จักรพรรดิมังกรทมิฬ - ตอนที่ 41 เดือนสิบเอ็ด
เหลียงเส้าฮุยตายไปต่อหน้าแล้ว ดังนั้นการตายของซูหมิงเซวียนกับซูหมิงฮุ่ยจึงแทบไม่ทำให้ตระกูลเซียวสะเทือนใจเท่าใดนัก
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อจำเป็นต้องปิดข่าว ตระกูลเหลียงย่อมไม่มีทางล่วงรู้ ต่อให้ซูหานไม่ลงมือ ตระกูลเซียวก็ต้องลงมือจัดการ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องควบคุมตัวพวกเขาไว้
จะโทษก็ได้แต่โทษตัวพวกเขาเอง ทำบาปไว้มากจนไม่อาจมีชีวิตต่อ
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้คนตระกูลเซียวสะเทือนใจ กลับเป็นวิธีการของซูหาน
“ซูหาน” ในอดีต แม้เป็นอัจฉริยะ เปิดเส้นชีพจรมังกรได้แปดเส้นในเวลาไม่กี่ปี
แต่เวลานั้น เขาไม่ได้เฉียบขาดเย็นชาดั่งตอนนี้ อยากฆ่าก็ฆ่า ไม่ลังเลแม้ครึ่งลมหายใจ
ในสายตาของทุกคน ซูหานในเวลานี้แตกต่างจากข่าวลือโดยสิ้นเชิง ราวกับเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่ง
“เฮ้อ…”
ซูหยุนหมิงมองศพทั้งสอง ถอนหายใจเบา ๆ
อย่างไรเสียก็เป็นสายเลือดเดียวกัน จะว่าไปทั้งสองยังเป็นหลานของเขา แม้ซูหยุนเฉินกับซูหยุนเผิงอาจไม่ใส่ใจสายสัมพันธ์นี้ แต่ซูหยุนหมิงยังมีความผูกพันอยู่บ้าง
“หากตระกูลเหลียงรู้เรื่องนี้ บอกพวกเขาไปตรง ๆ ว่าข้าฆ่าเหลียงเส้าฮุยเอง”
ซูหานกล่าวประโยคหนึ่ง จากนั้นส่งสายตาให้ซูหยุนหมิง แล้วเดินออกจากห้องประชุม
……
ภายในห้องพัก ซูหานและซูหยุนหมิงนั่งเผชิญหน้ากัน
“หานเอ๋อร์ ต่อไปเจ้าควรระวังให้มากกว่านี้” ซูหยุนหมิงกล่าวเสียงอ่อน
“ข้าทราบ”
ซูหานพยักหน้า ก่อนจะยิ้มบาง ๆ “ท่านต่างหาก ดูเหมือนจะทะลวงระดับแล้ว?”
“อืม”
ใบหน้าซูหยุนหมิงเผยรอยยิ้ม “ยาที่เจ้ามอบให้ ข้ากินไปบางส่วน ระดับพลังจึงทะลวงถึงจุดสูงสุดของระดับจิตวิญญาณมังกรแล้ว”
ซูหานครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนหยิบขวดยาออกมาอีกสามขวดส่งให้เขา
“นี่ให้ท่านเช่นกัน รีบทะลวงสู่ระดับแก่นมังกรโดยเร็ว”
“ฮ่า ๆ ดี! พ่อจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง!”
ซูหยุนหมิงหัวเราะเสียงดัง แม้ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นผู้นำตระกูลซู ก็ยังไม่เคยใช้โอสถสิ้นเปลืองถึงเพียงนี้
ทำได้เพียงกล่าวว่า เขามีลูกชายที่ดี
เพียงแต่สำหรับซูหาน บิดาผู้นี้คือความสัมพันธ์ที่ได้มาใหม่จากการเกิดใหม่ แม้มีความรู้สึกอยู่บ้าง แต่ก็ยังยากจะเรียกคำว่า “ท่านพ่อ” ออกมาได้โดยสนิทใจ
ดังนั้นเวลาสนทนา เขาไม่เคยเรียกเช่นนั้น เพียงแต่ต่อหน้าคนนอก เขาจะกล่าวถึงตนและซูหยุนหมิงว่าเป็น “สองพ่อลูก” เสมอ
ซูหยุนหมิงคล้ายจะรับรู้เรื่องนี้ แต่ในใจเขา ซูหานก็คือลูกชาย ไม่ว่าจะเรียกหรือไม่ก็ไม่สำคัญ
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”
ซูหานเงียบไปครู่ ก่อนเอ่ยขึ้น “ข้าคิดจะก่อตั้งสำนัก”
“ก่อตั้ง…สำนัก???”
ซูหยุนหมิงตาโต “หานเอ๋อร์ เจ้าล้อเล่นหรือไม่? อย่าว่าแต่สำนักเลย แม้แต่จะตั้งตระกูลยังยากยิ่ง”
“ข้าไม่ได้ล้อเล่น”
ซูหานกล่าวเรียบ ๆ “กล่าวกันจริง ๆ แล้ว การตั้งตระกูลยากกว่าตั้งสำนักเสียอีก ตระกูลต้องอาศัยการสืบทอดสายเลือด ต้องรอคนรุ่นหลังเติบโต แต่สำนักไม่จำเป็น เพียงให้ผู้อื่นเข้าร่วมก็พอ”
“พูดง่ายนัก”
ซูหยุนหมิงส่ายหน้า “เหตุใดผู้อื่นต้องเข้าร่วมสำนัก? หนึ่งคือการคุ้มครองจากสำนัก สองคือทรัพยากรของสำนัก สามคือการชี้แนะสั่งสอน ข้าไม่ได้ดูแคลนเจ้า แต่สามสิ่งนี้ พวกเรายังไม่มีแม้แต่หนึ่ง”
สำนัก ต่อให้เป็นเพียงสำนักเก้าชั้นต่ำสุด ก็ยังห่างไกลเกินเอื้อมสำหรับเมืองหยวนซาน
หากคิดจะก่อตั้งสำนัก ต้องมีทรัพยากรมหาศาล ต้องมีพลังอำนาจเด็ดขาด และต้องมีขอบเขตพลังสูงส่ง
ผู้ใดจะเข้าร่วมสำนัก ก็ล้วนเพราะสามสิ่งนี้ หากไร้ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะมีใครยอมเข้าร่วม?
“หากง่ายอย่างที่เจ้าว่า เพียงคนคนเดียวก็สร้างสำนักได้แล้ว” ซูหยุนหมิงส่ายหน้าอีกครั้ง
“ท่านไม่ต้องกังวล”
ซูหานกล่าว “สิ่งที่สำนักอื่นให้ได้ ข้าให้ได้ หรือแม้กระทั่งมากกว่า”
“เจ้าจะให้อะไร?”
ซูหยุนหมิงขมวดคิ้ว เขาเชื่อในตัวลูกชาย แต่ยากจะยอมรับว่าเพียงระดับเส้นชีพจรมังกร จะคิดตั้งสำนักได้
บนทวีปหลงอู่มีสำนักนับไม่ถ้วน แต่ตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน มีกี่สำนักที่อยู่รอดมาถึงวันนี้?
“ในความเห็นข้า เรื่องนี้ควรพักไว้ก่อน อีกทั้งเจ้าเองก็ยังคิดจะเข้าสำนักเมฆาเยือกแข็งไม่ใช่หรือ?”
“เรื่องนั้น ข้ามีแผนของข้า” ซูหานกล่าว
ในชาติที่แล้ว ซูหานก่อตั้งสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทั้งแดนศักดิ์สิทธิ์—หอพิฆาตเทพ!
ผู้ใดอยากเข้าร่วมหอพิฆาตเทพ ต้องผ่านการคัดเลือกนับชั้น ฝ่าฟันอุปสรรคยากลำบากนับไม่ถ้วน จึงมีโอกาสเพียงเล็กน้อยจะได้เข้าเป็นศิษย์
สำหรับซูหาน การตั้งสำนักมีประโยชน์ยิ่ง อย่างน้อยที่สุด เขาจะมีผู้ใต้บังคับบัญชานับไม่ถ้วน คอยช่วยสืบหาและรวบรวมสิ่งที่เขาต้องการ
ก็เพราะเหตุนี้ เขาจึงเคยมีทุนรอนพอจะนั่งอยู่บนจุดสูงสุดของแดนศักดิ์สิทธิ์
……
ชั่วพริบตา ยี่สิบวันผ่านไป
เหลือเวลาอีกสิบวันก่อนสำนักเมฆาเยือกแข็งจะเปิดรับศิษย์
ตลอดยี่สิบวันนี้ นอกจากบ่มเพาะ ซูหานยังวิ่งเข้าออกหอว่านเป่าไม่หยุด
เป้าหมายของเขาแน่นอนว่าเพื่อซื้อวัตถุดิบ หลอมโอสถ หลอมอาวุธ และ…จัดวางค่ายกล!
หากคิดจะตั้งสำนัก สิ่งที่เขาพึ่งพามากที่สุดก็คือสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะค่ายกล
บนทวีปหลงอู่ไม่มีศาสตร์ค่ายกลอย่างแท้จริง นี่คือความได้เปรียบใหญ่หลวงของซูหาน
ตราบใดที่เขาสามารถจัดวางค่ายกลอันแข็งแกร่งยิ่ง ต่อให้ตนอยู่เพียงระดับเส้นชีพจรมังกรแล้วอย่างไร?
ผู้ใดกล้าบุกเข้ามา ค่ายกลก็จะระเบิดพลังสังหารทันที!
การเข้าออกหอว่านเป่าในช่วงนี้ ทำให้เจ้าสำนักใหญ่ของหอว่านเป่าตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ทุกครั้งที่ซูหานมา เขาจะนำโอสถและอาวุธจำนวนมหาศาลมาขาย แล้วแลกเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบปริมาณน่าตกใจ สุดท้ายแทบจะกวาดของในหอว่านเป่าหมดสิ้น
กล่าวได้ว่า หอว่านเป่าสาขาใหญ่แห่งเมืองหยวนซาน แทบเปิดเพื่อเขาเพียงผู้เดียว
ท้ายที่สุด เจ้าสำนักใหญ่ไม่มีทางเลือก ต้องสั่งวัตถุดิบจำนวนมากจากสาขาอื่นมาชดเชย จึงพอเติมเต็มสิ่งที่ซูหานกวาดไป
แน่นอนว่า เจ้าสำนักใหญ่ยินดีอย่างยิ่ง เพราะเพียงยี่สิบวัน ซูหานทำกำไรให้เขามากกว่าที่เคยได้ในหลายปี หรือแม้กระทั่งสิบกว่าปีเสียอีก
……
หลังกลับจากหอว่านเป่าครั้งสุดท้าย ซูหานก็ปิดประตูบ่มเพาะ ไม่ออกจากห้องอีกเลย
สิบวันผ่านไป
“ฟู่…”
ซูหานพ่นลมหายใจขุ่นออกมา มองขวดหยกนับไม่ถ้วนรอบตัว แววตาวาบแสง
“เก็บ!”
เขาเอ่ยคำเดียว ขวดหยกทั้งหมดหายวับไปในพริบตา!
“มีแหวนเก็บของนี่สะดวกจริง แม้พื้นที่จะเล็กไปหน่อย แต่ก็พอใช้ได้”
ซูหานมองแหวนสีเงินขาวบนมือ พึมพำกับตนเอง
แหวนวงนี้คือแหวนเก็บของที่เขาซื้อจากหอว่านเป่าด้วยราคาเต็มหนึ่งพันล้านเหรียญทอง
ภายในแหวน มิได้มีเพียงโอสถจำนวนมหาศาล หากยังมีอาวุธระดับเงินนับร้อยเล่ม รวมถึงวัตถุดิบค่ายกลจำนวนมากอีกด้วย