จอมศาสตราพลิกดารา - บทที่ 671 - 680
บทที่ 671 ประลองอีกครั้ง
มู่หรงกงไม่รู้ทําไม เห็นท่าทีของหลี่มู่ ก็ระวังตัวขึ้น
เขาเรียก ‘ขอเหล็กคู่หยินหยางตะวันจันทรา’ อาวุธอันเป็น เอกลักษณ์ออกมาตามสัญชาตญาณ ยังไม่ทันได้ถือไว้ในมือ ก็รู้สึกว่า เบื้องหน้าเจิดจ้าแสบตา เหมือนช่วงชิงภาพเบื้องหน้าจากครรลอง สายตาทั้งหมดของเขา
จากนั้น พลังมหาศาลก็โจมตีมา
เสียงครำาครวญของ ‘ขอเหล็กคู่หยินหยางตะวันจันทรา’ ดังขึ้น
มู่หรงกงเองก็สู้มามากมาย ประสบการณ์การต่อสู้โชกโชน
เขาโคจรวรยุทธ์ในเสี้ยวพริบตา ทิ้งขอเหล็กคู่ที่ถืออยู่ กําลังจะ โจมตีกลับ ที่หน้าอกกลับมีไอเย็นโจมตีมา เหมือนนำาแข็งเย็นเยียบเท ราดลงมาบนกองเพลิง ดับปฏิกิริยาตอบสนองและปราณแท้ของเขาจน มอด
คอมีรสหวานทะลักมา
มู่หรงกงอ้าปาก กระอักอั้ก ร่างเหมือนกับเมฆคล้อย ลอยปลิว ออกไปอย่างควบคุมตัวไม่ได้
รอบๆ มีเสียงร้องอย่างตื่นตะลึงราวคลื่นรางๆ
รอจนเมื่อมู่หรงกงตั้งตัวกลับมาได้ ทุกอย่างก็จบสิ้นลงแล้ว
เขายืนอยู่ข้างล่างแท่นประหารเซียน มองบนเวทีด้วยสีหน้างุนงง สับสน
หลี่มู่เก็บดาบเข้าฝัก
การต่อสู้จบลงแล้ว
ยังไม่ทันเริ่มก็จบลงแล้ว
‘ขอเหล็กคู่หยินหยางตะวันจันทรา’ แปรเปลี่ยนเป็นแสงสีแดงฟ้า สองสาย พันล้อมรอบกายมูหรงกง มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่จิตสื่อ ถึงกับพวกมันถึงจะรับรู้ได้ว่า เจ้าเพื่อนยากทั้งสองที่อยู่ข้างกายตนมา หลายสิบปีเกิดความหวาดกลัวเพียงใด
เขาก้มมองที่หน้าอกของตน
เสื้อเกราะแหลกละเอียด
รอยแผลเล็กบางแต่ละเส้นๆ ตัดผ่านจากไหล่ซ้ายมาถึงท้องขวา ลากผ่านหน้าอก แทบจะผ่าร่างของเขาเป็นสองส่วน แผลลึกไปถึง กระดูก ปราณดาบเกือบจะทําลายอวัยวะภายใน
แผลดาบทางนี้ทําให้กลิ่นอายปราณแท้ทั้งหมดในร่างของเขาถูก ตัดขาดหมด
และก็ทําให้ ‘พลังหยินหยางตะวันจันทรา’ ที่เขาฝึกฝนอย่าง ยากเย็นไม่อาจหลอมรวมได้
“เขารู้ได้อย่างไรว่าจุดอ่อนของข้าอยู่ตรงนี้?”
ในใจของมู่หรงกงเกิดคลื่นปั่ นป่วน
นี่เป็นความลับสุดยอดของวิชาของเขาเชียวนะ
เขาหยิบเม็ดโอสถออกมา จากนั้นก็ขยี้ให้แหลกแล้วทาไปบนแผล ของตัวเอง กลิ่นยาตลบขจรขจาย บาดแผลหายไปในทันที จากนั้นก็ มองหลี่มู่แวบหนึ่งแล้วหมุนตัวจากไป
เสียงฮือฮารอบๆ ก็ยังคงดังอยู่
เพราะศึกประลองกับหลินชิงเสวียนก่อนหน้านี้ก็ทําให้ชื่อเสียงโด่ง ดังไปแล้ว ดังนั้นศึกนี้จึงดึงดูดคนมาดูมากมาย และก็มีคนจากฝ่ายต่างๆ
มาสังเกตวิธีการต่อสู้ของหลี่มู่ ผลลัพธ์เช่นนี้ทําให้ทุกฝ่ายต่างตกตะลึง อย่างไม่ต้องสงสัย
เหล่าผู้ฝึกฝนเขตดาราทํานองนภาก็ยากจะเชื่อ
มู่หรงกงถึงจะไม่ใช่อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเขตดาราทํานองนภา แต่เขาก็นับว่าโด่งดัง ก่อนจะสู้ก็ถูกมองว่าเป็นผู้เข้าแข่งขันที่พลัง เหนือกว่าหลี่มู่แน่นอน ผลสุดท้ายกลับแพ้เพียงในเสี้ยวพริบตา สู้ไม่ได้ แม้แต่หลินชิงเสวียนเขตดาราเมฆาอัสนี
ส่วนผู้ฝึกฝนเขตดาราเทพวีรชนที่มาเพราะโชคล้วนๆ ต่างหน้า บาน ดีใจเป็นยิ่งนัก
ปาฏิหารย์ที่หลี่อี้เตาสร้างขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่านํามาซึ่งความน่า แปลกใจยินดี
นี่ทําให้พวกเขาเริ่มปกป้องและรักอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเขต ดาราเทพวีรชนไปโดยไม่รู้ตัว!
ชื่อเสียงบารมีสร้างขึ้นจากเหตุการณ์เช่นนี้ทีละก้าวๆ
ส่วนพวกเซียนเสียไห่ที่ตามข่าวมา นี่เป็นฉากที่ทําให้ทั้งกระอัก กระอ่วนและผิดหวังอย่างไม่ต้องสงสัย หลี่อี้เตาชนะอีกแล้ว สําหรับ พวกเขา ระยะห่างกับหลี่อี้เตากําลังทิ้งห่างไปในทุกๆ ด้าน
สายตาที่จอมมารจันทราโลหิตมองหลี่อี้เตาที่อยู่บนเวทีค่อนข้าง แปลกประหลาด
ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองรึเปล่า เขามักจะรู้สึกว่า ในตัวของหลี่อี้เตามีกลิ่น อายที่เหมือนจะเคยคุ้นดี
แน่นอน นี่เป็นเพียงแค่ลางสังหรณ์เท่านั้น ไม่ใช่กลิ่นอายหรือเบาะแสร่องรอยอะไร แต่ เป็นใครกันแน่?
จอมมารจันทราโลหิตไม่อาจคิดเชื่อมโยงได้ในเวลาเพียงแค่ชั่ว เสี้ยวขณะ
……
“คุณชายๆ ท่านชนะอีกแล้ว” ปี้ เหยียนกระโดดโลดเต้น เกี่ยวแขนของหลี่มู่เอาไว้ นางดีใจสุดๆ
“ยินดีด้วยคุณชายหลี่” ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงก็เดินมาแสดงความยินดี ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเช่นกัน
“ต้องขอบคุณข้อมูลที่ใต้เท้ามอบให้ ข้าถึงได้สู้ชนะมู่หรงกงคนนี้” ท่าทางของหลี่มู่ยังคงแสดงออกอย่างถ่อมตน
ระหว่างพูด ข้างๆ ก็มีผู้ฝึกฝนเขตดาราเทพวีรชน หลังจากที่ลังเล อยู่นานก็เดินมาทักทายหลี่มู่
“จอมยุทธ์หลี่!”
“คุณชายหลี่สมกับที่เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของพวกเราเขตดารา เทพวีรชน พวกข้าจิตใจฮึกเหิมจริงๆ”
“ดาบเดียวเอาชนะศัตรู เก่งกาจไร้เทียบเทียม ฮ่าๆ จอมยุทธ์หลี่ ท่านคือความภาคภูมิใจของพวกเราเขตดาราเทพวีรชน พวกเราภูมิใจ ในตัวท่านนัก”
เหล่าผู้ฝึกฝนเห็นได้ชัดว่าตื่นเต้นนัก
“ขอบคุณการสนับสนุนของพวกท่านมาก” หลี่มู่เป็นมิตรกับผู้ที่มี ไมตรีเหล่านี้นัก
ไม่ลงมือกับผู้ที่มีไมตรี
และท่าทางของหลี่มู่ก็เห็นได้ชัดว่ายิ่งทําให้ผู้ฝึกฝนเขตดาราเทพ วีรชนเหล่านี้ตื่นเต้นและฮึกเหิมขึ้นไปอีก ยิ่งเคารพบูชาหลี่มู่ ตํานานบท ใหม่ที่เดินออกมาจากเขตดาราเทพวีรชนผู้นี้นัก
“จอมยุทธ์หลี่ แท่นประหารเซียนหมายเลขที่หกสิบสี่อีกเดี๋ยวจะมี อัจฉริยะจากเขตดาราเทพวีรชนของเราประลองกับอัจฉริยะเขตดารา
วายุโหม ท่านจะไปให้กําลังใจหรือไม่?” ผู้ฝึกฝนหนุ่มตาโตคิ้วเข้มคน หนึ่ง มองหลี่มู่พลางถามอย่างวาดหวัง
หลี่มู่ใจฉุกคิด
“ดี เช่นนั้นตอนนี้พวกเราก็ไปดูกันเถอะ”
หลายวันนี้เขาก็ไม่ได้สนใจสิบผู้ถูกเลือกเขตดาราเทพวีรชนสัก เท่าไหร่ ผลการประลองบนแท่นประหารเซียนของอัจฉริยะทั้งหลายก็ ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ไปดูสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน
หลี่มู่พลันรู้สึกว่า การท้าประลองผู้ถูกเลือกร้อยเขตดาราที่ว่าครั้งนี้ สําหรับตนแล้วเป็นโอกาสที่หายากยิ่ง
ไม่ใช่แค่สามารถสังเกตวิชายุทธ์ของสํานัก พรรค เขตดาราต่างๆ เท่านั้น แต่ยังจะได้เห็นอัจฉริยะจากเขตดาราต่างๆ สามารถสังเกต ศึกษาเรียนรู้จากพวกเขา มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อเส้นทางวิถียุทธ์ของ ตน
ดังนั้น ไปดูก็ดีเหมือนกัน
คนกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าไปยังแท่นประหารเซียนหมายเลขหกสิบสี่
เมื่อไปถึง การต่อสู้ก็เริ่มแล้ว
อัจฉริยะเขตดาราเทพวีรชนที่มาท้าประลองคือเด็กหนุ่มแบกกระบี่ ชุดดํา
คู่ต่อสู้ของเขาคือผู้ฝึกฝนที่ใช้ทวนเพลิงคู่ อายุประมาณสามสิบ รูปร่างอ้วนเตี้ยเหมือนก้อนเนื้อ แต่กระบวนท่าทวนไหลต่อเนื่อง ปราณ แท้ยาวเนิบ วิชาทวนน่าอัศจรรย์ พลังแข็งแกร่งนัก
กระบี่ยาวสีดําที่เด็กหนุ่มชุดดําแบกอยู่ข้างหลังชักออกมาจากฝัก แล้ว
นั่นเป็นกระบี่ประหลาดที่กระบี่สีดําไปทั้งหมด คมกระบี่ด้านหนึ่ง เป็นเหมือนกระบี่ยาวทั่วไปไม่แตกต่าง แต่อีกด้านหนึ่งกลับเป็นเหมือน ฟันเลื่อย
กระบี่เลื่อย!
เป็นอาวุธที่พิสดารนัก
กระบี่เลื่อยเช่นนี้เห็นได้น้อยนัก
หลี่มู่สังเกตเพียงชั่วครู่อยู่ข้างๆ ก็มองออกว่าทั้งสองความสามารถ เทียบเท่ากัน พูดได้ว่าดุเดือดสมนำาสมเนื้อ เวลาเพียงแค่เสี้ยวขณะไม่ อาจตัดสินผลแพ้ชนะได้
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ การต่อสู้ศึกนี้ดําเนินไปหนึ่งชั่วยามเต็มๆ
ดูจนถึงสุดท้ายแล้ว ผู้ฝึกฝนที่ตะโกนให้กําลังใจทั้งสองฝ่าย ล้วนส่ง เสียงกันจนเสียงแหบเสียงแห้งใกล้หมดแรงกันแล้วเต็มที
หลี่มู่ดูจนเบื่อ ทั้งยังไร้ซึ่งประโยชน์อะไรให้เก็บเกี่ยว จึงกําลังจะลุก จากไป ในตอนนี้เอง การต่อสู้บนเวทีก็พลันเกิดการเปลี่ยนขึ้น
นักกระบี่หนุ่มแบกกระบี่ชุดดําพลันสําแดงวิชากระบี่ที่ไม่เคย สําแดงมาเลยก่อนหน้านี้ ละอองหมอกสีดําหมุนวนทั่วเวทีในชั่วพริบตา
หลี่มู่ตาลุกวาวเป็นประกาย
วิชากระบี่นี้…ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
“อั้ก…” เสียงครางตำาทุ้มดังขึ้น ร่างอ้วนกลมกลมล้มคะมําถอยหลัง ไป ทวนเพลิงร่วงสู่พื้น
แพ้ชนะรู้ชัดแล้ว
อัจฉริยะเขตดาราวายุโหมอ้วนเตี้ยไหล่ แขน และหลังฝ่ามือข้าง ซ้ายมีรอยเลือดแผลกระบี่สามรู เป็นแผลที่ทําร้ายมาจากกระบวนท่า กระบี่โบราณของเด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําคนนั้นนั่นเอง เขาถอยหลัง โซเซไปสามสี่ก้าว สีหน้าดําคลำา ก้มหน้าเล็กน้อย
เด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําเอ่ย “เจ้าแพ้แล้ว”
“อืม…” อัจฉริยะจากเขตดาราวายุโหมอ้วนเตี้ยก้มหน้า ร่างสั่น สะท้านเล็กน้อย
ในตอนที่ทุกคนคิดว่าเขายอมแพ้แล้วนั่นเอง ทันใดนั้น ในดวงตา ของเขาก็ฉายประกายเหี้ยมโหด พลันปะทุลอบโจมตีขึ้น ทวนเพลิงอีก เล่มหนึ่งในมือแปรเปลี่ยนประกายแสงวาววาบ โจมตีเด็กหนุ่มแบก กระบี่ชุดดํา
รอบๆ ส่งเสียงร้องตกใจ
ไหล่ซ้ายของเด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําถูกหอกแทงทะลุเพราะไม่ ทันตั้งตัว
“เจ้า…ตำาช้านัก” เด็กหนุ่มชุดดําโมโหเดือดดาล
“ฮ่าๆๆ” อัจฉริยะอ้วนเตี้ยหัวเราะร่า “ขอแค่ไม่ตกจากเวทีก็ไม่ นับว่าแพ้ ข้าแค่ใช้กฎตามความเหมาะสมก็เท่านั้น เป็นเจ้าที่ไร้เดียงสา เกินไป”
ทวนเพลิงในมือเขาประหนึ่งอสรพิษร้าย เข้าโจมตีเด็กหนุ่มแบก กระบี่ชุดดําที่เสียโอกาสไปแล้วอย่างบ้าคลั่ง
เสียงก่นด่าดังขึ้นรอบๆ
โดยเฉพาะผู้ฝึกฝนจากเขตดาราเทพวีรชน แต่เดิมรู้สึกว่าจะได้เห็น ชัยชนะที่เป็นของเขตดาราเทพวีรชนอีกครั้งแล้ว ใครจะรู้ว่าอัจฉริยะ อ้วนเตี้ยจะหน้าด้านขนาดนี้
“หน้าไม่อาย” จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนก็โกรธเช่นกัน
หัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยงแค่นเสียงขึ้นจมูก เอ่ย “การท้าประลองแท่นประหารเซียนก็มีกฎเช่นนี้จริงๆ อัจฉริยะ ถึงแม้ จะตำาช้าไปสักหน่อย แต่ก็นับว่าใช้กฎเกณฑ์อย่างเหมาะสม ทําอะไรเขา ไม่ได้”
หลี่มู่หรี่ตาก่อนเอ่ย “ไม่เป็นไร”
พูดยังไม่ทันขาดคํา
“อ๊าก…” เสียงน่าเวทนาเสียงหนึ่งดังขึ้น
แขนท่อนหนึ่งขาดกระเด็นสู่ฟ้า
สิ่งที่ลอยขึ้นไปพร้อมๆ กันยังมีทวนเพลิงเล่มนั้นด้วย
อัจฉริยะเขตวายุโหมร่างอ้วนเตี้ยหน้าซีดขาว แขนข้างขวาถูกตัด ขาดถึงไหล่ เลือดพุ่งราวนำาพุ กระดูกที่โผล่ตรงปากแผลเหมือนถูกเลื่อย เลื่อยขาด ร่างโซเซแทบร่วง ยืนได้ไม่มั่นคงแล้ว
“เจ้า…” เขาจ้องเด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําเขม็งด้วยแววตาอาฆาต ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองทั้งๆ ที่ได้เปรียบโดยสมบูรณ์ ช่วงชิงโอกาสมาได้ แล้ว แต่ไยจึงเป็นเช่นนี้
เด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําลากกระบี่เลื่อยที่เลือดหยดย้อยไปกับพื้น เดินมาทีละก้าวๆ ไม่พูดอะไรให้มากความก็ยกขาเตะเจ้าคนอ้วนเตี้ยผู้นี้ ลงจากแท่นประหารเซียน
“คราวนี้นับว่าเจ้าแพ้แล้วหรือไม่?”
เขายืนอยู่บนเวทีประลอง เหยียดก้มมองอัจฉริยะอ้วนเตี้ย
อัจฉริยะอ้วนเตี้ยดิ้นรนลุกขึ้นมา สายตาเคียดแค้นคํารามขึ้น “เจ้า …เจ้ากล้าตัดแขนข้าอย่างนั้นรึ เจ้า…”
เด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําเอ่ย “เจ้าน่าจะขอบคุณเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ หากไม่ใช่ว่าบนแท่นประหารเซียนไม่อนุญาตให้ฆ่าคนแล้วล่ะก็ ตอนนี้ เจ้าก็เป็นคนตายไปแล้ว”
ผู้ฝึกฝนเขตดาราเทพวีรชนที่อยู่รอบๆ โห่ร้องทันที
หลี่มู่อดมองเด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําใหม่ไม่ได้
เมื่อครู่ยามพลิกสถานการณ์ เด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําออก กระบวนท่ากระบี่ที่แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่งติดๆ กันสองกระบวน
ท่า กระบวนท่ากระบี่นั่นเหมือนจะใช้คู่กับกระบี่เลื่อยนี่โดยเฉพาะ พลา นุภาพมาหศาลนัก…
เด็กหนุ่มคนนี้ในตอนคัดเลือกสิบผู้ถูกเลือกทั้งสิบของเขตดาราเทพ วีรชนก็เก็บฝีมือเอาไว้
นี่น่าสนุกแล้ว
หลี่มู่กําลังคิด ทันใดนั้นข้างล่างแท่นประหารเซียนก็มีเสียงกําเริบ เสิบสานดังขึ้น
“ไม่รู้จักที่ตาย กล้าทําร้ายคนของเขตดาราวายุโหมของเราสาหัส เช่นนี้ เจ้าหนู เจ้าตัดแขนของตัวเองทิ้งข้างหนึ่ง ข้าจะละเว้นเจ้า มิฉะนั้น ข้าจะให้เจ้าได้รู้ว่าอะไรที่เรียกเสียใจภายหลัง”
ชายหนุ่มผมยาวสยาย สวมชุดคลุมตัวหลวม ดูเหมือนกําเริบเสิบ สานนัก เดินมายังข้างล่างแท่นประหารเซียนอย่างช้าเนิบ สกัดเด็กหนุ่ม แบกกระบี่ชุดดําเอาไว้ พลางจ้องเขาเขม็ง เอ่ยเน้นยำาทีละคําอย่างไม่ให้ โต้แย้ง
“เป็นเขา?” สีหน้าของหัวหน้าจุดพักห้วงดาราเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หลี่มู่หันกลับมาถาม “คนผู้นี้เป็นใคร มีชื่อเสียงมากอย่างนั้นรึ?”
หัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยงพยักหน้าด้วยท่าทาง เคร่งเครียด
…………………………………………………
บทที่ 672 ลมเมฆก่อตัวอีกครั้ง
“ผู้ถูกเลือกอันดับสองแห่งเขตดาราวายุโหม ฉู่เจียวหยาง บน อันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดาราก็อยู่อันดับที่สองร้อยสิบสาม เป็น อัจฉริยะผู้เก่งกาจที่สามารถพุ่งไปอยู่ในอันดับสองร้อยอันอับแรก ก่อน หน้านี่ก็ประลองยี่สิบรอบ ชนะยี่สิบรอบ เอาชนะคู่ต่อสู้ไม่เกินสิบ กระบวนท่า ยิ่งเป็นทั้งคนที่ทั้งจิตใจและลงมือเหี้ยมโหด ทุกครั้งที่ลงมือ ล้วนแต่ทําให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บสาหัสทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ เหล่าอัจฉริยะ หลังจากที่สู้กับเขาต่อให้ไม่ตาย แต่โดยพื้นฐานแล้วก็เท่ากับเสียพลังที่ จะสู้ต่อ”
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงเอ่ย
“สู้ยี่สิบรอบชนะยี่สิบรอบ?” จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนเอ่ย “คงไม่ใช่ว่า เลือกไปท้ารบคนที่สู้ตัวเองไม่ได้หรอกกระมัง?”
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงส่ายหน้า “การต่อสู้สิบรอบในนั้นล้วนเป็นบุคคล ที่อันดับรายชื่ออยู่เหนือเขา ดังนั้นจึงเชื่อถือได้”
หลี่มู่ถาม “มีข้อมูลภาพการต่อสู้ของเขาหรือไม่?”
“มี” ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงหยิบตราหยกกระจกวารีจากมิติเก็บของ ของตัวเองออกมายื่นให้หลี่มู่ “แต่ว่า ไม่นับว่าครบสมบูรณ์ มีเพียง ข้อมูลการต่อสู้สิบรอบหลังเท่านั้น”
“แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว” หลี่มู่กระตุ้นตราหยกเริ่มวิเคราะห์
……
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เด็กหนุ่มแบกกระบี่ยืนอยู่บนเวทีประลอง จ้องฉู่เจียวหยางเขม็ง ใน ตามีประกายเดือดดาลฉายวาบ
“ก็ความหมายตรงตัว คนที่ทํารายคนเขตดาราวายุโหมก็คิดจะลง จากแท่นประหารเซียนไปง่ายๆ อย่างนั้นรึ? สองตัวเลือก เจ้าไม่ตัดแขน ของตัวเองข้างหนึ่ง ก็ให้ข้าขึ้นไปตัดแขนของเจ้าเอง เจ้าเลือกเอาเถอะ”
ท่าทางของฉู่เจียวหยางยโสโอหังนัก
คําพูดเช่นนี้สร้างความโกรธแค้นให้กับเหล่าผู้ฝึกฝนเขตดาราเทพ วีรชนนัก
“นี่มันรังแกกันชัดๆ”
“ใช่แล้ว มีสิทธิ์อะไรกัน?”
“การต่อสู้เพิ่งจบลงเมื่อครู่ ยังไม่ทันฟื้ นฟูปราณแท้เลย ตอนนี้ กลับมาท้ารบอีก หรือพวกเจ้าเขตดาราวายุโหมจะทําเป็นแต่ลอบฉวย โอกาส? ช่างไร้ยางอายจริงๆ”
ผู้ฝึกฝนจากเขตดาราเทพวีรชนบางคนเคืองแค้นต่อความไม่เป็น ธรรมนัก อดไม่ได้ที่จะก่นด่าออกมา
ตูม!
ฉู่เจียวหยางลงมือทันที โจมตีผู้ฝึกฝนจากเขตดาราเทพวีรชนที่เพิ่ง เอ่ยปากเมื่อครู่จนกระอักเลือดตัวกระเด็นออกไป บาดเจ็บสาหัส ในทันที
เสียงก่นด่ารอบๆ เงียบโดยทันที
“พวกโง่ไม่รู้จักที่ตาย” ฉู่เจียวหยางกวาดตามองผู้ฝึกฝนจากเขต ดาราเทพวีรชน เอ่ยเหยียดหยาม “ก่อนจะอ้าปาก ทางที่ดีก็ประเมิน เสียก่อนว่าตัวเองเป็นตัวอะไร พวกเจ้าไม่ใช่ผู้แข่งขันอัจฉริยะที่เผ่า จิ้งจอกสวรรค์ยืนยัน ข้าฆ่าพวกเจ้าได้เหมือนฆ่าสุนัข”
ผู้ฝึกฝนจากเขตดาราเทพวีรชนแต่ละคนในตาต่างลุกวาบด้วย เปลวเพลิง แต่กลับกล้าโมโหไม่กล้าพูด
คนคลั่งฉู่เจียวหยาง เป็นคนโหดเหี้ยมอํามหิต ไม่หวาดเกรงสิ่งใด จริงๆ
ส่วนเหล่าผู้ฝึกฝนเขตดาราวายุโหมที่แต่เดิมกําลังใจถดถอยห่อ เหี่ยวเพราะความพ่ายแพ้ของเจ้าอ้วนเตี้ยทวนเพลิงคู่ ตอนนี้กลับคึกคัก มีชีวิตชีวาขึ้นมา สายตามองฉู่เจียวหยางอย่างร้อนแรง
ผู้ฝึกฝนของเขตดาราวายุโหมบางคนยังท้าทายขึ้นมาทันทีด้วยซำา
“ฮ่าๆ แต่ละคนไม่รู้จักฉี่มาส่องเงาตัวเองดูสิว่าตัวเองเป็นตัวอะไร”
“ใช่แล้ว ฮ่าๆ พวกเจ้าเขตดาราเทพวีรชนเป็นดินแดนที่กากที่สุด ในแดนดาราวีรชน ล้าหลังกันดาร ผู้ฝึกฝนเขตดาราเทพวีรชนอยู่ใน แดนดาราจื่อเวยตําแหน่งเทียบไม่ได้กระทั่งสุนัข มีสิทธิ์อะไรมาเห่าที่นี่? หุบปากไปเสียดีๆ ผู้อ่อนแอนั้นไม่มีศักดิ์ศรีใดๆ ทั้งนั้น”
“ไสหัวไปเลย ฮ่าๆ!”
“ไม่รู้จักประมาณตัวเองเลยสักนิด ช่างเป็นแมลลงที่น่าสงสารเสีย จริง”
เหล่าผู้ฝึกฝนเขตดาราวายุโหมหัวเราะลั่น
หลายวันมานี้จากความร้อนแรงและโหดเหี้ยมจากการท้ารบของ เหล่าอัจฉริยะบนแท่นประหารเซียน ผู้ฝึกฝนจากเขตดาราต่างๆ ก็พา กันแห่แหนกันมา
อย่างเขตดาราที่จัดอยู่อันดับบนๆ เช่นเขตดาราวายุโหมเช่นนี้ แน่นอนว่าดูคนเยอะพลังมากเป็นธรรมดา สมัครสมานสามัคคีเป็น อย่างยิ่ง นอกจากการต่อสู้บนเวทีแล้ว เสียงหัวเราะเยาะเย้ยถากถาม ต่างๆ ข้างล่างเวที ให้ความรู้สึกเหมือนกลุ่มแฟนคลับนัก
และเพราะเสียงหัวเราะเยาะเย้ยซึ่งกันและกันจากผู้สนับสนุนของ ทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ กระทั่งว่าก่อให้เกิดการต่อสู้ตัดสินอะไรประเภทนี้ด้วย
หากไม่ใช่ฐานะอัจฉริยะที่ทางการยอมรับแล้วล่ะก็ เช่นนั้นความ ปลอดภัยของชีวิตก็จะไม่ได้รับการรับประกัน
ดังนั้นสําหรับผู้อ่อนแอแล้ว อย่าพูดถึงว่าสู้กับอัจฉริยะเลย ต่อให้ เป็นผู้ฝึกฝนทั่วไปคนอื่นๆ หากต่อสู้ประลองกันขึ้นมาก็จะบาดเจ็บล้ม ตาย
เขตดาราเทพวีรชนถึงแม้ชัยชนะหลายครั้งของหลี่อี้เตาเมื่อก่อน หน้านี้จะหลอมรวมขวัญและกําลังใจได้บ้าง แต่สุดท้ายแล้วรากฐานเบา บาง คนน้อย อีกทั้งยังไม่กล้า เผชิญหน้ากับคําเยาะเย้ยถากถางจากเขต ดาราอื่นๆ หลายครั้งก็ล้วนกล้าโมโหไม่กล้าพูด
ครั้งนี้ก็เช่นกัน สาอะไรกับยังมีคนคลั่งฉู่เจียวหยางที่พลังแข็งแกร่ง ทรงพลังเช่นนี้ “ข้าให้โอกาสเจ้าสิบอึดใจสุดท้าย จะตัดแขนยอมรับผิดหรือไม่!” ฉู่เจียวหยางเดินมายังแท่นประหารเซียนทีละก้าวๆ ขวางบันได เอาไว้ เขาใช้สายตาเหมือนแมวหยอกล้อหนูมองเด็กหนุ่มแบกกระบี่ที่อยู่ บนเวทีประลอง มุมปากแฝงรอยยิ้มเยาะ เด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดํากํากระบี่เลื่อยในมือของตนแน่น ไหล่ของเขาถูกอัจฉริยะอ้วนเตี้ยทวนเพลงคู่จากเขตดาราวายุโหม ลอบโจมตีอาการบาดเจ็บสาหัส เลือดไหลมาตามแขน หลั่งไปบนกระบี่ เลื่อย จากนั้นก็ไหลไปตามฟันเลื่อยหยดลงบนพื้น หากในสภาวะปกติบางทีเขาอาจจะยังมีแรงที่จะสู้ดูบ้าง แต่ตอนนี้ …ปราณแท้ กําลังกาย และสติความนึกคิดของเขาใช้ไปในการต่อสู้เมื่อ ครู่นี้ไม่น้อยแล้ว ผู้ฝึกฝนเขตดาราเทพวีรชนรอบๆ ก็ต่างอัดอั้นโกรธแค้นเป็นอย่าง ยิ่ง
ฉู่เจียวหยางเห็นอยู่ชัดๆ ว่ากําลังรังแกคนอื่น
แต่ว่ากลับช่วยไม่ได้
ส่วนคนของเขตดาราอื่นๆ กลับมุงดูอย่างมีความสุขบนความทุกข์ คนอื่นๆ พากันชี้ไม้ชี้มือ
สิบอึดใจผ่านไปอย่างรวดเร็ว
แววตาในดวงตาของเด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําค่อยๆ คุ้มคลั่งขึ้น
ถึงแม้จะสู้ไม่ได้ แต่จะให้หวาดกลัวได้อย่างไร
วันนี้หากถอยก้าวหนึ่ง วันหน้าหากจะก้าวขึ้นมาครึ่งก้าวก็ลําบาก หลายพันหลายหมื่นเท่า
ก็แค่ตายเท่านั้น
“ได้ เจ้ามา…” เด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําอ้าปากจะรับคําท้า
กลับเป็นในตอนนี้เอง การเปลี่ยนแปลงอันไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
“ฉวยโอกาสทําร้ายผู้อื่น บีบให้สู้…เหอะๆ เรื่องแบบนี้ มีแต่หมาบ้า ที่เรียกตัวเองว่าคนคลั่งแห่งวายุโหมถึงจะทําออกมาได้จริงๆ นั่นแหละ”
เสียงใสกังวานเสียงหนึ่งดังมาจากข้างๆ
แน่นอนว่าเป็นหลี่มู่
หลี่มู่ดูข้อมูลภาพเคลื่อนไหวของฉู่เจียวหยางในตราหยกกระจก วารีที่หัวหน้าจุดพักห้วงดาราให้มาจบก็เดินออกมา ประคองผู้ฝึกฝน เขตดาราเทพวีรชนที่ถูกโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส กําจัดพลังแปลกปลอม ในร่างของพวกเขา แล้วป้อน ‘ลูกกลอนคืนสภาพ’ ให้คนละเม็ด ให้พวก เขาโคจรพลังรักษาอาการบาดเจ็บ
“เป็นเขา?” “หน้ากากไร้หน้าสีเงิน แบกกล่องดาบ เป็นหลี่อี้เตา!” “หลี่อี้เตา!” ในเหล่าผู้มุงดูมีคนส่งเสียงร้องตกใจออกมา
หนึ่งในอัจฉริยะที่เป็นกระแสมากที่สุด หลี่อี้เตามีภาพลักษณ์ที่เป็น ที่จดจํามากที่สุด
หน้ากากไร้หน้าสีเงิน กล่องดาบวัสดุหินสีขาว แต่งตัวเช่นนี้ ไม่มีใครเป็นคนที่สองอีก “เป็นจอมยุทธ์หลี่!”
“คุณชายหลี่ในที่สุดก็จะลงมือแล้ว”
“กี่ปีมาแล้ว เขตดาราเทพวีรชนของเราในที่สุดก็มีผู้ถูกเลือกที่มี พลังเช่นนี้เดินออกมาเสียที”
“เป็นผู้ถูกเลือกจริงๆ!”
เหล่าผู้ฝนเขตดาราเทพวีรชนในเสี้ยวพริบตานี้พลันมีความรู้สึก อยากร้องไห้นัก ท่าทางฮึกเหิมยากจจะปกปิด ตื่นเต้นขึ้นมาทันที
พวกเขามองหลี่มู่ สายตาฉายรอยบูชาและยอมรับ
โดยเฉพาะผู้ฝึกฝนเทพวีรชนหนุ่มสาวทั้งหลาย ยิ่งเหมือนมอง แบบอย่างวิถียุทธ์ ในใจโหมซัดพุ่งพล่าน แทบอยากจะชูหมัดกู่ร้อง
บรรยากาศรอบๆ แท่นประหารเซียนพลิกทันที
สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องรวมมาที่หลี่มู่ทันใด
ฉู่เจียวหยางมองมายังหลี่มู่ หลังจากอึ้งไปชั่วครู่ก็หัวเราะออกมา
“ทําไม จะสู้แทนเขา?”
เขามองหลี่มู่พลางเย้ยเยาะ
หลี่มู่ไม่ตอบ แต่เดินไปบนเวทีประลองทีละก้าวๆ มองเด็กหนุ่ม แบกกระบี่ชุดดํา ตอนที่สู้ในสุสานเทพที่แผ่นดินใหญ่เสินโจวก็รู้จักเด็กหนุ่มคนนี้ หลายปีผ่านไปแล้ว รูปลักษณ์ภายนอกของเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ เปลี่ยนแปลงเลย ตอนนั้น เหตุที่หลี่มู่รู้สึกดีกับคนคนนี้เพราะเมื่อจักรพรรดิเซียน เซียนหมิงกวงยุยงให้คนทั้งหลายล้อมสังหารหลี่มู่ เขาเป็นคนแรกที่ไม่ ยินดีร่วมกระทําด้วย…เขาเป็นนักกระบี่ที่มีอุดมการณ์ ผดุงธรรม คนเก่าแก่ที่ไม่นับว่าคุ้นเคยคนหนึ่ง “เปลี่ยนเป็นข้าเถอะ” หลี่มู่มองชายหนุ่มชุดดําเอ่ย “ทางเดินวัน หน้ายังอีกยาวไกล ศึกผู้ถูกเลือกไม่ได้ช่วงชิงแค่เพียงประเดี๋ยวประด๋าว เป็นเช่นไร?” เด็กหนุ่มมองหลี่มู่ สุดท้ายก็พยักหน้าเอ่ยขึ้น “ดาบของเจ้าทําให้ข้า คิดถึงคนผู้หนึ่ง” หลี่มู่ตอบ “วิถีแห่งมหามรรค วิธีแตกต่างแต่บรรลุผลเดียวกัน” เด็กหนุ่มพยักหน้า “ขอบคุณมาก”
เขาหมุนตัวเดินลงจากเวทีประลอง
ฉู่เจียวหยางหัวเราะขึ้น “น่าสนใจ เช่นนั้นก็ปล่อยแมลงชุดดําไป แล้วจัดการเจ้าก่อน”
ร่างของเขาเพียงกะพริบวูบ
คนทั้งหลายต่างรู้สึกว่าเบื้องหน้าพร่าเลือน ฉู่เจียวหยางก็มา ปรากฏตัวบนเวทีประลองแล้ว
ท่าร่างที่เลิศลำาเป็นอย่างยิ่ง
“หลี่อี้เตา?” ฉู่เจียวหยางประเมินจากหัวจรดเท้าอย่างสนใจ “ข้า เคยดูภาพเคลื่อนไหวการต่อสู้ของเจ้า มันน่าสนใจมาก กุมช่องโหว่ของ คู่ต่อสู้ โจมตีเพียงครั้งเดียวก็ชนะอย่างแน่นอน เจ้ามีลางสังหรณ์การ ต่อสู้อันน่าสะพรึงนัก บางทีอาจจะเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่งที่สามารถ มองทะลุจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ได้ ข้าพูดถูกหรือไม่?”
หลี่มู่ไม่พูดอะไร
วิธีการต่อสู้ของเขาถูกคนสังเกตและวิเคราะห์ได้ นี่เป็นเรื่องที่เขา คาดเอาไว้อยู่แล้ว
อย่างไรเสีย ‘โจมตีครั้งเดียวเอาชนะได้แน่นอน’ ก็ค่อนข้างจะน่า ตื่นตะลึง
แต่ว่า เช่นนั้นแล้วจะอย่างไรเล่า?
‘เนตรสอดแนม’ ขั้นที่หกของ ‘วิชาก่อนกําเนิด’ จะเป็นเพียง ‘พรสวรรค์’ ที่สรุปออกมาง่ายๆ จากปากฉู่เจียวหยางสองคํานี้ได้ อย่างไร นั่นเป็นการทําลายความคิดของการเมินเฉยต่อขั้นขอบเขต เพียงแค่คู่ต่อสู้ลงมือก็สามารถมองทะลุช่องโหว่ ใครผู้ใดก็ล้วนแต่ไม่ อาจหลบหลีกได้
“ฮ่าๆ ไม่พูดอะไรแล้ว? ถูกข้ามองทะลุแล้ว? สันหลังหวะแล้ว?” ฉู่ เจียวหยางเหมือนจะไม่รีบร้อนเริ่มต่อสู้
นี่เป็นรูปแบบของเขา
ก่อนต่อสู้ใช้พลังของคําพูดมาล้อเล่นกับจิตใจของคู่ต่อสู้ นี่เป็น ความสุขที่คนทั่วไปไม่อาจสัมผัสได้
“เหตุที่เจ้าสวมหน้ากากวางท่าก็เพื่อปกปิดอารมณ์ความรู้สึกของ เจ้า สร้างความลึกลับ?” ฉู่เจียวหยางหัวเราะเบาๆ “น่าเสียดาย พรสวรรค์ของเจ้าสําหรับข้าแล้วไร้ประโยชน์ เพราะพลังของพวกเรา ห่างชั้นกันมากเกินไป”
หลี่มู่ก็ยังคงไม่พูดอะไร
หน้ากากสีเงินไร้หน้าไม่เห็นคลื่นอารมณ์เลยแม้แต่น้อย
เหมือนเทพแห่งความตายที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกตลอด กาล
ฉู่เจียวหยางเดินประชิดหลี่มู่มาช้าๆ
รัศมีอํานาจน่าหวาดกลัวค่อยๆ แผ่มา
ต่อให้เป็นคนข้างล่างเวที ตอนนี้ก็ต่างพลันรู้สึกว่า พลังกดดันน่า ครั่นคร้ามไร้รูปร่างประหนึ่งฟ้าดินถล่มห้วงดาราสมุทรทลาย ทําให้พวก เขาต่างรู้สึกหวาดกลัวและหายใจไม่ออกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“ฮ่าๆ ข้าสนใจหน้ากากสีเงินของเจ้านัก อีกเดี๋ยวข้าจะถอดออกมา ใส่ให้กับสุนัขที่ข้าเลี้ยงเอาไว้ ถือโอกาสให้พวกแมลงที่น่าสงสารเขต ดาราเทพวีรชนข้างล่างเวทีพวกนี้ได้ดูให้ชัดๆ ว่า วีรบุรุษที่พวกเขาชื่น ชมบูชาเมื่อถูกเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้าของข้าจะมีหน้าตาเช่นไร…ฮ่าๆ เจ้า ว่าข้อเสนอของข้าเป็นอย่างไร?”
นิ้วมือขวาทั้งห้าของฉู่เจียวหยางมีแสงสีขาวหลอมรวมลอยปรากฏ ขึ้นช้าๆ
‘หัตถาบดขยี้!’
นี่คือกระบวนท่าอันสุดจะเยี่ยมยุทธ์ของเขา
ปากถึงแม้จะดูถูกเหยียดหยาม แต่พอลงมือก็ใช้พลังทั้งหมดดุจ สิงโตจับกระต่าย ไม่ประมาทเลยแม้แต่น้อย
นี่คือลางสังหรณ์ของผู้แข็งแกร่งระดับผู้ถูกเลือกแห่งวิถียุทธ์
และในตอนนี้เอง มือขวาของหลี่อี้เตาก็ยกขึ้นอย่างช้าๆ เอื้อมไปยัง ข้างหลังไหลซ้าย
ในเสี้ยวพริบตานี้ ทุกคนต่างกลั้นลมหายใจ
เอาอีกแล้ว!
ท่าออกดาบอันเป็นเอกลักษณ์
กระบวนท่าชักดาบแล้วฟาดฟันอันอัศจรรย์นั่น จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ เจอคนที่ทําลายได้
และตอนนี้ ต่อหน้าคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งอย่างเช่นฉู่เจียวหยางนี้ ตํานานชักดาบแล้วฟาดฟันของหลี่อี้เตา จะแสดงขึ้นอีกครั้งหรือไม่?
……………………………………………………
บทที่ 673 ตํานานดําเนินต่อ
แสงจันทร์กระจ่างลอดผ่านกลุ่มเมฆหมอกออกมาบางๆ ส่อง กระทบลงบนเขาเซียงอวิ๋นแห่งสํานักธาราเทพ ทําให้ทั้งยอดเขาปรากฏ เป็นภาพงดงามอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ข่าวคราวแพร่ออกไปแล้ว
เรื่องราวที่ผู้ถูกเลือกลําดับสามแห่งเขตดาราวายุยืนยาวฉู่เจียวห ยางมีเรื่องกับท่วงทํานองหนึ่งดาบหลี่อี้เตา ดึงดูดความสนใจของคนนับ ไม่ถ้วนในบริเวณแท่นประหารเซียน
ด้วยเหตุนี้ตอนที่ฉู่เจียวหยางขึ้นเวที ที่ด้านล่างแท่นประหารเซียน คนก็เบียดกันเข้ามาแน่นขนัดแล้ว
คนทั้งหมดอยากจะรู้ ว่าหลี่อี้เตาหนึ่งดาบพิชิต เมื่อพบกับคู่มือที่ แข็งแกร่งอย่างฉู่เจียวหยางแล้ว จะยังคงรักษาความอภินิหารไว้ได้ หรือไม่
ดังนั้นขณะที่มือของหลี่มู่พลิกกลับไปจับด้ามดาบ คนทั้งหมดก็ แทบจะหยุดหายใจ สายตาจับจ้องไม่วางตา
และมีผู้บําเพ็ญมากมาย ที่เตรียมเอาตราหยกกระจกวารีเพื่อ บันทึกภาพ เริ่มบันทึกที่จะจับแสงดาบแห่งการเริ่มต่อสู้
ฉู่เจียวหยางหรี่ตา กระตุ้นวิชาออกมาถึงขีดสุด
สองมือของเขา มือหนึ่งกลายเป็นสีหยกขาวเงิน อีกมือหนึ่งเปล่ง ประกายสีทองอร่าม
อักขระลอยวน
กฎเกณฑ์เอ่อล้น
“ลงมือก่อนคือผู้แข็งแกร่ง…จะสนใจกับหนึ่งดาบสองดาบของเจ้า ทําไม เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่เด็ดขาด มันก็เป็นแค่เรื่องตลกเท่านั้น”
ฉู่เจียวหยางลงมือทันที
‘ฝ่ามือหยกหั่นสะบั้น’ แผลงฤทธานุภาพ
ในเขตดาราวายุยืนยาว วิชาต่อสู้นี้ คือวิชาลับวิถียุทธ์ระดับตํานาน
ในฐานะที่เป็นผู้สืบทอด ฉู่เจียวหยางจึงลึกซึ้งถึงแก่นสารของมัน ที่สุด
และในพริบตานี้ หลี่มู่ก็ออกดาบด้วยเช่นกัน
ข้อมือสั่นกึก แสงดาบดุจนำาตกในตลับ ไหลทะลักออกมาในพริบตา ดาบที่หนึ่ง ฟาดฟัดไหยังฉู่เจียวหยาง “ก็แค่เท่านี้ ดาบนี้ มันไร้ซึ่งทํานอง…สลายไปเสีย” ฉู่เจียวหยางหัวเราะคํารามลั่น พลานุภาพดาบนี้ของหลี่อี้เตา ในสายตาเขา ไม่คู่ควรแก่การ หัวเราะ
ฝ่ามือหยกสะบั้น ไม่มีอะไรที่แทงไม่ทะลุ เขาใช้ฝ่ามือทองหั่น ฝ่ามือหยกบดขยี้ ระเบิดใส่หลี่มู่ แต่ว่า พริบตาต่อมา ท่าดาบของหลี่อี้เตาได้เปลี่ยนอย่างกะทันหัน ความเร็วของดาบยาว จู่ๆ ได้ช้าลงมา
คมดาบหิน ฟาดเข้าไประหว่างฝ่ามือทองและฝ่ามือหยกด้วยมุมที่ แปลกประหลาดถึงที่สุด
ลึกซึ้งทีละขั้นทีละตอนอย่างเชื่องช้า
ความมั่นใจเต็มปี่ ยมเดิมทีบนใบหน้าฉู่เจียวหยาง จู่ๆ ได้ปรากฏสี หน้างงงันขึ้น
เพราะในพริบตานี้ เขาจู่ๆ สัมผัสได้ว่าวิชาเกิดไหลเวียนติดขัดขึ้น อย่างไม่มีสัญญาณ ฝ่ามือคู่ทองหยกที่ไม่มีอะไรแทงไม่ทะลุ กลับรู้สึก เหมือนตกเข้าไปอยู่ในบ่อโคลน ความเร็วตกลงกะทันหัน
ด้านล่างแท่นประหารเซียน ก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่หลี่อี้เตาออกดาบ ล้วนเป็นหนึ่งฉับแล้วหายไป รวดเร็วอย่างมาก
เร็วจนที่คนมากมายมองไม่เห็นรูปร่างของตัวดาบ
ทว่าวันนี้ ดาบนี้ที่หลี่อี้เตาฟาดออกมา กลับช้าถึงขีดสุด ค่อยๆ เฉือนไประหว่างสองฝ่ามือหยกหั่นสะบั้นทั้งคู่ของฉู่เจียวหยางทีละนิ้วๆ ราวกับเป็นมีดเฉือนเนื้ออย่างไรอย่างนั้น
คนแทบจะทั้งหมด ในที่สุดก็ได้เห็นดาบของหลี่อี้เตาเป็นครั้งแรก
มันเป็นดาบยาวที่เหมือนจะตีขึ้นจากหินก็ไม่ใช่หิน จากเหล็กก็ ไม่ใช่เหล็ก ตัวดาบหนาหนัก พูดได้ว่าเป็นดาบยักษ์ ไม่ได้สมส่วนกับ รูปร่างของหลี่อี้เตาเลย แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ด ถึงแม้จะใหญ่โต แต่
ลายเส้นบนตัวดาบกลับดูเรียบลื่นอย่างมาก ทําให้คนที่เห็นเกิด ความรู้สึกสวยงามอย่างยากจะพรรณนาออกมาได้
ตัวดาบขาวดุจหิมะ และมีแสงเงินประหลาดลอยออกมา เหมือนกับมีพลังอันลึกลับแฝงเอาไว้
คนมีถลึงตามองดาบ
มีบางคนกําลังตกตะลึงกับท่าดาบ
ดาบนี้ที่ดูเชื่องช้า มีท่วงทํานองที่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้
สองฝ่ามือทองหยกของฉู่เจียวหยาง เดิมทีรวดเร็วฉับไวดุจสาย อัสนี ทว่าฟาดออกมาเพียงครึ่ง กลับเหมือนถูกผลกระทบของท่าดาบนี้ ทําให้ช้าลงมา
เมื่อถึงท้ายสุด ฝ่ามือคู่ของเขา ก็ราวกับเป็นหอยทากเดินบน ทะเลทรายอย่างไรอย่างนั้น ช้าจนแทบจะไม่เห็นขั้นตอนการ เคลื่อนไหวต่อไปของมันด้วยตาเปล่า
“เจ้า…”
สีหน้าของฉู่เจียวหยางเหมือนมองเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น
ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ ว่าทําไมวิชาสุดยอดของตนเอง เมื่ออยู่ต่อ หน้าดาบนี้ของหลี่อี้เตา จึงกลายเป็นไม่สามารถควบคุมได้
เขารู้สึกว่าตนเองเหมือนเป็นแมลงที่ติดอยู่ในใยแมงมุม ยิ่งดิ้นรน ก็ ยังถูกพลังไร้รูปร่างพัดรัดแน่นมากขึ้น
เมื่อถึงจุดสุดท้าย เขาได้ค้นพบอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่เพียงแต่มือทั้ง สอง เงาของตนเองก็ยังขยับตัวได้อย่างยากลําบาก
ดาบยาวของหลี่อี้เตา ภายใต้สายตามากมายที่จับจ้อง ค่อยเฉือน เข้าในระหว่างฝ่ามือทั้งสองของเขา จากนั้นทําลายการป้องกัน คมดาบ พลิก หั่นเข้าไปที่กลางอก ปาดเนื้อหนังไขกระดูกด้านหน้าของเขาแบะ ออก จากนั้นคมดาบได้กระแทกอีกครั้ง จนสองมือซ้ายขวาของเขา ถูก ฟันจนเกิดแผลขึ้นรอยหนึ่ง
เลือสดสาดกระเซ็น
หลี่อี้เตาเก็บดาบและถอยออกมา
ฉู่เจียวหยางกระอักลิ่มเลือดพ่นออกมา
การควบคุมร่างกายกลับคืนมาเป็นของตัวเองอีกครั้ง
แต่อาการบาดเจ็บบนร่างกาย รวมไปถึงพลังจิตดาบบนบาดแผล ทําเอาเขาสูญสิ้นพลังการรบต่อไปแล้ว
สีประหลาดบนสองฝ่ามือทองหยก ก็หายไปในพริบตานี้อย่าง สมบูรณ์
ถูกทําลายวิชาแล้ว
“เจ้า…เจ้าใช้วิชาอะไรกันแน่?”
ฉู่เจียวหยางจ้องหลี่มู่ ท่าทีบ้าระหำาหายไป สีหน้าเหมือนเห็นผี กลางวันแสกๆ
เขาไม่สามารถเข้าใจอะไรได้เลย
หลี่มู่ไม่ได้ตอบ
ดาบยาวเก็บเข้าฝักเรียบร้อย
เขาหันหลังเดินลงจากแท่นประหารเซียน
ฉู่เจียวหยางที่นิ่งเงียบอยู่ ในดวงตาเกิดประกายเหี้ยมเกรียมขึ้น ใน มือปรากฏกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง แสงกระบี่ดุจสายฟ้า แทงพุ่งไปยัง ด้านหลังของหี่มู่ ลงมืออย่างเหี้ยมหาญ
ด้านล่างแท่นประหารเซียน เกิดเสียงฮือฮาขึ้น
ฉับพลันทันใด
มือของหลี่มู่ ไม่รู้ว่ากดลงบนด้ามดาบบนหลังไหล่ซ้ายตั้งแต่เมื่อไร แสงดาบอีกสายหนึ่ง ฟาดฟันออกไป
เลือดพุ่งกระเซ็น ร่างคนตัดสลับกัน “เจ้า…”
กระบี่ยาวขาดเป็นท่อน ท่อนแขนก็ขาดสะบั้น
ฉู่เจียวหยางหน้าขาวซีด ท่อนแขนทั้งสองถูกตัดสะบั้นจากหัวไหล่ พลังวิชาดับสลาย ร่างโงนเงนทรุดร่วง
เขาบาดเจ็บหนักแล้ว หลี่มู่ไร้รอยขีดข่วน ค่อยๆ เก็บดาบลง นี่คือดาบที่สองที่เขาออก หนึ่งดาบพ่ายแพ้ หนึ่งดาบสร้างแผล
ถ้าไม่ใช่ว่าดาบแรกออมมือไว้ ดาบเดียวก็เพียงพอ
หลี่มู่มองฉู่เจียวหยาง สั่นศีรษะด้วยอาการดูหมิ่น เอ่ยขึ้นอย่าง เหลืออด “ผู้บําเพ็ญจากเขตดาราวายุยืนยาว ล้วนมีคุณธรรมเช่นนี้ หรือ? ลอบโจมตีลอบกัด ใช้แต่แผนแบบนี้ ขายขี้หน้าผู้ถูกเลือกคนอื่นๆ เสียจริง”
“เจ้าจะไปรู้อะไร ผู้ชนะล้วนเป็นราชา ข้า…”
ฉู่เจียวหยางคํารามขึ้นด้วยความโกรธ
“”ถ้าหากบนแท่นประหารเซียนไม่มีกฎแบ่งเป็นตายล่ะก็ เจ้า ตอนนี้ ก็คงเป็นคนตายไปแล้ว” หลี่มู่รู้สึกด้านลบกับคนแบบนี้มาก ยก เท้าขึ้นเตะฉู่เจียวหยางลงไปที่ด้านล่างเวที
เท้านี้ไม่ได้เบาๆ เลย
“กร๊อบ”
เสียงกระดูกหักดังลั่น
ฉู่เจียวหยางที่บาดเจ็บจากแขนขาด ก็เจ็บปวดอย่างมากแล้ว ด้วย แรงเตะนี้ กระดูกทั่วร่างก็ไม่รู้ว่าหักไปอีกกี่ท่อน สลบไปที่ด้านล่างเวที ทันที
รอบด้านเงียบฉี่ เข็มตกยังได้ยิน
นี่…
หลี่อี้เตาในที่สุดก็ออกดาบที่สอง
แต่ใครๆ ก็มองออก ว่ามันมีสาเหตุ
หลี้อี้เตาในตอนแรกก็ไม่คิดที่จะทําให้เรื่องเด็ดขาดเช่นนี้ แต่ฉู่ เจียวหยางที่เห็นว่าหลี่อี้เตาออมมือ กลับทําเหมือนกับผู้ถูกเลือกหอกคู่ อ้วนเตี้ยก่อนหน้า เลือกที่จะลอบโจมตี
หลี่อี้เตาโมโห จึงต้องออกดาบที่สอง
และดาบที่สองนี้ สะบั้นแขนทั้งสองของฉู่เจียวหยางออกจากกัน
การลอบโจมตีเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกกับผู้ถูกเลือกเขต ดาราวายุยืนยาว
ก่อนหน้านี้ ก็เกิดขึ้นหลายครั้ง ศึกใหญ่บนแท่นประหารเซียน เห็นชัดๆ ว่าแพ้แล้ว แต่กลับลอบโจมตีในขณะที่ผู้ถูกเลือกอีกฝ่ายออม มือให้ จนพลิกแพ้เป็นชนะ แล้วยังทําเป็นอวดดีภาคภูมิใจ
“เจ้าจําเอาไว้ หลี่อี้เตา เรื่องนี้ยังไม่จบ”
ผู้ถูกเลือกคนหนึ่งจากเขตดาราวายุยืนยาว จ้องหลี่มู่ด้วยสายตา เย็นชา ทิ้งประโยคเหี้ยมเกรียมเอาไว้ประโยคหนึ่ง จากนั้นได้ร่วมกับผู้ บําเพ็ญวายุยืนยาวคนอื่น แบกเอาตัวฉู่เจียวหยางออกไป
หลี่มู่สั่นศีรษะ
คนแบบนี้ ไม่จําเป็นต้องไปกังวล
เขาเดินลงจากเวที ขึ้นเรือเหาะจากไปพร้อมกับจิ้งจอกน้อยปี้ เห ยียนและพวกของหัวหน้าจุดพัก
ทว่าผลกระทบที่การต่อสู้ครั้งนี้สร้างขึ้น กลับส่งผลมหาศาล ค่อยๆ กระจายออกไป
คนมากมายล้วนคิดว่า หลังจากที่หลี่อี้เตาจากเขตดาราเทพวีรชน เอาชนะหลินชิงเสวียนไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นขีดจํากัดที่เขาสามารถทําได้ แล้ว
แต่ตอนนี้ การพ่ายแพ้ของฉู่เจียวหยาง ทําให้พวกเขาต้องพลิก ความคิดก่อนหน้านี้ไปอย่างเสียมิได้
ตํานานของหลี่อี้เตายังเดินหน้าต่อ
โดยเฉพาะดาบที่หนึ่ง ที่ยังคงหาคําอธิบายไม่ได้
ไม่มีใครรู้ ว่าเพราะอะไรดาบที่เชื่องช้าเช่นนั้น กลับสามารถทําลาย วิชา ‘ฝ่ามือหยกหั่นสะบั้น’ที่ฉู่เจียวหยางใช้มันแสดงความแข็งแกร่งไป ทั่วเขตดาราวายุยืนยาวลงได้
ไม่สามารถเข้าใจได้เลย
หรือว่าจะเป็นเหมือนกับคนที่มากมายว่าไว้ ดาบในมือหลี่อี้เตา มี พลังมารสถิตอยู่?
ไม่ว่าจะว่าอย่างไร หลี่อี้เตาก็ชนะมาอีกครั้ง
ตํานานของเขา ยังคงเดินหน้าต่อ
ครั้งนี้ การเอาชนะของหลี่อี้เตาคือคนที่อยู่ในอันดับสามร้อยแรก ของการจัดอันดับอัจฉริยะแห่งร้อยเขตดารา ก็เพียงพอที่จะสั่นสะเทือน แล้ว เพราะว่าก่อนหน้านี้ การจัดอันดับตอนต้นของหลี่อี้เตาอยู่ใน อันดับที่เก้าร้อยกว่าเลย การทวนย้อนขึ้นมาเช่นนี้ มันรวดเร็วเกินไป
และยังมีผู้บําเพ็ญจากเขตดาราเทพวีรชน ที่กําลังโห่ร้องด้วยความ ยินดีอยู่ที่เดิม
สําหรับผู้บําเพ็ญเขตดาราเทพวีรชนแล้ว วินาทีนี้ เป็นเหมือนได้รับ เกียรติยศมาติดตัวอย่างไรอย่างนั้น
นานเท่าไรแล้ว ที่เขตดาราเทพวีรชนในที่สุดจึงได้มีวีรบุรุษระดับ ตํานานที่แท้จริงเช่นนี้ออกมาสักคน
อาการบาดเจ็บของชายหนุ่มสะพายดาบชุดดํา ได้ฟื้ นฟูกลับ มาแล้ว ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน จ้องมองเงาด้านหลังหลี่มู่เดินจากไป สี หน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่ ท้ายสุดจึงได้จากไปด้วยเช่นกัน
ส่วนคนที่มาตามฝูงชนก็ค่อยๆ สลายตัว ข่าวสารก็ได้แพร่กระจาย ออกไปราวลมคลั่ง
ทุกฝ่ายล้วนสั่นสะเทือน
สามร้อยอันดับแรก บนกระดานจัดอันดับผู้ถูกเลือกร้อยเขตดารา ถือว่าเป็นอันดับสูงลิ่ว
เพียงเค่เข้าสู่ช่วงการจัดอันดับนี้ ก็เท่ากับว่า ไม่ว่าตอนนี้ฐานะและ ตําแหน่งจะเป็นอะไร เพียงแค่สามารถเติบโตขึ้นมาได้ด ก็คือว่าเป็น บุคคลที่มีความสําคัญ เพียงพอที่จะทิ้งเรื่องราวของตนเองเอาไว้ในแดน ดาราจื่อเวยได้แล้ว
บุคคลเช่นนี้ มีค่าพอที่จะให้ฝ่ายต่างๆ ดึงมาเป็นพวก
สามร้อยอันดับแรก จะต้องเป็นขั้นราชาในอนาคตอย่างแน่นอน
เพียงแค่เติบโตได้อย่างราบรื่น จะต้องเป็นขั้นราชาในวันข้างหน้า เป็นแน่
ขั้วอํานาจใหญ่มากมายในแดนดาราจื่อเวย กระทั่งหกขั้วอํานาจ ชนเผ่าใหญ่ ก็ล้วนพยายามอย่างเต็มที่ที่จะชักชวนผู้ถูกเลือกเหล่านี้
…
เข้าสู่ช่วงกลางคืน
จันทร์มืดลมสูง
หลี่มู่นั่งอยู่ในห้องสมาธิ ในหัวยังคงคิดถึงศึกเมื่อกลางวันอยู่
‘เนตรสอดแนม’ สามารถมองออกถึงจุดอ่อนของวิชาและทักษะ การต่อสู้ของคนอื่นได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นข้อได้เปรียบที่เด็ดขาดในการ ต่อสู้ วันนี้ที่สามารถเอาชนะฉู่เจียวหยางได้ก็ด้วยเหตุนี้ เขามองเห็น จุดอ่อนของ ‘ฝ่ามือหยกหั่นสะบั้น’ ผ่านตราหยกกระจกวารีของหัวหน้า จุดพัก
ท่าดาบบทที่หนึ่งจากตําราดาบของจิ้งจอกปักษาเทพ ทําลายยอด วิชาของฉู่เจียวหยางได้พอดี
ตําราดาบที่ชื่อไม่ครบเล่มนี้ เป็นสุดยอดแห่งความลึกลับจริงๆ
จิ้งจอกปักษาเทพพูดไว้ ถ้าหากหลี่มู่สามารถเรียนรู้ตําราดาบนี้ได้ ทั้งหมด คนที่สามารถทําอะไรเขาได้ในทางช้างเผือกนี้ก็มีไม่เยอะแล้ว ดู ท่า จะไม่ใช่คําโม้
จู่ สีหน้าของหลี่มู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาหันศีรษะกลับอย่างฉับพลัน ฟิ้ ว!
คมกระบี่สายหนึ่ง รวดเร็วดุจสายฟ้า ทําลายหลังคาห้องสมาธิลง ในพริบตา ราวกับหยดดนำาแห่งทางช้างเผือกร่วงหล่นลงมาจากเก้าชั้น ฟ้า ตรงมายังหน้าผากของหลี่มู่
ลอบสังหาร? ขณะที่หลี่มู่กําลังฉุกละหุก ไม่สามารถหลบหนีได้ทัน จิตสังหารอันน่าสะพรึง คลุมทับลงมาทั่วตัวเขา ……………………………………….
บทที่ 674 เหรียญงูดํา
คมดาบพร่างฟ้าราวแสงดาว พริบตาแทบจะสาดลงมารอบตัว ของหลี่มู่
โดยเฉพาะกระบี่ตรงหน้าผาก แหวกทะลุทางช้างเผือก ปราณ กระบี่คมกริบ ราวกับจะแทงผืนดินให้ทะลุลงไปอย่างไรอย่างนั้น น่า กลัวถึงขีดสุด
ลอบโจมตีบรรลุผล
นักฆ่าที่ถือกระบี่คนนั้น ร่างกระโดดตีลังกา ส่วนโค้งงดงาม ร่อนลง มาบนพื้นของห้องทําสมาธิ
ขั้นตอนทั้งหมด จังหวะกระต่ายโดดเหยี่ยวโฉบ เสร็จสิ้นลงในชั่ว พริบตาที่ลําแสงสาด พูดได้ว่ารวดเร็วถึงขีดสุด
แสงกระบี่สวยงามราวเทพนิยาย แต่ก็ไม่มีเสียงใดๆ กระทั่งการ ควบคุมคลื่นพลัง ก็ยังยอดเยี่ยมถึงที่สุด ขั้นตอนทั้งหมดราบกับเป็นฉาก ภาพยนตร์ที่ปิดเสียงไว้อย่างไรอย่างนั้น เฉิดฉายแต่กลับไร้ซึ่งเสียง
นักฆ่าถือกระบี่ร่อนถึงพื้นดิน ร่างเพรียวสะโอดสะอง
“อย่างที่คิดไว้เลย ขอแค่ไม่ให้เจ้าออกดาบ ก็แค่พวกไม่ได้เรื่อง”
นักฆ่าเอ่ยปาก มองไปยัง ‘ศพ’ ของหลี่มู่
เป็นเสียงของหญิงสาว
ใสกังวานหู มีชีวิตชีวา
ชื่อเสียงภายนอกของหลี่อี้เตา ไม่ว่าจะพบกับคนแบบไหน ก็ล้วน หนึ่งดาบพิชิต
โยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเอาชนะฉู่เจียวหยางแล้ว ชื่อเสียงของห ลี่อี้เตาได้สูงขึ้นอย่างมาก
สําหรับหนึ่งดาบพิชิตนั่น คนมากมายด้านนอกไม่รู้เท่าไรล้วนกําลัง ศึกษาอยู่ แต่กลับศึกษาไม่เห็นถึงมันเลย
พอนานวันเข้า ความน่ากลับของดาบเดียวนี้ ได้แพร่ออกไปอย่าง ไม่น่าเชื่อ
ท้ายสุดข้อสรุปของแต่ละฝ่ายจึงเป็น หากคิดจะเอาชนะหลี่อี้เตา ก็ ห้ามให้โอกาสเขาออกดาบได้
ดังนั้น การลงมือของนักฆ่าครั้งนี้ จึงลงครั้งเดียวสุดแรง ไม่ให้ โอกาสหลี่อี้เตาได้ทันตั้งตัว
ขั้นตอนของนักฆ่า กลับง่ายดายมากกว่าที่นางคิดเอาไว้พอสมควร
“เหอๆ เจ้าคือหนึ่งดาบพิชิต ข้าสังหารเจ้าในกระบี่เดียว ถือว่า สอดคล้องกับชื่อเสียงเจ้าแล้ว หลับอย่างสบายเถอะ”
บนใบหน้านักฆ่าผ้าคลุมดํา เผยให้เห็นรอยยิ้ม
แต่ในตอนนี้ หลี่มู่ที่ถูกกระบี่แทงจนพรุนจนกลายเป็นศพในสายตา ของนักฆ่า กลับจู่ๆ ลืมตาขึ้นมามองไปที่นาง เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าเป็นใคร?”
“อะไรกัน? เจ้ายังไม่ตายอีกหรือ?”
นักฆ่าตกตะลึง ขนลุกเกรียว
ท่ากระบี่เมื่อครู่ ประดุจฝนดาวตก ไม่มีอะไรที่แทงไม่เข้า ทั้งหมด ล้วนแทงเข้าไปบนร่างของหลี่มู่ แต่อีกฝ่ายกลับยังไม่ตาย?
หลี่มู่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เสื้อผ้าบนร่างเป็นรูพรุน กลางหน้าผากกลับ มีรอยประทับแดงจางๆ กระทั่งผิวหนังยังไม่มีรอยถลอก มองไปยังนัก ฆ่าชุดดํา เอ่ยต่อว่า “ใครสั่งให้เจ้ามากัน?”
หลังจากตกตะลึงครั้งใหญ่ นักฆ่าก็มีปฏิกิริยารวดเร็ว ไม่พูดไม่จา ออกมาอีกกระบวน
กระบี่ยาวในมือนาง ระเบิดคมแหลมเป็นช่อออกมา สาดกระจาย แทงไปยังหลี่มู่
คมกระบี่หวีดหวิว ราวกับกลุ่มอุกกาบาต พลานุภาพท่ากระบี่อัน น่าตกตะลึง
นี่คือนักรับจอมกระบี่ขั้นขุนพลอีกคนหนึ่ง
“น่าเสียดาย เจ้าไม่มีโอกาสเสียแล้ว”
หลี่มู่พุ่งเข้าหาด้วยมือข้างเดียว ใช้สองนิ้วบีบคมกระบี่ที่พุ่งมาราว หมู่ดาวเอาไว้จนอยู่ราวกับเด็ดดอกไม้
นักฆ่าพยายามดิ้นรน แต่กระบี่ยาวก็ราวกับหล่อขึ้นมาจากทอง อย่างไรอย่างนั้น ไม่มีการขยับเลยแม้แต่น้อย
“เกิดอะไรขึ้น? กายเนื้อของเจ้า…” นักฆ่าตกตะลึงถึงขีดสุด
โลกภายนอกศึกษาหลี่อี้เตามาพอสมควร แต่กลับไม่เคยมีใครพูด มาก่อน ว่าจอมดาบหนึ่งดาบพิชิตคนนี้ ยังมีกายเนื้อที่แข็งแกร่งเช่นนี้ แกร่งดุจสมบัติเต๋า ใช้กายเนื้อรับกระบี่ยาวของนาง ไม่ใช่เรื่องที่ขั้น ขุนพลธรรมดาจะทําได้เลย
“มารู้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว”
กําปั้ นซ้ายของหลี่มู่ซัดออกไป
นักฆ่าปล่อยกระบี่ยาวออก คิดที่จะหนี แต่คมหมัดนั้นประดุจถล่ม พันดาว เพียงแฉลบก็เกิดแรงคมหมัดมหาศาลจนทําให้ร่างของนาง ประดุจถูกดาวตกซัดเข้าให้ เจ็บปวด ควบคุมไม่ได้ ลอยหวือด กระแทก เขข้ากับกําแพงอากาศไร้รูปร่างชั้นหนึ่งในห้องสมาธิ จนกระเด็นกลับมา
มือขวาหลี่มู่สั่นสะเทือน
กระบี่ยาวที่ถูกปลายนิ้วของเขาหนีบไว้ สลายกลายเป็นผงเหล็กใน พริบตาหายไปทันที
ดวงตาของนักฆ่าหดเล็ก
นี่มันพลังกายเนื้ออะไรกันเนี่ย
ต่อให้ขั้นขุนพลฝึกอย่างลําบากหลายปี ก็ไม่แน่ว่าจะแข็งแกร่งได้ ระดับนี้นี่นา?
นางเข้าใจทันที หลี่อี้เตาคนนี้ไม่ใช่แค่ชํานาญวิชาดาบ แต่ยังมี ความลับที่ไม่ให้คนอื่นรู้อีกมากมายอย่างแน่นอน
เก็บซ่อนพลังเอาไว้
น่ากลัว
ตนเองพ่ายแพ้เสียแล้ว
มองเห็นแสงอักขระวูบวาบไหลเวียนอยู่ในมิติรอบๆ ห้องสมาธิ เป็นค่ายกลกั้นแดนที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน นี่จึงทําให้นักฆ่าสาว ตระหนักขึ้นมาได้ ว่าการคิดจะหนี มันเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว
“ใครส่งเจ้ามา?” หลี่มู่ค่อยๆ สาวเท้าเข้าหา
นักฆ่าสาวที่คลุมหน้าเอาไว้ เปื้ อนเลือดจนแดง เงยหน้าขึ้นมองห ลี่มู่ เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าเป็นใครกันแน่? หลี่อี้เตาไม่ไดมีพลังบําเพ็ญและกาย เนื้อแบบเจ้า เจ้าไม่ใช่หลี่อี้เตา”
หลี่อี้เตาเป็นคนผู้หนึ่งที่มีตัวตนมีชื่อจริงในทางช้างเผือก ก่อนหน้า นี้ ข้อมูลได้แสดงออกมาต่อหน้านางแล้ว นอกจากวิชาดาบ ไม่ได้มีพลัง บําเพ็ญกายเนื้อเช่นนี้
หลี่อี้เตาตัวจริงคนนั้น ต่อให้เป็นวิชาดาบ ก็ไม่ได้เป็นตํานานเช่น วันนี้
วิชาดาบมีความเป็นไปได้ที่จะลึกซึ้ง บินโลดโจนทะยาน แต่การ ฝึกฝนพลังกายเนื้อ มันทําให้สําเร็จได้ในเวเลาอันสั้นเสียที่ไหน
ดังนั้น ต่อให้เป็นคนโง่ ก็คงเดาออก ว่าคนตรงหน้านี้ ไม่ใช่หลี่อี้เตา แน่นอน
หลี่มู่ไม่พูดจา ใช้นิ้วจิ้มเข้าไปปที่นักฆ่า ควบรวมพลังจิต คิดที่จะ อ่านความทรงจําของอีกฝ่าย
แต่ในตาของนักฆ่าคนนั้น ได้มีเจตนาที่จะตายอยู่แล้ว เลือดสดใต้ หน้ากากดํา จู่ๆ ได้เกิดกลิ่นเหม็นกระจายออกมา ยิ้มอย่างเวทนาเอ่ยขึ้น ว่า “ต่อให้ข้าตายไป เหอๆ แต่เจ้าก็คงมีชีวิตได้อีกไม่นานเท่าไรแล้ว ข้า จะไปรอเจ้าในปรโลกอย่างเงียบๆ ก็แล้วกัน”
พูดจบ ลมหายใจได้ขาดห้วง
หลี่มู่เปิดผ้าคลุมบนใบหน้านักฆ่าออก มองเห็นใบหน้าหญิงสาว งามวัยเยาว์คนหนึ่ง
ไม่รู้จัก
ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
ระหว่างคิ้วของหญิงสาวคนนี้ มีงูสีดําประหลาดขดอยู่ตัวหนึ่ง กลืน คายสารหนูสีแดง จนให้ความรู้สึกเหมือนมันจะมีชีวิตขึ้นมาได้ ตลอดเวลา ความรู้สึกเหมือนคอยเลือกคนที่จะทําให้หวาดผวา
ทว่าเพียงไม่นาน ร่างกายของหญิงสาวคนนี้ ได้มีของเหลวสีดําไหล นองออกมา
จากนั้น ร่างของนางก็ราวกับกลายเป็นฟองอากาศในกรดกํามะถัน เข้มข้นอย่างไรอย่างนั้น กลายเป็นกองนำาสีดํา
เสื้อผ้าของนาง เครื่องประดับ ล้วนสลายไปจนหมด
ร่องรอยศพถูกทําลายหมดแล้ว
หลี่มู่ตกตะลึง ตระหนักขึ้นมาได้ ว่าตอนที่นักฆ่าคนนี้มาถึง คงจะ เตรียมตัวเอาไว้หมดแล้ว ว่าเมื่อทําพลาด ก็จะฆ่าตัวตาย และได้ซ่อนวิธี นี้เอาไว้ในร่าง หลังจากที่ตายไป กระทั่งร่างกายก็สูญสลายไปจนหมด ไม่เหลือโอกาสให้สืบสาวร่องรอยได้เลย
แต่ว่า กลางกองนำาสีดํา หลี่มู่มองเห็น เหรียญงูสีดําหนึ่งเหรียญ ที่ ไม่ได้ละลายไปด้วย
หลี่มู่หยิบเหรียญงูดํานี้มาไว้ในมือ
“ฟู่ๆ”
นำาสีดําประหลาดบนตัวเหรียญงูดํา ติดมาบนมือของหลี่มู่ ส่งเสียง กัดกร่อนประหลาดขึ้น
แต่พลังกายเนื้อของหลี่มู่ที่แข็งแกร่ง นำาสีดําในที่สุดก็ไม่สามารถ กัดกร่อนผวหนังหลี่มู่ได้ จากนั้นจึงสลายไป
แต่ว่า แทบจะในเวลาเดียวกัน บนแขนขวาของหลี่มู่ จู่ๆ ได้เกิด ความรู้สึกร้อนแผดเผาส่งออกมาราวกับไฟเผา
เขาสะบัดแขนเสื้อ มองเห็นรูปรอยสักงูดําที่เกิดจากคําสาปของเว่ย ซีหมิ่นที่ตายไป เริ่มเปล่งแสงตัวงูถึงกับบิดไปบิดมา ราวกับมีชีวิตขึ้นมา อย่างไรอย่างนั้น
“งูดํา?”
หลี่มู่เหมือนคิดอะไรอยู่
เขาคิดถึงคนๆ หนึ่งขึ้นมา
…
…
“หือ? กลิ่นอายพลังคําสาปงูดํา คนที่สังหารน้องชายข้า อยู่ที่ดาว แม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์นี่เอง”
ในตําหนักเทพอันกว้างใหญ่
ในงานเลี้ยงสุราอันสบายอกสบายใจ ชายหนุ่มชุดเกราะเกล็ดดํา คนหนึ่งในที่นั่งหลักทั้งสี่ จู่ๆ ลุกขึ้นยืน จานสุราในมือแตกกระจาย กลิ่น อายทําลายล้างมารดําอันน่ากลัววูบหนึ่ง แผ่รัดมารอบตัวเขา
เหล่าเทพธิดานางระบําที่เดิมทีร่ายรําไปมาอยู่กลางวิหาร ได้หวาด ผวาตัวสั่นงันงกขึ้นมา
บนที่นั่งแขกเหรื่อซ้ายขวา เหล่าผู้ถูกเลือกที่มาจากเขตดาราใหญ่ ต่างๆ ก็ล้วนหน้าถอดสี
บรรยากาศสนุกสนานของทั้งงานเลี้ยง ถูกพลังที่ชายหนุ่มเกราะ เกล็ดดําคนนี้ปล่อยออกมาทําให้วุ่นวายขึ้นมา
บนที่นั่งหลักทั้งสี่ ชายร่างใหญ่ในชุดขาว ผมสีทอง ใบหน้าหล่อ เหลาราวบุตรแห่งเทพอาทิตย์เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “น้องมารดําทําไมจู่ๆ จึง เปลี่ยนท่าทีเช่นนี้? หรือว่าเหล่านางสวรรค์แห่งเผ่าเทพสวรรค์ของ ข้าไม่ดีพอ หรือมีความงามไม่เข้าตา จนยั่วให้น้องมารดําโมโหขึ้น?”
ชายหนุ่มเกราะเกล็ดดําหลับตาสัมผัสอยู่ครู่นึ่ง ปรารมารดําค่อยๆ เก็บเข้ามาในร่าง เอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ “ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของศัตรู แค้นน่ะ พลังคําสาปหุบเหวมารดําเมื่อครู่ถูกกระตุ้นขึ้นมา เจ้าคนชั่วที่ สังหารเว่ยซีหมิ่นน้องชายข้า อยู่ในเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่งเทพ จิ้งจอก’ ข้าจะหาตัวเขา สับมันให้เป็นหมื่นท่อน เพื่อแก้แค้นให้น้องชาย ข้า”
“โอ๋?” บนสี่ที่นั่งหลัก ชายหนุ่มใบหน้างามราวหญิงสาว รูปร่าง ผอมบางในชุดคลุมหนังสีเขียวสีหน้าประหลาดใจ
ทันใดนั้น เขาได้ยิ้มเอ่ยขึ้น “ได้ยินมาว่า เจ้าพวกคนชั่วหน่วยรบ เสวียนหวง ได้ซ่องสุมกําลังขึ้นใกล้ๆดาวร้อยภูตเขตดาราเทพวีรชน จากนั้นลอบจู่โจมสังหาร ‘ลิงน้องซี’ เว่ยซีหมิ่น ถ้าเจ้ามีเงื่อนงําอะไร ขอ แค่เจ้าฆาตกรคนนี้อยู่ในเมืองเทพ ‘ที่พักอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ ข้าเผ่า จิ้งจอกเขียวจะหาตัวเขาเพื่อท่าน ไม่ว่าเขาจะซ่อนอยู่ลึกแค่ไหน”
ชายหนุ่มเกราะเกล็ดดําดีดฝ่ามือ เหรียญงูสีดําเหรียญหนึ่ง ปรากฏ ขึ้นกลางมือ
“เมื่อเลือดหยินบริสุทธิ์กรอกลงบนเหรียญนี้ จะติดต่อกันขึ้น เพียง ฆาตกรนั่นเข้าใกล้ในระยะสองลี้ ก็สามารถสัมผัสได้ถึงเขา เมื่อถึงตอน นั้น น้องจิ้งจอกเขียวเพียงแค่แจ้งแก่ข้าก็พอ เรื่องการล้างแค้น ข้าจะลง มือเอง” ชายหนุ่มเกราะเกล็ดดําเอ่ยขึ้น
ชายหนุ่มหน้าตาสวยงามยิ้มๆ มองไปยังเหรียญงูดํา เอ่ยขึ้นว่า “เช่นนั้นก็ง่ายหน่อย”
ในวิหารใหญ่ กลางที่นั่งซ้ายขวา มีผู้ถูกเลือกคนหนึ่งดีดตัวขึ้นมา เอ่ยว่า “ข้าน้อยหมิ่นเฉินจื่อแห่งเขตดารานรกดํา ยินยอมที่จะเป็นอีก แรงให้กับท่านมารดํา เพียงแต่ต้องการขอเหรียญงูดําสักเหรียญหนึ่ง เพื่อไล่ตามฆาตกรมารร้ายนั่น”
ชายหนุ่มเกราะเกล็ดดําเหล่มองหมิ่นเฉินจื่อผาดหนึ่ง เอ่ยขึ้นอย่าง เย็นชา “เหรียญงูดําไม่ใช่ว่าพวกแมวหรือสุนัขจะมาขอกันไปได้ง่ายเสีย ที่ไหน?”
ใบหน้าหมิ่นเฉินจื่อแดงระเรื่อขึ้นมา
เขาเป็นผู้ถูกเลือกอันดับหนึ่งแห่งเขตดารานรกดํา อันดับผู้ถูกเลือก ของร้อยเขตดารา อยู่ในอันดับที่สองร้อยสามสิบเอ็ด การที่สามารถมา ปรากฏตัวในงานเลี้ยงนี้ได้ ก็ยืนยันได้ถึงตัวตนฐานะแล้ว แต่กลับมาถูก เหยียดหยาม ปิดประตูตอกฝาโลงเช่นนี้
เลียแข้งขาไม่ได้ผล
ผู้ถูกเลือกรอบๆ มีคนหัวเราะขึ้นมา
‘มารทมิฬมายาทําลายล้าง’ คือผู้สืบทอดลําดับที่หนึ่งแห่งหุบเหวงู ปีศาจ หนึ่งในสี่ยอดผู้ถูกเลือกแห่งแดนดาราจื่อเวย พลังน่ากลัว มอง ตนเองสูงส่ง แล้วใครหน้าไหนจะใช้โอกาสปีนป่ายขึ้นมาตีสนิทด้วยได้ กัน?
หมิ่นเฉินจื่อคนนี้รนหาที่ให้ตนเองอับอายเสียจริง
ใบหน้าหมิ่นเฉินจื่อ เปลี่ยนสีแล้วเปลี่ยนสีอีก แต่ท้ายสุดก็ฉีกยิ้ม ออกมา ประสานมือคารวะเอ่ยขึ้นว่า “ ข้าน้อยล่วงเกินไปแล้ว ท่านมาร ดําอย่าให้ถือสา” พูดจบจึงได้นั่งลงดื่มสุราด้วยสีหน้าปกติ
……………………………………….
บทที่ 675 เหตุการณ์เปลี่ยนแปลง
ผู้ถูกเลือกเผ่าจิ้งจอกดําชุดคลุมขนสัตว์สีดําคนนั้น มองหมิ่นเฉินจื่ อแวบหนึ่ง จําเขาเอาไว้ในใจ
หลังจากที่ได้รับการดูถูกและมารยาทแย่ๆ เช่นนี้ แต่ยังคงสามารถ รักษาท่าทีเอาไว้ได้ ยืดได้หดได้ นี่เป็นบุคคลเยี่ยมยอดคนหนึ่ง
ชายหนุ่มเกราะเกล็ดสีดําประสานมือให้กับคนทั้งสามบนที่นั่งหลัก ทั้งสี่ที่ เอ่ยว่า “วันนี้หมดธุระแล้ว วันหน้าค่อยรวมตัวกันใหม่” พูดจบก็ หมุนตัวจากไป
อัจฉริยะเผ่าเทพสวรรค์ในชุดขาวราวหิมะก็ยิ้มให้กับคนอื่นๆ แล้ว เอ่ย “ทุกท่านแยกย้ายกันไปเถิด”
ว่าแล้วก็หมุนตัวจากไปเช่นกัน
บนที่นั่งหลักทั้งสี่ ยังมีคนอีกผู้หนึ่งร่างกะพริบไหววูบ เหมือนเป็น เงาที่ไม่มีตัวตน ได้ยินดังนั้นก็หายไปจากเก้าอี้อย่างไร้ร่องรอย
มีเพียงอัจฉริยะจากเผ่าจิ้งจอกดํา เขายกถ้วยเหล้าขึ้นมายังหน้า หมิ่นเฉินจื่อ
“พี่หมิ่นกระตือรือร้นชอบช่วยเหลือผู้อื่นทําให้ข้าเลื่อมใสยิ่งนัก ใน เผ่าข้ามี ‘คัมภีร์อนธกาลฟังธารนำาไหล’ อยู่เล่มหนึ่ง ว่ากันว่าเป็นผู้สูงส่ง เขตดาราอนธกาลทิ้งเอาไว้ พี่หมิ่นเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเขตดารา อนธกาลจะต้องเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นแน่ ไม่ทราบว่าจะช่วยข้าดูว่าเป็น ของจริงหรือปลอมได้หรือไม่? ”
หมิ่นเฉินจื่อหลังจากอึ้งตะลึงก็เข้าใจในทันที นายน้อยเผ่าจิ้งจอก ดําหนึ่งในผู้ถูกเลือกทั้งสี่ยื่นมิตรภาพให้กับตนแล้ว
‘คัมภีร์อนธกาลฟังธารนำาไหล’ เป็นคัมภีร์วิถียุทธ์ในตํานานอันดับ หนึ่งของเขตดาราอนธกาล ภายหลังได้หายสาบสูญไป คิดไม่ถึงว่าจะมา อยู่ในมือของนายน้อยเผ่าจิ้งจอกดํา หมิ่นเฉินจื่อเคยหาคัมภีร์เล่มนี้มา นานหลายปี หากได้โอกาสเพียงแค่มอง ความฝันที่วาดหวังมานาน หลายปีเป็นจริงขึ้น นำาใจครั้งนี้ ยิ่งใหญ่เกินไปหน่อย
“รับบัญชา”
หมิ่นเฉินจื่อโค้งคํานับนายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําก้มตำาที่สุด
ทั้งสองหัวเราะฮ่าๆ เดินเคียงกันออกมาจากโถงใหญ่
อัจฉริยะจากเขตดาวอื่นๆ ที่หัวเราะเยาะหมิ่นเฉินจื่อเมื่อก่อนหน้า นี้ ตอนนี้ต่างมองหน้ากัน
คิดไม่ถึงว่าหมิ่นเฉินจื่อโดน ‘มารทมิฬมายาทําลายล้าง’ แห่งหุบ เหวงูปีศาจหักหน้ากลายเป็นตัวตลก จะบังเอิญได้โอกาสได้รับ ความสําคัญจากนายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําที่เป็นหนึ่งในสี่ผู้ถูกเลือกแดน ดาราจื่อเวยเช่นกัน
นี่มันช่างเป็นผลประโยชน์ที่เกินความคาดหมายนัก
เพียงแต่ ฆาตกรเผ่าเหยียนหวงที่วางแผนสังหารน้องชายของ ‘มารทมิฬมายาทําลายล้าง’ เป็นใครกันแน่จึงได้ใจกล้าเช่นนี้ หลังจาก ฆ่าคนแล้วไม่เพียงแต่จะไม่ซ่อนตัว แต่ยังกลับออกจากเขตดาราเทพวีร ชนมายัง ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ หรือเขาจะไม่รู้ว่าเมืองเทพ ‘แดน อาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ จะเต็มไปด้วยอัจฉริยะผู้เยี่ยมยุทธ์จากที่ต่างๆ ประหนึ่งบ่อมังกรถำาเสืออย่างนั้นหรือหรือ?
ช่างใจกล้าจริงๆ!
ต่อไปท่าทางจะมีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว
อย่างไรเสียอํานาจและตําแหน่งของเผ่าจิ้งจอกดําในเผ่าจิ้งจอก สวรรค์ก็เป็นรองเพียงแค่จิ้งจอกขาวเท่านั้น เป็นเผ่าพันธุ์อันดับสองของ เผ่าจิ้งจอก โดยเฉพาะนายน้อยเผ่าจิ้งจอกดําคนปัจจุบัน ความคิดลำาลึก ฝีมือลำาเลิศ ชอบดึงผู้มีความสามารถ ทั้งยังมีพรสวรรค์ลำาเลิศ ว่ากันว่า
ฝึกฝนปราณเทพขั้นที่สองออกมาได้แล้ว พลังสูงส่งจนไม่อาจคาดคิด เป็นผู้ถูกเลือกในเหล่าผู้ถูกเลือก
คนเช่นนี้มีใจจะช่วย ‘มารทมิฬมายาทําลายล้าง’ หาฆาตกร ท่าทางอีกไม่นานก็จะหาตัวได้
ส่วนเผ่าเหยียนหวงถึงแม้หลายปีมานี้จะค่อยๆ ตกตำา ไม่รุ่งเรือง เหมือนเมื่อก่อน แต่ทุกคนต่างรู้ว่า คนที่มาจากเผ่านักโทษผู้ผิดบาป ล้วนเป็นพวกดื้อดึงทั้งสิ้น อีกทั้งยังยิ่งมีบุคคลอันน่าอัศจรรย์มากมาย ไม่ สามารถใช้หลักเหตุผลทั่วไปมาวิเคราะห์ได้ ใช่ว่าจะต้องแพ้ให้กับ ‘มาร ทมิฬมายาทําลายล้าง’
ถึงตอนนั้นจะต้องเป็นศึกใหญ่แน่นอน พายุฝนตั้งเค้ามาแล้ว
……
“นี่คือพลังของคําสาปที่เว่ยซีหมิ่นก่อนตายใช้พลังวิญญาณทิ้ง เอาไว้เริ่มออกฤทธิ์แล้ว”
หลี่มู่ดูแขนของตัวเอง งูปีศาจสีดําเหี้ยมเกรียมตัวนั้นบิดตัวดิ้นรน ปล่อยพลังร้อนลวกแปลกประหลาดออกมา ทําให้แขนของหลี่มู่แดง เถือก เหมือนเหล็กที่ถูกเปลวไฟร้อนเผา
หลี่มู่ใช้ปราณแท้สะกดก็ไร้ประโยชน์
พลังของคําสาปเหมือนไม่ใช่พลังฝึกตนทั่วไป
หลี่มู่เดาได้คร่าวๆ ว่านี่เป็นเพราะของเหลวสีดําที่มือไปแตะเข้ากับ เหรียญงูดํา และคําสาปลายสักงูดําร่วมกันก่อให้เกิดผลอะไรสักอย่าง ถึงทําให้คําสาปที่อยู่ในสภาวะจําศีลในที่สุดก็กําเริบขึ้น
นี่เป็นรางร้าย
เพราะในการท้าประลองผู้ถูกเลือกร้อยเขตดาราครั้งนี้ หุบเหวงู ปีศาจที่จัดอยู่ในเขตดาราต้นๆ ก็มีผู้ถูกเลือกมุ่งหน้ามาเช่นกัน
ในนั้น พี่ชายที่เว่ยซีหมิ่นพูดเอาไว้ก่อนตาย ‘ปีศาจทมิฬมายา ทําลายล้าง’ ที่ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสี่ผู้ถูกเลือกแดนดาราจื่อเว ยก่อนที่อันดับรายชื่อจะประกาศออกมา ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ ‘แดนอาศัย แห่งเทพจิ้งจอก’ แล้ว
ตราคําสาปถูกกระตุ้น นั่นหมายความว่าคนของหุบเหวงูปีศาจ น่าจะค้นพบอะไร
“จะต้องหาวิธีสะกดตรานี่ มิฉะนั้นอีกไม่นานจะยุ่งยากแน่”
หลี่มู่วางขอบเขตค่ายกลสกัดกั้นกลิ่นอายหลายสิบค่ายกลติดๆ กัน ในห้องฌาน หลีกเลี่ยงไม่ให้กลิ่นอายของค่ายกลแผ่ลอยออกไปข้าง นอก จากนั้นก็เริ่มคิดหาวิธี
แต่ลองวิธีไปหลายสิบวิธี ต่อให้ใช้วิชาก่อนกําเนิดมาสะกดก็ไม่มี ประโยชน์
“ตราประทับนี้น่ากลัวขนาดนี้เชียว?”
หลี่มู่ก็ตกใจเช่นกัน
ถูกคนของหุบเหวงูปีศาจพบบางทีอาจจะเป็นศึกเป็นตาย
หลี่มู่ไม่ได้กลัวการต่อสู้อะไรเป็นพิเศษ
แต่หากตัวตนเปิดเผย แผนที่วางเอาไว้อย่างยากลําบากก่อนหน้านี้ ต่อจากนี้จะต้องเปลี่ยนแปลง และสูญเปล่าทั้งหมด
ดีไม่ดียังไม่ทันได้เจอจิ้งจอกน้อยต๋าจี่ เขาก็จะต้องหนีเสียก่อน
นี่ถึงจะเป็นสิ่งที่หลี่มู่กังวลที่สุด
ในตอนที่หลี่มู่ขบคิดอย่างกลัดกลุ้ม ทันใดนั้น แขนขวาก็เกิดการ เปลี่ยนแปลงอันแปลกประหลาดขึ้น
หมอกแปลกประหลาดสีเขียวอ่อนชั้นหนึ่งตลบอวลมาจากส่วนลึก ของชั้นผิวข้างขวา เพียงเสี้ยวพริบตา ก็ปกคลุมแขนขวาหลี่มู่ยกเว้น ช่วงฝ่ามือ รวมถึงตราคําสาปงูปีศาจสีดําที่กําลังกําเริบอยู่นี่ด้วย
“เอ๋? พลังกลุ่มนี้มัน?” หลี่มู่ตกใจ จากนั้นก็ตั้งสติขึ้นได้ทันที
นี่คือวันนั้นที่โลกดาวร้อยภูต หลังจากที่เขาสังหาร ‘กุ่ยเทียนจี’ แล้ว เสียงลึกลับนั่นดังขึ้น จากนั้นก็มีละอองหมอกสีเขียวอ่อนเกิดขึ้น จากบริเวณที่วิญญาณของกุ่ยเทียนจีสลายไป ไหลเข้ามาในแขนขวา ของหลี่มู่
หมอกสีเขียวแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นตอนนี้คือละอองหมอกสี เขียวในวันนั้น
“ทําลายการใหญ่ของข้า ประหารเก้าชั่วโคตร!” นี่คือเสียงลึกลับที่อยู่ในร่างของกุ่ยเทียนจี ละอองหมอกสีเขียวจะต้องเกี่ยวข้องกับหมอกสีเขียวนี่แน่นอน แต่หลี่มู่ตอนนี้ยังหาจุดไม่ชอบมาพากลไม่เจอ
ละอองหมอกสีเขียวไหลเข้าร่างก็ไม่เกิดความเคลื่อนไหวใดๆ หลี่มู่ สัมผัสอย่างละเอียดหลายหน ด้วยประสาทสัมผัสเทพของเขาก็ไม่อาจ สัมผัสถึงการมีอยู่ของละอองหมอกสีเขียวได้ ภายหลังหลี่มู่กระทั่งรู้สึก ว่านี่อาจจะเป็นภาพลวงตาด้วยซำา
คิดไม่ถึงว่าในตอนนี้เองมันก็พลันปรากฏขึ้น
หลี่มู่จ้องแขนขวาของตน
แสงเนตรสวรรค์มองหมอกสีเขียวบางๆ ชั้นนี้ไม่ทะลุ
หลังจากที่ทั้งแขนถูกมันปกคลุมก็มีเพียงความรู้สึกเย็นสบายเป็น อย่างยิ่ง ไม่มีความรู้สึกผิดปกติใดๆ แม้แต่ตราคําสาปงูปีศาจสีดําที่ร้อน ลวกประหนึ่งไฟแผดเผาก็เหมือนจะค่อยๆ หายไป ไม่ร้อนเหมือนก่อน หน้านี้แล้ว
หลี่มู่รู้สึกอัศจรรย์นัก
พลังของคําสาปกับพลังของละอองหมอกสีเขียวเหมือนสัตว์ร้ายที่ บุกเข้ามาในเขตพื้นที่หนึ่งสองตัว สู้กันเพื่อช่วงชิงครอบครองเขตพื้นที่
และพื้นที่ที่พวกมันช่วงชิงก็คือแขนขวาของหลี่มู่
ในเสี้ยวขณะที่ความคิดนี้เกิดขึ้นในสมองของหลี่มู่ ทันใดนั้นความ เจ็บปวดที่ยากจะใช้ภาษามาบรรยายก็แผ่มาจากแขนขวา
หลี่มู่นับแต่ที่ฝึกฝน ‘หมัดยุทธ์แท้’ มาความเจ็บปวดแบบใดบ้างที่ ไม่เคยประสบมาก่อน
ตอนนั้นที่แผ่นดินใหญ่เสินโจว เขาถูกคนไล่ฆ่าเกือบโดนทุบจน กลายเป็นเนื้อเละๆ ภายหลังที่ฝึกฝนวิชายิ่งเหมือนพันหมื่นมีดกรีด ยัง ล้วนยืนหยัดมาได้
พูดได้โดยไม่โอ้อวดเลยว่า ต่อให้เป็นความเจ็บปวดร่างกายแหลก สลาย ตอนนี้ก็ยากจะทําให้หลี่มู่ขมวดคิ้ว ส่งเสียงร้อง
แต่ครั้งนี้ ความเจ็บที่แผ่มาจากแขนขวากลับทําให้หลี่มู่ร้องเสียงดัง ออกมาอย่างอดทนไม่ได้ จากนั้นเบื้องหน้าก็มืดมิด สลบไปทันใด
ในห้องฌาน เข็มตกยังได้ยิน
ก็เห็นละอองหมอกสีเขียวกลุ่มนั้นบนแขนขวาของหลี่มู่เดือดพล่าน เหมือนนำาเดือดๆ เหมือนมีสัตว์ประหลาดอะไรซุ่มอยู่ในนั้น มองเห็นได้ เป็นบางคราวว่างูปีศาจสีดําตัวนั้นเผยเกล็ดออกมาเป็นเกล็ดๆ ดิ้นรน พัวพัน กัดทึ้งอย่างบ้าคลั่ง
ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นอย่างเงียบงัน
……
นอกห้องฌาน
จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนนั่งอยู่หน้าประตูอย่างเงียบงัน มือทั้งสองเท้า คาง ดูพระจันทร์กลางท้องฟ้า ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ บางทีในตาฉาย ประกายระยิบระยับ บางครั้งฉายแววหมองหม่น
ราตรีอันเนิ่นนานผ่านไปอย่างรวดเร็ว
วันที่สอง จิ้งจอกสาวที่นั่งหลับอยู่หน้าประตูห้องฌานถูกเสียงจิ๊บๆ ของเหล่าสกุณาปลุกจนตื่น
นางบิดตัว หันกลับมามองประตูของห้องฌาน มันยังคงปิดสนิทอยู่ ก็รู้ได้ว่าคุณชายยังไม่สิ้นสุดการปิดด่าน
ตัวเองไปล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็มารับอาหารจาก ครัวของจุดพักห้วงดารา ยืนรออยู่หน้าประตูอย่างเรียบร้อย แต่จนสาย โด่งแล้วหลี่มู่ก็ยังไม่เดินออกมาจากห้องฌาน
“แปลกแล้ว คุณชายปกติปิดด่านอย่างมากก็แค่หนึ่งคืน ทําไมวันนี้ จึงยังไม่ออกจากด่านอีก?”
ปี้ เหยียนค่อนข้างแปลกใจ
แต่นางก็ยังคงรออย่างเรียบร้อย
ตอนเช้า บ่าวรับใช้ติดตัวของอัจฉริยะคนอื่นๆ ต่างมาส่งหนังสือท้า รบ
จากชื่อของหลี่อี้เตาชื่อเสียงโด่งดัง ก็ค่อยๆ มีหลายคนท้ารบหลี่อี้ เตา นํามาเป็นทางลัดสู่ชื่อเสียง
โดยเฉพาะหลังจากที่หลี่มู่เอาชนะฉู่เจียวหยาง อันดับรายชื่อบนผู้ ถูกเลือกร้อยเขตดาราเลื่อนขึ้นอีก ตอนนี้อยู่ในอันดับที่สองร้อยสามสิบ เจ็ดแล้ว นําอันดับของทั้งเขตดาราเทพวีรชนเลื่อนขึ้นมาถึงอันดับที่เก้า สิบเจ็ด พูดได้ว่าเสมือนปาฏิหาริย์ เปล่งประกายแสงเจิดจ้า
โลกวิถียุทธ์ ยิ่งโดดเด่นก็ยิ่งมีปฏิปักษ์เยอะ
คนที่อันดับอยู่เหนือหลี่มู่ก่อนหน้านี้ไม่พอใจ คิดอยากจะแทนที่
คนที่อันดับอยู่เหนือหลี่มู่ก็คิดจะทําลายตํานาน ‘ดาบชักออกต้อง ชนะ’ ของหลี่อี้เตา กลายมาเป็นจุดสนใจ
ด้วยเหตุนี้แค่ตอนเช้าก็มีหนังสือท้ารบส่งมาที่จุดพักห้วงดาราหก ฉบับแล้ว
เพราะหลี่มู่ปิดด่าน สุดท้ายหนังสือท้ารบเหล่านี้ หลังจากที่จิ้งจอก สาวและหัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยงปรึกษากันแล้ว ก็รับ หนังสือท้ารบแทนหลี่มู่ก่อน รอเมื่อเขาออกจากด่านมาแล้วค่อยตอบ กลับทีเดียว
สุดท้าย จนถึงตอนบ่ายมีหนังสือท้ารบมาอีกหกฉบับ
แต่ว่ายังไม่ทันมืดก็มีข่าวที่น่าตกใจลอยออกมา ทําให้คนนับไม่ถ้วน ตื่นตะลึง
มีคนลึกลับปล่อยข่าวออกมาบอกว่าหลี่อี้เตาในการต่อสู้กับฉู่ เจียวหยางฝืนดื้อรั้นเพื่อปกป้องชื่อเสียง ‘ดาบชักออกต้องชนะ’ ของ ตัวเอง ไม่เสียดายที่จะเผาพลังและอายุขัยของตน สะกิดแผลเก่า รากฐานเสียหาย ไม่อาจสู้ได้อีกต่อไป บาดเจ็บสาหัสใกล้ตาย ปิดด่าน ที่ว่านั้นก็แค่ปิดหูปิดตาคนอื่นถ่วงเวลาก็เท่านั้น
แต่ละฝ่ายต่างฮือฮา
……………………………………………………
บทที่ 676 ผู้ถูกเลือกอนธกาลวินาศหวางเหยียนอี
มีคนจงใจปล่อยข่าวว่าหลี่อี้เตาที่ว่านั้นไม่ได้ไม่แยแสต่อชื่อเสียง และผลประโยชน์เหมือนกับที่เขาแสดงออกมา และก็ไม่ได้ไม่ยินดีด้วย เรื่องของวัตถุ ไม่ทุกข์โศกด้วยเรื่องของตนเองเหมือนกับที่ภาพลักษณ์ที่ เขาสร้างขึ้นบนแท่นประหารเซียนอีกด้วย
หลี่มู่ตัวจริงที่แท้แล้วคือ ‘นักแสดง’ ที่พยายามแสดงและสร้าง ภาพลักษณ์ของตัวเองคนหนึ่ง
“พลังของเขาไม่ได้แข็งแกร่ง ก็แค่เพราะจ่ายค่าตอบแทนบางอย่าง ดังนั้นถึงได้ยืนหยัดมาจนถึงตอนนี้”
“ค่าตอบแทนนั้นก็คือฝึกฝนวิชามาร หลี่อี้เตาเป็นคนไร้ชื่อเสียงคน หนึ่ง อยู่ที่เขตดาราเทพวีรชนก็แค่มดปลวกที่ไม่ติดในร้อยอันดับแรก ด้วยซำา จู่ๆ มามีชื่อเสียงชั่วข้ามคืน ดาบหนึ่งเมื่อฟาดฟัน ขุนคีรีไม่อาจ ทัดทาน หากไม่ได้เดินเส้นทางมาร ท่านว่าเป็นไปได้หรือ?”
“เพื่อรักษาภาพพจน์ของตัวเอง ก็พยายามฝืนยืนหยัดอย่าง ยากลําบาก วันนี้ในที่สุดก็รับกรรม สู้กับฉู่เจียวหยาง เขาสําแดงวิชามาร ทําให้รากฐานเสียหาย ตอนนี้ขังตัวเองอยู่ในห้องลับงุ่นง่านเหมือนเสือ ติดจั่น น่ากลัวว่าคงออกมาสู้ไม่ได้อีกแล้ว”
“เพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ คนคนนี้ช่างพยายามนัก”
“ปล่อยให้ตัวตลกเช่นนี้ขึ้นติดอยู่ในสามร้อยอันดับแรกผู้ถูกเลือก ร้อยเขตดารา สําหรับคนอื่นๆ แล้ว มันช่างเป็นการหยามหมิ่นกันยิ่ง นัก”
ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ข่าวลือและข้อมูลด้านลบของหลี่มู่ก็แพร่ ไปทั่วทั้งเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ ประหนึ่งนำาพุพุ่งปะทุ ออกมา ไม่อาจตามเก็บตามปิดได้ในทันที
หลายวันก่อนหน้านี้ แต่ละฝ่ายพูดถึงหลี่อี้เตายังมีแต่คําชมเชย
แต่วันนี้ เหตุการณ์พลิกผัน อยู่ๆ ก็ถูกใส่ความเสียอย่างนั้น
ในจุดพักห้วงดารา จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนได้ยินข่าวพวกนี้ก็โมโหจน กินข้าวไม่ลง เดินกลับไปกลับมาในเขตที่พักนำาตานองหน้า ใบหน้า งดงามยังแฝงความกังวล มองห้องฌานมองแล้วมองอีก
คุณชายอยู่ในห้องฌานหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ ก็ยังไม่ออกมา
หัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยงก็มาหาหลายครั้ง
“แม่นางอย่าได้กังวล ผู้ฝึกฝนปิดด่าน สามวันห้าวันไม่ออกจาก ด่านล้วนเป็นเรื่องปกติ คุณชายหลี่สู้กับฉู่เจียวหยางจะต้องได้ผลเก็บ เกี่ยวมหาศาลอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงได้ปิดด่านนานเช่นนี้ รอเมื่อ
คุณชายออกจากด่านก็จะต้องพัฒนาไปอย่างมากแน่นอน” ตงฟางเพี่ย วเลี่ยงปลอบปี้ เหยียน
เขาก็มองออกว่า หลี่อี้เตาให้ความสําคัญกับจิ้งจอกสาวคนนี้อย่าง ยิ่งยวด ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าเมินเฉย
“แต่ว่าข้างนอกล้วนว่าคุณชาย…” จิ้งจอกสาวกังวลมากไปจิตใจ ว้าวุ่น ใจไม่เป็นสุข
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงเอ่ย “ข่าวลือข้างนอกพวกนั้นจะต้องมีคนกลัว ดังนั้นจึงจงใจผลักดันอยู่ข้างหลังเป็นการเฉพาะอย่างแน่นอน เลยทําให้ จู่ๆ เป็นกระแสเช่นนี้ แต่เรื่องเหล่านี้เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่แท้จริง ก็ไม่ใช่ สิ่งที่น่าหวาดกลัว ขอแค่คุณชายหลี่ออกจากด่าน ข่าวลือทั้งหมด แน่นอนว่าย่อมสลายไป”
จิ้งจอกสาวพยักหน้า ทว่าสายตายังคงเป็นกังวล แต่นางก็ไม่กล้าไปเคาะประตู กลัวว่าจะรบกวนหลี่มู่ปิดด่าน เวลาไหลไป
ชั่วพริบตาเดียวก็ผ่านไปสามวัน หลี่มู่ยังคงปิดด่าน ไม่ได้มีทีท่าว่าจะออกจากด่าน
จิ้งจอกสาวยิ่งเป็นกังวลและร้อนใจ
แม้แต่ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงหัวหน้าจุดพักห้วงดาราที่ใจเย็นก็ค่อนข้าง จะร้อนลุ่มแล้ว
และในหลายวันนี้ จดหมายท้ารบที่ส่งมาจากผู้ถูกเลือกเขตดารา ต่างๆ ก็สะสมเกินยี่สิบฉบับไปแล้ว
โดยเฉพาะจากการที่ข่าวลือแย่ๆ ต่างๆ ยิ่งแพร่ลามไปเรื่อยๆ หนังสือท้ารบก็ปลิวว่อนประหนึ่งเกล็ดหิมะ
จนถึงสุดท้าย ต่อให้เป็นอัจฉริยะที่อยู่นอกสี่ห้าร้อยอันดับแรก มากมายก็กล้าท้าประลองหลี่อี้เตาแล้ว
กระทั่งว่ายังเกิดเรื่องผู้ฝึกฝนเขตดาราเทพวีรชนโดนท้าทาย โดน ทุบตี
มีคนออกมาพูดว่า หากหลี่อี้เตายังไม่ออกจากด่านอีก ก็จะทําให้ผู้ ถูกเลือกอีกเก้าคนที่เหลือไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้เดินรอบข้างล่างเวที ประลอง
หลายวันนี้ ผู้ถูกเลือกเขตดาราเทพวีรชนถูกท้าหลายหลายต่อ หลายครั้ง ซำาแล้วซำาเล่า
หนึ่งในนั้น ‘เซียนเซิ่งจื่อ’ ‘เซียนเสียไห่’ ลงมือหลายครั้งแต่ก็แพ้ ทุกครั้ง ส่วนเด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําชนะสอง แพ้สาม การต่อสู้ครั้ง สุดท้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส โลลิดาบโค้งชนะสองแพ้สี่…ผู้ถูกเลือกจาก เขตดาราเทพวีรชนผลคะแนนการต่อสู้น่าเวทนา
และสิ่งที่เป็นประเด็นสําคัญ มีพลังไร้รูปร่างกลุ่มหนึ่งผลักดันจงใจ เป็นปฏิปักษ์ผู้ถูกเลือกของเขตดาราเทพวีรชน เหล่าอัจฉริยะแทบจะ ได้รับบาดเจ็บจากศึกเวทีประลองทั้งสิ้น
“หลี่อี้เตาหากยังไม่ออกมาอีก ผู้ถูกเลือกจากเขตดาราเทพวีรชน ล้วนแต่จะกลายเป็นคนพิการแล้ว”
หลินชิงเสวียนของเขตดาราเมฆาอัสนีประกาศต่อสาธารณะชน
ครั้งที่แล้วเขาแพ้ให้กับหลี่อี้เตา นี่ทําให้เขาไม่สบอารมณ์เป็นอย่าง มาก ในใจคิดแค้น หลังจากรักษาอาการบาดเจ็บดีแล้ว ก็เริ่มการแก้แค้น ท้าทายอัจฉริยะเขตดาราเทพวีรชนเป็นการเฉพาะ
เรื่องราวเช่นนี้ยังคงดําเนินต่อไปเรื่อยๆ จวบจนกระทั่งถึงวันที่สิบหลี่อี้เตาก็ยังคงไม่ออกจากด่าน ข่าวลือแง่ลบเกี่ยวกับหลี่อี้เตาต่างๆ นานาวิจารณ์กันอย่างคึกโครม
และในช่วงเวลานี้ อัจฉริยะคนหนึ่งที่มาจากเขตดาราอนธกาลวิ นาศก็พลันเปล่งประกายเจิดจรัส ดึงดูดความสนใจจากคนนับไม่ถ้วน กลายเป็นจุดสนใจจุดใหม่ มีท่าทีจะมาแทนความโดดเด่นของหลี่อี้เตา เมื่อก่อนหน้านี้
อัจฉริยะเขตดาราอนธกาลวินาศผู้นี้นามว่าหวางเหยียนอี เป็นชาย หนุ่มที่เครื่องหน้างดงาม แต่ใบหน้าครึ่งหนึ่งสักเอาไว้ ร่างผอมแห้ง ไม่ นับว่าสูง ก่อนหน้านี้ในการท้าประลองของผู้ถูกเลือกไม่ได้เป็นที่ดึงดูด คะแนนการต่อสู้ก็ไม่โดดเด่น ชนะสามแพ้สาม ไม่นับว่าเป็นระดับกลาง ด้วยซำา
แต่ในช่วงที่หลี่อี้เตาปิดด่านช่วงนี้ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หวางเหยียน อีผู้นี้พลันเปลี่ยนเป็นคนใหม่โดยสิ้นเชิง เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน แบบนั้น กระบี่คู่ในมือเหมือนวิญญาณเทพประทับองค์ แทบจะเทพ ขวางสังหารเทพ พุทธองค์ขวางสังหารพุทธองค์
บนแท่นประหารเซียน ชายหนุ่มสักหน้าร่างผอมแห้งผู้นี้ใช้อันดับที่ แปดร้อยสามสิบห้าเอาชนะขว้างเต้าหลี่อันดับที่สี่ร้อยสิบสาม เฉวียน เจิ้นเจียอันดับที่สามร้อยห้าสิบเอ็ดและสิงเหว่ยเซวี่ยนได้ตามลําดับ ก่อนหลัง…
ตอนแรกฝ่ายต่างๆ ล้วนรู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้เหมือนจะมีอะไร เปลี่ยนแปลงไป
จวบจนเมื่อเขาเหยียบฉินหานจวิ้นอัจฉริยะอันดับที่สองร้อยสิบหก ไว้ใต้ฝ่าเท้าได้ ทุกคนถึงจะตระหนักได้อย่างจริงจังว่านั่นมันเปลี่ยนไป เสียที่ไหน แต่เป็นผู้ถูกเลือกเยี่ยมยุทธ์ถือกําเนิดแล้วต่างหาก
หวางเหยียนอีอยู่บนแท่นประหารเซียน ในร่างผอมแห้งนอกจาก จะปะทุพลังแข็งแกร่งไร้เทียมทานแล้ว กระบี่คู่ยังประหนึ่งองค์เทพ วิถี กระบี่เลิศลำาน่าตะลึง แทบจะไร้ผู้เทียมทาน
ต่อให้เป็นฉินหานจวิ้นอัจฉริยะอันดับหนึ่งจากเขตดาราลูกโม่ ภายใต้กระบี่คู่ของหวางเหยียนอีก็ยังไม่อาจยืนหยัดได้ถึงสิบกระบวน ท่า
หวางเหยียนอีหลังจากปะทุพลังแล้วก็ชนะติดๆ กันสอบรอบ คู่ ต่อสู้ทุกคนไม่อาจรับเขาได้สิบกระบี่
หากบอกว่าพลังปีศาจดาบเดียวฟาดฟันของหลี่อี้เตาทําให้คนไม่ อาจมองได้ชัดว่าพลังของเขาแข็งแกร่งเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้นคือนับชัย ชนะบนแท่นประหารเซียนเป็นดาบเดียวที่พูดไม่ชัดอธิบายไม่ถูกแล้ว ล่ะก็ เช่นนั้นหวางเหยียนอีที่จู่ๆ ผงาดขึ้น ก็เป็นการสําแดงพลังฝึกตน และวิชากระบี่อันแข็งแกร่งทรงพลังได้อย่างสะใจให้ทุกคนได้เห็น
ผู้ฝึกฝนที่ได้เห็นการต่อสู้ของหวางเหยียนอีล้วนสัมผัสได้ถึงความ แข็งแกร่งของผู้ถูกเลือกอันดับสามของเขตดาราอนธกาลวินาศผู้นี้ได้ อย่างชัดเจนซึ่งหน้า
นั่นเป็นความแข็งแกร่งที่หากแม้นได้เห็นการต่อสู้ของเขาก็ล้วน เกิดความยําเกรงหวาดระแวงและครั่นคร้าม
หลังจากชนะสิบรอบกระทั่งว่ามีคนนําหวางเหยียนอีไป เปรียบเทียบกับผู้ถูกเลือกผู้เยี่ยมยุทธ์ที่อยู่ในห้าสิบอันดับแรกของ อันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดารา คิดว่าอัจฉริยะจากดาวอนธกาล วินาศที่จู่ๆ ปะทุพลังผู้นี้มีกําลังรบที่จะสามารถสู้กับรายชื่อห้าสิบอันดับ แรก
นอกจากหวางเหยียนอีแล้ว ก็ยังมีผู้ถูกเลือกคนอื่นค่อยๆ แสดง ความสามารถออกมาบนศึกท้าประลองแท่นประหารเซียน
อัจฉริยะที่แท้จริงเติบโตขึ้นในการต่อสู้
ก็เหมือนกับทองแท้จะปรากฏขึ้นจากการหลอมเผา
แน่นอน คนที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุดก็ยังคงเป็นหวางเหยียนอี
อัจฉริยะเขตดาราอนธกาลวินาศผู้นี้ เพราะกระบี่คู่ไร้เทียมทาน คนจึงมอบสมญา ‘เทพกระบี่’ ให้ โดดเด่นไม่มีใครทัดเทียม
มีคนคิดพิสดารคิดสมมุติบนเครือข่ายเซียนว่า…หากหลี่อี้เตาไม่ปิด ด่านกะทันหัน เหมือนว่าจะบาดเจ็บสาหัสรักษาไม่ได้แล้วล่ะก็ เช่นนั้น ‘กระบี่เทพ’ หวางเหยียนอี สู้กับหลี่อี้เตาที่เรียกได้ว่า ‘เทพดาบ’ แล้วล่ะ ก็ใครจะเป็นผู้ชนะ?
หวางเหยียนอีจะสามารถรับดาบเดียวแผดเผาวิญญาณของหลี่อี้ เตาได้หรือไม่
หรือหลี่อี้เตาภายใต้กระบี่ของหวางเหยียนอีจะสามารถยืนหยัดได้ ถึงสิบกระบวนท่าหรือไม่
เหตุการณ์สมมุตินี้สร้างข้อวิพากย์วิจารณ์จากหลายคน แต่ละฝ่าย ล้วนออกมาวิเคราะห์
สําหรับผลสรุปก็พูดกันไปต่างๆ นานา
แต่มีจุดหนึ่งที่ผู้คนบนกระดานสนทนาเครือข่ายเซียนเห็นพ้อง ต้องกัน นั่นก็คือจากการนิ่งเงียบและสงสัยเหมือนว่าจะแตกดับไปแล้ว ของหลี่อี้เตา เรื่องเช่นนี้ก็เป็นแค่การคาดเดา ไม่มีทางเกิดขึ้นในความ เป็นจริงได้
เวลาต่อเนื่องกันครึ่งเดือน หลี่อี้เตายังคงอยู่ในสภาวะปิดด่าน นี่ เป็นการพิสูจน์แล้วว่าข่าวลือต่างๆ ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องจริง
หลี่อี้เตากลายเป็นอดีตไปแล้ว
……
“พวกเจ้าทําอะไร?”
จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนดิ้นรนอย่างทั้งตกใจทั้งโมโห
ในตอนที่นางยังกังวลเพราะหลี่มู่จนตอนนี้ก็ยังไม่ออกจากด่าน เตรียมจะเคาะประตูครั้งที่ยี่สิบเอ็ดนี้เอง ข้างหลังก็พลันมีเสียงฝีเท้าดัง ขึ้น ผู้ฝึกฝนเกราะดําสี่คนบุกเข้ามาจับตัวนางเอาไว้ ท่าทีดุดันแข็งกร้าว จะพานางไปจากจุดพักห้วงดารา
จิ้งจอกสาวขัดขืนสุดกําลัง แต่ผู้ฝึกฝนทั้งสี่พลังแข็งแกร่งนัก ไม่ใช่ ผู้ที่นางจะสามารถทําการขัดขืนได้เลย
หัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยงได้ยินข่าวก็รีบนํา องครักษ์จุดพักห้วงดารามา มาขัดขวางผู้ฝึกฝนเกราะดําทั้งสี่เอาไว้ ในทันที
“ทุกท่าน จุดพักห้วงดาราแห่งนี้ถึงแม้จะเล็ก แต่ก็เป็นพื้นที่ที่วิหาร เทพจิ้งจอกแต่งตั้ง เป็นตัวแทนอํานาจของวิหารเทพ ทุกท่านบุกรุกจุด พักห้วงดารา บังคับพาคนไป เช่นนี้จะเป็นการไม่เห็นข้าหัวหน้าจุดพัก
ห้วงดาราเกินไปหน่อยกระมัง” หัวหน้าจุดพักห้วงดาราอ้วนกลมสีหน้า เคร่งขรึม ท่าทางมีอํานาจนัก
“เหอะ”
ผู้ฝึกฝนเกราะดําที่เป็นหัวหน้าโยนป้ายคําสั่งในมือไปที่เท้าของ หัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยง
“หืม? จวนจิ้งจอกดํา?” หัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยง หน้าเปลี่ยนสี
เขาไม่กล้าขัดขวางอีกต่อไป
เผ่าจิ้งจอกดําอยู่ในวิหารเทพจิ้งจอกมีตําแหน่งสูงมาก จวนจิ้งจอก ดําก็เป็นสายแยกจากวิหารเทพจิ้งจอก ตําแหน่งสูงมีอํานาจมาก ถึงแม้ จะบอกว่าเทียบกับวิหารเทพไม่ได้ แต่จะพาคนคนหนึ่งไปจากจุดพัก ห้วงดาราเล็กๆ ของเขา นั่นไม่เป็นปัญหาแน่นอน
ผู้ฝึกฝนเกราะดําหัวเราะแค่นเสียงเย็นก่อนจะลากจิ้งจอกสาว ออกไปข้างนอกทันที
“หยุดนะ พวกเจ้าจะพาตัวนางไปไม่ได้”
โลลิน้อยดาบโค้งพลันปรากฏตัวที่หน้าประตูจุดพักห้วงดารา ขวาง ผู้ฝึกฝนเกราะดําเอาไว้ ท่าทีเหมือนสิงโตตัวเมียที่กําลังโมโห
เด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําเดินกะเผลกๆ ออกมาจากห้องของตัวเอง บาดแผลบนร่างยังไม่ฟื้ นฟูดี กลิ่นอายค่อนข้างอ่อนล้า แต่ก็ยืนข้าง กายโลลิน้อยดาบโค้งโดยไม่พูดอะไรสักคํา แต่ใช้การกระทําแสดงท่าที ของตนออกมาอย่างชัดเจน
“พวกเจ้าเป็นใคร? มีสิทธิ์อะไรมาพาพี่ปี้ เหยียนไป?” สายตา ของโลลิน้อยดาบโค้งดุดัน
……………………………………………………
บทที่ 677 ดื่มลงไป
“กล้ามาขัดขวางการทํางานของเผ่าข้า สังหารได้ทันที”
ผู้บําเพ็ญเกราะเขียวแข็งแกร่งมาก กาบกระบี่ออกจากฝัก ชี้ไปยัง ปลายจมูกของสาวน้อยโลลิดาบโค้ง
ปราณสังหารไร้รูปร่างไหลเวียนออกมา
“ช้าก่อน ช้าก่อน โปรดระงับโทสะกันก่อนเถิด…ท่านทั้งสองนี้เป็น ผู้ถูกเลือกที่วิหารเทพคัดเลือกมา มีตัวตนที่พอเศษ” หัวหน้าจุดพักตง ฟางเพี่ยวเลี่ยงเห็นท่าไม่ดี รีบร้อนเอ่ยเตือนขึ้น เข้าขวางผู้บําเพ็ญ เกราะเขียวชั่วคราว
หลังจากนั้น เขาได้หันศีรษะ พูดภาษาดอกไม้ คิดจะให้สาวน้อยโล ลิดาบโค้งและชายแบกกระบี่ชุดดําหลีกทาง เพราะการทํางานของเผ่า จิ้งจอกเขียว แต่ไหนแต่ไรก็เป็นสิ่งที่เผด็จการ หากไม่รู้จักแยกแยะ ถูกผิด เป็นไปได้ว่าอาจจะไปยั่วเอาความยุ่งยากมหาศาลเข้ามา
“ไม่ได้ ไม่ยอมอธิบายอะไร ก็คิดจะหาพี่ปี้ เหยียนออกไป ถ้าพี่หลี่อี้ เตาฟื้ นมา แล้วข้าจะไปอธิบายกับเขาอย่างไร?” สาวน้อยโลลิยังดูดื้อดึง ไม่ยอมถอย
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงร้อนรนขึ้นมา
ทําไมยังต้องมาเจอลาตรงไปตรงมาอย่างนี้อีกเนี่ย ไม่ได้รู้ สถานการณ์เอาเสียเลย
ผู้บําเพ็ญเกราะเขียวอีกด้านเริ่มที่จะหมดความอดทน
สองในนั้นลงมือทันที
พลังบําเพ็ญของทั้งสองคนอยุ่ในขั้นขุนพล ดังนั้นแค่สี่ห้ากระบวน ก็โค่นล้มสาวน้อยโลลิและชายสะพายกระบี่ชุดดําที่ยังบาดเจ็บอยู่ลงไป ได้ เพียงแต่ตัวตนผู้ถูกเลือกของสองคนนี้มาคำาเอาไว้ ดังนั้นจึงไม่ได้ลง มือจนตาย แต่การสั่งสอนไปบ้างก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
“ในเมื่อพวกเจ้าอยากรู้ ก็จะบอกแก่พวกเจ้า เป็นคุณชายที่ ต้องการหญิงสาวคนนี้ ไม่ได้ต้องการจําทําร้ายนาง…ตําหนักหลักจิ้งจอก เขียวทํางาน ไม่เคยต้องอธิบายกับใคร คนที่ขัดขวางตายมานักต่อนัก ดังนั้น…ครั้งหน้าจะไม่มีละเว้น” หัวหน้าผู้บําเพ็ญชุดเขียว มองไปยัง สาวน้อยโลลิและชายหนุ่มสะพายกระบี่ชุดดํา เมื่อเห็นทั้งสองคนที่ บาดเจ็บจนลุกไม่ขึ้นแต่ยังคงมีสีหน้าดื้อรั้นและยืนหยัด ในใจก็เกิด อารมณ์คล้อยตามสีหน้า
ท้ายสุด เขาจึงโยนยารักษาออกมาสองเม็ด ส่งให้กับมือของหัวหน้า จุดพักตงฟางเพี่ยวเลี่ยง จากนั้นนําผู้บําเพ็ญชุดเขียวบังคับพาตัว จิ้งจอกสาวปี้ เหยียนออกไปจากห้องพัก
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงรับยาลูกลอนไว้ในมือ หลังจากพิจารณาแล้ว ดวงตาก็เกิดประกายตกใจขึ้น
นี่ให้ยาเช่นนี้มาเลยหรือ?!
ตอนนี้เอง เหล่าผู้ถูกเลือก ‘บุตรศักดิ์สิทธิ์เซียน’และบุตรศักดิ์สิทธิ์ ทะเลโลหิต ได้ข่าวและออกมาจากที่พักของตนเอง เมื่อเห็นสาวน้อยโล ลิและชายหนุ่มสะพายกระบี่ชุดดํา บาดเจ็บนอนอยู่บนพื้น ก็อด สมนำาหน้าขึ้นมาไม่ได้
หลายวันมานี้ ภายในกลุ่มผู้ถูกเลือกเขตดาราเทพวีรชนเกิดการ แตกแยกขึ้น
รากฐานหลักความแตกแยกที่ใหญ่ที่สุด แน่นอนว่าเป็นหลี่อี้เตา
ยิ่งหลี่อี้เตาแข็งแกร่งมากขึ้น พวกของบุตรศักดิ์สิทธิ์ทะเลโลหิตก็ ยิ่งกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
และผู้ถูกเลือกสองคนที่ค่อนข้างเอนเอียงไปทางหลี่อี้เตา สาว น้อยโลลิและชายสะพายกระบี่ชุดดําถูกคนอื่นๆ บีบคั้น ดังนั้นเมื่อเห็น
ทั้งสองคน เข้าไปปะทะกับผู้แข็งแกร่งจากจวนหลักจิ้งจอกเขียวเพื่อ ปกป้องสาวใช้ตัวจ้อยคนหนึ่งข้างกายหลี่อี้เตาจนมีสภาพเวทนาเช่นนี้ เหล่าผู้ถูกเลือกเขตดาราเทพวีรชนจึงอดนินทาขึ้นไม่ได้ พูดเย็นชาและ หัวเราะขึ้นมา
หัวหน้าจุดพักตงฟางเพี่ยวเลี่ยงสั่นศีรษะ เมื่อเห็นสายตาของผู้ถูก เลือกเขตดาราเทพวีรชนคนอื่นๆ ก็เกิดความเห็นใจขึ้น
พวกเขาไม่ได้รู้เลย ว่ายาลูกกลอนที่ผู้บําเพ็ญเกราะเขียวคนนั้นทิ้ง เอาไว้คืออะไร
ถ้ารู้ล่ะก็ คงจะอิจฉากันเป็นบ้าเป็นหลังแน่นอน
แต่ว่า ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่สั่งให้องครักษ์จุด พักประคองตัวสาวน้อยโลลิดาบโค้งกับชายหนุ่มสะพายกระบี่ชุดดํา ขึ้นมา พากลับไปยังห้องสมาธิของเขา ป้อนยาลงไปเพื่อรักษาอาการ บาดเจ็บในร่างกาย
ยันต์อักขระมากมายเปล่งแสงออกมา ราวกับเป็นแสงเทพที่ทะลุ ออกมาจากร่างกาย ไหลเวียนออกมาจากในร่างกายของสาวน้อยโลลิ ดาบโค้งกับชายหนุ่มสะพายกระบี่ชุดดํา จากนั้นได้แข็งตัวอยู่ระหว่าง กล้ามเนื้อไขกระดูก คลื่นพลังปะทุขึ้นมา ราวกับคลื่นโถมทะเลซัด
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงคอยดูแลทั้งสองคนอย่างเงียบๆ อยู่ตลอด
จนกระทั่งยาลูกกลอนละลายไปทั่วในร่างกายของคนทั้งสอง หลังจากที่ไม่เกิดอะไรขึ้นแล้ว เขาจึงถอยออกมาจากห้องสมาธิ
ผลลัพธ์คือเขาที่เพิ่งออกมา ก็มีองครักษ์จุดพักเข้ามารายงานว่ามี คนส่งสาส์นท้าดดวลมาอีก เพื่อท้าดวลกับหลี่อี้เตาผู้ถูกเลือกอันดับหนึ่ง เขตดาราเทพวีรชน เอ่ยว่าจะเอาศีรษะของหลี่อี้เตา หั่นไปทําที่รองฉี่
“เสือหลุดมาที่ราบโดนสุนัขรังแก มังกรเกยนำาตื้นมาพบกับฝูงกุ้ง เสียอย่างนั้น”
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงรับเอาสาสน์ท้าดวลมาแทนหลี่อี้เตา ค่อนข้าง ทอดถอนใจ
นี่เป็นสาสน์ท้าดวลฉบับที่หกสิบเจ็ดแล้วที่ส่งมาในช่วงยี่สิบเอ็ดวัน มานี้
โดยเฉพาะหลายวันมานี้ ราวกับว่าเรื่องการส่งสาสน์ท้าดวลมาหาห ลี่อี้เตา ได้กลายเป็นกระแสขึ้น กลายเป็นวิธีเล่นสนุกของพวกผู้ถูกเลือก เขตดาราต่างๆ ที่อันดับอยู่ท้ายๆ ที่รู้ว่าหลี่อี้เตาปิดด่าน ไม่สามารถ ออกมาสู้รบได้ จึงได้เล่นสนุกอยู่เช่นนี้
ในใจของผู้ถูกเลือกมากมายก็คือ ถึงอย่างไรหลี่อี้เตาก็อาจจะตาย ไปแล้ว ท้าดวลเสียหน่อยก็คงจะไม่เป็นไร
ขณะที่ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงไม่รู้เนื้อรู้ตัว มาถึงยังด้านนอกลานบ้าน ของหลี่มู่
เขาผลักประตูเดินเข้าไป มาถึงด้านนอกห้องสมาธิของหลี่มู่ ยื่นมือ ผลักประตูไปก็ยังคงไม่ขยับแม้แต่น้อย
“เฮ้อ วีรบุรุษนี่มีแต่คนริษยา” ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงถอนใจออกมา “ท่านเมื่อไรจะออกจากด่านกัน คุณชายหลี่ของข้า” เขายิ้มขืน บนร่างของหลี่อี้เตา เขาเดิมพันเอาไว้มาก
จนถึงวันนี้ เขาก็เริ่มสงสัย ว่าข่าวที่ด้านนอกลือกันจะเป็นจริง หรือไม่ หลี่อี้เตาพบกับเรื่องยุ่งยากอะไรเข้าแล้วจริงๆ ดังนั้นจึงต้องปิด ด่านยาวนานเช่นนี้ แต่มันก็นานเกินไปแล้วนา
… “หือ? ยังหาเจ้าฆาตกรนั่นไม่เจอหรือ?” ‘มารทมิฬมายาทําลายล้าง’ สีหน้าเดือดดาล
“ทําไมตั้งนานสองนาน กลิ่นอายของคําสาปงูดํา ก็เหมือนจะ หายไปเฉยๆ ไม่น่าเป็นเช่นนี้เลย ต่อให้เป็นตัวตนขั้นราชา ก็ไม่แน่ว่าจะ สามารถสะกดกลิ่นอายพลังคําสาปนี้ได้”
ชายหนุ่มชุดเกราะเกล็ดสีดํา ขมวดคิ้วครุ่นกลัดกลุ้ม
หลายวันนี้ ข่าวคราวของเผ่าจิ้งจอกเขียวยังไม่มีส่งมา นี่ยิ่งแปลก เข้าไปใหญ่
เผ่าจิ้งจอกเขียวเป็นชนเผ่าใหญ่อันดับสองแห่งเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ ใช้เหรียญงูดําค้นหาใน ‘แดนอาศัยแห่งเทพจิ้งจอก’ ตั้งนานสองนอน กลับไม่ได้ร่องรอยอะไรเลย จนทําเอา ‘มารทมิฬมายาทําลายล้าง’ รู้สึก โมโหขึ้นและเข้าใจได้ยาก หน่วยรบเสวียนหวงลอบโจมตีน้องชาย เป็น เรื่องที่แน่นอนไม่ต้องสงสัย แต่ปัญหาก็คือ หน่วยรบเสวียนหวง ในตอนนี้มีราชาด้วยหรือ?
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
…
…
“เจ้า….เจ้าทําอะไรน่ะ?”
จิ้งจอกสาวปี้ เหยียน ยืนอยู่ด้านหน้ารูปปั้ นเทพจิ้งจอกสีเขียวรูป หนึ่ง สีหน้าหวาดกลัวจ้องมองร่างเงาที่ค่อยๆ เดินเข้ามาหา
เงาที่นําเข้ามา เป็นชายหนุ่มมีลูกกระเดือก แต่ใบหน้าราวภาพวาด มีหูตาจมูกยอดเยี่ยมและผิวเรียบลื่นที่หญิงสาวมากมายยังเทียบไม่ได้ ขณะที่ยิ้มขึ้นมา ให้ความรู้สึกสายลมฤดูใบไม้ผลิลูบเข้ามายังใบหน้า อ่อนละมุนราวหยกอย่างไรอย่างนั้น
“คุณชาย คือนางนี่ล่ะ” หัวหน้าผู้บําเพ็ญเกราะเขียวที่บังคับนําตัว ปี้ เหยียนมา เดิมตามชายหนุ่มหน้าสวยอยู่ด้านหลังอย่างนอบน้อม
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าคุณชาย ใบหน้ามีรอยยิ้ม มองไปยังปี้ เหยียน พิจารณาบนล่าง ในสายตามีประกาย สว่างขึ้น สว่างขึ้นทุกที
“เจ้าเป็นใคร?” สาวน้อยจิ้งจอกปี้ เหยียนจ้องไปที่คุณชาย เอ่ยต่อ ว่า “ทําไมต้องจับข้ามาที่นี่? ปล่อยข้าออกไป ข้าต้องไปรับใช้คุณชาย ของข้า”
คุณชายจิ้งจอกเขียวสั่นศีรษะ เอ่ยตอบว่า “คุณชายของเจ้า เจ้า หมายถึงหลี่อี้เตา? ลืมเสียเถอะ ตอนนี้ หลี่อี้เตาตายไปแล้ว ถูกคนลอบ สังหารขณะที่ฝึกวิชาในห้องลับ เจ้าไม่ต้องรอเขาแล้ว”
“อะไรกัน?” ปี้ เหยียนนิ่งค้างไป ร่างกายสั่นเทา เอ่ยต่อว่า “เจ้า บอกว่า… คุณชายหลี่เขา เจ้า…โกหกข้า”
“คนนอกทําได้แต่เพียงคาดเดา แต่ข้ากลับรู้เรื่องบางส่วนที่คนอื่น ไม่รู้ ดังนั้น ข้าสามารถยืนยันกับเจ้า ว่าหลี่อี้เตาตายไปแล้ว” คุณชาย จิ้งจอกเขียวมองปี้ เหยียน เอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ แต่หนักแน่น
เท้าของปี้ เหยียนโซซัดโซเซ เอียงตัวพิงรูปปั้ นเทพจิ้งจอกเขียว ร่าง อ่อนยวบล้มลงไป
ข่าวคราวนี้ สําหรับนางแล้ว มันไม่ต่างอะไรจาดฟ้าผ่ากลางฟ้าใส
ความเจ็บปวดแล่นในพริบตา ความสิ้นหวังและความโกรธ ราวกับ กระแสนำาขึ้นจนยากที่จะควบคุมได้ในสมองนาง
“ใคร?” นางจ้องทื่อไปยังคุณชายจิ้งจอกเขียว เอ่ยต่อว่า “ใครส่ง คนไปลอบสังหารคุณชายหลี่กัน? เจ้าบอกข้ามา เป็นใคร?” นางกํารูป ปั้ นหิน เล็บจิกเข้าไปในลายของรูปปั้ นหิน จนข้อต่อกระดูกนิ้วขาวเว่อ เพราะออกแรงมากเกินไป
คุณชายจิ้งจอกเขียวรู้สึกเกินคาด
พริบตาที่ได้ยินข่าวร้ายว่าหลี่อี้เตาตายไปแล้ว จิ้งจอกสาวที่แทบ จะพังทลาย ในพริบตานี้กลับเด็ดเดี่ยวมั่นคงขึ้นมาอย่างกะทันหัน ราว กับมีพลังลึกลับอะไรบางอย่างกรอกลงไปในร่างผอมเพรียวบางของ นาง
“เจ้าคิดจะแก้แค้นให้เขาหรือ?” คุณชายจิ้งจอกเขียวมองปี้ เหยียน “พลังของเจ้าตอนนี้…จุ๊ๆๆ ยังห่างชั้นอีกมาก ก็แค่ขั้นสามัญตัว จ้อย ทําอะไรไม่ได้หรอก ถ้าหากเจ้าอยากที่จะแก้แค้นให้หลี่อี้เตาจริงๆ ล่ะก็…” พูดถึงตรงนี้ ในมือของคุณชายจิ้งจอกเขียว ก็มีขวดหยกสีเขียว ลอยขึ้นมาอย่างช้าๆ คุณชายจิ้งจอกเขียวโยนขวดสีเขียวให้กับปี้ เหยียน “ดื่มสิ่งที่อยู่ในขวดลงไปสิ เจ้าอาจจะสามารถแก้แค้นให้เขาได้” คุณชายจิ้งจอกเขียวเอ่ยขึ้น ปี้ เหยียนรับขวดหยกมาด้วยสัญชาติญาณ เปิดจุกออกดม กลิ่น หอมประหลาดที่ยากจะพรรณนาลอยออกมา นางเงยหน้ามองคุณชาย จิ้งจอกเขียวถามขึ้นว่า “ในนี้มันคืออะไรกัน?” “สิ่งที่สามารถเปลี่ยนตัวเจ้า หรืออาจจะเป็นยาพิษที่จะช่วงชิงชีวิต เจ้า…ถึงอย่างไร เจ้าก็ต้องเลือกเอง” คุณชายจิ้งจอกเขียวตอบมา “อาจจะเจ็บปวดมาก แต่ก็ต้องดูตัวเจ้า ว่ามีความกล้าหรือไม่” ปี้ เหยียนจ้องเขม็งไปยังคุณชายจิ้งจอกเขียว
ครู่ต่อมา นางจึงดื่มของเหลวในขวดหยกจนหมดเกลี้ยงอย่างไม่ ลังเล
ถ้าหากของเหลวในขวดหยกนี้ สามารถทําใหนางแก้แค้นแทนหลี่มู่ ได้ ก็จําเป็นต้องดื่มลงไป
ถ้าหากหลี่อี้เตาตายไปแล้วจริงไ เช่นนั้นนางมีชีวิตต่อไปก็ไม่มี ความหมายอะไร กระทั่งพ่อแท้ๆ ของนางก็ยังไม่ยอมรับ ก็สู้ตายไปเสีย ดีกว่า ไม่แน่อาจจะได้ไปคอยรับใช้อยู่ข้างกายคุณชายตลอดไปก็ได้
นี่คือความคิดง่ายที่สุดของปี้ เหยียน
ทว่าเพียงไม่นาน ปราณแท้ในร่างกายก็เริ่มที่จะปะทุขึ้นมา
การเปลี่ยนแปลงอันน่ามหัศจรรย์ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในร่างกายของ จิ้งจอกน้อยปี้ เหยียน
…
…
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร หลี่มู่ค่อยๆ ฟื้ นขึ้นมาจากการสลบไสล
พริบตาที่เขาลืมตาขึ้น ก็คิดขึ้นมาได้ทันที ว่าก่อนที่จะสลบไปมัน เกิดอะไร
“หืม?”
หลี่มู่ลุกขึ้นเป็นดับดับแรก ในหัวยังคงรู้สึกวิงเวียน
ตนเองสลบลงไปเพราะความเจ็บปวดเสียได้ พริบตานั้น ความ เจ็บปวดที่แขนขวา น่ากลัวขนาดนั้นเชียว หลี่มู่คิดว่าตนเองเป็น กระทาชายแข็งแกร่งคนหนึ่ง ผลลัพธ์กลับถูกความเจ็บปวดบนแขนขวา เล่นงานเสียจนสลบไสลไป น่าอัปยศเสียจริงๆ
“แขนของข้า…”
เขาก้มลงมองแขนขวาที่ถูกควันสีเขียวคลุมเอาไว้ กลายเป็นว่าถ้า ไม่มองก็ไม่รู้ พอมองเห็นก็ตกใจสะดุ้งโหยง
หลี่มู่แข็งทื่อไป แขนขวาเกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าประหลาดขึ้นเสียแล้ว ……………………………………….
บทที่ 678 แขนขวากระดูกขาว
หลี่มู่มองเห็นแขนขวาของตนเอง เนื้อหนังเส้นเลือดหายไปทั้งหมด เหลืออยู่เพียงกระดูกสีขาว
กระดูกขาวมาก
เป็นท่อนๆ
เมื่อมองก็เหมือนกับท่อนแขนทั้งท่อนเน่าผุจนเหมือนโครงกระดูก
พริบตาต่อมา หลี่มู่ก็ถูกความตกใจเล่นงานจนเหงื่อแตกพลั่ก
แต่ที่ประหลาดก็คือ ขณะที่เขาตกใจอยู่ และโบกสะบัดมือของเขา โดยสัญชาติญาณ กลับมีความรู้สึกของกล้ามเนื้อส่งผ่านเข้ามา กระดูก ของฝ่ามือและท่อนแขนแคลื่อนไหวอย่างสมบูรณ์แบบ กระดูกนิ้วก็ บังคับได้คล่องแคล่ว ไม่มีความรู้สึกไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย
ราวกับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง?
ไม่!
เปลี่ยนสิ
หลี่มู่ค้นพบเรื่องที่ทําให้เขาตกตะลึงอย่างรวดเร็ว
ขณะที่เขาขยับนิ้วมือทั้งห้าอย่างช้าๆ กระดูกนิ้วไหวเบาๆ อย่าง สมบูรณ์ แต่กลับทําให้มิติที่อยู่ในฝ่ามือถูกบีบจนแตก ปรากฏเศษ ชิ้นส่วนมิติแผ่นใหญ่เหมือนแผ่นกระจกอย่างไรอย่างนั้น จากนั้นได้ รวมกันใหม่ภายใต้การซ่อมแซมของกฏฟ้าดินอีกครั้ง
“พลังนี้มัน…”
หลี่มู่ไม่สามารถเชื่อในตาของตนเองได้
เมื่อครู่ที่เขาขยับกระดูกนิ้วทั้งห้า ก็เหมือนกับการงอนิ้วของคน ธรรมดาอย่างไรอย่างนั้น กลับบีบมิติจนแตกลงได้
นี่เป็นถึงมิติของโลกแห่งดาวแม่เผ่าจิ้งจอกสวรรค์เลยเชียวนะ
โลกใบนี้ กฎเกณฑ์ชัดเจน วิถีฟ้าสมบูรณ์ พลังวิญญาณยอดเยี่ยม มั่นคงแข็งแกร่งกว่ามิติบนแผ่นดินใหญ่เสินโจวและดาวโลกมากมาย
หลี่มู่ทดสอบออกแรงเบาๆ โบกท่อนแขน
เหมือนกับยื่นมือเข้าไปในคลื่นนำาอย่างไรอย่างนั้น ความรู้สึกสบาย ตั้งแต่หัวไหล่ลงมา หรือก็คือท่อนแขนที่กลายเป็นท่อนกระดูกโดย สมบูรณ์ ได้ยื่นเข้าไปในกําแพงมิติ ลองขยับดูเล็กน้อย ราวกับไม่มีอะไร มาขวางกั้นก็มิปาน
พลังประหลาดอันแข็งแกร่งที่หลี่มู่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ไหลเวียน อยู่ในท่อนแขนกระดูกนี้ กระดูกราวหยกขาว ใสแวววาว ไร้ซึ่งจุดด่างพรร้อย มีแสงแวววาว จางๆ อยู่บนท่อนกระดูก กระดูกทุกชิ้น ล้วนสมบูรณ์ราวกับงานศิลปะ เมื่อใช้เนตรสวรรค์ส่องดู กลับมองไม่ทะลุกระดูกแขนของตนเอง สิ่งที่เห็นรางๆ เป็นเพียงชั้นที่อยู่ด้านล่างกระดูกขาว ราวกับว่าเป็น ดวงดาวนับพันนับหมื่นดวงซ่อนอยู่ด้านใน หลี่มู่ลองฝืนกระตุ้นเนตรสวรรค์ คิดที่จะมองทะลุเข้าไปในแขน กระดูกของตนเอง ผลลัพธ์มีเพียงแสงจ้าบาดตา ความรู้สึกเหมือนตอนแหงนหน้ามอง ดวงอาทิตย์ในตอนเด็กออย่างไรอย่างนั้น ภาพตรงหน้าขาวจ้าในทันที และเนตรสวรรค์ก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดขีดสุดขึ้นมาในพริบตา หลี่มู่รีบร้อนหยุดการเพ่งมอง ในกระดูกขาวนี้ ราวกับซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้
หลี่มู่กระตุ้นวิชาก่อนกําเนิดเข้าชโลมเนตรสวรรค์ ครู่ต่อมาจึงรู้สึก สบายขึ้นมาบ้าง
เขาไปเพ่งมองยังส่วนอื่นๆ ในร่างกายตนเองต่อ
นอกจากแขนขวาแล้ว กระดูกภายใต้เนื้อหนังส่วนอื่นๆ ก็ใสแวว วาวเช่นกัน แต่กลับไม่มีพลังอันลึกลับซ่อนไว้เหมือนกับกระดูกขาวใน แขนขวา
หลี่มู่ตระหนักขึ้นได้ น่าจะเป็นตอนที่ตนเองสลบไป หลังจากที่แสง สีเขียวหนาทึบนั่นกับพลังคําสาปแย่งชิงพื้นที่กันเอง ก็เกิดการ เปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ตนเองไม่สามารถอธิบายได้ขึ้นมา ส่งผลให้เนื้อ หนังบนท่อนแขนถูกถอดออก จนเหลือเพียงกระดูกขาว
ส่วนเจ้ากระดูกขาวนี้ถูกพลังเช่นนี้ปรับแก้ จนแข็งแกร่งขึ้นใน ระดับที่ไม่น่าเชื่อ
นี่ถือเป็นทุกขลาภหรือเปล่าเนี่ย?
สีหน้าของหลี่มู่ เคร่งขรึมสดใสสลับไปมา
“เกินกว่าขั้นขุนพลไปแล้ว น่ากลัวว่าจะเป็นพลังขั้นราชา”
หลี่มู่ควบคุมพลังอย่างระมัดระวัง รับรู้ความรู้สึกของพลังที่ซ่อนอยู่ ภายในแขนกระดูกนี้ ค่อยๆ ปรับตัว
เขาค่อยๆ พบว่าตนเองสามารถควบคุมพลังในแขนขวากระดูก ขาวนี้ได้ อย่างน้อยไม่ได้ทํามิติแตกจนกลายเป็นม่านทรายเพราะการ ขยับแขนแล้ว พลังนี้ลึกลับมาก และประหลาดอย่างมาก ทว่ากลับถูกตนเอง ควบคุมไว้ได้ “นี่มันเป็นพลังอะไรกัน ไม่เหมือนพลังบําเพ็ญปราณแท้เลย แล้วก็ ไม่เหมือนพลังกายเนื้อด้วย…พลังประเภทที่สามหรือ?” หลี่มู่ไม่รู้ว่าควรจะพรรณาอย่างไร เขารู้สึกได้รางๆ ว่าทั้งหมดน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่ตนเองไปยัง ดาวร้อยภูต แต่ว่า หลังจากที่เขาค่อยๆ ควบคุมพลังลึกลับบนแขนกระดูกได้ อย่างสมบูรณ์นั้น เรื่องมหัศจรรย์อีกเรื่องก็ได้เกิดขึ้น บนแขนขวา จู่เนื้อหนังก็ได้กลับมา ราวกับว่าในพริบตา เลือดเนื้อได้ปรากฏขึ้นมาจากแขนกระดูก ราว กับว่ามันได้อยู่ตรงนี้มาตลอด เพียงแค่มองไม่เห็นเท่านั้น “นี่มันน่าสนใจมากเลยแฮะ”
หลี่มู่รู้สึกลิงโลดในใจ
เขาค่อยๆ เริ่มขยับเขนขวาที่มีเนื้อหนังปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากที่ควบคุมเก็บพลังลึกลับในแขนกระดูกนั้นแล้ว แขนขวาก็ ฟื้ นกลับมาเป็นสภาพก่อนหน้า มีเลือดมีเนื้อขึ้นเหมือนคนปกติ
หลังจากนั้นหลังจากที่เขาได้ปลุกพลังประหลาดที่ซ่อนอยู่ใน กระดูกขาวอีกครั้ง จู่ๆ เนื้อหนังได้หายไป ปรากฎขึ้นมาเป็นกระดูกขาว แปลกประหลาด
เป็นเช่นนี้สลับไปมา
เขามองออกแล้ว ขอแค่ปลุกพลังในกระดูกขาว เนื้อหนังก็จะ หายไป
“เช่นนี้ก็ดี อย่างน้อยในสภาพปกติ แขนกระดูกขาวก็ไม่ปรากฏ คง ไม่ถูกคนมองว่าเป็นตัวประหลาด”
พลังของแขนกระดูกขาว แข็งแกร่งในระดับที่ทําให้หลี่มู่รู้สึกตก ตะลึง
“เพียงแต่ว่า พลังเช่นนี้จะใช้งานมันอย่างไร ใช้หมัดกระดูกขาวกับ วิชา ‘หมัดยุทธ์แท้’หรือ?”
นี่เป็นอีกหนึ่งวิธี
พลังของมือกระดูกแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ถ้าใช้มันกับวิชา ‘หมัดยุทธ์ แท้’ พลังคงเพิ่มขึ้นหลายเท่า
ยิ่งไปกว่านั้น ความลึกลับที่ซ่อนอยู่ในแขนกระดูกขาว น่ากลัวว่า อาวุธเทพ สมบัติเต๋าคงยากที่จะทําอันตราย ต่อให้ผู้แข็งแกร่งระดับขั้น ราชา ก็คงจะเป็นไปไม่ได้
แต่ว่า ตัวตนหลี่มู่ในตอนนี้คือ หลี่อี้เตา
หนึ่งดาบส่งวิญญาณหลี่อี้เตา
“ไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ จะมีประโยชน์อะไรกับวิชาดาบหรือ เปล่า?”
หลี่มู่ใจสั่นกึก เดินมายืนอยู่ด้านหน้ากล่องใส่ดาบ ยื่นมือออกไป ค่อยๆ จับลงที่ดาบด้ามวัฏจักร
สําหรับจอมดาบแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและดาบนั้น ความคุ้นเคยเป็นสิ่งที่สําคัญมาก
หลี่มู่อยากจะรู้ ว่าหลังจากมือกลายเป็นกระดูกแล้ว สัมผัสตอนจับ ดาบจะเหมือนเคยหรือไม่
แต่ว่า ขณะที่นิ้วกระดูกทั้งห้าของเขา จับลงที่ด้ามดาบวัฏจักร ได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงอันแสนไม่น่าเชื่อที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมา ก่อนกับเขาขึ้น
ซูม!
พลังสีเทาจางๆ กลุ่มหนึ่งราวกับเปลวไฟ ระเบิดออกมาจากในฝ่า มือของเขาในพริบตา ห่อหุ้มด้ามดาบของดาบวัฏจักรตรงๆ
ความรู้สึกนี้มันช่างแปลกประหลาด
ราวกับว่าฝ่ามือกระดูกขาว กระตุ้นเอาพลังลึกลับในดาบวัฏจักร ที่หลี่มู่ไม่เคยพบมาก่อนปรากฏขึ้นมา
หลี่มู่ตกตะลึงขีดสุด ค่อยๆ ดึงดาบวัฏจักรออกมา
เปลวไฟสีเงินเทา แผ่ซ่านออกไปบนตัวดาบหนาหนักอย่างรวดเร็ว จนท้ายสุดได้ปกคลุมไปทั่วตัวดาบ
หลี่มู่มองเห็นอย่างชัดเจน ว่าภายใต้การแผดเผาของเปลวไฟสีเงิน เทานี้ ดาบวัฏจักรกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เหมือนกับแปลง ร่าง และเหมือนกับถูกหลอมจนยิ่งแข็งแกร่งขึ้น พลังลึกลับที่ยากจะ คาดเดาแผ่ซ่านออกมาจากตัวดาบวัฏจักร
“เข้ากันได้อย่างสมบูรณ์ ฝ่ามือกระดูกขาวนี่ ราวกับเกิดมาเพื่อ จับดดาบเล่มนี้เลย”
ในใจหลี่มู่ตกตะลึง
คุณสมบัติของหินประหลาดจากภูเขาเงิน จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่ ค่อยชัดเจนนัก
ดาบวัฏจักรที่ตีขึ้นจากหินประหลาดนี้ ความรู้สึกที่ให้กับหลี่มู่ก่อน หน้านี้ ก็คือกรอกปราณแท้ลงไปได้อย่างราบรื่น รวมไปถึงความ แข็งแกร่งขีดสุด ตอนนั้นถ้าไม่มีไฟดินของภูเขาเทพกระดูกล่ะก็ คงไม่ สามารถหลอมมันออกมาได้ หลังจากกลายเป็นดาบ ไม่มีอะไรฟันแทง ไม่เข้า คมกริบไร้เทียมทาน
แต่นอกเหนือจากนี้แล้ว ก็ไม่ได้มีพลานุภาพพิเศษอื่นอีก
ทว่าตอนนี้ หลี่มู่ใช้มือกระดูกขาวจับดาบ ก็สัมผัสได้รางๆ ว่า ดาบวัฏจักรที่ตีขึ้นจากหินประหลาดภูเขาเงิน ราวกับมีพลังที่ไม่เคย สัมผัสได้มาก่อน กําลังคึกคักมีชีวิตขึ้นมาทีละเล็กละน้อย
พลังนี้ ถึงกับแผ่ซ่านออกมาจากตัวดาบ ไหลเข้ามาทางฝ่ามือหลี่มู่ แผ่ซ่านถึงท่อนแขน จากนั้นแผ่กระจายออกไปทั่วร่างกาย
พลังทั่วร่างกายหลี่มู่ เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นขนานใหญ่
กลิ่นอายความมืด ความตาย เงามืด การสังหาร การทรมาน แผ่ รังสีออกมาโดยมีหลี่มู่เป็นศูนย์กลาง
กระทั่งตัวหลี่มู่เองก็ยังไม่รู้ ว่าพริบตานี้ ในดวงตาของเขา เหมือนมี เลือดสีแดงสดไหลเวียนมาอย่างไรอย่างนั้น สว่างขึ้นราวกับของเหลว เอ่อล้นออกมา ดูน่ากลัวขึ้นถึงที่สุด
ร่างแปลงเป็นมาร
เหมือนกับแปลงร่างไปอย่างไรอย่างนั้น
หลี่มู่ฝืนกดความวู่วามของพลังในสถานะที่คิดจะลงมือลง
เพราะตัวเขาเองก็เริ่มกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว
พลังนี้แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟัน มีพลังการ ทําลายที่ชั่วร้ายอย่างที่เขาจินตนาการไม่ออก
ถ้าลงมือออกไป น่ากลัวว่าค่ายกลสกัดกั้นที่สะดวกสบายชั้นนี้ใน ห้องสมาธิ คงจะไม่สามารถต้านทานพลังการโจมนตีนี้ได้แน่ อาจจะ สะเทือนไปถึงทั่วทั้งจุดพักนี้ รวมไปถึงคนมากมายที่อยู่โดยรอบด้วย
พลังนี้ น่ากลัวจนเกินไป
หลี่มู่ค่อยๆ ถอนตัวออกจาก ‘สภาวะแปลงร่าง’ นี้
ดาบวัฏจักรเก็บเข้าฝัก แขนขวากระดูกขาวกลับมาเหมือนมนุษย์ปกติทั่วไป “ฮู่ การปิดด่านครั้งนี้ ได้เวลาสิ้นสุดลงเสียที นี่ก็ไม่รู้ว่าสลบไปนาน แค่ไหน เด็กน้อยปี้ เหยียนตอนนี้คงร้อนรนแย่แล้ว” ฝึกฝนไม่รู้คืนวัน ห้องสมาธิไร้ซึ่งกาลเวลา หลี่มู่ไม่รู้เลย ว่าผ่านไปแล้วถึงยี่สิบวัน เขาสะพายกล่องดาบ สลายค่ายกลกั้นแดนในห้องสมาธิ ผลักป ประตูออก แสงแดดช่วงบ่ายแยงตา ขาวโพลน ราวกับกระแสนำาภูเขาไหล ทะลักเข้ามาจากนอกประตูในพริบตา “ฮ่าๆ ปิดด่านไปตั้งยี่สิบเอ็ดวันแล้ว ยังไม่ออกมาอีก ไม่ใช่ว่าตาย ไปในนั้นแล้วหรือ หรือาจจะครึ่งเป็นครึ่งตายแล้วแกล้งตายอยู่ด้านใน กระมัง?”
เสียงเสียดหูเสียงหนึ่ง ดังลอดมาจากในบ้าน หลี่มู่ตกตะลึงเล็กน้อย
หลังจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของหัวหน้าจุดพักตงฟางเพี่ยวเลี่ยง “คถณชายหลี่ปิดด่านอยู่จริงๆ อยุ่ในช่วงเวลาคับขัน ข่าวลือด้านนอก นั่นล้วนโกหก ในวันนั้น…”
พูดได้เพียงครึ่ง ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงก็หยุดฝีเท้าลงกะทันหัน
เขาหันตัวกลับฉับพลัน มองไปยังห้องสมาธิ
“คุณชายหลี่ ท่าน…ออกจากด่านแล้วหรือ?” หัวหน้าจุดพักอ้วน ท้วมคนนี้ พุ่งเข้ามาข้างกายหลี่มู่ พิจารณาทั่วตัวบนล่าง ถอนหายใจ ยาวผ่อนคลายออกมา เอ่ยต่อว่า “ท่านชาย ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
หลี่มู่มองผู้ถูกเลือกจากแดนดาราต่างๆ หลายคนที่มีสีหน้าตกใจยืน อยู่ในบ้าน หลังจากนั้นมองไปยังหัวหน้าจุดพักตงฟางเพี่ยวเลี่ยง ก็ เหมือนตระหนักขึ้นมาถึงอะไรได้ลางๆ เอ่ยขึ้นว่า “ข้าปิด่านไปยี่สิบเอ็ด วันเลยหรือ? นานขนาดนี้เชียว?”
ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงตบอกของตนเองด้วยท่าทีรู้สึกผิด เอ่ยตอบว่า “ไม่เป็นไรๆ เวลานานหรือสั้นไม่ใช่ปัญหา ขอแค่คุณชายหลี่ไม่เป็นไรก็ ดีแล้ว ช่วงนี้…สาส์นท้าดวลของท่าน แทบจะกองจนเต็มห้องหนังสือ ของข้าแล้ว”
“คนท้าดวลข้ามากขนาดนี้เชียว?” หลี่มู่รู้สึกเกินคาด
ในสถานการณ์ปกติ ต่อให้เป็นยี่สิบเอ็ดวัน สาส์นท้าดวลที่ตนเอง ได้รับ ก็อยู่ในจังหวะหนึ่งวันหนึ่งหรือสองฉบับเท่านั้น ยี่สิบเอ็ดวัน เต็มที่ ก็สามสิบกว่าฉบับ จะถมเต็มห้องหนังสือมันก็เกินไปหน่อย หรือว่าพวก ผู้ถูกเลือกในการจัดอันดับผู้ถูกเลือกของร้อยเขตดารา จะเข้าแถวกันมา ท้าดวลตนเองอย่างนั้นหรือ?
“จํานวนสาส์นท้าดวล มันเกินจริงกว่าที่ท่านจินตนาการไว้ พอสมควรเลย” ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มขืนๆ
หลี่มู่บิดขี้เกียจ ขยับร่างกายเสียหน่อย เอ่ยขึ้นว่า “ดูท่าจะเนเรื่อง บางอย่างขึ้น จริงด้วย ปี้ เหยียนล่ะ ทําไมจึงไม่เห็นนางเลย?”
………………………………………
บทที่ 679 คนต่อไปเมื่อผู้เป็นราชันกลับมา
“นี่…ข้าเองก็เพิ่งมาเมื่อครู่ก็ไม่เห็น แม่นางปี้ เหยียนคงออกไปทํา ธุระกระมัง น่าจะใกล้กลับมาแล้วล่ะ” ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงลังเลครู่หนึ่ง ปิดเรื่องของปี้ เหยียนเอาไว้ก่อน
เขากลัวจะไปกระตุ้นหลี่มู่เข้า
อีกทั้งสภาวะของหลี่มู่ในตอนนี้เป็นเช่นไรก็ไม่อาจแน่ใจได้
ข่าวลือข้างนอกเท็จๆ จริงๆ ไม่มีไฟย่อมไร้ควัน ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงก็ ได้ยิน ‘เรื่องจริง’ อะไรบางอย่างมาเลาๆ
หลี่มู่พยักหน้า ไม่ได้คิดมากอะไร
“พวกเจ้าคิดจะท้าประลองข้า?” หลี่มู่มองไปยังอัจฉริยะที่ไม่รู้ว่า มาจากเขตดาราไหนสามสี่คนนั้นที่มาโหวกเหวกโวยวายท้าประลองที่ เขตที่พัก
“เจ้า…เจ้ายังไม่ตาย?”
“ใช่แล้วพวกเราท้ารบเจ้าแล้ว…แล้วจะทําไม บนแท่นประหาร เซียนแค่ตัดสินแพ้ชนะ ไม่ตัดสินเป็นตาย เจ้า…เจ้าคิดจะทําอะไร?”
อัจฉริยะพวกนี้เดิมคิดว่าหลี่อี้เตาตายแล้ว ดังนั้นจึงมาส่งหนังสือ ท้ารบ ต่อให้ทําตามกระแส แต่เพื่อเป็นการทําให้เห็นว่าเจ๋งกว่าคนอื่น จึงมาก่อความวุ่นวายอย่างไร้ความหวาดกลัว ตอนกลับค่อนข้างลนลาน แล้ว
ในเมื่อในช่วงระยะนี้ท้าประลองหลี่อี้เตา เยาะเย้ยหลี่อี้เตา กลายเป็น ‘เรื่องถูกกฎหมาย’ เรื่องหนึ่งไปแล้ว
แต่ใครจะไปคิดว่าในตอนที่เป็นพวกเขา หลี่อี้เตาที่ปิดด่าน ไม่ ที่ว่า กันว่าตายไปแล้วกลับปรากฏตัวขึ้นเล่า
ก่อนปิดด่าน วีรกรรมของหลี่อี้เตานั้นน่ากลัวนัก
หลี่มู่ก็ขี้เกียจจะพูดมากความกับพวกเขา
เขารับหนังสือท้าประลองที่อัจฉริยะสามสี่คนฝืนยัดมาจากมือของ ตงฟางเพี่ยวเลี่ยง หลี่มู่ไม่แม้แต่จะเปิดอ่านก็เอ่ยขึ้น “เช่นนั้นพวกเราก็ รีบหน่อยก็แล้วกัน ไปแท่นประหารเซียนเถอะ”
พูดจบ ก็เอ่ยกับตงฟางเพี่ยวเลี่ยง “เจ้าไม่ได้บอกว่ายังมีหนังสือท้า ประลองที่เต็มห้องหนังสือหรอกหรือ? เช่นนี้ก็แล้วกัน ส่งคนไปยังแท่น ประหารเซียน พวกเราสู้ทีละคน ท้าประลองทีละคน ข้าจะได้ไม่ต้อง เที่ยวไปหาท้ารบพวกเขาทีละคนๆ”
ตงฟางอ้าปาก ไม่ได้พูดอะไร
เขามีความรู้สึกรางๆ ว่า หลี่อี้เตาที่ออกมาจากการปิดด่านครั้งนี้ เปลี่ยนไปแล้ว
แปรเปลี่ยนเป็นจิตใจฮึกเหิม องอาจกล้าหาญเหมือนวีรบุรุษที่ก้ม ลงมองโลกหล้า
ไม่เหมือนกับท่าทางท่ามกลางความนิ่งสงบก็รุดหน้าไปอย่าง เงียบๆ หลี่อี้เตาในตอนนี้ให้ความรู้สึกความคมปลาบดั่งดาบวิเศษที่ชัก ออกจากฝัก ประกายดาบส่องแสงเปล่งประกาย
อัจฉริยะทั้งหลายเหล่านั้นต่างอึ้งตะลึงงัน
เขาแค่ ‘มาตามกระแส’ ก็เท่านั้น แต่ไม่ได้คิดจะท้าประลองกับหลี่ อี้เตาจริงๆ นะ
เรื่องนี้ดําเนินไปได้…
สามสี่คนนี้เดินไปเขตแท่นประหารเซียนด้วยจิตใจหวาดวิตก
และในเวลาเดียวกันนี้เอง ข่าวที่หลี่อี้เตาออกจากด่านก็แพร่ ออกไปอย่างรวดเร็วราวติดปีก ทําให้ขั้วอํานาจต่างๆ ที่สังเกตการท้า ประลองของเหล่าผู้ถูกเลือกร้อยเขตดาราในเมืองเทพ ‘แดนอาศัยแห่ง เทพจิ้งจอก’ ฮือฮากันขึ้น
ดาบเดียวแผดเผาวิญญาณหลี่อี้เตา เขาไม่ตาย และก็ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาปรากฏตัวขึ้นแล้ว
ปิดด่านยี่สิบกว่าวันปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพลังจะเพิ่มขึ้นหรือไม่? แข็งแกร่งขึ้นถึงระดับใด?
ไม่มีใครรู้
สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องรวมไปที่เขตต่อสู้แท่นประหารเซียนใน ทันใด
……
“คนต่อไป” หลี่มู่ยืนอยู่บนแทนประหารเซียนหมายเลขยี่สิบเอ็ด เอ่ยเสียงดัง การต่อสู้สามรอบจบลงแล้ว
ข้างล่างแท่นประหารเซียน อัจฉริยะสามคนจากเขตดาราไหนไม่รู้ ที่มาก่อเรื่องในจุดพักห้วงดารานอนอยู่บนพื้นดั่งสุนัขถูกตีหลังหัก แขน ขากระตุกเกร็ง ไม่ได้สติ
ไม่ต้องพูดถึงว่าพลังของหลี่มู่ในตอนนี้เพิ่มขึ้นมหาศาล ต่อให้เป็น ก่อนหน้านี้ที่พลังของเขายังไม่ยกระดับ อัจฉริยะทั้งสามที่รายชื่ออยู่ใน หกร้อยอันดับแรกก็ไม่ใช่คู่มือของหลี่มู่อยู่แล้ว
หลี่มู่แค่วาดดาบไปส่งๆ ติดกันสามครั้ง ก็ซัดทั้งสามคนนี้ลงไปจาก แท่นประหารเซียน
ตลอดทางที่มายังแท่นประหารเซียน หลี่มู่ก็ได้รู้ระยะเวลาที่ตนปิด ด่าน และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้คร่าวๆ จากปากของตงฟางเพี่ย วเลี่ยง
ดังนั้น หลี่มู่ลงมืออย่างหนัก
อัจฉริยะที่สลบไม่ฟื้ นครั้งนี้ต่อให้ไม่ตายก็อาการสาหัส
สําหรับคนที่ช่วยคนชั่วกระทําเรื่องเลว หลี่มู่ไม่เกรงใจเด็ดขาด
ตอนนี้ รอบๆ แท่นประหารเซียนหมายเลขที่ยี่สิบเอ็ดเบียดเสียด เนืองแน่นไปด้วยผู้ฝึกฝนที่มาจากเขตดาราต่างๆ นอกจากพื้นที่ว่าง
เล็กน้อยที่อัจฉริยะทั้งสามนอนเป็นศพตรงนั้น บริเวณอื่นๆ ก็แน่นขนัด นัก
“คนต่อไป”
หลี่มู่มองไปยังข้างล่างเวที
ข้างกายตงฟางเพี่ยวเลี่ยงมีองครักษ์ของจุดพักห้วงดาราสี่คน พวก เขาวางกล่องใบใหญ่แต่ละใบวางไว้บนพื้น ตงฟางเพี่ยวเลี่ยงล้วงมือสุ่ม หยิบหนังสือท้าประลองออกมาฉบับหนึ่ง อ่านชื่อผู้ท้าประลองออกมา เสียงดัง “จางปู้เหล่าผู้ถูกเลือกอันดับที่สามเขตดารากระจ่างพิสุทธิ์ เชิญขึ้นมายังเวทีประลอง”
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกรอบท่ามกลางผู้คน
ชายหนุ่มตาโปนอายุยี่สิบกว่าๆ หน้าตาซีดขาวทันใด
คนรอบๆ บางคนก็มองเขาเช่นกัน
คนคนนี้ก็คือจางปู้เหล่าอัจฉริยะอันดับสามของเขตดารากระจ่าง พิสุทธิ์
จางปู้เหล่าแม้แต่ฝันก็ยังฝันไม่ถึงว่าตัวเองก็จะมีวันเช่นนี้เช่นกัน
เหมือนกับอัจฉริยะทั้งสามคนที่ถูกซัดลงมาจากเวทีประลอง เขาก็ ส่งหนังสือท้าประลองให้หลี่มู่ตามกระแสเช่นกัน ก็แค่กระหายเรื่องสนุก สร้างกระแสก็เท่านั้น
ในเมื่อหลี่อี้เตาตอนนั้น โลกภายนอกต่างมั่นใจว่าไม่ตายก็บาดเจ็บ หนัก ท้าประลองสักหน่อยก็ไม่เสียหาย อย่างน้อยยามเขาคุยโวก็ สามารถคุยได้ว่า ‘ต่อให้เป็นหลี่อี้เตาดาบเดียวแผดเผาวิญญาณ เมื่อรับ หนังสือท้าประลองของข้าก็ไม่กล้าออกมาประลอง’ อะไรทํานองนี้ได้
แต่ใครจะไปคิดว่า หลี่อี้เตาที่ ‘ไม่ตายก็เจ็บหนัก’ คนนี้จะมายืนอยู่ บนแท่นประหารเซียนโดยไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่เส้นผม
จางปู้เหล่าเดินไปยังแท่นประหารเซียนด้วยใบหน้าซีดขาวภายใต้ สายตาที่จับจ้องมามากมาย เผชิญหน้ากับการท้าประลองของหลี่อี้เตา
แม้ฝีเท้าของเขาเชื่องช้าเพียงใด ลึกในใจไม่ยิมยอมขนาดไหน
แต่ให้กลัวอย่างไรก็ต้องขึ้นเวที
เพราะการท้าประลองไม่ตัดสินเป็นตาย แต่เป็นสัญลักษณ์ของ เกียรติ ความกล้าและศักดิ์ศรี หากทิ้งการประลองเพราะขลาดกลัวก็จะ ถูกทั่วทั้งแดนดาราเทพวีรชนหยามหมิ่น
สู้แพ้กับกลัวการต่อสู้เป็นคนละเรื่อง
“หลี่อี้เตา ตอนนั้นข้าท้าประลองเจ้าก็เพื่อ…” จางปู้เหล่ายืนบน เวที อ้าปากจะพูดอะไร
ทว่า หลี่มู่ไม่รอให้เขาพูดอะไร ขี้เกียจจะเสียเวลา ยกมือซัดดาบ หนึ่งออกไปทันที ทําเอาอัจฉริยะจากดาวกระจ่างพิสุทธิ์ที่อยู่ในอันดับสี่ ร้อยสามสิบหกผู้นี้กระอักเลือด สลบไปบนพื้น
“คนต่อไป”
หลี่มู่เอ่ยขึ้นอีก
รอบเวทีประลองเสียงฮือฮาไปทั่ว
ส่วนตงฟางเพี่ยวเลี่ยงก็ยื่นมือสุ่มจับหนังสือท้าประลองในกล่องใบ ใหญ่ข้างกายอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยเสียงดัง “ฟางสิ่ง ผู้ถูกเลือกอันดับหนึ่ง เขตดาราพุ่มพฤษา เชิญขึ้นเวทีประลอง”
ฟางสิ่งผู้นี้ก็อยู่ในกลุ่มคนพอดีเช่นกัน
ได้ยินชื่อตัวเองถูกเรียก เขาก็หน้าตาหวาดกลัว ขึ้นเวทีตัวสั่นงันงก
“คุณชายหลี่ ข้า…”
ตูม!
หลี่มู่ไม่แม้แต่จะมอง ยกมือก็ตวัดดาบออกไป
ฟางสิ่งกลายเป็นอัจฉริยะนอนเหมือนศพอยู่บนพื้นคนที่ห้า “คนต่อไป” หลี่มู่เอ่ยขึ้นอีก เสียงฮือฮารอบแท่นประหารเซียนยิ่งดังชัดเจนขึ้น เป็นรูปแบบของหลี่มู่จริงๆ ทีละคนๆ
นี่เป็นเพียงแค่ช่วงระยะสั้นๆ ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป อัจฉริยะทั้งห้าก็ถูก ฟันตกเวทีเหมือนสุนัขตาย พลังของหลี่อี้เตาไม่ได้มีท่าทีถดถอยเลย ท่าทางข่าวลือจากฝ่ายต่างๆ ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าหลี่อี้เตาบาดเจ็บอะไร พวกนั้นจะไม่ใช่เรื่องจริง
แน่นอน ก็มีเหตุผลว่าอัจฉริยะทั้งห้าที่สู้แพ้อยู่ในอันดับรายชื่อผู้ถูก เลือกร้อยเขตดาราพลังก็ไม่นับว่าแข็งแกร่งอะไรด้วย
แต่อย่างน้อย จากการต่อสู้ทั้งห้ารอบ…ไม่ พูดให้ถูกคือดูจากห้า ดาบนี้ หลี่อี้เตานับว่าอย่างน้อยก็รักษากําลังรบก่อนที่จะปิดด่านเอาไว้
เพียงแต่ หลี่อี้เตาในตอนนี้แข็งแกร่งยิ่งนัก
การท้าประลองผู้ถูกเลือกร้อยเขตดาราดําเนินมาจนถึงวันนี้ก็ เกือบจะถึงโค้งสุดท้ายแล้ว การต่อสู้ต่างๆ นานาล้วนมีเกิดขึ้น กระทั่งว่า ก่อนหน้านี้มีการต่อสู้ที่ฮือฮาไปทั้งแดนดาราจื่อเวย ซึ่งก็คือหวางเหยียน อี ‘เทพกระบี่’ ผู้ถูกเลือกที่เพิ่งผงาดขึ้นมาใหม่สู้กับฉู่หมิงอวี้ผู้ถูกเลือกที่
อยู่ในอันดับสิบเก้า สุดท้าย หวางเหยียนอี ‘เทพกระบี่’ เอาชนะฉู่หมิ งอวี้ กระโดดขึ้นมาอยู่ในยี่สิบอันดับแรกของอันดับรายชื่อผู้ถูกเลือก ร้อยเขตดารา
แต่ว่า กลับไม่เคยเกิดการต่อสู้เหมือนของหลี่อี้เตาที่ยกหนังสือท้า ประลองกล่องใหญ่ เรียกชื่อทีละคนๆ และเอาชนะทีละคนๆ เช่นนี้
ให้ความรู้สึกว่า หากบอกว่า ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอี้เดินสาย คุณภาพ ทุกครั้งที่ท้าทายหรือถูกท้าทายล้วนเลือกเป้าหมายที่แข็งแกร่ง ที่สุดแล้วล่ะก็ เช่นนั้นหลี่อี้เตาก็เดินสายปริมาณ ไม่เลือกกินเลยแม้แต่ น้อย ดาบหนึ่งคนหนึ่ง เอาชนะทุกคน เหมือนขายของส่งแบบนั้น
ตูม!
เป็นอีกดาบหนึ่งแล้ว
ผู้ถูกเลือกถูกซัดตกจากแท่นประหารเซียนอีกคนแล้ว
ตอนนี้ผู้ฝึกฝนจากสายต่างๆ ที่มาล้อมอยู่รอบแท่นประหารเซียน หมายเลขยี่สิบเอ็ดเนื่องแน่นเบียดเสียดเป็นอย่างยิ่ง มองไม่เห็น ขอบเขต แท่นประหารเซียนหกเจ็ดเวทีรอบๆ ก็เหมือนกับเกาะเล็กๆ ที่ ถูกท่วมจมด้วยมหาสมุทรมนุษย์ ต้องหยุดการต่อสู้ไว้ชั่วคราว
เวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งก้านธูปก็มีผู้ฝึกฝนหลายแสนคนได้ยินข่าวมุ่ง หน้ามาดูการประลองแล้ว
ส่วนทางการของเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ก็ตัดสินใจใช้วิชาเวททําการ ถ่ายทอดสดการประลองครั้งนี้
ท่ามกลางเงาร่างของผู้ฝึกฝนฝ่ายต่างๆ โลลิน้อยดาบโค้งและผู้ ฝึกฝนกระบี่แบกกระบี่ชุดดําก็ปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน
“ฮ่าๆ หลี่อี้เตาออกจากด่านแล้ว ครั้งนี้ ฟันเจ้าเด็กเมื่อวานซืนชอบ ทําตัวเป็นกิ้งก่าเปลี่ยนสีให้ตายทีละคนไปเลย” โลลิน้อยดาบโค้ง ตื่นเต้นยิ่งนัก
เด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําหน้าตานิ่งเฉย พยายามแสดงท่าทางไร้ คลื่นอารมณ์ แต่ในดวงตากลับฉายประกายร้อนผ่าว นี่เป็นการแสดง จิตใจภายในของเขาว่าไม่ได้นิ่งเฉยเหมือนที่แสดงออกมา
ห่างจากทั้งสองไม่ไกลเซียนเสียไห่ จอมมารจันทราโลหิตและเซียน เซิ่งจื่อก็ปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน
แตกต่างไปจากความรู้สึกของโลลิน้อยดาบโค้งโดยสิ้นเชิง ท่าที ของพวกเซียนเสียไห่พูดได้ว่าผิดหวังและพ่ายแพ้ เรื่องแตกต่างไปจาก ที่พวกเขาวาดหวังโดยสิ้นเชิง
หลี่อี้เตาออกจากด่าน ผู้เป็นราชันกลับมา!
ประหนึ่งแสงอันเจิดจ้าของตะวันกลางนภา ที่ปกคลุมแสงพร่าง พรายของเขาในเสี้ยวพริบตา ต่อให้ในใจจะไม่อยากยอมรับเพียงใด แต่ ก็ต้องยอมรับว่า หลี่อี้เตาที่เดินออกมาจากเขตดาราเทพวีรชน ประดุจ วิหคเทวะ ประหนึ่งมังกรเจียวแปลงร่างเป็นมังกร ไม่ใช่ผู้ที่พวกเขาจะ สามารถตามไล่ได้ทันแล้ว
ตอนนี้เอง….
“ผู้ท้าประลองคนต่อไป กู่เทียนอวี่อัจฉริยะอับดับหนึ่งเขตดารา ทะลวงวิญญาณ”
หัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยงเรียกชื่อใหม่อีกชื่อหนึ่ง ขึ้นมา
รอบๆ เงียบกริบในบัดดล
เสียงฮือฮาเงียบสนิท
กู่เทียนอวี่อัจฉริยะอันดับหนึ่งเขตดาราทะลวงวิญญาณ อันดับที่ เก้าสิบห้าบนอันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดารา
ผู้ถูกเลือกที่แท้จริงในร้อยอันดับแรก
……………………………………………………
บทที่ 680 พบกันครั้งแรก
เขตร้อยดาราหากพูดให้ชัดเจนนั่นคือเขตดาราหนึ่งร้อยสิบเขต
เป็นเขตดาราหนึ่งร้อยสิบเขตนี้ประกอบรวมอยู่ในจักรวาลที่ถูก เรียกว่าแดนดาราจื่อเวย
เขตดาราหนึ่งร้อยสิบเขต ทุกเขตต่างเลือกผู้ถูกเลือกออกมาสิบคน ผู้ถูกเลือกรวมทั้งหมดหนึ่งพันหนึ่งร้อยคนและทําการจัดการจัดอันดับ จากพลังที่เหล่าผู้ถูกเลือกแสดงออกมายามท้าประลองในเขตดารา ก็จะ ได้อันดับรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดารา
ผู้ฝึกฝนที่ชื่อสามารถอยู่ในอันดับได้ล้วนแต่เป็นผู้แข็งแกร่งถือ กําเนิดจากชะตาพลังฟ้าดินทั้งนั้น อยู่ในเขตดาราของตัวเองก็ล้วนเป็น บุคคลผู้เยี่ยมยอดที่ดึงดูดสายตาผู้คนนับไม่ถ้วนอย่างแน่นอน
แต่ในเขตดาราแห่งนี้กว้างใหญ่เพียงใด?
ผู้ถูกเลือกยังมีมากอีกเท่าใด?
เหล่าผู้ถูกเลือกที่เรียกลมเรียกฝนในเขตดาราของตัวเองได้ เมื่อ มายังจุดศูนย์รวมแดนดาราจื่อเวยแล้ว ต่างแข่งขันซึ่งกันและกัน ประหนึ่งดาราทั่วท้องนภาที่เปล่งแสงออกมาพร้อมกัน ถึงแม้จะส่อง
ประกายทอแสงสอดประสาน แต่ก็จะมีดาวบางดวงที่สว่างเจิดจ้าเป็น พิเศษ และอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกบดบังรัศมี
ผู้ถูกเลือกที่ติดร้อยอันดับแรกก็คือดวงดาราที่ทั่วร่างทอแสงเจิดจ้า กลบประกายแสงของอัจฉริยะหนึ่งพันคนอื่นๆ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อฉู่หมิงอวี้เดินขึ้นมายังแท่นประหารเซียนทีละก้าวๆ สายตาทุกคู่ก็เริ่มรวบรวมจับจ้องมายังร่างของผู้ถูกเลือกผู้นี้
ต่างไปจากผู้ถูกเลือกที่ถูกเขาเรียกชื่อแล้วก็หน้าตาหวาดกลัว ฉู่หมิ งอวี้สีหน้าท่าทางนิ่งเฉย กระทั่งว่าฉายแววเฉยชาด้วยซำา ต่อหน้าหลี่มู่ เขาไม่กดดันเลยแม้แต่น้อย
นี่คือความมั่นใจของผู้ฝึกฝนผู้ถูกเลือกชั้นยอดในร้อยอันดับแรก
ในสายตาของคนอื่น หลี่อี้เตาอาจจะแข็งแกร่ง บางทีอาจจะน่า หวาดกลัวอย่างปีศาจร้าย แต่ในสายตาของฉู่หมิงอวี้นั้นไม่ได้อะไรสัก เท่าไหร่เลย
มีพลังอยู่กับตัว ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น
อีกทั้ง ช่วงที่เขาท้าประลองกับหลี่อี้เตาไม่ใช่ช่วงที่ข่าวลือออกมา ว่าหลี่อี้เตาบาดเจ็บสาหัส ปิดด่านไม่อาจออกมาสู้ประลองได้ แต่เป็น ช่วงหลังจากที่หลี่อี้เตาเอาชนะฉู่เจียวหยาง ชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่สุด
นับตั้งแต่แรกก็ไม่มีความคิดที่จะฉวยโอกาสที่หลี่อี้เตาไม่อาจสู้ ได้มาสร้างชื่อ
เขาจะเหยียบหลี่อี้เตา
ดังนั้น เมื่อหลี่อี้เตาออกจากด่าน แสดงออกอย่างแข็งแกร่งกลับทํา ให้ฉู่หมิงอวี้สนใจยิ่งนัก
“เจ้าเป็นคู่ต่อสู้ที่ควรค่าให้ข้าสู้ด้วยอย่างจริงจัง เจ้าจงรู้สึก ภาคภูมิใจเสีย” ฉู่หมิงอวี้ยิ้มให้หลี่มู่
รัศมีอํานาจของเขาพุ่งท่วมฟ้าลำาลึก แตกต่างกับผู้ถูกเลือกก่อน หน้านี้โดยสิ้นเชิง เมื่อยืนอยู่บนแท่นประหารเซียนก็เหมือนว่าผสานเป็น หนึ่งเดียวกับฟ้าดินผืนนี้
“คนอื่นล้วนพูดว่าสู้กับเจ้า โอกาสชนะที่มีมากที่สุดอยู่ที่ไม่ให้เจ้า ได้ออกดาบ ไม่มีดาบนั้น อัตราชนะของเจ้าเป็นศูนย์”
ฉู่อวี้หลิงมองหลี่มู่ เอ่ยอย่างมั่นใจ
“แต่ว่า ข้าไม่มีทางทําแบบนั้น ข้าให้โอกาสเจ้า ข้าไม่เพียงแต่จะ เอาชนะเจ้าเท่านั้น แต่ยังจะทําลายพลังของดาบไร้เทียมทานดาบนั้น ของเจ้าและบดขยี้วีรกรรมที่แข็งแกร่งที่สุดของเจ้า…มีเพียงเช่นนี้ เท่านั้นถึงจะมีความหมายว่าเอาชนะหลี่อี้เตาได้อย่างแท้จริง”
เขามองหลี่มู่ ทั่วร่างทะลักล้นไปด้วยความมั่นใจจนถึงขีดสุด นี่นับเป็นความมั่นใจของผู้ถูกเลือกชั้นยอดที่อยู่ในร้อยอันดับแรก
หลี่มู่ขมวดคิ้วไม่พูดอะไร มือขวาของเขากําด้ามดาบที่อยู่ที่ไหล่ซ้ายช้าๆ สายลมพัดผ่าน แสงดาบกลุ่มหนึ่งส่องกะพริบวูบ ไม่นับว่าเป็นแสงดาบที่เจิดจ้าเท่าไหร่
แต่ไม่รู้ทําไมในเสี้ยวขณะนี้ แทบจะทุกคนล้วนเหม่อลอยไป ในทันที เหมือนว่าทุกสิ่งในฟ้าดินสูญเสียซึ่งสีสัน และสูญเสียภาพ ทิวทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นครรลองสายตาหรือความทรงจํา ในเสี้ยวขณะนี้ ล้วนขาวโพลน
นิ่งตะลึงงัน
แสงดาบหายไป ดาบเล่มนั้นก็กลับเข้าไปอยู่ในฝักแล้ว ทุกคนย้อน คิดถึงเรื่องเมื่อชั่วเสี้ยวพริบตานั้นอย่างงุนงง พบว่าตัวเองจําอะไรไม่ได้ เลย คิดอะไรก็ไม่ออกเช่นกัน
และในตอนนี้เอง ผลการต่อสู้ก็ปรากฏ
ฉู่หมิงอวี้ผู้ถูกเลือกชั้นยอดอันดับที่เก้าสิบห้าบนอันดับรายชื่อผู้ถูก เลือกร้อยเขตดาราถูกซัดตกลงไปจากแท่นประหารเซียนแล้ว สลบ เหมือดนอนเป็นศพไม่ต่างอะไรกับอัจฉริยะก่อนหน้านี้ใดๆ ทั้งสิ้น!
“คนต่อไป!” หลี่มู่ยืนอยู่บนแท่นประหารเซียนเอ่ยด้วยสีหน้าเช่นเดิม เงียบกริบ
ผู้ฝึกฝนหลายแสนรอบแท่นประหารเซียนหมายเลขที่ยี่สิบเอ็ดต่าง เหมือนถูกคนใช้เวทสะกดอยู่กับที่ ล้วนแข็งค้างอยู่กับที่ ส่งเสียงอะไรไม่ ออก
หากบอกว่าดาบนั้นก่อนหน้านี้ทําให้ผู้ชมเหมือนสูญเสียความทรง จําแล้วล่ะก็ เช่นนั้น ภาพที่ฉู่หมิงอวี้แน่นิ่งอยู่ข้างล่างแท่นประหารเซียน ก็เป็นสิ่งที่ทําให้เหล่าผู้ฝึกสูญเสียซึ่งความสามารถในการคิดวิเคราะห์
น่าตื่นตะลึงนัก พลังรุนแรงเหลือเกิน เหลือเชื่อยิ่งนัก
นี่เป็นผู้ถูกเลือกชั้นยอดที่อยู่ในร้อยอันดับแรกของอันดับรายชื่อผู้ ถูกเลือกร้อยเขตดาราเชียวนะ ผู้แข็งแกร่งที่ได้รับการยอมรับว่าใน อนาคตจะต้องอยู่บนยอดพีระมิดของวิถียุทธ์แดนดาราจื่อเวยได้เชียว นะ สุดท้ายเมื่ออยู่ต่อหน้าหลี่อี้เตา ก็เหมือนกับอัจฉริยะในอันดับรายชื่อ ลําดับที่ห้า หก ร้อยก่อนหน้านี้พวกนั้น นอนสลบเหมือนดั่งสุนัขตายใน ดาบเดียว
ล้อเล่นอะไรกัน
ดาบนี้ไร้พ่ายโดยสิ้นเชิงจริงๆ แล้วอย่างนั้นหรือ?
หลังจากความเงียบอันเนิ่นนาน รอบเวทีประลองหมายเลขที่ยี่สิบ เอ็ดก็พลันเดือดพล่านขึ้น
เสียงฮือฮาเซ็งแซ่ดังไปทั่วทิศ
ความรู้สึกเหมือนกับภูเขาไปที่สงบมานานปะทุพลังที่สะสมเอาไว้ จนพอเพียงออกมาในเสี้ยวพริบตา
เสียงตื่นตกใจ ทอดถอน กรีดร้อง หอบหายใจ…และคําสบถ คํา อุทานที่ใช้แสดงอารมณ์อันพุ่งพล่านต่างๆ ดังออกมาจากปากของผู้ ฝึกฝนหลายแสนคนนี้ในเวลาเดียวกัน
เสียงเช่นนี้ประดุจขุนเขากู่ร้องทะเลคําราม ฟังความโดยละเอียด ไม่ชัด แต่เมื่อรวมอยู่ด้วยกันกลับเหมือนคลื่นเสียงมายาที่สามารถ สั่นสะเทือนแก้วหูและจิตใจได้
“เป็นไปได้อย่างไร?”
“นี่ไม่ได้เป็นการบอกว่า…หลี่อี้เตามีพลังในระดับร้อยอันดับแรก หรอกหรือ?”
พวกเซียนเสียไห่ได้เห็นภาพฉากนี้ก็ตื่นตะลึงจนโง่งม
พลังร้อยอันดับแรกเลยนะ
ผู้แข็งแกร่งเช่นฉู่หมิงอวี้เป็นยอดเขาสูงที่พวกเขาเงยหน้ามองก็ยัง มองไม่เห็น ไม่ต้องพูดถึงว่าสู้ชนะ สามารถรับกระบวนท่าหนึ่งจากเงื้อม มือของฉู่หมิงอวี้ได้ก็พูดได้ว่ามากพอที่จะเป็นเรื่องสร้างชื่อได้แล้ว
ทว่าตอนนี้ฉู่หมิงอวี้เมื่ออยู่ในมือหลี่อี้เตาสู้ยังไม่ทันจะถึงหนึ่ง กระบวนท่าก็บาดเจ็บสาหัสสลบเหมือด เช่นนั้นหลี่อี้เตานับว่าสร้างชื่อ แล้วหรือไม่?
ใช่เสียยิ่งกว่าใช่
โลลิน้อยดาบโค้งและเด็กหนุ่มแบกกระบี่ชุดดําก็อ้าปากค้างเช่นกัน
ต่อให้ก่อนหน้านี้พวกเขาคิดว่าหลี่มู่จะโชคดี แต่กลับคิดไม่ถึงว่า พลังของดาบนี้จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แม้แต่อัจฉริยะชั้นยอดร้อยอันดับ แรกก็ไม่อาจต้านทาน พ่ายแพ้ยับเยิน
หากบอกว่าก่อนหน้านี้ที่สู้กับฉู่เจียวหยางทําให้คนได้เห็นบางสิ่งที่ คล้ายจะเป็นขีดจํากัดของกระแสดาบเดียวของหลี่อี้เตา เพราะดาบนั้น ช้ามากๆ ช้าจนคนธรรมดายังสามารถมองดาบของเขาได้ชัดว่าเป็น อย่างไร เช่นนั้นดาบนี้ในวันนี้ก็ทําให้เหล่าผู้ฝึกฝนทั้งหลายที่คิดว่าได้ เห็นขีดจํากัดที่ว่าของหลี่มู่นั่น ยกระดับสูงขึ้นมาอีกหลายเท่าตัวในเสี้ยว พริบตา
“คนต่อไป!”
หลี่อี้เตาเอ่ยปากอีกครั้งบนเวทีประลอง
หัวหน้าจุดพักห้วงดาราตงฟางเพี่ยวเลี่ยงที่ตกอยู่ในความงงงันได้ ยินเสียงนี้ถึงได้มีสติขึ้น ล้วงมือเข้าไปในกล่องด้านหลังสุ่มหยิบหนังสือ ท้ารบขึ้นมาอีกฉบับตามสัญชาตญาณเอ่ยถามเสียงดัง “หยางฉือลั่งผู้ ถูกเลือกอันดับที่หกเขตดาราคลื่นบรรพกาล เชิญขึ้นเวทีประลอง”
ท่ามกลางเหล่าผู้ฝึกฝน หยางฉือลั่งหน้าดําคลำาไปในทันที เกือบจะ เป็นลมล้มลงไป
อันดับของเขาบนรายชื่อผู้ถูกเลือกร้อยเขตดาราอยู่ลําดับที่สาม ร้อยสิบหก ไม่ต้องพูดถึงว่าสู้กับฉู่หมิงอวี้ เทียบกับฉู่เจียวหยางก็ยังห่าง ชั้น ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลี่มู่เลยแม้แต่น้อย
เขาเองก็ทําตามกระแสก่อนหน้านี้ ถึงได้ยื่นหนังสือท้ารบ
ตอนนี้หากหมุนเวลาย้อนกลับไปในอดีต ต่อให้เขาต้องกินขี้ ก็ไม่มี ทางยื่นหนังสือท้ารบฉบับนี้ออกไปเด็ดขาด
มองร่างของเหล่าผู้ถูกเลือกที่สลบเหมือดอยู่บนพื้น หยางฉือลั่งก็ หวาดกลัวตัวสั่น
“ข้า…ข้ายอมแพ้”
เขาเอ่ยออกมาเสียงดังทันใด
คําพูดนี้พูดออกมา รอบๆ ก็ตื่นตะลึงอีกครั้ง
ยอมแพ้แล้ว?
นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ยอมแพ้ออกมาในทันทีครั้งแรกในการต่อสู้ ประลองยุทธ์ของผู้ถูกเลือกร้อยเขตดาราเชียวนะ ก่อนหน้านี้ ต่อให้ หวางเหยียนอีที่ถูกขนานนามว่า ‘เทพกระบี่’ ก็ยังไม่ทําให้คู่ต่อสู้ หวาดกลัวจนยอมแพ้เลย
แน่นอน นี่บางทีอาจเป็นเพราะคู่ต่อสู้ที่หวางเหยียนอีท้าประลอง ด้วยล้วนแต่เป็นบุคคลสําคัญที่อันดับอยู่เหนือเขาทั้งสิ้น ในเมื่ออันดับยิ่ง สูง พลังฝึกตนก็ยิ่งสูงตามไปด้วย จิตใจก็ยิ่งแข็งแกร่งมั่นคง ไม่ เหมือนกับหยางฉือลั่งที่ถูกรัศมีของหลี่มู่เขย่าจิตใจ ทําลายจิตต่อสู้ย่อย ยับ
หลี่มู่ยืนอยู่บนแท่นประหารเซียนในตอนนี้ประดุจร่างแห่งเทพมาร เอาชนะผู้ถูกเลือกหลายคนติดๆ กัน ดาบเดียวเอาชนะฉู่หมิงอวี้ที่อยู่ อันดับเก้าสิบห้า รัศมีอํานาจที่แผ่กระจายออกมาคือรัศมีของผู้ไร้เทียม ทาน ผู้ฝึกฝนหลายแสนคนที่อยู่ที่นั่นไม่มีใครไม่หวาดกลัว
ดังนั้นในชั่วขณะนี้ เมื่อหลายคนได้ยินหยางฉือลั่งยอมแพ้ออกมา เลยในทันที หลังจากอึ้งไปเสี้ยวขณะ ก็พลันรู้สึกว่าสมเหตุสมผล หาก คนที่ถูกท้าเปลี่ยนเป็นตัวเอง ก็คงทําเหมือนกับหยางฉือลั่ง เลือกที่จะ ยอมแพ้เลยเช่นกัน
เพราะบนแท่นประหารเซียนผู้ชายคนนี้ไม่มีโอกาสที่จะสามารถ เอาชนะได้เลย
หลี่มู่คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ อีกฝ่ายจะยอมแพ้ออกมาเช่นนี้
เขามองหยางฉือลั่งที่ก้มหน้ายืนนิ่งงันอยู่ข้างล่างเวที อีกฝ่ายไม่ได้ มีท่าทีจะจากไปในทันที เหมือนว่ากําลังรอคนอื่นๆ ที่เลือกที่จะยอมแพ้ ในทันทีเช่นเดียวกับเขา
หลี่มู่ไม่สนใจว่าหยางฉือล่างจะคิดอย่างไร
ยามคนผู้นี้ตัดสินใจท้ารบตามกระแส โยนหินถามทางก็ชี้ชัดไป แล้วว่า สมควรที่วันนี้เขาจะได้รับความอัปยศเช่นนี้
นี่ก็คือสิ่งที่ควรจะได้รับ
หลี่มู่กําลังจะอ้าปากหลุดออกมาว่า ‘คนต่อไป’ สามคํานี้ ทันใดนั้น เขาก็สัมผัสถึงอะไรได้ จึงเงยหน้ามองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในทันที
ที่ตรงนั้น ชายหนุ่มร่างผอมแห้ง ใบหน้างดงามคนหนึ่งไม่รู้ว่ามา ปรากฏอยู่ในกลุ่มผู้ฝึกฝนตั้งแต่เมื่อใด
ชายหนุ่มคนนี้ใบหน้าเย็นชา ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
ข้างหลังของเขายังแบกกระบี่เอาไว้อีกสองเล่ม
ต่อให้รอบๆ กายชายหนุ่มคนนี้เบียดเสียดไปด้วยผู้ฝึกฝนคนอื่นๆ อย่างเนืองแน่น แต่กลับทําให้หลี่มู่รู้สึกแปลกใจนัก
มองทอดสายตาออกไป ที่ตรงนั้นมีเพียงชายหนุ่มคนนี้คนเดียว เท่านั้น
เหล่าผู้ฝึกฝนที่เบียดไหล่ เฉียดผ่านชายเสื้อของเขาประหนึ่งภาพ ฉากหลัง ถูกบดบังจนประหนึ่งว่าไม่มีตัวตน
“‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอี”
หลี่มู่ถึงแม้จะไม่เคยเจออัจฉริยะเลิศลำาที่ผงาดขึ้นอย่างน่าตื่นตะลึง ประดุจดาวหางเช่นนี้มาก่อน ความเข้าใจในตัวเขาก็จํากัดเพียง คําแนะนําง่ายๆ ไม่กี่ประโยคจากหัวหน้าจุดพักดาราอ้วนกลมตลอด ทางที่มาก็เท่านั้น แต่ว่าพอได้เห็นชายหนุ่มคนนี้ หลี่มู่ก็มั่นใจในทันทีว่า คนนี้จะต้องเป็น ‘เทพกระบี่’ หวางเหยียนอีอย่างแน่นอน
เด็กหนุ่มคนนั้นก็มองมาทางหลี่มู่พอดีเช่นกัน สายตาจ้องประสาน หลี่มู่พลันรู้สึกว่า สายตานี่คุ้นยิ่งนัก เหมือนเคยพบเห็นที่ไหน