จากร้านโอสถสู่จ้าวหมื่นภพ - ตอนที่ 45 : เงามืดในนครหลวง
ค่ำคืนปกคลุมทั่วนครหลวงชิงหยุน
แสงจากโคมวิญญาณนับหมื่นดวงส่องประกายอยู่เหนือถนนสายหลักราวกับหมู่ดาวบนพื้นพิภพ
เสียงหัวเราะ เสียงดนตรี และเสียงสนทนาดังมาจากโรงเตี๊ยมและร้านค้าทั่วเมือง
แม้จะเป็นยามค่ำคืน แต่นครหลวงกลับคึกคักยิ่งกว่ากลางวันในหลายเมืองเสียอีก
บนชั้นสามของโรงเตี๊ยมเมฆาคราม
หลินเย่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง
สายตาจับจ้องแสงไฟนับไม่ถ้วนที่ทอดยาวไปสุดขอบฟ้า
ตั้งแต่มาถึงนครหลวง เขาสร้างชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว
สอบผ่านสภาโอสถแห่งแคว้น
ชนะการประลองโอสถ
กลายเป็นอัจฉริยะที่ถูกกล่าวถึงไปทั่วนครหลวง
แต่แทนที่จะรู้สึกผ่อนคลาย
เขากลับสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นทุกวัน
ชื่อเสียงเปรียบเสมือนดาบสองคม
ยิ่งโดดเด่นมากเท่าใด
ศัตรูก็ยิ่งมองเห็นมากขึ้นเท่านั้น
ก๊อก… ก๊อก…
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา”
ประตูห้องถูกผลักเปิดออก
หลัวเฟิงเดินเข้ามาพร้อมม้วนเอกสารหลายฉบับ
สีหน้าของเขาเคร่งเครียดกว่าปกติ
“มีอะไร”
หลินเย่ถาม
หลัวเฟิงวางเอกสารลงบนโต๊ะ
“ข้าให้คนของเราสืบข่าวทั่วนครหลวง”
“และพบเรื่องผิดปกติ”
หลินเย่เดินมานั่งลง
“ว่ามา”
“ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา”
“มีนักปรุงโอสถพรสวรรค์สูงหายตัวไปทั้งหมดห้าคน”
หลัวเฟิงกล่าวช้า ๆ
“ไม่มีศพ”
“ไม่มีร่องรอยการต่อสู้”
“ไม่มีผู้พบเห็น”
“ราวกับถูกลบหายไปจากโลก”
หลินเย่หยิบเอกสารขึ้นมาอ่าน
รายชื่อทั้งห้าคนปรากฏอยู่ในนั้น
อายุใกล้เคียงกัน
พรสวรรค์สูง
เกี่ยวข้องกับสภาโอสถทั้งหมด
และที่สำคัญ…
ทุกคนกำลังจะเข้าร่วมการคัดเลือกอัจฉริยะแห่งแคว้น
“เจ้าคิดว่าเป็นฝีมือใคร”
หลัวเฟิงถาม
หลินเย่วางเอกสารลง
สายตาเย็นลงเล็กน้อย
“หอเงาทมิฬ”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นทันที
…
ขณะเดียวกัน
ใต้ดินลึกหลายร้อยเมตร
ภายในห้องโถงสีดำขนาดใหญ่
เปลวเพลิงสีเขียวหม่นลุกไหม้อยู่ตามผนัง
เงาร่างชุดดำหลายสิบคนคุกเข่าอยู่บนพื้น
ไม่มีใครกล้าเงยหน้า
เพราะบนบัลลังก์หินสีดำเบื้องหน้า
มีบุคคลผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่
หน้ากากสีเงินปกปิดใบหน้าเอาไว้
มีเพียงดวงตาที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็งหมื่นปี
“ยืนยันแล้วหรือ”
เสียงแหบพร่าดังขึ้น
ชายชุดดำคนหนึ่งรีบก้มศีรษะลงจนแทบติดพื้น
“ขอรับ”
“เป้าหมายยืนยันแล้ว”
“ชื่อหลินเย่”
ห้องโถงตกอยู่ในความเงียบ
ก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะดังขึ้น
“ในที่สุด…”
“ผู้สืบทอดก็ปรากฏตัว”
กลิ่นอายเย็นเยียบแผ่กระจายออกมา
จนผู้คุกเข่าอยู่เบื้องล่างต่างรู้สึกหนาวสะท้าน
“ส่งข่าวไปยังมือสังหารลำดับที่ห้า”
“ให้เขาลงมือด้วยตนเอง”
เมื่อคำสั่งนั้นถูกเอ่ยออกมา
หลายคนถึงกับตัวสั่น
มือสังหารลำดับที่ห้า
คือหนึ่งในยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของหอเงาทมิฬ
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา
คนที่ทำให้เขาออกมือด้วยตัวเองมีไม่ถึงสิบคน
“รับทราบ!”
…
เช้าวันถัดมา
หลินเย่ออกจากโรงเตี๊ยมเพียงลำพัง
วันนี้เขาไม่ได้ไปสภาโอสถ
ไม่ได้เข้าร่วมงานชุมนุมใด
เขาเพียงต้องการเดินสำรวจนครหลวงด้วยตนเอง
บางครั้งข้อมูลที่ได้รับจากสายข่าว
ก็ไม่อาจเทียบได้กับสิ่งที่เห็นด้วยตาตนเอง
ผู้คนเดินสวนกันไปมา
ร้านค้าต่างส่งเสียงเรียกลูกค้า
กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยมาตามสายลม
ทุกอย่างดูปกติ
แต่ยิ่งเดิน
หลินเย่ยิ่งรู้สึกแปลก
ราวกับมีบางคนกำลังจับตามองเขาอยู่
ทันใดนั้นเอง
เสียงของระบบก็ดังขึ้นในหัว
[ตรวจพบคลื่นพลังงานของมรดกโอสถนิรันดร์]
หลินเย่ชะงัก
หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย
[ระยะห่าง 537 เมตร]
[ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ]
ดวงตาของเขาเป็นประกายทันที
ตั้งแต่มาถึงนครหลวง
นี่เป็นครั้งแรกที่ระบบตอบสนองเช่นนี้
หลินเย่ไม่รอช้า
รีบเดินไปตามทิศทางที่ระบบระบุ
ยิ่งเข้าใกล้
สัญญาณยิ่งชัดเจน
จนในที่สุด
เขาก็มาหยุดอยู่หน้าร้านหนังสือเก่าแห่งหนึ่ง
ร้านดูเก่าและเงียบสงบ
แทบไม่มีลูกค้าเข้าออก
ป้ายไม้เหนือประตูซีดจางจนแทบอ่านไม่ออก
แต่ระบบกลับส่งสัญญาณรุนแรงยิ่งขึ้น
[ยืนยันเป้าหมาย]
[ตรวจพบผู้สืบทอดโอสถนิรันดร์]
ทันใดนั้น
ประตูร้านหนังสือก็ถูกเปิดออก
หญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมา
ชุดสีฟ้าอ่อนพลิ้วไหวตามสายลม
เส้นผมสีดำยาวสลวยตกลงมาถึงเอว
ใบหน้างดงามราวกับภาพวาด
ดวงตาคู่นั้นใสกระจ่างราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ
แต่สิ่งที่ทำให้หลินเย่ตกใจ
ไม่ใช่ความงดงามของนาง
หากเป็นพลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกฝ่าย
พลังที่คุ้นเคยอย่างประหลาด
ในเวลาเดียวกัน
แผ่นหยกมรดกภายในมิติของเขาสั่นสะเทือนขึ้น
หญิงสาวเองก็หยุดเดิน
ดวงตาเบิกกว้าง
ราวกับสัมผัสบางสิ่งได้เช่นกัน
สายตาของทั้งสองสบกัน
ไม่มีใครพูดอะไร
แต่ทั้งคู่กลับเข้าใจในทันที
ผู้สืบทอด…
อีกฝ่ายคือผู้สืบทอดเช่นเดียวกัน
ทว่า
ก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยคำใด
ความรู้สึกอันตรายรุนแรงพลันพุ่งเข้ามา
ฟิ้วววว!
เสียงบางอย่างฉีกอากาศดังขึ้น
สัญชาตญาณของหลินเย่ส่งเสียงเตือนอย่างบ้าคลั่ง
“ระวัง!”
เขาพุ่งตัวออกไปทันที
พร้อมดึงหญิงสาวหลบไปด้านข้าง
ตูมมมมม!
พื้นหินตรงจุดเดิมระเบิดออกเป็นหลุมขนาดใหญ่
เศษหินกระเด็นไปทั่ว
ผู้คนบนถนนส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ
ร้านค้าหลายแห่งปิดประตูทันที
หลินเย่เงยหน้าขึ้น
บนหลังคาอาคารฝั่งตรงข้าม
เงาร่างชุดดำกำลังยืนอยู่เงียบ ๆ
หน้ากากสีดำปกปิดใบหน้า
มีเพียงดวงตาเย็นเยียบที่มองลงมา
ราวกับกำลังมองเหยื่อ
“ในที่สุดก็เจอแล้ว”
เสียงแหบพร่าดังขึ้น
“ผู้สืบทอดโอสถนิรันดร์”
แรงกดดันมหาศาลแผ่ลงมาจากท้องฟ้า
ทำให้ผู้คนรอบข้างต่างรีบหนีเอาชีวิตรอด
เพียงเสี้ยววินาที
ถนนที่เคยคึกคักก็ว่างเปล่า
เหลือเพียงหลินเย่
หญิงสาวปริศนา
และนักฆ่าชุดดำ
หลินเย่กำหมัดแน่น
สัมผัสได้ทันทีว่าคนผู้นี้แตกต่างจากศัตรูทั้งหมดที่เขาเคยพบ
แข็งแกร่งกว่า
อันตรายกว่า
และเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย
หญิงสาวข้างกายเองก็มีสีหน้าจริงจัง
“เจ้าก็สัมผัสได้ใช่หรือไม่”
นางกล่าวเบา ๆ
หลินเย่พยักหน้า
“คนผู้นี้ไม่ธรรมดา”
บนหลังคา
นักฆ่าชุดดำยกมุมปากขึ้นช้า ๆ
“ดีมาก”
“ดูเหมือนวันนี้ข้าจะได้เก็บผู้สืบทอดถึงสองคนพร้อมกัน”
สิ้นเสียง
ร่างของเขาก็หายวับไปจากจุดเดิม
คล้ายเงามืดที่หลอมรวมเข้ากับอากาศ
ดวงตาของหลินเย่หดเล็กลงทันที
เพราะเขารู้ดีว่า
ศึกที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น