ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 9 พลาสเตอร์ตระกูลหลิน สลัดยังไงก็ไม่หลุด!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 9 พลาสเตอร์ตระกูลหลิน สลัดยังไงก็ไม่หลุด!
บทที่ 9 พลาสเตอร์ตระกูลหลิน สลัดยังไงก็ไม่หลุด!
อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่ซูอี้เชินจัดการขับไล่มู่ชิ่นซินไปพ้นทางได้แล้ว เขาก็ยังคงอยู่เคียงข้างเป็นเพื่อนซู่เป่าเพื่อหาทางล่อนกแก้วต่อ
ในใจเขารู้สึกเหนื่อยหน่าย ในเมื่อไม่สามารถใช้กำลังจับตัวมันมาได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการหลอกล่อ แต่นกแก้วนั้นไม่ใช่คน เขาจึงนึกไม่ออกเลยว่าจะหาทางล่อมันลงมาได้อย่างไรดี
“นกแก้วน้อย ลงมาเร็วเข้า ฉันมีเนื้อให้กินนะ” ซูอี้เชินพยายามหว่านล้อมด้วยทักษะการแสดงที่ดูไม่เนียนเอาเสียเลย
เจ้าเสี่ยวอู่ที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้สูงเอียงคอจ้องมองซูอี้เชินด้วยท่าทางกวนประสาท มันใช้จะงอยปากจิกไซ้ขนปีกของตนเองอย่างไม่แยแส ก่อนเริ่มโยกตัวส่ายหัวไปมาเลียนแบบท่าทางพวกนักเลงหัวไม้ พลางแผดเสียงร้องโต้ตอบกลับมา “ไม่กินเนื้อ! ไม่กินเนื้อ! กินเนื้อแล้วมันอ้วน!”
นกแก้วจอมแสบพองขนจนตัวกลมป้อม ขยับกรงเล็บเกาะกิ่งไม้ไว้แน่นพลางขยับปีกราวกับกำลังยักไหล่เยาะเย้ย แม้ซูอี้เชินจะพยายามส่งสายตาอ้อนวอนเพียงใด แต่มันกลับยังคงปักหลักนิ่งเฉยอยู่บนที่สูง ไม่ยอมโผบินลงมาหาเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ตัดสินใจใช้ไม้ตายสุดท้าย “ซู่เป่า เราไปกันเถอะ ไม่ต้องไปสนใจมันแล้ว!”
ซู่เป่าร้อนใจขึ้นมาทันควัน รีบคว้าชายเสื้อของซูอี้เชินพลางอ้อนวอน “อย่านะคะ อย่าทิ้งเสี่ยวอู่นะคะ…” เด็กน้อยร้อนใจจนดวงตาเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอ แต่กลับพยายามกลั้นไว้ไม่กล้าร้องไห้ออกมา
ซูอี้เชินรู้สึกสะท้านไปทั้งใจ เขาเสียใจทันทีที่พลั้งปากพูดออกไปแบบนั้น จึงรีบเอ่ยขอโทษลนลาน “ขอโทษครับ ลุงขอโทษ เป็นความผิดของลุงเอง”
ในโลกของเด็ก ๆ การใช้คำพูดรุนแรงกับเพื่อนเล่นของแก ก็เจ็บปวดไม่ต่างจากการถูกกระทำกับตัวเอง เมื่อซูอี้เชินตระหนักถึงปัญหานี้ เขาก็อยากจะตบปากตัวเองสักที
ซู่เป่าชะงักไปชั่วขณะ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเอ่ยคำขอโทษต่อเธอ…
เด็กน้อยตัวกลมพลันคลี่ยิ้มออกมา แล้วตบไหล่ซูอี้เชินเบา ๆ พลางปลอบว่า
“ไม่เป็นไรนะคุณลุง”
ที่ผ่านมาเธอเคยแต่ต้องเอ่ยคำขอโทษนับครั้งไม่ถ้วน ทว่ากลับไม่เคยมีใครบอกเลยว่าไม่เป็นไร ดังนั้นเจ้าตัวเล็กซู่เป่าจึงให้อภัยซูอี้เชินทันที เพราะเธอรู้ดีว่าคนที่ไม่เคยได้ยินคำว่า ไม่เป็นไร ย่อมต้องรู้สึกเศร้ามากเพียงใด
สองลุงหลานพยายามช่วยกันหลอกล่อนกแก้วต่อ
“เสี่ยวอู่ ว่าง่าย ๆ หน่อยสิ รีบลงมาเถอะ ลุงเล็กแค่ล้อเล่นน่า เขาไม่ใช่คนไม่ดีหรอกนะ”
เด็กน้อยพยายามส่งเสียงหวานออดอ้อนพลางชูมือน้อย ๆ ขึ้นไปกวักเรียกเพื่อนรักบนกิ่งไม้
ซูอี้เชินเองก็รีบปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยนมากเท่าที่จะทำได้ เขาเอ่ยสำทบด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะฟังดูเป็นมิตร “เจ้าเสี่ยวอู่ ฉันขอโทษนะ ลงมาเถอะ! พวกเรากำลังจะไปปักกิ่งกัน ที่นั่นมีสวนใหญ่มาก แกอาจจะได้พบแม่นกสวย ๆ ด้วยนะ… เอ้อ ไอ้เจ้า…”
ซูอิงเอ๋อร์ ซูเยว่เฟย และซูโล่ว เห็นว่าหลานสาวยังไม่กลับมาเสียที จึงตามหาจนมาพบในสวนหลังบ้าน และต้องเห็นภาพอันแปลกประหลาดของชายหนุ่มร่างสูงกับเด็กน้อยตัวจ้อยกำลังพยายามล่อนกตัวหนึ่ง
หลังจากรับรู้เรื่องราวทั้งหมด บรรดาพี่ชายตระกูลซูต่างก็กระจ่างแจ้งในใจเสียที ว่าเหตุผลแท้จริงที่ทำให้ ซู่เป่ายืนกรานจะกลับมายังคฤหาสน์ตระกูลหลินแห่งนี้ให้ได้ ไม่ใช่เพราะอาลัยอาวรณ์ในตัวบ้าน หรือผู้เป็นพ่อ แต่เป็นเพราะความห่วงใยที่มีต่อ เพื่อนตัวน้อยอย่างเจ้านกแก้วตัวนี้นี่เอง
มันเป็นนกแก้วหงอนทองสายพันธุ์ธรรมดาตัวหนึ่ง กลับมีเสน่ห์ล้นเหลือด้วยขนสีเขียวสดใสเป็นประกายราวกับมรกตยามต้องแสงอาทิตย์ บนส่วนหัวมีหงอนสีทองประดับดูโดดเด่น ดวงตาคู่เล็กกลมใส ดูฉลาดแกมโกงคอยกลอกไปมาด้วยความว่องไว ขณะเอียงคอมองสำรวจกลุ่มผู้มาเยือนชุดสูทดำแปลกหน้าด้วยท่าทีระแวดระวัง
“น้องชาย” ซูอิ่งเออร์ผู้มีอารมณ์ร้อนทนไม่ไหวเป็นคนแรก เขาแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา “ฉันยอมนายจริง ๆ เลย แค่นกแก้วตัวเดียวยังล่อไม่สำเร็จ ไร้ประโยชน์สิ้นดี!”
ซูเยว่เฟยกับซูโล่วนิ่งเงียบ ลาวปาพยายามล่อนกแก้วตั้งนานแต่มันก็ยังไม่ยอมลงมา แสดงว่านกตัวนี้ไม่ใช่จะหลอกได้ง่าย ๆ จริงดั่งคิด นกแก้วบนต้นไม้โยกตัวไปมาแล้วเริ่มส่งเสียงร้องเพลง “ลาวปา ลาวปา เต่าพันปี! ลาวปา ลาวปา ชอบกินอึ!”
ซูอี้เชินถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่
บ้าเอ๊ย! เป็นถึงแพทย์ชื่อดังมือหนึ่ง แต่ดันมาเสียหน้าเพราะนกแก้วเนี่ยนะ!
อี้เชินได้แต่สบถด่าทอเจ้าปักษากวนประสาทอยู่ในใจด้วยความคับแค้น ก่อนหันไปตวัดสายตาประชดประชันใส่พี่น้องที่ยืนดูอยู่
“ถ้าพวกพี่เก่งนักก็ลองดูเองเลยสิ!”
“ดูฉันนี่!” “โอ้~โอ้โล่ โล่ โล่! โอ้โล่ โล่ โล่ โล่!” ซูอิงเอ๋อร์หัวเราะพลางยกแขนขึ้น พร้อมตบแขนตัวเองพลางร้องเสียงดังเป็นสัญญาณให้นกบินมาเกาะ
ซู่เป่าเบิกตากว้าง… อืม คุณลุงคนที่ห้าดูเหมือนกอริลลาจัง
ซูเยว่เฟยมุมปากกระตุก ส่วนซูโล่วนั้นกอดอกยิ้มกริ่ม “จิ๊ ๆ แค่เรียกนกแก้วแท้ ๆ แต่ดันบีบตัวเองให้วิวัฒนาการย้อนกลับไปเป็นบรรพบุรุษเลยนะ”
นกแก้วบนต้นไม้ร้องสวนทันที “ไอ้โง่! ไอ้โง่!”
ซูอิงเอ๋อร์ผู้โมโหร้ายแทบจะอยากพลิกโต๊ะทิ้ง เขาชี้หน้านกแก้วด้วยความรู้สึกโกรธจัด
“ไอ้นกบ้า ลงมาเดี๋ยวนี้นะ!”
“ไม่ไป ไม่ไป อย่าคิดหลอกปู่ของแกเลย!” มันกลับกระพือปีกท้าทาย
ซูอิงเอ๋อร์เริ่มสงสัยในชีวิต นกแก้วตัวนี้มันผีเข้าหรืออย่างไร?
ซู่เป่าปิดปากหัวเราะเบา ๆ เธอมองดูคุณลุงคนที่ห้าแบบอยากรู้อยากเห็น แม้เขาจะดูดุมาก แต่ดูเหมือนจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นนะ…
เจ้าตัวเล็กแอบสังเกตลุง ๆ แต่ละคน ลุงคนเล็กสุดกับลุงคนที่สามค่อนข้างใจเย็น คนหนึ่งสุภาพเรียบร้อย อีกคนอบอุ่นเหมือนดวงอาทิตย์
ลุงคนที่สี่ดูสง่างามแต่กลับเหมือนตัวร้าย… ส่วนลุงคนที่ห้าเหมือนมังกรพ่นไฟที่แตะนิดเดียวก็พร้อมจะระเบิด
ที่แท้คนพวกนี้คือพี่ชายของแม่นี่เอง ซู่เป่าเริ่มรู้สึกว่าเธอชอบบรรดาคุณลุงพวกนี้เสียแล้ว พวกเขาช่างแตกต่างจากคุณพ่อ คุณปู่ และคุณย่าที่เธอเคยรู้จัก…
ทันใดนั้น สายตาของซู่เป่าไปประสานเข้ากับซูโล่ว จึงรีบหันหน้าหนีทันทีแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซูโล่วยิ้มมุมปาก พลางคิดในใจว่า เจ้าตัวน้อย กล้า ๆ หน่อยนะ
ซูโล่วเอ่ยขึ้นว่า “น้องห้า อย่าเสียแรงเปล่าเลย นกแก้วตัวนี้มีแต่ซู่เป่าเท่านั้นที่ล่อมันลงมาได้” ซูอิงเอ๋อร์งุนงง
“พี่รู้ได้ยังไง?”
“สมองนายเอาไว้แค่ประดับรึเปล่า?” ซูโล่วหัวเราะเยาะ
ซูอิงเอ๋อร์กำลังจะโมโห ทว่าซูเยว่เฟยห้ามไว้ “น้องสี่พูดถูก พวกเราถอยออกไปกันเถอะ”
ซูอี้เชินวางซู่เป่าลง หลายคนพากันถอยหลังไปหลายก้าว เด็กน้อยอุ้มกระต่ายตัวโปรด แหงนหน้ามองนกแก้ว
“เสี่ยวอู่รีบมาเร็ว พวกเรากำลังจะไปแล้วนะ! คุณลุงทุกคนไม่ใช่คนไม่ดีหรอก!”
บรรดาพี่น้องตระกูลซูต่างพากันหยุดนิ่ง ทอดสายตามองดู เจ้าก้อนแป้งน้อยกำลังโบกมือนุ่มนิ่มไปมาพลางส่งเสียงเจื้อยแจ้วออดอ้อนนกแก้วด้วยน้ำเสียงหวานใส
ท่าทางเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและไร้เดียงสานี้เป็นภาพที่พวกเขาไม่เคยเห็นจากซู่เป่ามาก่อน ดูเหมือนว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเพื่อนตัวน้อย เด็กหญิงที่เคยดูประหม่า และหวาดระแวงจะเปลี่ยนเป็นคนละคนได้อย่างน่าอัศจรรย์
ภาพความน่ารักกระแทกตาจนหัวใจของคนหยาบกระด้างอย่างซูอิงเอ๋อร์ถึงกับละลายกลายเป็นน้ำไปในพริบตา ในสายตาเขา ซู่เป่ายามนี้น่ารักถอดแบบมาจากน้องสาวของพวกเขาตอนเด็ก ๆ ไม่มีผิดเพี้ยน!
เจ้าเสี่ยวอู่บนกิ่งไม้เอียงคอจ้องมองซู่เป่า ดูเหมือนท่าทีแสนอบอุ่นของเด็กน้อยจะทำให้มันเริ่มใจอ่อน นกแก้วจอมแสบขยับปีกพึ่บพั่บ เตรียมจะร่อนลงมาเกาะไหล่เล็ก ๆ ของเธออยู่แล้วเชียว…
ในจังหวะที่นกกำลังจะถึงตัวนั่นเอง เสียงแหลมสูงของคุณนายเฒ่าหลินก็แผดดังแทรกขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย!
“โอ้! พวกคุณมาอยู่นี่เองหรอคะ!”
นกแก้วตกใจรีบบินวนกลับไปจับบนยอดไม้อีกครั้ง ทุกคนถึงกับนิ่งอึ้ง ส่วนซู่เป่าก็เม้มปากแน่น สีหน้าที่เพิ่งผ่อนคลายกลับตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง แอบหลบไปอยู่ข้างซูอี้เชินโดยสัญชาตญาณ
คุณนายหลินไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองเข้ามาขัดจังหวะพลางยิ้มร่า
“เอ๋? อยากจับนกแก้วตัวนี้หรอคะ? ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเถอะค่ะ! ฉันจะตามคนเชี่ยวชาญมาจัดการให้เดี๋ยวนี้”
หญิงเฒ่าเห็นว่าคนตระกูลซูเย็นชาใส่ จึงพยายามประจบประแจงในสิ่งที่พวกเขาดูจะสนใจ ทั้งที่ในสายตา นกแก้วตัวนี้ก็แค่นกธรรมดา สายพันธุ์ต่ำต้อย ไม่ได้มีค่าอะไรเลย…
คุณนายหลินหยิบโทรศัพท์ออกมาเตรียมโทรสั่งคนของเธอ
ซูอิงเอ๋อร์จึงตวาดขึ้นด้วยความรำคาญ “คุณนี่มันยุ่งไปทุกเรื่องจริง ๆ ไปให้พ้นหน้าฉันซะ!”
คุณนายหลินตกใจจนมือสั่นทำโทรศัพท์ร่วงหลุดมือ เธอนึกในใจว่าคนพวกนี้ช่างไร้มารยาท ไม่รู้จักเคารพผู้อาวุโสเอาเสียเลย…
เสียงวุ่นวายดึงดูดคุณตาซูและซูอีเฉินให้เดินมาดู โดยมีคุณปู่หลินและหลินเฟิงติดตามมาเป็นพลาสเตอร์ที่สลัดไม่หลุด เมื่อเห็นสถานการณ์ คุณปู่หลินก็รีบสั่งการทันที “นกแก้วตัวนี้ฉลาดจริง ๆ มาช่วยกันจับมันเร็ว!”
“ต้องไม่อ่อนข้อให้มันครับ มันหลอกลงมายาก องค์กรคุ้มครองสัตว์มีกรงจับนกโดยเฉพาะ ถ้าไม่ได้ผลก็ยิงยาสลบให้มันร่วงลงมาเลย!” หลินเฟิงเสริม
นกแก้วดูเหมือนจะฟังรู้ความ มันรีบกระพือปีกบินหนีออกไปไกลกว่าเดิม ซู่เป่าเป็นห่วงจนตัวสั่น
“อย่าทำร้ายเสี่ยวอู่นะคะ เสี่ยวอู่เป็นเด็กดีมาก ๆ…”
“ได้ยินไหม? ที่นี่ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพวกคุณ โปรดออกไปซะ” ซูอี้เชินเอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบ
หลินเฟิงกลับต่อสายโทรศัพท์พลางยิ้มประจบ “เด็กน้อยจะไปรู้อะไร? ลูกเข้าใจผิดแล้ว พ่อไม่ได้จะยิงนก แต่เป็นการฉีดยาสลบเพื่อช่วยมันต่างหาก…”
ครอบครัวหลินช่างเหมือนพลาสเตอร์ที่ลอกไม่ออก ไม่เคยฟังภาษาคน และชอบทำอะไรตามใจตัวเองโดยไม่สนใครจริง ๆ