาเทพในอดีตน่ากลัวอย่างมาก ฉายาคืออัจฉริยะที่หา ได้ยากยิ่ง ทว่าตอนนี้ได้กลายเป็นคนพิการไปแล้ว พลังบําเพ็ญใน วันวานไม่ได้ลดลงเท่าไรเลย เพียงแค่ระเบิดออกมาก็สังหารลูกน้องของ เขาสองคนไปในพริบตา..
ให้ตายเถอะ หลายปีมานี้ เดิมคิดว่าจะพิกลพิการใช้ไม่ได้ไปแล้ว แต่ว่าตอนนี้?
เขาทําไมจึงยังมีพลังที่น่ากลัวเช่นนี้อีก?
“เข้ามา!”
หัวหน้าคนชุดดําตะโกนขึ้น บ้านที่เดิมทีทรุดโทรมอยู่แล้ว ป่าไม้ไผ่ รอบด้าน กลับมีแสงอักขระประหลาดส่องสว่างขึ้น แสงพลังสีเขียวอ่อน สว่างวาบแล้วหายไปในค�าคืน สนามพลังประหลาดเข้าป้องกันคลื่น พลังในบ้านเอาไว้
ค่ายกลกั้นดินแดน!
พริบตาเดียว ไม่เพียงแค่หัวหน้าคนชุดดํา กระทั่งพลังของขั้น ขุนพลชุดดําอีกคนที่เหลือ ก็ถูกสะกดเอาไว้อย่างสมบูรณ์
จิ้งจอกปักษาเทพที่ขาเป๋หลังค่อม รวดเร็วประดุจภูตผี มือข้างหนึ่ง อยู่บนหอกของหัวหน้าคนชุดดํา พริบตามาหอกยาวก็กลายเป็นสี่ท่อน
ส่วนหน้าอกของหัวหน้าคนชุดดํา ได้ปรากฏร่องลึกรอยกรงเล็บอัน น่าตกตะลึงขึ้น
“ฉัวะ!”
หัวหน้าคนชุดดํากระอักเลือดออกมา “จิ้งจอกปักษาเทพ เจ้าซ่อน พลังเอาไว้หรือ เจ้า….”
เสียงยังไม่ทันขาด รอยประทับกรงเล็บจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง
พลังบดขยี้อันน่ากลัว ทําเอาประโยคหลังของเขา ถูกอัดกลับเข้า ไปในคอหอย
ซู้มๆ!
แสงดาบสว่างวาบ
ดาบคู่ในมือของขั้นขุนพลชุดดําอีกคน ฟาดผ่าเข้ามา ท่าดาบบ้า คลั่ง ฟาดมาที่เอวของจิ้งจอกปักษาเทพ
เล่นงานด้านหลัง
จิ้งจอกปักษาเทพแน่นอนว่าต้องออกท่าช่วยชีวิตตนเอง สองมือ กลายเป็นกรงเล็บจิ้งจอกสีเขียว ฟาดลงบนดาบคู่
พลังของขั้นขุนพลชุดดําคนนี้แข็งแกร่งอย่างมาก ดาบคู่นี้ก็เป็น อาวุธระดับสมบัติเต๋า ทว่าเมื่อถูกจิ้งจอกปักษาเทพฟาดลงไป ดาบคู่ก็ แตกสลายลงเหมือนดินเหนียวแห้งในพริบตา ส่วนตัวของคนชุดดําเอง ก็เหมือนถูกอัสนีฟาดกระเด็นถอยออกไปกระอักเลือด
ยังดีที่หัวหน้าคนชุดดําใช้โอกาสนี้รอดมาได้
“สกัดเขาเอาไว้”
หัวหน้าคนชุดดําเวลานี้ ได้บุกอย่างหน้ามืดตามัว ไม่เหลือกลยุทธ์ ใดๆ ทั้งสิ้น
ในพริบตาเหยี่ยวโฉบกระต่ายหนีเมื่อครู่ พลังที่จิ้งจอกปักษาเทพ แสดงออกมา แทบจะบดขยี้ศัตรูลงได้อย่างง่ายดาย เกินจากสิ่งที่พวก เขาคิดเอาไว้มาก
ในสายตาของพวกเขา นี่เป็นอัจฉริยะที่ร่วงหล่นลงมาล้ว คนที่ถูก ทรมานจนพิกลพิการคนหนึ่ง ไม่ควรที่จะมีพลังเช่นนี้เหลืออยู่
ดังนั้นก่อนหน้านี้พวกเขาจึงแสงออกถึงความกําเริบเสิบสานไม่ เกรงกลัวเช่นนั้นออกมา
ตอนนี้ที่ได้รู้ พวกเขาจึงเข้าใจ ว่าอัจฉริยะที่คิดว่าร่วงหล่นจนพิกล พิการ จริงๆ แล้วเป็นพยัคฆ์ที่หลับใหลอยู่ เป็พญามังกรที่หมอบซุ่ม เอาไว้
คนชุดดําที่แกว่งดาบ แสงในมือสว่างวาบ ปรากฏดาบยาวขึ้นมาอีก สองเล่ม บุกเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย แสงดาบประดุจทางช้างเผือกร่วง หล่น พุ่งสังหารไปยังจิ้งจอกปักษาเทพ
หลี่มู่ที่ซ่อนตัวในเงามืด เมื่อเห็นก็รู้ว่าคนชุดดําคนนี้เป็นจอมดาบ ขั้นสุด วิชาดาบแข็งแกร่ง ไม่ได้ด้อยกว่าตนเองเลย
โดยเฉพาะปราณแท้ขั้นขุนพล ถ้าไม่ใช่ถูกค่ายกลกั้นดินแดนบีบ เอาไว้ น่ากลัวว่าจะสั่นสะเทือนได้ทั้งดาวเลย
ทว่าร่างของจิ้งจอกปักษาเทพได้ลงมืออีกครั้ง กรงเล็บเขียวฟาดลง ไหบนดาบ
เสียงตัวดาบแตกหักดังขึ้น
จอมดาบชุดดําขั้นขุนพลคนนี้ก็เหมือนกับว่าวที่สายป่านขาด ลอย หวือกระเด็นออกไป ปากกระอักเลือดสด ราวกับน�าพุก็มิปาน
หัวหน้าคนชุดดําเมื่อเห็นก็ไม่เหลือความคิดต่อสู้อีกแล้ว หันหลังคิด จะหนี
จิ้งจอกปักษาสายตาเย็นเยียบ จิตสังหารไร้ขีดจํากัด ร่างไหววูบ ก็ ตามมาถึงด้านหลังหัวหน้าคนชุดดํา กรงเล็บสีเขียวฟาดลงไปที่กลางสัน หลังของหัวหน้าคนชุดดํา
พริบตาที่หัวหน้าคนชุดดํากําลังจะถูกสังหาร
ในตอนนี้เอง จู่ๆ เกิดแสงสีดําขาวแดงสามสีสลับกันขึ้นบนใบหน้า ของจิ้งจอกปักษาเทพ มุมปากรูจมูกปรากฎรอยเลือดไหลล้นออกมา ร่างของเขาโงนเงน กลิ่นอายพลังร่วงหล่นฉับพลัน กรงเล็บอ่อนกําลังลง จนไม่เหลือพลานุภาพใดๆ อีก…
……………………………………….
บทที่ 666 ตําราดาบ
หัวหน้าคนชุดดําไม่ทันได้สังเกตถึงฉากนี้ รีบร้อนหนีออกไปจาก ลานบ้านอย่างบ้าคลั่ง
ค่ายกลกั้นดินแดนในตัวบ้านยังคงอยู่ ส่งผลให้พลังขั้นขุนพลของ เขา ไม่สามารถบินหนีได้ ทําได้เพียงใช้ขาวิ่ง
สภาพของจิ้งจอกปักษาเทพแปลกไป ทว่าสายตายังคงเย็นนิ่ง เปี่ ยมล้นด้วยจิตสังหาร
ในใจของเขามีเพียงความคิดเดียว
ไม่ว่าจะต้องจ่ายด้วยอะไร จะต้องไม่ให้คนผู้นี้หนีไปได้เด็ดขาด
มิเช่นนั้น ลูกสาวจะตกอยู่ในอันตราย
เขาไม่สนอาการบาดเจ็บในร่างกาย ฝืนกระตุ้นวิชาที่ยังฝึกฝนไม่ เสร็จ และฝืนลงมืออีกครั้ง
กรงเล็บเขียวเปล่งแสงขึ้นอีกครั้ง!
กรงเล็บฟาดได้เพียงครึ่ง ปราณแท้ได้กลืนกลับ ควบคุมไม่ได้ขึ้น ทันที ทั่วร่างโงนเงน ปราณสามสีแปลกประหลาดบนใบหน้าวูบวาบขึ้น อีครั้ง พลังทั่วร่างสูญสลายไปทั้งหมด และกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง
มองเห็นหัวหน้าคนชุดดํากําลังจะหนีออกจากลานบ้านไปแล้ว
ดวงตาจิ้งจอกปักษาเทพเกิดประกายตัดเยื่อใย และได้ตัดสินใจที่ จะทําอะไรบางอย่างที่เป็นสิ่งที่ก้าวข้ามไปแล้วก็จะไม่สามารถกลับมา ได้
ตอนนี้เอง จู่ๆ
ฟิ้ ว!
แสงดาบสายหนึ่ง พุ่งออกมาจากเงามืด ปล่อยออกมาอย่างไม่มี สัญญาณบอกล่วงหน้า
“อ๊า…”
หัวหน้าคนชุดดํากรีดร้องขึ้น
เขาพบว่า ร่างของตนเองยังคงพุ่งไปด้านหน้าอยู่ แต่จู่ๆ ครึ่งท่อน บนตั้งแต่เอวขึ้นไปแยกออกจากกัน ร่วงลงมาที่พื้น ส่วนครึ่งท่อนล่าง ยังคงวิ่งอยู่
เขาถูกคนฟันจนขาดสองท่อนด้วยดาบเดียว
ส่วนวิชาดาบก็ไวมาก กระทั่งโดนฟันไปห้าถึงหกก้าวแล้ว เขาก็ยัง กําลังวิ่งต่อ
ในที่สุด ความมืดอันไร้ขอบเขตก็ถมกลืนเขาลงไป
ช่วงสุดท้ายแห่งชีวิต เขาเพียงมองเห็นหน้ากากที่ไร้ใบหน้า ปรากฏ ขึ้นมาจากจุดที่แสงดาบปรากฏขึ้น
สายตาของจิ้งจอกปักษาเทพหันควับ ไม่ได้กระตุ้นพลังนั้นใน ร่างกายต่อ จ้องมองออกไปทางด้านนอกอย่างระมัดระวัง
“เป็นเจ้าเองหรือ?”
จิ้งจอกปักษาเทพมองเห็นหลี่มู่ เกิดความรู้สึกเกินคาด
เขามองออก ว่าคนไร้หน้าคนนี้เป็นคนที่มาด้วยกันกับลูกสาวของ เขาวันนี้เมื่อตอนกลางวัน
หลี่มู่ประสานมือเอ่ยขึ้นว่า “ท่านอาวุโสพลังแข็งแกร่งเช่นนี้ น่าจะ อยู่ในขั้นราชาทําไมจึงต้องทรมานตนเองมาหยุดไว้เช่นนี้ กระทั่งลูกสาว ของตนเองก็ไม่ยอมรับ?”
เมื่อถึงตอนนี้ ต่อให้หลี่มู่เป็นคนโง่ ก็ยังมองออกว่าจิ้งจอกน้อยปี้ เห ยียนนั้นเป็นลูกสาวของจิ้งจอกปักษาเทพอย่างแน่นอน มิเช่นนั้น จิ้งจอกปักษาเทพที่อดทนมานานหลายปี ไม่มีทางเสี่ยงลงมือโจมตีคน ชุดดําขั้นขุนพลสี่คนนี้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้นยังมองออกอีกว่า สถานการณ์ของจิ้งจอกปักษาเทพดู ไม่ค่อยถูกต้องนัก
เขาเหมือนจะจ่ายอะไรบางอย่างออกไป จึงได้รับพลังที่แข็งแกร่ง เช่นนี้มา
โดยเฉพาะในช่วงสุดท้าย เขาที่เหมือนธนูแผ่วปลาย ไม่สามารถลง มือต่อไปได้ จนหัวหน้าคนชุดดําเกือบจะหนีไป
ยังดีที่ขณะที่จิ้งจอกปักษาเทพปะทะกับหัวหน้าคนชุดดํานั้น หลี่มู่ ได้ใช้ ‘เนตรสอดแนม’ มองออกถึงจุดอ่อนบนตัวของหัวหน้าคนชุดดํา แล้ว ซึ่งอยู่ที่บริเวณเอว
ดังนั้นเขาที่ลงมือกะทันหัน จึงสังหารลงได้ในดาบเดียว
แน่นอนว่า นี่เป็นเพราะหัวหน้าคนชุดดําถูกการจู่โจมของจิ้งจอก ปักษาเทพเล่นงานจนเสียความอาจหาญ สูญเสียความคิดในการต่อสู้ ความตื่นตัวและการระมัดระวังตัวเป็นสาเหตุอีกด้วย
หลี่มู่เวลานี้ เต็มไปด้วยความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นต่อตัวจิ้งจอก ปักษาเทพ
บนตัวคนผู้นี้ มีความลับมากมายเต็มไปหมด และเมื่อได้ยินคําถามของหลี่มู่ จิ้งจอกปักษาเทพไม่ได้ตอบในทันที
เขาพิจารณาตัวหลี่มู่บนล่าง โดยเฉพาะจับจ้องใบหน้าไร้หน้าอยู่ นาน สายตาชินชาเช่นนั้นในตอนกลางวัน เวลานี้กลับเหมือนคมดาบ กระบี่ เหมือนกับกรีดลงที่หน้ากากบนใบหน้าหลี่มู่ ส่องลึกเข้าไปในใจ คนอย่างไรอย่างนั้น
“เจ้าเป็นใครกัน? ทําไมจึงอยู่ข้างกายลูกสาวข้า?” เสียงของ จิ้งจอกปักษาเทพเย็นชา
นี่ถือว่ายอมรับแล้ว
ในพริบตานั้น บนร่างกายของเขา กระทั่งมีจิตสังหารวาบขึ้น มาแล้วหายไป
หลี่มู่ตอบ “ข้าน้อยหลี่อี้เตาจากเขตดาราเทพวีรชน มาที่นี่เพื่อเข้า ร่วมงานประลองหาคู่ขององค์หญิงน้อยแห่งเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ปี้ เหยียน ก่อนหน้านี้เป็นสาวใช้ในราชวงศ์ไป๋อวี่ ในตอนนี้เป็นเพื่อนของข้า”
เขานําเรื่องที่เกิดขึ้นในราชวงศ์ไป๋อวี่เล่าออกมาเสียรอบหนึ่ง ท้ายสุดได้พูดเสริมอีกว่า “ปี้ เหยียนคิดถึงคนในครอบครัวนางมาก วันนี้ ท่านอาวุโสปฏิเสธตัวนาง ทําเอานางเสียใจอย่างมาก”
จิ้งจอกปักษาเทพนิ่งเงียบไปนาน
ท้ายสุด ก็ไม่รู้ว่าเพราะเชื่อเรื่องที่หลี่มู่เล่าทั้งหมด หรือเพราะ ความรู้สึกบาปต่อความรู้สึกลูกสาวตนเอง เขาจึงถอนใจออกมา เอ่ยขึ้น ว่า “ข้าทําเพื่อตัวนาง”
“ท่านอาวุโส ท่านกําลังหลบหนีอะไรกัน ท่าน…” หลี่มู่อ้าปากคิด จะถามถึงสาเหตุ
สีหน้าของจิ้งจอกปักษาเทพเปลี่ยนไป เอ่ยขัดขึ้นด้วยเสียงเย็นชา “ไม่ต้องถาม ความอยากรู้อยากเห็นทําแมวตายมาเยอะ เรื่องบางเรื่อง ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าในตอนนี้จะไปสัมผัสมัน ถ้าหากเจ้ารู้ เจ้าอาจจะอยู่ไม่ห่าง จากความตายแล้ว”
ในใจหลี่มู่รู้สึกไม่ค่อยยินยอม
ทว่าพอมาคิด พลังที่จิ้งจอกปักษาแสดงออกมาเมื่อครู่ ฝีมือที่แสดง ออกมาเป็นวิธีที่แทบจะบดขยี้ขั้นขุนพลอย่างสบาย น่ากลัวว่าจะเป็น ตัวตนขั้นราชา ทว่ากลับยังต้องระมัดระวังตัวถึงเพียงนี้ ก็เหมือนจะ อธิบายปัญหาได้บางอย่างแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะคนชุดดําสี่คนนั้นคุกคามชีวิตปี้ เหยียน น่ากลัวว่าต่อ ให้จิ้งจอกปักษาเทพจะแกร่งอีกเพียงไหน จะอับอายอีกเพียงไหน ก็คง จะอดกลั้นต่อไป
กระทั่งยอดฝีมืออย่างจิ้งจอกปักษาเทพยังต้องจําใจทน
เบื้องหลังเรื่องนี้ มันลึกล�าถึงเพียงไหนกันนะ?
น่ากลัวว่าจะเป็นเรื่องที่ตนเองไม่ควรเข้าไปรับรู้เสียแล้ว
หลี่มู่จึงไม่ถามอะไรต่อ
“ขอลคุณเจ้ามากที่คอยดูแลปี้ เหยียน” จิ้งจอกปักษาเทพเอ่ยขึ้น อีกครั้ง “บอกนางว่า ไม่ต้องมาหาข้าอีก ใช้ชีวิตของตนเองให้ดี”
หลี่มู่พยักหน้า
จิ้งจอกปักษาเทพกวาดตามองไปยังศพทั้งสี่ มือบีบทําตราประทับ ส่งไปยังภูเขาจําลองลูกหนึ่งที่อยู่ในลานบ้าน
ภาพที่ทําให้หลี่มู่ตกตะลึงเกิดขึ้นอีกแล้ว
ภูเขาจําลองลูกนั้นราวกับมีชีวิตขึ้นมา หินหลายก้อนกลิ้งขลุกขลัก มารวมตัวกัน ยืดมืดยืดแขนออกมา กลายร่างมาเป็นมนุษย์หินสูงกว่า
เจ็ดฉื่อ จากนั้นได้เริ่มเก็บกวาดศพ ทําความสะอาดร่องรอยเลือดที่อยู่ บนพื้น
เหมือนกับมนุษย์ที่มีชีวิตอย่างไรอย่างนั้น
มนุษย์หินนําเอาศพทั้งสี่ ฝังไปใต้ต้นไม้ไผ่สี่ต้นในลานบ้าน
จู่ๆ ต้นไผ่ทั้งสี่ต้นก็เหมือนเริงระบําขึ้นโดยไม่มีลม ใบไผ่ส่งเสียงซู่ ซ่า ให้ความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างมาก ราวกับมีสาวงามสี่คนเริง ระบําขึ้นมาใต้แสงจันทร์ก็มิปาน
สีของใบไผ่และต้นไผ่เปล่งแสงสีเขียวขึ้นอย่างมองเห็นได้ เขียวสด ขจี
พวกมันกําลังดูดซับพลังเลือดเนื้อของผู้แข็งแกร่งขั้นขุนพลหรือ?
หลี่มู่มองต้นไม้ใบหญ้าในลานบ้านนี้ จู่ๆ ได้เกิดความรู้สึกขนลุก ขึ้นมา ราวกับว่าต้นไม้ใบหญ้าที่สวยงามนี้เติบโตขึ้นมาจากเลือดสด กระดูกขาวทีละเล็กทีละน้อยอย่างไรอย่างนั้น
ทั่วทั้งบ้านทรุดโทรมไม้ไผ่ มีความไม่เป็นมงคล
“เจ้าไปเถอะ ไม่ต้องมาหาข้าอีก”
จิ้งจอกปักษาเทพโบกมืออย่างเงียบเหงา
พลังบนร่างของเขา อ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว ความแข็งแกร่งที่ สังหารขั้นขุนพลในพริบตาก่อนหน้า ราวกับไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน ร่างกายก็เกิดอาการค่อมมากกกว่าเดิม
หลี่มู่ค้นพบอย่างเฉียบคม เมื่อเทียบกับตอนกลางวัน จิ้งจอกปักษา เทพเหมือนจะแก่ลงกว่าเดิมมาก
ถึงแม้ในใจเขา ยังมีสิ่งที่สงสัยอีกมากมาย แต่เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ ต่อให้เขาเอ่ยปากถามไป จิ้งจอกปักษาเทพก็คงไม่ตอบ ดังนั้นจึงอดทน เอาไว้
หลี่มู่ประสานมือ หันหลังเดินออกไป ทว่าในตอนนี้เอง จิ้งจอกปักษาเทพได้เอ่ยขึ้นอีก “รอก่อน” ในใจหลี่มู่สั่นกึก หันหน้ากลับมา
สายตาของจิ้งจอกปักษาเทพ จู่ๆ ได้มีประกายประหลาดเพิ่ม ขึ้นมา และทําการพิจารณาตัวหลี่มู่อย่างละเอียดอีกครั้ง เกิดความสนใจ ที่จะพูดคุยขึ้นมาอย่างประหลาด เอ่ยต่อว่า “เจ้าปีนี้ อายุยี่สิบต้นๆ ใช่ ไหม?”
หลี่มู่ตกตะลึง พยักหน้าไปตามสัญชาตญาณ
จิ้งจอกปักษาเทพเอ่ยต่อ “เขตดาราเทพวีรชน เหอๆ สถานที่นั่น ข้าเคยไปมา บ้านนอกอันไกลโพ้นเท่านั้น กลับมีคนเช่นเจ้าปรากฏ ขึ้นมาได้ทําเอารู้สึกเกินคาดมาก เจ้า…ฝึกวิชาดาบใช่ไหม?”
หลี่มู่พยักหน้าอีกครั้ง
เขารู้สึกไม่ค่อยเข้าใจ ว่าจิ้งจอกปักษาเทพที่เดิมทีไม่คิดที่จะพูด อะไรมากนัก จู่ๆ ก็กลายเป็นพูดมากขึ้นมา จากในคําพูดก็เหมือนจะมี ความหมายอื่นอยู่
“ปราณแท้ฝึกมาได้ไม่เลว แต่วิชาดาบช่างธรรมดานัก” จิ้งจอก ปักษาเทพยกมืขึ้น โยนตําราเล่มหนึ่งไปทางหลี่มู่
หลี่มู่รับตํารามาด้วยสัญชาตญาณ
เมื่อเห็น บนหน้าหนังสือเขียนอยู่ด้วยอักษรตัวเดียว…
‘ดาบ’
พลิกเปิดอ่าน ก็พบว่าเป็นตําราดาบ
“เอาไปฝึกเสียเถอะ ตําราดาบเล่มนี้ เป็นตําราที่สามสิบปีก่อน ขณะข้ากําลังเดินทางฝึกฝน ได้มาโดยไม่ตั้งใจ ในอดีต เจ้าของของมัน มีฉายาว่าดาบอันดับหนึ่งแห่งจื่อเวย อาจจะมีประโยชน์ต่อเจ้า ภายหลัง”
จิ้งจอกปักษาเทพเอ่ยขึ้น
หลี่มู่พลิกดูอยู่พักหนึ่ง ก็มองออกว่า สิ่งที่ตําราดาบบันทึกไว้ เป็น วิชาดาบที่สุดยอด ล�าค่าอย่างมาก โดยเฉพาะบนบางหน้าของตําราดาบ ยังมีตัวอักษรเล็กๆ มากมายจดบันทึกไว้ เหมือนกับเป็นสิ่งสั่งสมที่ได้ จากวิชาดาบ
เมื่อฟังจิ้งจอกปักษาเทพพูดเช่นนี้ หลี่มู่จึงรู้ว่า สิ่งที่อยู่เหนือตํารา ดาบเล่มนี้ น่ากลัวว่าจะไกลเกินกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก
“ฝึกฝนวิชาดาบจากตําราดาบเล่มนี้ให้ดีด ด้วยพรสวรรค์กับอายุ ของเจ้า ภายในหนึ่งปี เจ้าสามารถขึ้นเป็นจอมดาบสี่อันดับแรกแห่ง แดนดาราจื่อเวยได้” จิ้งจอกปักษาเทพเอ่ยขึ้น
หลี่มู่ยังไม่ทันจะพูดอะไร จิ้งจอกปักษาเทพก็พูดเสริมขึ้นมาอีก ด้วยความหมายลึกซึ้ง “ถ้าหากสะดวกล่ะก็ ขอให้เจ้าช่วยปกป้องดูแลปี้ เหยียนด้วย นางเป็นเด็กดี น่าเสียดายที่ข้าทํานางลําบาก”
พูดจบ จิ้งจอกปักษาเทพหันหลังแล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านไม้ไผ่ โทรมๆ
มนุษย์หินที่เก็บกวาดร่องรอยต่อสู้ทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย ก็เดิน มายังตําแหน่งที่ภูเขาจําลองตั้งอยู่ก่อนหน้า นอนลงไป ในพริบตาก้อน
หินทั้งหมดกลิ้งไปอย่างมีลําดับขั้นตอน กลับกลางมาเป็นภูเขาจําลอง เหมือนเดิมอีกครั้ง
หลี่มู่ยืนอยู่นอกตัวบ้าน ยืนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันกลับ เดินจากไป
ในใจของเขามีคําตอบบางส่วนแล้ว แต่มันยังไม่พอ
จนกระทั่งตอนที่เขากลับมาถึงจุดพัก ยังคงเป็นช่วงกลางดึกอยู่
ทว่าไม่รู้เพราะอะไรหัวหน้าจุดพักตงฟางเพี่ยวเลี่ยงจึงยืนยิ้มอยู่ที่ ประตู ราวกับเป็นพนักงานต้อนรับอย่างไรอย่างนั้น หลี่มู่ทักทายกับเขา
หัวหน้าจุดพักตงฟางเพี่ยวเลี่ยงคนนี้ อัธยาศัยดีอย่างมาก
ขณะที่หลี่มู่กลับมาถึงที่พักของตนเอง ก็พบว่าจิ้งจอกน้อยปี้ เห ยียน ยังคงหลับลึกอยู่ ยังไม่ตื่นขึ้นมา
ในใจหลี่มู่วางใจลงมาก
เขากลับไปยังห้องฝึกวิชาของตนเอง ฝึกฝนตามงานฝึกอย่างทุกวัน หลังจากที่ฝึกเสร็จ ก็เริ่มฝึกฝนวิชาดาบสุดยอดที่เขียนบันทึกอยู่บน ‘ดาบ’ เล่มนั้น
หนึ่งคืนผ่านไป
วันที่สอง แขกแปลกๆ ไม่ได้รับเชิญคนหนึ่ง ได้เข้ามาเยี่ยมเยือน ……………………………………….
บทที่ 667 ตํานานหน่วยลับ
“นี่คือหนังสือท้ารบที่คุณชายของข้าส่งมา อันดับรายชื่อของเจ้าไม่ ควรค่าที่จะอยู่สูงกว่าคุณชายของข้า พรุ่งนี้เช้า ณ แท่นประหารเซียน ประลองตัดสินแพ้ชนะ หากเจ้าไม่ไป นับว่ายอมแพ้โดยปริยาย อันดับ รายชื่อลดหนึ่งขั้น”
เช้าตรู่ ทหารชุดเกราะท่าทางเหมือนเด็กรับใช้คนหนึ่งมาปรากฏ อยู่ที่เรือนที่พักของหลี่มู่ เคาะประตูส่งจดหมายท้ารบตัวอักษรสีทอง
หลี่มู่ประหลาดใจนัก
นี่มันเรื่องอะไรกัน
อันดับรายชื่อ แท่นประหารเซียน นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
เด็กรับใช้ทหารชุดเกราะคนนั้นโยนหนังสือท้ารบไปที่เท้าหลี่มู่ แค่นเสียงขึ้นจมูกด้วยทีท่าหยิ่งยโส ไม่รอหลี่มู่ตอบรับก็หมุนตัวจากไป
จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนเดินออกมา ดวงตายังมีรอยคราบน�าตาจาก เมื่อคืน นางหยิบหนังสือท้ารบขึ้นมาแล้วเปิดอ่าน เนื้อหาคร่าวๆ ในนั้น คือเหลยหงอัจฉริยะจากเขตเมฆาอัสนีอันดับที่เก้าร้อยแปดสิบแปดจาก
อันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกจากร้อยเขตดารา ท้ารบหลี่อี้เตาเขตเทพวีรชน อันดับที่เก้าร้อยหกสิบสี่
“คุณชาย ดูสิเจ้าคะ”
นางยื่นหนังสือท้ารบให้หลี่มู่
“อันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดารา?”
หลี่มู่อ่านจบก็ประหลาดใจมาก
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่ดาวบริวารเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ก็มีอันดับรายชื่อ หกสิบอัจฉริยะเขตดาราเทพวีรชนและสิบอันดับรายชื่อผู้ถูกเลือก มา ตอนนี้ยังมีอันดับรายชื่อร้อยเขตดาราอะไรอีก ตัวเองอยู่อันดับที่เก้า ร้อยหกสิบสี่
ใครสรรหาขึ้นมาเนี่ย
ตอนหลี่มู่อ่านหนังสือท้ารบพลางขบคิดอยู่นั้น หัวหน้าจุดพักห้วง ดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยงอ้วนกลมยิ้มตาหยีก็มาถึงยังเรือนที่พัก
ในมือของผู้ที่ดูเหมือนคหบดีถือม้วนรายชื่อเอาไว้เล่มหนึ่ง เมื่อเงย หน้าเห็นหนังสือในมือหลี่มู่ก็ยิ้มเหมือนซาลาเปาหน้าแตก “โอ้ ท่าทาง จอมยุทธ์หลี่จะได้รับหนังสือท้ารบแล้ว?”
พูดแล้วก็ยื่นม้วนรายชื่อในมือให้หลี่มู่ หลี่มู่รับมาอ่าน เป็น ‘อันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดารา’ “นี่คือ?”
หลี่มู่ถามอย่างสงสัย
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงยิ้มเอ่ย “การหาคู่ให้กับองค์หญิงน้อยของเผ่า จิ้งจอกสวรรค์ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ของทั้งแดนดาราจื่อเวย ร้อยเขตดารา ในแดนดาราต่างคัดเลือกผู้เยี่ยมยุทธ์มา มีผู้ล�าเลิศทั้งหมดหนึ่งพันหนึ่ง ร้อยคนมารวมตัวที่ดาวแม่ของเรา นี่คืออันดับรายชื่อ เป็นอันดับรายชื่อ กําลังรบของผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้งหนึ่งพันหนึ่งร้อยคนที่ทางการเพิ่งจะ ประกาศออกมาเมื่อบ่ายวานนี้”
หลี่มู่ฟังจบก็เข้าใจใจทันที
เขตดาราหนึ่งร้อยสิบเขตต่างคัดเลือกสิบอัจฉริยะมาจากเขตของ ตน มารวมตัวบนดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ก็เป็นผู้เยี่ยมยุทธ์หนึ่งพัน หนึ่งร้อยคน พลังมีแข็งแกร่งมีอ่อนแอ
และทางการเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ก็ทําการจัดอันดับผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้ง หนึ่งพันหนึ่งร้อยคนจากการคัดเลือกที่ผ่านมา
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงเอ่ยเสริมขึ้นอีก “วิหารเทพของเผ่าเราประกาศ ออกมาแล้วว่า ผู้เยี่ยมยุทธ์บนอันดับรายชื่ออัจฉริยะสามารถอาศัย ประกาศรายชื่อครั้งนี้ยกระดับอันดับรายชื่อของตัวเอง และอันดับ รายชื่อยิ่งสูงก็จะยิ่งอยู่ในตําแหน่งที่ได้เปรียบในการประลองยุทธ์เลือก คู่ขั้นตอนสุดท้าย”
หลี่มู่ขมวดคิ้ว
ไม้นี้อีกแล้ว?
หากการท้าประลองเริ่มขึ้น ถึงตอนนั้น น่ากลัวว่าจะเป็นพายุฝน คาวเลือดอีกแน่ๆ
อัจฉริยะหนึ่งพันหนึ่งร้อยคนสุดท้ายแล้วจะเหลือเท่าใด?
อีกทั้ง วิธีนี้ไม่ใช่ว่ายุยงให้เหล่าอัจฉริยะจากร้อยเขตดาราฆ่าแกง กันเองอย่างนั้นหรอกหรือ?
เผ่าจิ้งจอกสวรรค์คิดจะทําอะไรกัน?
เหมือนว่าจะได้ยินความคิดของหลี่มู่ ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงก็เอ่ยเสริม หัวเราะหึๆ “ในประกาศที่วิหารเทพจิ้งจอกสวรรค์ประกาศก็ได้บอก เอาไว้แล้วว่า การท้ารบผู้เยี่ยมยุทธ์เช่นนี้ต้องสู้กันบนแท่นประหาร เซียนเท่านั้น อีกทั้งยังแค่ตัดสินแพ้ชนะ ไม่ตัดสินเป็นตาย หากสังหารคู่
ต่อสู้ก็จะถูกขีดชื่อทิ้งจากสิทธิ์การประลองยุทธ์เลือกคู่ในตอนสุดท้าย ดังนั้น นี่เป็นการต่อสู้จัดอันดับเท่านั้น มิใช่การต่อสู้ตัดสินเป็นตาย”
หลี่มู่ได้ฟัง เช่นนั้นแล้วก็นับว่าสมเหตุผล
ท่าทางจะเข้าใจเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ผิดไปแล้ว
“ท่านหัวหน้าจุดพักห้วงดารา เมื่อครู่ท่านบอกว่ายิ่งอันดับอยู่ใน ระดับสูง ในการประลองยุทธ์เลือกคู่รอบสุดท้ายก็จะยิ่งอยู่ในตําแหน่ง ได้เปรียบ?” หลี่มู่ถาม “เป็นตําแหน่งที่ได้เปรียบแบบไหนกัน?”
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงส่ายหน้า “นี่ข้าก็ไม่รู้แล้ว กฎการประลองยุทธ์ เลือกคู่ยังไม่ประกาศออกมาเลย แต่ในเมื่อตําหนักเทพเอ่ยมาเช่นนี้แล้ว เช่นนั้นผู้ที่อันดับรายชื่อสูงสุดท้ายแล้วก็จะต้องได้เปรียบ ได้พบองค์ หญิงน้อยต๋าจี่ของพวกเราก่อนก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
หลี่มู่พยักหน้าคล้ายครุ่นคิดอะไร
เขามองหนังสือท้ารบในมือตน
แต่เดิมเขาไม่สนใจการประลองท้ารบของเหลยหงเขตเมฆาอัสนี อะไรนี่เลย แต่ตอนนี้…ไปดูสักหน่อยเป็นไร ไม่ใช่แค่รับการท้าประลอง นี้ แต่ยังจะท้าประลองอัจฉริยะคนอื่นๆ หาโอกาสทําให้อันดับรายชื่อ สูงขึ้นไปอีก แบบนี้อาจจะได้เจอต๋าจี่ก่อน จะได้ถามอะไรให้กระจ่าง
อันที่จริงตอนที่หลี่มู่เพิ่งจะมาถึงดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ก็เคยคิด จะหาทางเจอกับต๋าจี่ก่อน แต่การป้องกันของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ หนาแน่น โดยเฉพาะผู้นําระดับสูง ประหนึ่งเทพสวรรค์ พํานักอยู่ใน วิหารเทพ ไม่มีทางได้เจอเลย
ก่อนหน้านี้หลี่มู่กลัดกลุ้มใจหาวิธีไม่เจอ
แต่ตอนนี้มีหนทางแล้ว
การต่อสู้ท้าประลองสําหรับหลี่มู่แล้วกลายมาเป็นเรื่องที่จําเป็น ขึ้นมาทันใด
“ใช่แล้ว ท่านหัวหน้าจุดพักห้วงดาราข่าวของ ‘เซียนเมฆาขาว’ ที่ ข้าให้ท่านช่วยสืบ ไม่ทราบว่า…” หลี่มู่เอ่ยถามขึ้นมาอีก
หัวหน้าจุดพักห้วงดาราเอ่ยหัวเราะ “ ‘เซียนเมฆาขาว’ กับนาย น้อยเผ่าเทพสวรรค์เมื่อวานนี้มาถึงดาวแม่ของเรา ตอนนี้กําลังเที่ยวชม ทิวทัศน์ของเรา สําหรับร่องรอยที่แน่ชัด ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่หัวหน้าจุด พักห้วงดาราตัวเล็กๆ อย่างข้าจะสืบได้ชัด จอมยุทธ์หลี่สามารถ ตรวจสอบได้จากเครือข่ายเซียน บางทีอาจจะมีร่องรอยอะไร”
หลี่มู่พยักหน้า
ก็ได้ยินหัวหน้าจุดพักห้วงดาราเอ่ยขึ้นอีก “ช่วงนี้เรื่องน้อยใหญ่ที่ เกิดขึ้นในแดนดาราจื่อเวยล้วนรวบรวมอยู่บนรายงานสถานการณ์ของ เผ่าเรา หากจอมยุทธ์สนใจ ข้าจะให้คนส่งมาทุกวัน”
หลี่มู่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจ “เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านมาก”
หลังจากมาถึงดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ หลี่มู่ก็พยายามติดต่อ หน่วยข่าวกรองของหน่วยรบเสวียนหวง แต่ป้ายผู้ดูแลกองทัพไม่มี ปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้น ทําให้หลี่มู่รู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนตาบอด หากมี รายงานสถานการณ์เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ อย่างน้อยก็จะสามารถรู้ สถานการณ์คร่าวๆ ได้
“ใช่แล้ว เรื่องที่จุดพักห้วงดาราถูกโจมตีตรวจสอบได้ความอะไร แล้วหรือยัง?” หลี่มู่นึกถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ในใจเกิดความสงสัย
หัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยงตอบ “ในขั้นต้นมีร่องรอย อะไรบ้างแล้ว ผู้ต้องสงสัยที่สุดอย่าง ‘รังเทพ’ ไร้มลทินแล้ว เบาะแส บางอย่างชี้ไปยังขั้วอํานาจ ‘หน่วยลับ’ ที่ไม่ปรากฏตัวขึ้นในแดน ดาราจื่อเวยมานานแล้ว ”
“หน่วยลับ?” หลี่มู่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงตอบ “จอมยุทธ์ไม่เคยได้ยินหน่วยลับ แต่น่าจะ เคยได้ยินหน่วยรบเสวียนหวงกระมัง?”
หลี่มู่ใจกระตุกวูบ “เรื่องนี้ก็เคยได้ยินมาบ้าง” เขาสวมหน้ากากไร้หน้า คนอื่นจึงมองสีหน้าของเขาไม่ออก
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงไม่คิดอะไรมากก็ตอบไป “หน่วยรบเสวียนหวง คือชนเผ่าที่รวมกลุ่มจากพวกทายาทรุ่นหลังของนักโทษผู้ผิดบาปใน อดีต ขั้วอํานาจใหญ่ต่างๆ ในแดนดาราจื่อเวยเกลียดชัง เกิดสงคราม การต่อสู้ต่อเนื่องมาหลายหมื่นปี คอยทําลายซึ่งกันและกัน สถานการณ์ ของหน่วยรบเสวียนหวงอันตรายตกต�าลงทุกวันๆ แต่ถึงแม้จะอยู่ตรง ข้ามกัน ข้าก็ต้องยอมรับว่า หน่วยรบเสวียนหวงบุญคุณความแค้น แบ่งแยกชัดเจนมาโดยตลอด ทําการใดๆ ล้วนตรงไปตรงมาโปร่งใส ภายหลังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ภายในของพวกเขาเกิดแตกกัน แยกเป็น ‘หน่วยลับขึ้นมา’ พวกนี้ทําการสุดโต่ง ลงมือโหดเหี้ยม สังหารทุกฝ่าย ล้างแค้นโหดอํามหิต เคยสังหารเสียจนสํานักใหญ่ เผ่าพันธุ์และตระกูล ต่างหวาดกลัว เป็นขั้วอํานาจที่น่ากลัวเป็นที่สุดในแดนดาราแห่งนี้”
หลี่มู่ได้ฟังก็ตกใจ หน่วยรบเสวียนหวงมีประวัติศาสตร์เช่นนี้ด้วย? ทําไมเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงเอ่ยต่อ “ภายหลังเพราะอุดมการณ์ที่ต่างกัน หน่วยลับและหน่วยรบเสวียนหวงจึงแยกจากกันโดยปริยาย ว่ากันว่ามี
ศึกใหญ่ภายในเกิดขึ้นหลายครั้ง หน่วยลับไม่โอนอ่อนต่อขั้วอํานาจห้วง ดาราสมุทร และไม่โอนอ่อนต่อหน่วยรบเสวียนหวงเช่นกัน จึงสูญเสีย แสนสาหัส และค่อยๆ ตกต�า หัวหน้าหน่วยลับในตอนนั้นปกป้องผู้ใต้ บัญชาการหนีตาย ได้สู้จนตัวตาย ก็ได้สาบานเอาไว้ว่า วันหนึ่งหน่วยลับ จะกลับมาใหม่ จะต้องใช้เลือดล้างศัตรูในอดีต แก้แค้นให้กับคนใน หน่วยที่ตายไป”
หลี่มู่ฟังถึงตรงนี้ในใจก็ซับซ้อนนัก
“หลายปีผ่านไปแล้ว ก่อนหน้านี้หน่วยลับไม่เคยเคลื่อนไหวอะไร เลยหรือ?” เขาถาม
หัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยงเอ่ยอย่างลังเล “ขั้ว อํานาจใหญ่ต่างๆ ล้วนคิดว่าหน่วยลับถูกกําจัดสิ้นไปแล้ว หลายปีมานี้ พวกเขาก็ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวอะไร คิดไม่ถึงว่า วันหนึ่งที่ฟื้ น คืนกลับมาจะใช้วิธีน่าสะพรึงกลัวทําลายจุดพักห้วงดาราต่างๆ จุดพัก ห้วงดาราเหล่านั้นอยู่ภายใต้การบัญชาการของเผ่าระดับสุดยอดหกเผ่า ถูกหน่วยลับปล้นจนเหลี้ยง พวกเขาก็ได้ทรัพยากรของล�าค่าจากการนี้ ไปมากมาย จะต้องฟื้ นฟูกลับมาได้อย่างแน่นอน พวกเขาเก็บตัว เตรียมการนานหลายปี เกรงว่าในอนาคตจะเกิดเคราะห์ภัยครั้งใหญ่”
หลี่มู่ฟังจบ ก็ค่อยๆ กระจ่างในที่มาที่ไปของเรื่อง
นี่เป็นเรื่องบุญคุณความแค้นในอดีต หน่วยรบเสวียนหวงยังมีประวัติศาสตร์เช่นนี้ด้วย
เพียงแต่ เขาคิดถึงศพที่สภาพการตายแปลกประหลาดพวกนั้นที่ จุดพักห้วงดาราที่ถูกทําลาย มันเป็นวิชาที่เกิดจากวิชาประเภทนั้นทํา ขึ้นชัดๆ นางไปเกี่ยวข้องกับหน่วยลับตั้งแต่เมื่อใดกัน?
หรือจะบอกว่า อันที่จริงข่าวที่ขั้วอํานาจใหญ่ต่างๆ อย่างเผ่า จิ้งจอกสวรรค์ได้มานั้น เป็นข้อมูลที่ผิด จุดพักห้วงดาราถูกทําลายไม่ใช่ หน่วยลับทํา แต่เป็นนางที่ทําแล้วใส่ร้ายให้กับหน่วยลับที่ไม่มีตัวตนอยู่ แล้ว?
คุยต่อกันอีกครู่หนึ่ง ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงก็หมุนตัวจากไป ก่อนจากก็ เอ่ยขึ้น “จอมยุทธ์หากมีอะไรให้ช่วยเหลือก็มาหาข้าได้ทุกเวลา หาก ท่านรับคําท้าประลองในวันพรุ่งนี้ ข้าน้อยจะส่งท่านไปยังแท่นประหาร เซียนด้วยตนเอง”
หลี่มู่พยักหน้า “เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณท่านแล้ว”
รอจนเมื่อหัวหน้าจุดพักห้วงดาราจากไป หลี่มู่ก็รู้สึกว่ามีตรงไหนไม่ ถูก
เขาคิดอยู่ค่อนวันถึงจะตั้งสติได้ หัวหน้าจุดพักห้วงดาราคนนี้จะ กระตือรือร้นกับตนมากเกินไปหน่อยกระมัง จัดการเตรียมการทุกอย่าง ให้เขาเรียบร้อย อํานวยความสะดวกและให้บริการต่างๆ เหมือนว่าเป็น ผู้ใต้บัญชาการของตนอย่างนั้น
นี่เพื่ออะไรกัน?
มีแผน?
หลี่มู่ส่ายหน้า
เขามองจิ้งจอกสาวปี้ เหยียนที่อยู่ข้างกายพลางขบคิดในใจว่าจะ บอกเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานกับนางดีหรือไม่
ถึงแม้ลิ่งหูเสินอี้เพื่อที่จะปกป้องนางจึงไม่อยากยอมรับ ความสัมพันธ์พ่อลูก แต่สําหรับปี้ เหยียนแล้ว บางทีนางอาจจะไม่คิด เช่นนั้น ให้อันตรายแค่ไหน จะเทียบกับความสุขที่ครอบครัวได้รวมตัว พร้อมหน้าอีกครั้งได้อย่างไร?
ดูออกว่าสถานการณ์ของลิ่งหูเสินอี้ค่อนข้างอันตราย
หากมีวันหนึ่ง ลิ่งหูเสินอี้ตายไป ปี้ เหยียนไม่อาจได้พบหน้า ไม่อาจ ยอมรับความสัมพันธ์พ่อลูกได้ สุดท้ายก็จะกลายเป็นเรื่องที่เสียใจที่สุด ในชีวิตกระมัง?
ตอนนี้บอกนางเสียให้นางเลือกเอง?
……………………………………………………
บทที่ 668 อันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดารา
คิดจนถึงที่สุดแล้ว หลี่มู่ก็ตัดสินใจรอให้เรื่องแน่นอนก่อนค่อยว่า กัน
อย่างน้อยเข้าใจสถานการณ์ที่ลิ่งหูเสินอี้ให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อย วางแผน
พลังของลิ่งหูเสินอี้สูงส่งเพียงใด แม้แต่เขายังหวาดระแวงถึงขั้นนี้ เพื่อความปลอดภัยของจิ้งจอกสาวปี้ เหยียน วันนั้นที่ปี้ เหยียนตามหา บิดา ไม่เสียดายที่จะใช้วิธีใช้ไม้เท้าฟาดปี้ เหยียน ไล่นางไป เห็นได้ว่า ศัตรูไม่ธรรมดาแน่นอน
หากหลี่มู่ทําให้ปี้ เหยียนเกิดอันตรายอะไรเพียงเพราะความ ประมาทของตนหรือทําอะไรพลการ เช่นนั้นหลี่มู่เองจะไม่มีทางให้อภัย ตัวเองเลย
ในเมื่อตอนนี้หลี่มู่มองจิ้งจอกสาวเป็นสหายของตัวเองแล้ว
เขารู้ว่าหากเข้าไปร่วมเรื่องของลิ่งหูเสินอี้แล้วอาจจะมีอันตราย แต่เพื่อสหายแล้ว เขายินดีที่จะแบกรับอันตรายไปด้วยกัน
วิถีมนุษย์ก็เหมือนฝึกดาบ
วิถีดาบอยู่ที่กล้าหาญไม่หวาดกลัว ดาบหนึ่งเมื่อฟาดฟันออกไป ขุนเขาก็ยากจะต้านทาน นี่ถึงจะเป็นดาบ
และคนที่ฝึกดาบ หากจิตใจไม่รักชีวิตไม่เคารพความตาย ไม่กล้า หาญ กลับห่วงหน้าพะวงหลัง เช่นนั้นวิถีดาบนี้จะไม่มีทางฝึกได้สําเร็จ ตลอดกาล
ดังนั้น ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าอันตราย แต่เรื่องที่เกี่ยวกับจิ้งจอกสาวปี้ เห ยียน เขาก็ยินดีที่จะยอมรับ
“คุณชาย พรุ่งนี้ท่านจะรับการท้าประลองหรือไม่?” จิ้งจอกสาว เก็บหนังสือท้าประลอง ก่อนเอ่ย “หากท่านจะแต่งงานกับองค์หญิงน้อย เผ่าจิ้งจอกสวรรค์จริงๆ แล้วล่ะก็ เช่นนั้นก็จะต้องยกระดับอันดับรายชื่อ ของตัวเอง”
จิ้งจอกสาวเงยหน้ามองหลี่มู่ตาปริบๆ นางซ่อนความในใจของตัวเองอย่างระมัดระวัง หลี่มู่หัวเราะเอ่ย “ไป ต้องไปแน่นอน”
จิ้งจอกสาวก้มหน้า บุ้ยปากพยักหน้าหงึกๆ “อ้อ เช่นนั้นข้าจะไป หาท่านหัวหน้าจุดพักห้วงดาราให้เขาจัดเวลาวันพรุ่งนี้”
หลี่มู่ตอบ “ดี”
เขากลับไปยังห้อง เข้าระบบเครือข่ายเซียน
ไปอ่านบนกระดานสนทนาเทพวีรชนตามความเคยชิน พบว่า กระทู้ที่เขาตั้งชื่อไว้ว่า ‘ขอบคุณพวกท่าน’ ถูกดันไปสูงลิบ มีการตอบ กลับกว่าห้าล้านครั้ง การกดเข้าดูหลายสิบล้าน สร้างสถิติประวัติศาสตร์ ของกระดานสนทนา
ผู้ดูแลเครือข่ายเซียนเขตเทพวีรชนถังเฉียนเยี่ยนได้ออกมา ประกาศ
และหลี่มู่ก็ได้รับผลึกเซียนหนึ่งร้อยก้อนโอนเข้าบัญชีเพราะการนี้ เป็นรางวัลจากกลุ่มผู้ดูแลเครือข่ายเซียนเขตดาราเทพวีรชน
ถังเฉียนเยี่ยนยังส่งจดหมายส่วนตัวให้หลี่มู่อีกหนึ่งฉบับด้วย
มองจากมุมมองของผู้ดูแล ถังเฉียนเยี่ยนขอบคุณหลี่มู่ที่สร้าง คุณูปการทําให้กระดานสนทนาเครือข่ายเซียนพัฒนารุ่งโรจน์ ใน ขณะเดียวกันก็หวังว่าหลี่มู่จะลงกระทู้บนกระดานสนทนาให้บ่อยขึ้น หรือไม่ก็ชักนําให้ ‘สมาคมดาบคลั่ง’ ยิ่งคึกคักขึ้นไปอีก
จากในจดหมาย หลี่มู่สามารถสัมผัสได้ว่าในฐานะผู้ดูแลเครือข่าย เซียนเขตดาราเทพวีรชน อันที่จริงแล้วถังเฉียนเยี่ยนก็มี ‘ความกดดัน จากหน้าที่การงาน’ เหมือนกัน หากเครือข่ายเซียนมีความคึกคักสูง พัฒนาไปได้ดี เช่นนั้นสําหรับเขาแล้วก็จะมีรางวัล กระทั่งโอกาสเลื่อน ขั้น
นี่บางทีอาจจะเป็นเหตุผลที่ถังเฉียนเยี่ยนยินดีที่จะเป็นฝ่ายเข้าหา คบค้ากับหลี่มู่ก่อนมาโดยตลอด
และนอกจากเรื่องเหล่านี้แล้ว หลี่มู่ยังได้รับจดหมายส่วนตัวจาก สมาชิก ‘สมาคมดาบคลั่ง’ กวาดตาอ่านไปก็เหมือนกับกระทู้บน กระดานสนทนาเทพวีรชน ล้วนแต่เป็นคําชื่นชมนับถือ ทําให้เมื่อเขา อ่านจบแล้วในใจรู้สึกอบอุ่นซาบซึ้ง
หลี่มู่ตอบกระทู้บางกระทู้บนกระดานสนทนา จากนั้นก็ออกจาก เครือข่ายเซียนเขตดาราเทพวีรชนมายังเขตเครือข่ายเซียนของดาวแม่ เผ่าจิ้งจอกสวรรค์
หลังจากสืบค้นก็ได้เจอข้อมูลมากมายที่เกี่ยวกับหน่วยรบเสวียน หวงและหน่วยลับ ถึงแม้จะเป็นเพียงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย แต่ก็มาก พอที่จะยืนยันสิ่งที่ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงพูดมาเมื่อครู่
ส่วนการสืบค้นข้อมูลเอกสารที่ลึกและยิ่งละเอียดเกี่ยวกับหน่วยลับ ด้วยการจํากัดสิทธิ์การเข้าถึงของหลี่มู่ในตอนนี้ ต่อให้จ่ายค่าตอบแทน สูงลิบก็ไม่อาจสืบค้นได้ จึงต้องล้มเลิกชั่วคราว
ส่วนบนกระดานสนทนาเครือข่ายเซียนของดาวแม่เผ่าจิ้งจอก สวรรค์ หัวข้อที่ดึงดูดผู้คนมากที่สุด แน่นอนว่าย่อมเป็นเรื่องประลอง ยุทธ์เลือกคู่ขององค์หญิงน้อยเผ่าจิ้งจอกสวรรค์
‘อันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดารา’ ที่เพิ่งประกาศออกมาสดๆ ร้อนๆ ก็เกิดเป็นกระแสฮือฮา
สําหรับแข็งแกร่งอ่อนด้อยของพลังเหล่าผู้ถูกเลือกทั้งหนึ่งพันหนึ่ง ร้อยคนก็ต่างมีข้อถกเถียง กระทั่งว่าเกิดศึกน�าลายบนเครือข่ายเซียน
ม้วนกระดาษอันดับรายชื่อที่ได้มาจากตงฟางเพี่ยวเลี่ยงเมื่อครู่ เขา ก็ไม่ได้ดูมันให้ละเอียด ตอนนี้มาดูให้ละเอียดบนเครือข่ายเซียน คนที่อยู่ ในอันดับก่อนหน้าตนล้วนแต่เป็นชื่อที่ไม่คุ้นเคยทั้งสิ้น
คนที่อยู่อันดับหนึ่งก็คือนายน้อยเผ่าเทพสวรรค์ที่คบเป็นสหาย และออกเดินทางร่วมกับ ‘เซียนเมฆาขาว’ นั่นเอง ว่ากันว่าเป็นเทพ สวรรค์กลับชาติมาเกิด ชื่อว่าลู่เหวิน เป็น ‘เทพน้อย’ ที่เป็นที่ยอมรับทั้ง ระดับบนล่างของเผ่าเทพสวรรค์
คนที่สองคือผู้สืบทอดของวังเทพนภาม่วง ‘เสินเหลยจื่อ’
คนที่สามคืออัจฉริยะของเผ่าเงาหนึ่งในขั้วอํานาจเผ่าทั้งหก ‘เงาคู่’
คนที่สี่คือ…
คนที่อยู่ในยี่สิบอันดับรายชื่อแรกมีเพียงแค่สองคนที่ไม่ใช่ขั้ว อํานาจเผ่าทั้งหก นอกนั้นแล้วล้วนเป็นลูกหลานของขั้วอํานาจทั้งหก
หลี่มู่ดูต่อไปเรื่อยๆ เห็นอันดับของตัวเองอยู่ในลําดับที่เก้าร้อยหก สิบสี่
จากทฤษฎีแล้ว อันดับรายชื่อนี้ต�าเกินไปหน่อย
เพราะร่างแปลงของหลี่มู่ หลี่อี้เตานี้อย่างไรเสียก็เป็นอัจฉริยะ อันดับหนึ่งของเขตดาราเทพวีรชน ต่อให้ดูจากสถิติ ก็น่าจะอยู่ในช่วง สามร้อยอันดับแรกของร้อยเขตดารา สุดท้ายกลับไม่อยู่ในช่วงห้าร้อย อันดับแรกด้วยซ�า ร่วงลงมาอยู่ในหนึ่งพันอันดับแรก นี่มันงี่เง่าสิ้นดี
บนกระดานสนทนาก็มีคนสงสัยในอันดับของหลี่อี้เตา
แต่คําอธิบายของทางการคือ เขตดาราเทพวีรชนเป็นเขตดาราที่ กันดารข้นแค้น อารยธรรมวิถียุทธ์ค่อนข้างล้าหลัง ความสามารถโดย เฉลี่ยแล้วอ่อนด้อย
ดังนั้น จอมยุทธ์ที่มาจากเขตที่ล้าหลังเช่นนี้ ต่อให้เป็นอัจฉริยะ อันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับอัจฉริยะที่อยู่ในอันดับรายชื่อคนอื่นๆ ก็ยังห่าง ชั้นอีกเยอะ
อันดับรายชื่อในตอนนี้ สําหรับทางการแล้วสมเหตุสมผลดีนัก
หลี่มู่ดูแล้วในใจก็ไม่ได้โมโหไม่พอใจอะไรเท่าใด
คําอธิบายของทางการจะต้องมีเหตุผลในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน
แต่หลี่มู่ก็ไม่ได้แสดงพลังที่แท้จริงของตัวเองออกมา ดังนั้นทางการ เองก็ใช่ว่าจะแม่นยําไปเสียทุกเรื่อง
เพราะ ‘อันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดารา’ แค่จัดอันดับรายชื่อ เท่านั้น ไม่ได้บอกขอบเขต กําลังรบ วีรกรรม และเหตุผล ดังนั้นจึงไม่มี มาตรฐานในการวิเคราะห์รายละเอียดอื่นๆ หลี่มู่ก็ไม่อาจวิเคราะห์ได้ว่า พลังที่แท้จริงของตัวเองเมื่ออยู่บนอันดับรายชื่อแล้วจะขึ้นไปอยู่ที่ เท่าไหร่
แน่นอน สิบอันดับแรกและยี่สิบอันดับแรกไม่มีหวังแน่นอน
แผนขั้นแรกของหลี่มู่น่าจะอยู่ที่ร้อยอันดับแรก?
หลังจากออกจากระบบเครือข่ายเซียนมาแล้ว หลี่มู่ก็เริ่มฝึกปราณ ฝึกดาบ
ตําราดาบเล่มนั้นที่ลิ่งหูเสินอี้มอบให้ วิชาดาบที่จดบันทึกอยู่บนนั้น ทรงพลานุภาพเลิศล�า เหมาะกับรูปแบบของหลี่มู่เป็นอย่างยิ่ง สามารถ ยกระดับพลังต่อสู้ได้ในระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้นหลี่มู่จึงค่อนข้างสนใจ
อีกทั้งหลี่มู่ยังค้นพบอีกเรื่องหนึ่ง….
ชื่อที่แท้จริงของตําราดาบเล่มนี้แต่เดิมน่าจะไม่ได้มีคําว่า ‘ดาบ’ คําเดียว แต่น่าจะมีอีกหลายคํา
แต่ไม่รู้เพราะเหตุอะไร ลิ่งหูเสินอี้จึงขีดคําอื่นๆ ที่เป็นชื่อของตํารา ดาบนี้ทิ้ง
……
วันที่สอง อากาศอึมครึม ลมพัดเบาๆ
“จอมยุทธ์หลี่ ข้าน้อยขออวยพรให้ท่านได้รับชัยชนะ”
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงยืนอยู่ข้างล่างแท่นประหารเซียน ให้กําลังใจหลี่มู่ ตายิ้มหยี
บนแท่นประหารเซียน
ชายหนุ่มจมูกงุ้มหน้าตาชั่วร้าย สวมชุดเซียนสีม่วง ที่เอวมีกระบี่ ยาวเล่มหนึ่งห้อยอยู่ ท่าทางเย่อหยิ่งก้าวร้าว จ้องหลี่มู่ที่เดินขึ้นมาบน เวทีช้าๆ ด้วยใบหน้าที่ไม่เก็บรอยหยิ่งยโสและดูถูกเลย
คนคนนี้ก็คือเหลยหงอัจฉริยะจากเขตดาราเมฆาอัสนีที่ท้ารบเขา เมื่อวานนี้นี่เอง
บน ‘อันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดารา’ ชื่ออยู่ที่เก้าร้อยแปด สิบแปด
เมื่อวานนี้เป็นเขาที่ส่งคนให้ส่งหนังสือท้ารบมาท้าประลองหลี่มู่
“หลี่อี้เตา? เหอะๆ ถึงแม้อันดับของเจ้าจะต�า แต่อย่างไรก็เป็น อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเขตดาราเทพวีรชน ควรค่าให้ข้าลงมือ เจ้ายังว่า เป็นหินรองเท้าที่ได้มาตรฐานก้อนหนึ่งล่ะนะ”
เหลยหงหยิ่งทะนงนัก จ้องหลี่มู่พลางเอ่ยขึ้นอย่างเนิบช้า หลี่มู่ขี้เกียจพูดให้มากความ ยืนอยู่บนเวที ลอบสํารวจคู่ต่อสู้ ชิ้ง!
เหลยหงชักกระบี่ แสงกระบี่ส่องประกาย ฟาดผ่านปลาบ
ข้างล่างเวทีประลอง ผู้ชมรอบๆ จํานวนไม่น้อย มีคนส่งเสียงโห่ ร้อง กลับเป็นเหล่าผู้ฝึกฝนที่มาจากเขตดาราเมฆาอัสนี ยืนอยู่ข้างเหล ยหงตามที่ควรจะเป็น
หลี่มู่เพียงมองวิชากระบี่นี้ก็ส่ายหน้าเบาๆ
ก็งั้นๆ
เขาแค่พลิกมือกําด้ามดาบ
แสงดาบทางหนึ่งฉายประกายวูบ
บึ้ม!
เหลยหงยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น รู้สึกแค่ว่าหน้าอกสะเทือน พลังมหาศาลทะลักมา ตัวกระเด็นออกไป ร่วงจากเวทีประลอง
แพ้ในชั่วพริบตา
“อาศัยคนเช่นเจ้าก็ควรค่าที่จะเอ่ยวาจากําเริบท้าทายคนอื่น?”
หลี่มู่ยืนอยู่บนเวทีประลอง มองเหลยหงที่ร่วงกองไปอยู่บนพื้น พลางส่ายหน้าอย่างผิดหวังเหลือคณา
นี่ไม่ใช่เขาวางท่า
แต่เขาคิดอยากจะได้เห็นพลังฝึกตนของอัจฉริยะจากเขตดาราอื่น สักหน่อยจริงๆ แต่ที่เหลยหงแสดงออกมา พูดได้ว่าเทียบไม่ได้ แม้กระทั่ง ‘มารฟ้าน้อย’
“อัจฉริยะเขตดาราเมฆาอัสนีอ่อนแอกว่าที่ข้าคิดเอาไว้มากนัก”
เขาหมุนตัวเดินลงไปจากเวทีประลอง
เหล่าผู้ฝึกฝนเขตดาราเมฆาอัสนีที่ตบมือโห่ร้องข้างล่างเมื่อครู่แข็ง เป็นหินไปโดยปริยาย ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร
กลับเป็น จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนที่ดีใจกระโดดโลดเต้น ตงฟางเพี่ย วเลี่ยงตาเป็นประกาย ใบหน้าอ้วนกลมเหมือนซาลาเปาฉายรอยยิ้ม พยักหน้าหงึกๆ จากนั้นก็ผงกหัวตบมือไปด้วย
รอบเวทีประลอง ผู้ฝึกฝนที่มาจากเขตดาราเทพวีรชนมีบางตา แต่ เดิมก็แค่ฉวยโอกาสดูเรื่องสนุกๆ เท่านั้น แต่ตอนนี้คิดไม่ถึงว่า หลี่อี้เตา ตัวแทนจากเขตดาราเทพวีรชน จะแสดงออกมาได้ทรงพลังถึงเพียงนี้ ดาบเดียวเอาชนะศัตรู เรียบง่ายเฉียบขาด รู้สึกว่ามีหน้าขึ้นมาทันที ต่าง พากันตบมือโห่ร้อง
เหลยหงดิ้นรนลุกขึ้นมาจากการพยุงของเหล่าคนรับใช้ พบว่ากลิ่น อายทั่วร่างของตนปั่ นป่วน ไม่อาจหลอมรวมปราณแท้ได้ ในช่วงเวลา สั้นๆ ก็ไม่อาจยืนได้อีก ในใจทั้งตกใจทั้งโกรธแค้น
เขาแม้แต่ฝันยังคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะพ่ายแพ้ อีกทั้งยังพ่ายแพ้ไม่ เป็นกระบวนเช่นนี้
โดยเฉพาะ สองประโยคนั้นของหลี่มู่กระตุ้นเขาจนแทบจะกระอัก เลือด
มองหลี่มู่เดินลงจากเวทีประลองไปตาปริบๆ เหลยหงโมโหจนสั่น ไปทั้งตัว
ในตอนนี้เอง อีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“หยุด เมื่อครู่เจ้าว่าอะไรนะ?”
ชายหนุ่มชุดขาวราวหิมะ ผมดําขลับราวน�าตกคนหนึ่ง ในมือถือ พัดจีบโครงหยกเดินมายังหน้าเวทีประลองอย่างเนิบช้า จ้องหลี่มู่เขม็ง ก่อนเอ่ย “หึๆ แค่เอาชนะเหลยหงได้คนเดียวเจ้ากลับไม่เห็นใครใน สายตาเช่นนี้ ไม่เห็นพวกเราผู้ฝึกฝนเขตดาราเมฆาอัสนีในสายตา หลี่อี้ เตา เจ้ากําเริบเสิบสานเช่นนี้ เจ้ากล้าประลองกับข้า หลินชิงเสวียน หรือไม่?”
รอบๆ ฮือฮาเซ็งแซ่ขึ้นทันที
หลินชิงเสวียน อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเขตดาราเมฆาอัสนี!
บนอันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดารา หลินชิงเสวียนอยู่ใน อันดับที่เจ็ดร้อยสามสิบสี่ อันดับรายชื่ออยู่เหนือกว่าหลี่มู่ถึงสองร้อย กว่าอันดับ
……………………………………………………
บทที่ 669 การปะทะกันของสองอันดับหนึ่ง
หลี่มู่เดิมทีกําลังเดินลงจากแท่นประหารเซียน เมื่อได้ยินคําพูดนี้ จึงหยุดฝีเท้าลงมองมายังหลินชิงเสวียน ชุดขาวราวหยก ชายคนหนึ่งที่ดูหล่อเหลาสง่างาม บนตัวของคนผู้นี้ หลี่มู่สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่ปะทุขึ้นมา เห็นได้ชัด ว่าพลังสูงกว่าเหลยหงที่อ่อนปวกเปียก เป็นยอดฝีมือที่ไม่เลวเลยคนหนึ่ง หลี่มู่หันหลังกลับไปบนเวที กวักมือให้กับหลินชิงเสวียน ด้านล่างเวที เกิดเสียงฮือฮาขึ้น ใครก็คิดไม่ถึง ว่าหลี่อี้เตาจะตอบรับการท้าประลองจากผู้ถูกเลือก อันดับหนึ่งแห่งเขตดาราอัสนีเมฆาอย่างง่ายๆ เช่นนี้ ถึงแม้เขตดาราอัสนีเมฆาจะไม่ใช่เขตดาราใหญ่อันดับแรกๆ แห่ง ร้อยเขตดารา แต่ก็เจริญรุ่งเรืองมากกว่าเขตดาราเทพวีรชนอยู่หลาย เท่า และในฐานะที่เป็นผู้ถูกเลือกอันดับหนึ่งแห่งเขตดาราอัสนีเมฆา ชื่อ
ของหลินชิงเสวียนบนการจันอันดับผู้ถูกเลือกของร้อยเขตดารา ก็อยู่สูง กว่าหลี่อี้เตามากโข
การตอบรับคนที่อยู่อันดับสูงกว่าตนเองสองร้อยกว่าอันดับอย่าง ฉุกละหุก สําหรับผู้ถูกเลือกทุกคนแล้ว ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่น่าตอบรับ
ถึงอย่างไรการต่อสู้ทุกครั้งบนแท่นประหารเซียน ก็จะถูกนับ คะแนนเข้าในการจัดอันดับของร้อยเขตดาราด้วย และจะเป็นตัวตัดสิน การจัดอันดับที่แท้จริงในตอนหลัง
กระทั่งหลินชิงเสวียนเอง ก็ยังตกตะลึงเล็กน้อย
เมื่อครู่ที่เขาเอ่ยปากขึ้น ได้เตรียมตัวไว้แล้วว่าหลี่อี้เตาคงจะไม่ ยอมรับการท้าดวลนี้แน่นอน เพียงแค่จะพูดปราศรัยต่อหน้าผู้คนไม่กี่ ประโยคเท่านั้น เพื่อเสียดสีหลี่อี้เตา เพื่อกอบกู้หน้าของเขตดาราอัสนี เมฆากลับมาบ้าง ถึงอย่างไรหลังจากที่หลี้อี้เตาเอาชนะเหลยหง คําพูด ที่พูดออกมา ก็ทําให้เกิดความขายหน้าพอสมควร
ทว่าหลี่อี้เตากลับรับคําท้า?
บนหน้าของหลินชิงเสวียน หลังจากตกตะลึงไปชั่วคราว ก็เกิดสี หน้าเหยียดหยามขึ้น
“ได้”
เขาขยับตัว ราวกับเงาลําแสง ขึ้นมาปรากฏตัวบนแท่นประหาร เซียน
รอบด้านส่งเสียงฮือฮาขึ้น
สาวน้อยจิ้งจอกปี้ เหยียนก็กลับไปนิ่งเงียบเคร่งขรึมอีกครั้ง
ส่วนหัวหน้าจุดพักตงฟางเพี่ยวเลี่ยงความยินดีบนใบหน้าก็หายไป คิดที่จะไปห้ามหลี่มู่ แต่ก็ไม่ทันแล้ว
รอบด้านของแท่นประหารเซียนนี้ คนที่รับชมอยู่รอบๆ จํานวน เยอะขึ้นมาทันที
เหล่าผู้บําเพ็ญแห่งเขตดาราอัสนีเมฆา และยังมีผู้บําเพ็ญจากเขต ดาราเทพวีรชน ล้วนมาที่นี่เพราะได้ยินข่าวและยังมีผู้ถูกเลือกจากสอง เขตดาราใหญ่นี้มาปรากฎตัวในกลุ่มคนด้วย ถึงอย่างไรก็เป็นการ ประชันกันของผู้ถูกเลือกอันดับหนึ่งของทั้งสองเขตดารา
“ชิ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย อวดดีเกินไปแล้ว”
“หลี่อี้เตาคนนี้ เป็นตัวแทนหน้าตาของเขตดาราเทพวีชนของพวก เราเลยนะ แต่กลับไปรับการท้าดวลอย่างไม่คิดแบบนี้”
“ใช่ ถ้าแพ้ขึ้นมา หน้าตาของเขตดาราเทพวีรชน ได้ป่นปี้ ลงเพราะ เขาแน่”
บุตรศํกดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิตไม่รู้ว่าเมื่อไรได้มาปรากฏตัวในฝูงชน และคนติดตามหมื่นปีอย่างจอมมารจันทราโลหิตก็อยู่ด้วย พร้อมกับผู้ ถูกเลือกบางส่วนจากเขตดาราเทพวีรชนที่เรียงลําดับจากสํานักมารฟ้า กําลังทําการประชดประชันหลี่มู่
จากที่พวกเขาเห็น หลี่มู่จะต้องแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย
และสําหรับเหล่าผู้บําเพ็ญ ผู้ถูกเลือกของเขตดาราอัสนีเมฆาที่มี จํานวนเยอะกว่าก็ไม่ได้เห็นหลี่มู่อยู่ในสายตา แต่กําลังรอชัยชนะจาก การล้างแค้นฉากนี้อย่างสบายอกสบายใจ เพื่อที่จะมาล้างอายความ พ่ายแพ้ของเหลยหงก่อนหน้านี้
ยิ่งไปกว่านั้น จากข่าวสารที่แพร่ออกไป คนที่เข้ามาชมก็มากขึ้น เรื่อยๆ
บนแท่นประหารเซียน
หลินชิงเสวียนพิจารณาตัวหลี่มู่บนล่าง ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น “ข้าต่อ ให้เจ้าก่อนสามกระบวน เจ้าลงมือเถอะ มิเช่นนั้นถ้าข้าลงมือไป น่ากลัว ว่าเจ้าจะไม่มีโอกาสอีก”
หลี่มู่นิ่งไป
ไม่ได้มีความแค้นเคืองอะไรกันเลย ทําไมจะต้องมาอวดเบ่งต่อหน้า ข้าด้วย?
“ข้าลงมือ จะใช้เพียงดาบเดียว หลังจากดาบเดียวผ่านไป เจ้าก็คง จะไม่มีโอกาสลงมืออีก” หลี่มู่ตอบกลับ “ดังนั้น เจ้าลงมือเถอะ จะได้ไม่ ต้องแพ้ให้อับอายคนอื่น”
เมื่อคําพูดออกไป รอบด้านแท่นประหารเซียน ได้เกิดเสียงฮือฮา ขึ้น
อวดดีนัก!
โยเฉพาะเหล่าผู้บําเพ็ญและผู้ถูกเลือกจากเขตดาราอัสนีเมฆา เริ่ม ก่นด่าประชดประชันกันขึ้นมา
คนผู้หนึ่งที่ถูกจัดอันดับต�ากว่ามากกว่าสองร้อยบนอันดับผู้ถูก เลือกแห่งร้อยเขตดารา กลับมาพูดอย่างไม่เจียมตัวกับผู้ถูกเลือกอันดับ หนึ่งของพวกเขาเช่นนี้ นี่มันลาที่ไม่รู้ว่าตัวเองอัปลักษณ์ชัดๆ
“ชิ ถ้าแพ้ขึ้นมา ดูสิเขาจะกลับมาอย่างไร ขายหน้าประชาชีเสีย จริง” จอมมารจันทราโลหิตยืนอยู่ด้านหลังบุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิต ซุบซิบเสียงต�าขึ้น
บุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิตเพียงแค่ยิ้ม ไม่พูดจา
ไม่รู้ว่าเมื่อไร ชายหนุ่มสะพายดาบชุดดํากับสาวน้อยโลลิดาบโค้ง ได้มาปรากฎกายบนฝูงชนด้วย
“คําพูดบ้าบอของพวกเจ้ามันหมายถึงอะไรกัน ใครบอกว่าหลี่อี้เตา จะพ่ายแพ้?” สาวน้อยที่ตัวสูงไม่เกินดาบเอ่ยขึ้นด้วยความโมโห “หลี่อี้ เตาเป็นผู้ถูกเลือกอันดับหนึ่งของเขตดาราเทพวีรชน แต่พวกเจ้ายังคิด จะรอให้เขาแพ้?”
จอมมารจันทราโลหิตมองผาดหนึ่งไปที่สาวน้อยโลลิดาบโค้ง ไม่ พูดอะไร
ตอนนี้เอง บนเวที หลินชิงเสวียนได้ลงมือ
อาวุธของเขา ก็คือกระบี่
“จิตกระบี่ กระบี่น�าไหล!”
นิ้วมือของเขาขยับ บนแท่นประหารเซียน จิตกระบี่กางออก กรง เล็บกระบี่หลายสายเหมือนงูน�าโปร่งแสง สาดออกมาราวธนูหมื่นดอก พุ่งโถมเข้าไปหาหลี่มู่
หลี่มู่ใช้ท่าร่าง โยกหลบซ้ายขวา
ทํานองดาบของเขา ปัญหาใหญ่ที่สุดอยู่ที่มีเพียงหลังจากที่คู่ต่อสู้ ลงมือ จึงจะสามารถใช้ ‘เนตรสอดแนม’ มองหาจุดอ่อนของพลังอีก ฝ่ายได้ หลังจากนั้นจึงหาโอกาส จู่โจมออกไปคว้าชัย
ดังนั้น ที่หลินชิงเสวียนยังไม่ลงมือก่อนหน้า หลี่มู่จึงไม่สามารถจู่ โจมกลับได้
และหลังจากที่หลินชิงเสวียนลงมือ หลี่มู่ก็ตระหนักได้ทันทีว่าผู้ถูก เลือกอันดับหนึ่งแห่งเขตดาราอัสนีเมฆาคนนี้ เป็นคนที่เก่งกาจกว่าเหล ยหง แก่นแท้วิชา ความลับท่ากระบี่ สูงส่งเป็นอย่างมาก คิดที่จะจับ จุดอ่อนยังต้องใช้เวลาอีกสักครู่
ดังนั้น เพื่อที่จะรักษาท่วงทํานองดาบเดียวเอาไว้ หลี่มู่จึงยังไม่ชัก ดาบโจมตีกลับ แต่เลือกใช้กลยุทธ์เดินหลบไปก่อนแบบห่านป่าแฉลบ อากาศ เหมือนกับแสงประกายไฟบนหิน คล้ายกับรากเถาวัลย์แก่ เดี๋ยว ช้าเดี๋ยวเร็ว ฝืนหลบกรงเล็บกระบี่ของหลินชิงเสวียนเอาไว้ก่อน
จากสถานการณ์ที่เห็น อัจฉริยะอันดับหนึ่งที่มาจากเขตดาราอัสนี เมฆาดูจะได้เปรียบอยู่
มีอยู่หลายครั้ง ที่หลี่อี้เตาอยู่ในช่วงล่อแหลม เสื้อผ้าถูกบาดจนขาด อันตรายอย่างมากแต่ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บ
สถานการณ์ เอนไปที่ฝ่ายหนึ่งอย่างสมบูรณ์
เหล่าผู้บําเพ็ญด้านล่างเวที ก็ดูไปด้วยวิจารณ์ไปด้วย โดยเฉพาะ เหล่าผู้บําเพ็ญจากเขตดาราอัสนีเมฆาที่ล้วนตื่นเต้นดีใจ ใบหน้ามี ประกาย ความอัดอั้นจากการพ่ายแพ้ก่อนหน้าของเหลยหง ในพริบตา นี้ ได้ถูกระบายออกไปจนสิ้น
“ฮ่าๆ สมแล้วที่เป็นผู้ถูกเลือกอันดับหนึ่งแห่งเขตดาราอัสนีเมฆา ของพวกเรา!”
“สะใจ”
“นี่ถึงจะเป็นพลังที่แท้จริงของเขตดาราอัสนีเมฆา”
“ให้หลี่อี้เตาคนนี้ได้รู้ว่า อะไรคือวิถียุทธ์ที่แท้จริง”
เสียงหัวเราะคิกคัก ดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มเหล่าผู้บําเพ็ญอย่าง ต่อเนื่อง
และเหล่าผู้ถูกเลือกแห่งเขตดาราเทพวีรชนที่มีความคิดอริต่อหลี่อี้ เตานําโดยบุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิต ก็อยู่ในท่าทีมีความสุขบนความ ทุกข์ขดงคนอื่น เฝ้าภาวนาให้เกิดฉากที่หลินชิงเสวียนพลั้งมือสังหารห ลี่มู่ขึ้น
ส่วนชายหนุ่มสะพายดาบชุดดําและสาวน้อยโลลิดาบโค้ง รวมไป ถึงผู้บําเพ็ญทั่วไปบางส่วนจากเขตดาราเทพวีรชน สีหน้าค่อนข้างตึง เครียด แอบเอาใจช่วยหลี่มู่อยู่
จิ้งจอกน้อยปี้ เหยียน เครียดจนกุมหน้าอกตัวเองแน่น
ส่วนหัวหน้าจุดพักตงฟางเพี่ยวเลี่ยงก็ขมวดคิ้วแน่น บนใบหน้า อวบอ้วน ไม่เหลือรอยยิ้มรับแขกอีกต่อไป
“เจ้าคิดจะหลบแบบนี้ไปถึงเมื่อไรกัน?”
หลินชิงเสวียนเอ่ยขึ้นอย่างเหยียดหยาม
เขากระตุ้นจิตกระบี่ของตนเองขึ้นถึงขีดสุด กรงเล็บกระบี่จิตกระบี่ โปร่งใสเหมือนสายน�ามากมายแทบจะคลุมเอาพื้นที่ที่หลี่มู่เอาไว้โยก หลบจนมิด
เวลานี้เอง หลี่มู่ที่เหมือนจะไม่เหลือพื้นที่ที่เอาไว้หลบหนีอีกแล้ว
“เจ้าแพ้แล้ว”
สายตาของหลินชิงเสวียนรวมเป็นจุดเดียว จิตกระบี่ระเบิดออกใน พริบตา พุ่งตรงฟาดฟันสังหารไปยังหลี่มู่ กลืนเอาพื้นที่ทั้งหมดบนแท่น ประหารเซียน
“ไม่แน่หรอก!”
หลี่มู่ที่เอาแต่หลบอยู่ตลอด ในดวงตาเกิดประกายแห่งความ เชื่อมั่นสว่างขึ้น
เขาพลิกมือยื่นไปด้านหลัง
จับเอาด้ามดาบที่อยู่หลังไหล่ซ้ายมั่นเหมาะ
ด้านล่างแท่นประหารเซียน คนที่คุ้มเคยกับวิธีของหลี่อี้เตาเป็น อย่างดีล้วนใจเต้นขึ้นในพริบตา
โดยเฉพาะบุตรศํกดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิต รวมไปถึงเหลยหง
พริบตาต่อมา แสงสายหนึ่งแฉลบผ่านเวที
เป็นแสงวดุจหิมะสายหนึ่ง
ขาวจนแสบตา
คนมากมายหลับตาลงภายใต้สัญชาตญาณ
ข้างหูมีเสียงของพลังกระแทกกันดังขึ้น และยังมีเสียงอึกอักทุ้มต�า ซ่อนเอาไว้
จนกระทั่งเมื่อสายตาของทุกคนกลับมารับภาพได้อีกครั้ง บนแท่น ประหารเซียน เหลือเพียงคนๆ เดียวที่ยังยืนอยู่
หลี่อี้เตา
ตัดสินแพ้ชนะเรียบร้อย
เนื่องจากหลินชิงเสวียนถูกซัดกระเด็นลงไปอยู่ที่พื้นด้านล่าง
มือซ้ายของเขา เลือดสดไหลริน ง่ามนิ้วเกิดแผลขึ้นหลายแพ้ เลือด เนื้อเหวอะหวะ จนมองเห็นสีขาวของกระดูกนิ้ว
ผู้ถูกเลือกอันดับหนึ่งแห่งเขตดาราอัสนีเมฆาคนนี้ ตกตกลึงยืนอยู่ กับที่ จ้องมองบาดแผลของตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ
เหล่าผู้บําเพ็ญจากเขตดาราอัสนีเมฆาที่เดิมทียังโห่ร้องยินดี พริบตาก็เหมือนกับเป็ดที่ถูกคว้าคอเอาไว้แน่น แต่ละคนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ ไม่อย่าจะเชื่อสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นไปเมื่อครู่!
……………………………………….
บทที่ 670 การท้าดวลครั้งใหม่
ดาบเดียว!
ดาบเดียวจริงๆ
มีคนได้ยินมาว่า หลี่อี้เตาออกกระบวนท่าเพียงแค่ดาบเดียว
เป็นก็ดาบเดียว
ตายก็ดาบเดียว
ชนะก็ดาบเดียว
แพ้ก็…ไม่สิ เหมือนว่าหลี่อี้เตาเวลาออกดาบ ยังไม่เคยแพ้ใครมา ก่อน
สรุปคือไม่มีใครเคยเห็นดาบที่สองของหลี่อี้เตา
เดิมทีเข้าใจว่า การเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น ก่อนหน้าเพียงแค่ใน เขตดาราเทพวีรชน ผู้บําเพ็ญผู้ถูกเลือกคนอื่นนั้นพลังห่างชั้นจากหลี่อี้ เตามาก จึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น แต่ตอนนี้เมื่อดูแล้ว…
ไม่ถูกต้อง
ดูผิดปกติ
หลังจากความเงียบงันชั่วคราว จิ้งจอกน้อยปี้ เหยียนเป็นคนแรกที่ ลุกขึ้นโลดเต้นดีใจ ใบหน้าสวยรูปไข่แดงระเรื่อ เหมือนแสงของดอก กุหลาบสวยสดที่เบ่งบานในเดือนหกเอ่อล้นออกมา
หัวหน้าจุดพักตงฟางเพี่ยวเลี่ยงดวงตาก็มีประกายฮึกเหิม ปรบมือ อย่างเอาเป็นเอาตาย
ผู้บําเพ็ญจากเขตดาราเทพวีรชนส่วนใหญ่ ล้วนดีใจโห่ร้องกึกก้อง
ชนะมาได้
ส่วนผู้ถูกเลือกจากเขตดาราเทพวีรชนอย่างพวกบุตรศักดิ์สิทธิ์ ทะเลโลหิต สีหน้าเปลี่ยนไปไม่ค่อยถูกต้อง
นอกจากพวกที่ก่อนหน้านี้เยาะเย้ยถากถางแต่ถูกพัดหน้ากลับ มาแล้ว ดาบนี้ทําให้พวกเขาตระหนักได้ถึงความห่างชั้นของพลัง ระหว่างตนเองและหลี่อี้เตา เป็นไปได้ว่าจะมากเกินจริงกว่าที่คิดเอาไว้ ก่อนหน้านี้เสียอีก
นี่ถึงจะเป็นส่วนที่ทําให้พวกเขารู้สึกได้ถึงการถูกกระทบกระเทือน และไร้ซึ่งพลังมากที่สุด
ทว่าคู่รักคู่แค้นอย่างจอมมารจันทราโลหิตที่ยืนอยู่ด้านหลังบุตร ศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิต สีหน้ายังดูปกติ ก่อนหน้าที่พูดถากถางอย่างร้าย กาจ เวลานี้เขากลับก้มหน้าลงด้วยสีหน้าปกติ ไม่พูดจา เหมือนกับว่า เรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกับเขา
หลี่มู่ค่อยๆ เดินลงจากแท่นปประหารเซียน
เขาไม่แม้แต่จะมองไปที่หลินชิงเสวียน เดินพาสาวน้อยจิ้งจอก ออกไปเลย
เหล่าผู้บําเพ็ญของเขตดาราเทพวีรชน รู้สึกเหมือนลืมตาอ้าปากได้ ล้วนปรบมือโห่ร้องตามหลังหลี่มู่
ตั้งแต่ไหนแต่ไร พวกเขาที่ถูกมองเป็นคนที่เดินออกมาจากเขต ดาราบ้านนอกห่างไกล ถูกดูถูกเหยียดหยามจากหลายๆ ที่ในแดน ดาราจื่อเวย ในที่สุดก็ได้มีผู้บําเพ็ญหน้าใหม่ที่มาจากเขตดาราเทพวีร ชน สามารถทําให้เชิดหน้าชูตาขึ้นได้ในสถานที่อย่างดาวแม่ของเผ่า จิ้งจอกสวรรค์
หลินชิงเสวียนยังยืนอยู่ที่เดิม สีหน้างุนงง
เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก ดาบสุดท้ายนั้น มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เห็นได้ชัดว่าเขาบีบหลี่อี้เตาไปยังจุดคับขันแล้ว ไม่เหลือโอกาสใดๆ ให้พลิกกระดานได้อีก ทําไมตอนท้ายสุดสายลมจึงเปลี่ยนทิศ หลี่อี้เตา ออกกระบวนเพียงดาบเดียว ตนเองจึงพ่ายแพ้ลง? บนกระดานจัดอันดับร้อยเขตดารา ความแตกต่างของหลี่อี้เตากับ ตนเอง มันตั้งสองร้อยกว่าอันดับเลยนะ ความแตกต่างสองร้อยกว่าอันดับนี้ ไม่ใช่ง่ายๆ เหมือนกับบันได สองร้อยขั้น แต่มันเหมือนฟ้ากับเหวสองร้อยขั้นเลย คิดจะข้ามก็ข้ามกัน ง่ายๆ แบบนี้หรือ? หลี่อี้เตาคนนี้ ก่อนหน้าจะต้องซ่อนพลังเอาไว้แน่นอน หลินชิงเสวียนหันหลังกลับไป ในใจขบคิด สับสนว้าวุ่น ส่วนผู้ถูกเลือก ผู้บําเพ็ญจากเขตดาราอัสนีเมฆาอย่างเหลยหงก็ เดินตามหลังเขาออกไปด้วยอาการหงอยเหงาเศร้าซึม คนมากมายรู้สึกผิดใจไปที่ตัวเหลยหงเป็นพิเศษ ถ้าหากไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้เหนือรู้ใต้ไปท้าดวลกับหลี่อี้เตา เขต ดาราอัสนี้เมฆาในวันนี้จะต้องมาขายหน้าเช่นนี้หรือ? ความอัปยศทั้งหมด ล้วนเกิดจากเหลยหงคนนี้ดึงเข้ามา
ตัวเหลยหงเอง ก็รู้สึกกล�ากลืนจนแก้ตัวไม่ออก
เป้าหมายในการท้าดวลของเขา มันก็มีเหตุมีผลอยู่แล้ว ทว่าใครจะ ไปรู้ ว่าต้องมาเจอกับตัวประหลาดเช่นนนี้
ไม่ต้องสงสัยเลย หลี่อี้เตาจากเขตดาราเทพวีรชนกําลังจะมี ชื่อเสียงขึ้นมาแล้ว
…
…
เมื่อกลับมาถึงจุดพัก หลี่มู่เข้าไปยังห้องฝึกวิชาเป็นลําดับแรก เข้า ไปทบทวนศึกครั้งนี้กับหลินชิงเสวียน
ไม่ต้องสงสัย นอกจากทูตเผ่าจิ้งจอกสวรรค์อันลึกลับคนนั้นแล้ว หลินชิงเสวียนเป็นผู้ฝึกบําเพ็ญที่ร้ายกาจที่สุดคนหนึ่งที่เขาได้เจอมา สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะฟ้าประทาอันดับหนึ่งแห่งเขตดาราเมฆอัสนี
ถ้าหากไม่มี ‘เนตรสอดแนม’ กับท่าร่าง ‘ขี่เมฆาเหินฟ้า’ ล่ะก็ หลี่มู่ วันนี้ หากคิดจะเอาชนะหลินชิงเสวียน น่ากลัวว่าจะเป็นศึกที่ ยากลําบากอันยาวนานแน่
โดยเฉพาะวิชากระบี่ของหลินชิงเสวียน เป็นวิชากระบี่ที่มาจาก เขตดาราอื่น มีคุณค่าในการพิจารณาต่อหลี่มู่เป็นอย่างมาก
ออกจากเขตดาราเทพวีรชนมา หลังจากที่ได้พบเห็นวิถียุทธ์จากผู้ ฝึกบําเพ็ญในเขตดาราอื่น หลี่มู่รู้สึกเหมือนได้เปิดโลกกว้าง และพัฒนา สูงขึ้นตามไปด้วย
และขณะที่หลี่มู่กําลังปิดด่าน ด้านนอกกลับมีเสียงฮือฮาดังขึ้น
การท้าดวลที่แตกต่างกันถึงสองร้อยอันดับ ในที่สุดคนที่ถูกจัดดัน ดับต�ากว่าได้ชัยไป นี่เป็นครั้งแรกของการจัดการท้าประลองแข่งขันที่ จัดขึ้นมาหลายร้อยครั้งในเขตร้อยดาราแห่งนี้
เดิมทีเข้าใจว่าหลี่อี้เตาที่เป็นตัวละครขับเด่นแห่งเขตดาราเทพวีร ชน จะมีชื่อเสียงกระฉ่อนในพริบตา
โดยเฉพาะระดับความสนใจที่เพิ่มขึ้น ร่องรอยเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับหลี่มู่ก็ถูกขุดออกมา
ยกตัวอย่างเช่น เวลาเขาลงมือเพียงแค่ดาบเดียว จนถึงตอนนี้ยังไม่ เคยมีคนเห็นดาบที่สองของหลี่อี้เตา
ความพิเศษนี้ ทําให้อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเขตดาราเทพวีรชนคน นี้ถูกเติมสีสันความเป็นตํานานมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
การจัดอันดับหนึ่งพันกว่าคนที่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์แสดงออกมาครั้ง นี้ ดําเนินการตามสะสมคะแนนมาจัดอันดับ จํานวนครั้งชนะและแพ้ใน
การท้าดวลมารวมเข้าด้วยกัน และตัดสินอันดับรายชื่อผู้ถูกเลือก ท้ายสุดออกมา ดึงดูดความสนใจของคนจํานวนมากมาย
ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากการสะสมคะแนนของผู้ถูกเลือกแต่ละคน แล้ว ร้อยเขตดาราก็มีการจัดอันดับเช่นกัน
การต่อสู้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนแท่นประหารเซียน ล้วนถูกทําการ บันทึกเอาไว้ทั้งหมด และมีคนที่ทําหน้าที่วิเคราะห์เฉพาะ ทําการตัดสิน ถึงพลังที่ถูกต้องที่สุดของผู้ถูกเลือกที่เข้าร่วมการต่อสู้ออกมา
ส่วนหลี่มู่และเหลยหง รวมไปถึงศึกกับหลินชิงเสวียน เนื่องจาก ผลลัพธ์ที่เกินคาด ก่อให้เกิดความสนใจเป็นจํานวนมาก ดังนั้นบันทึก การต่อสู้สองศึกนี้ จึงถูกคนกลุ่มหนึ่งรับชมและศึกษาอย่างละเอียด คิด ที่จะหาวิถีการได้รับชัยชนะของหลี่อี้เตาออกมา
ทว่าสิ่งที่ได้รับมานั้นน้อยมาก
ศึกของหลี่อี้เตาและเหลยหง ไม่มีคุณค่าแก่การอ้างอิงเลย เป็นการ บดขยี้ของกําลังอย่างเดียว
คนที่มีเจตนาจริงๆ ส่วนใหญ่ ให้ความสนใจกับกศ฿กของหลี่มู่กับ หลินชิงเสวียนมากกว่า
แต่ว่าผู้บําเพ็ญมากมายก็พบว่า ดาบสุดท้ายที่หลี่มู่ฟาดออกมา ถึงแม้จะสวยสดงดงาม แต่ก็ไม่ได้มีพลังระดับบดขยี้หลินชิงเสวียนอย่าง เด็ดขาด ดูแล้วแปลกประหลาดอย่างมาก เหมือนกับขณะที่หลินชิง เสวียนใช้วิชากระบี่ จู่ๆ ได้เกิดจุดอ่อนอที่ไม่ควรมีเกิดขึ้น แล้วถูกหลี่มู่ จับได้ขึ้นมา
ก็เพียงเท่านั้นเอง
ดูแล้วเหมือนจะเป็นเพราะว่าดวงของหลี่มู่ดีขึ้นมาบ้าง
แต่ว่า ผลลัพธ์ของสองศึกนี้ก็คือชื่อของหลี่อี้เตาชื่อนี้ ได้เลื่อนจาก อันดับที่เก้าร้อยกว่าขึ้นมายังอันดับที่ห้าร้อยยี่สิบเอ็ดของอันดับผู้ถูก เลือกร้อยเขตดารา
และเขตดาราเทพวีรชนที่อยู่ตําแหน่งท้ายสุดของร้อยเขตดารา ก็ ได้ขยับขึ้นมาหนึ่งอันดับ มายังตําแหน่งที่หนึ่งร้อยเก้า
เหล่าผู้บําเพ็ญมากมายจากเขตดาราเทพวีรชนล้วนดีอกดีใจ
ชื่อหลี่อี้เตาชื่อนี้ ค่อยๆ มีชื่อเสียงขึ้นในกระดานสนทนาบน เครือข่ายเซียนในดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์ขึ้นมา
จนถึงปัจจุบัน เหล่าผู้ถูกเลือกยี่สิบลําดับแรก นอกจากสองคนนั้นที่ ไม่ได้มาจากหกขั้วอํานาจใหญ่ คนอื่นๆ อย่าว่าแต่การพ่ายแพ้เลย กระทั่งไม่มีคนกล้ามาขอท้าดวลเสียด้วยซ�า
และผู้ถูกเลือกสองคนนั้นที่ไม่ใช่หกขั้วอํานาจชนเผ่า ลั่วตงเฉิงและ กวนซานเสวี่ย ต่างคนต่างถูกท้าดวลคนละครั้ง และท้ายสุดก็สามารถ เอาชนะมาได้อย่างง่ายดาย
ผู้ถูกเลือกยี่สิบอันดับแรกของการจัดอันดับจากร้อยเขตดารา พลัง แข็งแกร่ง ลึกเกินคาดเดา ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งมาชั่วชีวิต ก็ยังห่างไกล แสนไกล
ยี่สิบคนนี้ ก็เหมือนกับภูเขายี่สิบลูกใหญ่ กดทับหนักอึ้งลงมาในใจ ของเหล่าผู้ถูกเลือกทั้งหมด ไม่สามารถสั่นคลอนได้
บนแท่นประหารเซียน การต่อสู้ท้าดวลที่แท้จริง ล้วนเกิดขึ้น ระหว่างผู้ถูกเลือกอันดับที่หนึ่งร้อยขึ้นไปจนถึงก่อนอันดับที่เจ็ดร้อย
และหลังจากเอาชนะหลินชิงเสวียนไปได้ไม่นาน หลี่มู่ก็ได้รับสาส์น ท้าดวลอีกฉบับ
“มู่หรงกงอันดับที่สี่ร้อยสามสิบสองจากอันดับผู้ถูกเลือกร้อยเขต ดารา”
“จอมยุทธหลี่ ศึกนี้ ท่านเอาอยู่หรือไม่?” หัวหน้าจุดพักตัวอวบ อ้วนยิ้มเหอๆ อยู่ในท่าทีเป็นห่วงเป็นใย
พูดไปพลาง เขาได้หยิบเอากระจกวารีสีขาวชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้ห ลี่มู่ เอ่ยขึ้นว่า “ในนี้ มีข้อมูลอย่างละเอียดของมู่หรงกงคนนั้น คนผู้นี้ เป็นอัจฉริยะอันดับหกแห่งเขตดาราทํานองนภา ก่อนหน้านี้ เคยขึ้นไป บนแท่นประหารเซียนแปดครั้ง ศึกทั้งแปดล้วนได้รับชัย พลังรุนแรง มาก ถนัดใช้ตะขอคู่ ท่วงท่าแข็งแกร่ง พลังบําเพ็ญอยู่ในระดับสูงสุดขั้น ขุนพล…”
หลี่มู่รับกระจกวารีมา กรอกปราณแท้เข้าไป แสงสว่างขึ้น อักษร บรรยายย่อหน้าหนึ่งปรากฎขึ้นตรงหน้า สิ่งที่บันทึกมา ก็คือข้อมูลอย่าง ละเอียดของตัวมู่หรงกงนั่นเอง
“นายท่าน ข้ามีประโยคหนึ่ง อยากจะถามท่านมาตลอด” หลี่มู่เก็บ กระจกวารี มองไปยังหัวหน้าจุดพัก
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงยิ้มๆ เอ่ยต่อว่า “ข้ารู้ว่าท่านอยากจะถาม ว่า ทําไมข้าจึงคอยช่วยท่านอยู่ตลอดใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง ขอเชิญท่านหัวหน้าจุดพักอธิบายด้วยเถอะ” หลี่มู่ตอบ กลับ
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงอธิบายตอบด้วยรอยยิ้ม “เหตุผลนั้นแสน ง่ายดาย อัจฉริยะจากทุกเขตดารา จะเข้าพํานักในจุดพักแห่งหนึ่ง ถ้า หากผู้ถูกเลือกของเขตดารานี้มีผลงานที่ดี ก็จะดีต่อหัวหน้าจุดพักอัน เล็กจ้อยอย่างพวกเราด้วย และถือเป็นเกียรติอันใหญ่หลวง และ สามารถได้รับการตบรางวัลจากวิหารเทพอีกด้วย”
อย่างนี้นี่เอง
ความสงสัยในใจหลี่มู่ หายไปในพริบตา
ระหว่างที่พูดคุยกัน เรือเหาะได้ถูกจัดเตรียมเรียบร้อย
หลี่มู่และจิ้งจอกน้อยปี้ เหยียน และยังพวกของหัวหน้าจุดพักก้าว ขึ้นสู่เรือเหาะ เพื่อตรงไปยังแท่นประหารเซียน
ระหว่างเดินทาง หลี่มู่นําเอากระจกวารีมาดูขั้นตอนการต่อสู้ทั้ง แปดครั้งของมู่หรงกงจนหมด
และเขาก็มองออกถึงจุดอ่อนในวิชาวิถียุทธ์ของผู้ถูกเลือกอันดับ หกจากเขตดาราทํานองนภาคนนี้แล้ว
“ถึงแล้ว”
เรือเหาะจอดลง
หลี่มู่ก้าวขึ้นแท่นประหารเซียน
บนเวที มู่หรงกงได้รออยู่นานแล้ว
เขตดาราทํานองนภาถือเป็นเขตดาราระดับกลางในแดน ดาราจื่อเวย อาณาบริเวณกว้างใหญ่ ดาวในสังหัดมากมาย สินแร่ ทรัพยากรเพียบพร้อมจนมองข้ามไม่ได้ หน้าตาของมู่หรงกง ดูแล้วอายุ ประมาณสามสิบกว่า ร่างสูงยาว ใบหน้าก็ยาว คิ้วเข้ม จมูกบี้เล็กน้อย หน้าตาธรรมดา
เมื่อเห็นหลี่มู่ปรากฏตัว ดวงตาเขาเป็นประกาย เหมือนกับนักล่าที่ มองเห็นเหยื่ออย่างไรอย่างนั้น กลิ่นอายอันตรายในการเสียเลือดเนื้อ แผ่ซ่านออกมา
พริบตานั้นหลี่มู่ก็สัมผัสได้ ในใจรู้สึกตึงเข้มขึ้นมา
พลังของคนผู้นี้ อยู่เหนือหลินชิงเสวียนขึ้นไปอีก
อัจฉริยะฟ้าประทาทนแห่งเขตดาราทํานองนภา เป็นเสือซุ่มมังกร ซ่อนจริงๆ
แต่ว่า…
หลี่มู่พลิกมือคว้าจับด้ามดาบที่อยู่หลังไหล่ซ้ายไว้มั่น
ท่าทางนี้ ทําเอาใจของทุกคนเต้นขึ้นมา
จนถึงวันนี้ คนที่สนใจในตัวหลี่อี้เตาแทบจะทั้งหมดล้วนรู้ว่า เมื่อห ลี่อี้เตากําลังจะออกดาบ มือขวาจะลูบไปยังด้ามดาบข้างหลัง นี่คือ ท่าทางอันเคยชินในการออกท่าของเขา
ศึกในวันนี้ยังไม่ทันจะเริ่ม ทําไมหลี่อี้เตาก็เตรียมที่จะออกดาบแล้ว ล่ะ?
ประมาทขนาดนี้เลยหรือ?
……………………………………