ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 116 ค่ำคืนแห่งความหวาดกลัว
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 116 ค่ำคืนแห่งความหวาดกลัว
บทที่ 116 ค่ำคืนแห่งความหวาดกลัว
ซูเหอเวิ่นรู้สึกขนลุกเกรียวไปทั้งตัว หนังศีรษะชาวาบ หัวใจเต้นกระหน่ำรัวเร็ว เกือบแตะร้อยแปดสิบครั้งต่อนาที
“ใคร… ใครน่ะ!”
เขาตะโกนออกมาสุดเสียงเพื่อเรียกความกล้า ก่อนกระโดดขึ้นจากเตียงราวกับปลาคาร์พที่ดีดดิ้นหนีน้ำ มือสั่นเทาเอื้อมไปกดเปิดไฟดัง ปั๊ก!
ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าก็สาดส่องไปทั่วห้อง ม่านหน้าต่างยังคงพลิ้วไหวตามลมอ่อน ๆ ส่งเสียงซู่ซ่าเบาชวนให้ใจเสีย
ทว่าเมื่อกวาดสายตามองไปรอบห้อง
ทุกอย่างกลับเงียบสงัดและว่างเปล่า…
ไม่มีใครอยู่ที่นี่เลยสักคน
ซูเหอเวิ่นรู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ จนเกือบจะร้องไห้ออกมา แสงสว่างช่วยเรียกขวัญและกำลังใจกลับมาได้บ้าง เขาจึงตัดสินใจวิ่งออกไปหน้าประตูเพื่อตรวจดูความเรียบร้อย
ทางเดินด้านนอกเปิดเพียงไฟกลางคืนดวงเล็กสลัว ๆ แสงจากหลอดประหยัดพลังงานที่มีกำลังไฟเพียงไม่กี่วัตต์ ทำให้บรรยากาศดูมืดมัวและพร่าเลือนจนน่าอึดอัด ตรงปลายทางเดินซึ่งเป็นมุมเลี้ยว มองไม่เห็นว่ามีอะไรซ่อนอยู่ กลับมีเงาดำขมุกขมัวทอดตัวเป็นก้อนกลมอยู่บนพื้น…
ดูละม้ายคล้ายกับเงาของคน!
ซูเหอเวิ่นตกใจสุดขีด เขารีบชักเท้ากลับเข้าห้องแล้วปิดประตูลงกลอนเสียงดัง
ปัง!
ไม่ใช่แค่ปิดธรรมดา แต่เขายังล็อคซ้ำอีกหลายชั้นจนแน่ใจ เพียงเท่านี้ เขาถึงพอจะกล้าหายใจออกมาได้บ้าง
“ตกใจแบบนี้มีหวังตายจริง ๆ … อย่าคิดไปเองสิ… ฮือออ” เด็กชายเกือบหลุดสะอื้นออกมาด้วยความหวาดกลัว มือน้อยกำยันต์สามเหลี่ยมที่ห้อยอยู่บนหน้าอกไว้แน่นจนเหงื่อซึม
เขาสะกดจิตตัวเองว่าอาจเพราะฝันร้ายนั่น ที่ทำให้เขาขวัญอ่อนไปเอง บางทีเขาอาจลืมปิดประตูให้สนิทก่อนนอนก็ได้…
แม้ลึก ๆ จะรู้ดีว่าเขามีนิสัยเจ้าระเบียบที่ต้องเช็กประตูทุกบานก่อนนอนเป็นประจำก็ตาม
ซูเหอเวิ่นล้มตัวลงนอนบนเตียงโดยไม่กล้าปิดไฟ เขาพลิกตัวไปมาอย่างกระวนกระวาย จนไม่อาจข่มตาหลับ ภาพฝันที่คนแปลกหน้าล่องลอยเข้ามาหยุดยืนข้างเตียงยังคงตามหลอกหลอน ยิ่งคิดก็ยิ่งทวีความน่ากลัว
เขาเริ่มลังเล… หรือจะไปนอนกับซู่เป่าดี?
จะให้ปูนอนบนพื้นเขาก็ยอม หรือจะไปหาพี่ชายดีนะ?
การไปเบียดนอนห้องเดียวกันคงไม่ถือว่าน่าอายนักหรอกในสถานการณ์แบบนี้
แต่พอนึกถึงเงาตรงมุมทางเดินนั้น เขาก็สั่นไปทั้งตัว ถ้า ‘สิ่งนั้น’ ยังซ่อนตัวอยู่ตรงมุมมืด เพื่อรอจังหวะเผชิญหน้ากับเขาโดยตรงล่ะ?
เหลืออีกทาง… คือไปหาพ่อ!
ห้องของเขากับห้องพ่อมีเพียงห้องหนังสือกั้นไว้เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเดินผ่านทางเดินหลัก ซูเหอเวิ่นรวบรวมความกล้าลุกขึ้นนั่ง ทว่าขณะที่เท้ากำลังจะแตะพื้น เขาก็เหลือบไปเห็นเงาพาดผ่านมาจากใต้เตียง
เขารีบชักเท้ากลับมาไว้บนเตียงทันควัน!
โอ๊ย! ทำไมมองไปทางไหนก็น่ากลัวไปหมดแบบนี้!
มือที่สั่นเทาคลำสะเปะสะปะไปทั่วจนเจอโทรศัพท์มือถือ เพื่อเตรียมกดสายหาพ่อ ทันใดนั้นเอง…
กร๊อบ
เสียงไม้เสียดสีกันแผ่วเบาดังมาจากทางตู้เสื้อผ้า
บานประตูตู้ค่อย ๆ แง้มเปิดออกเป็นช่องแคบ ซูเหอเวิ่นรู้สึกเย็นวาบไปถึงแผ่นหลัง เขาค่อย ๆ หันไปมองประตูตู้ที่เปิดค้างไว้เพียงสองนิ้วแล้วนิ่งสนิท ราวกับว่าบานพับมันเก่าเกินจะรับน้ำหนักจึงหลุดเผยอออกมาเอง
แต่ซูเหอเวิ่นกลับรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก เขามองเข้าไปในช่องมืดนั้นแล้วขนลุกซู่ ถ้าฝันร้ายเมื่อครู่คือความจริง… คนคนนั้นอาจไม่ได้หนีไปไหนเลย แต่กำลังซ่อนตัวอยู่ใต้เสื้อผ้าเหล่านั้น!
ความเงียบในห้องเริ่มทำให้เขาเกิดภาพหลอน ราวกับได้ยินเสียงลมหายใจของใครบางคนดังอยู่ใกล้ ๆ
“ใคร… ใครอยู่ที่นั่น!” ซูเหอเวิ่นตะโกนก้องเพื่อทำลายความเงียบและเรียกขวัญตัวเอง
วินาทีนี้เขาไม่สนใจแล้วว่าจะมีอะไรอยู่ใต้เตียงหรือในห้องน้ำ เขาวิ่งถลาออกจากเตียงมุ่งตรงไปยังประตูห้องด้วยความลนลานแต่มือที่สั่นจัด กลับทำให้เขาปลดล็อคประตูที่ตัวเองทำไว้ไม่ได้เสียที
เขาไม่กล้าหันหลังกลับไปมองตู้เสื้อผ้า เพราะรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังก้าวออกมา และมายืนซ้อนทับอยู่ข้างหลังเขาแล้ว…
แกร๊ก!
ในที่สุดกลอนประตูยึดแน่นก็หลุดออก ซูเหอเวิ่นร้องไห้โฮออกมาราวกับกลั้นไม่อยู่ พลางวิ่งเตลิดออกไปทางห้องหนังสือทันที
“พ่อ! พ่อ! พ่อช่วยด้วย!” ซูเหอเวิ่นพุ่งไปทุบประตูห้องผู้เป็นพ่อสุดแรงเกิด
ซูเหอเวิ่นไม่กล้าหันกลับไปมองข้างหลังแม้แต่นิดเดียว!
ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณตีสองถึงตีสาม ซูอีเฉินเพิ่งสะสางงานเสร็จ และเอนตัวลงนอนได้ไม่นาน เขาขมวดคิ้วมุ่นพลางนวดขมับเพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงจากการตรากตรำงานหนัก ทว่าจู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังโครมครามขึ้นมาเสียก่อน
เขาลุกขึ้นไปเปิดประตูด้วยความมึนงง ยังไม่ทันได้มองให้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามากอดเขา แรงปะทะนั้นมหาศาลจนทำให้ชายหนุ่มผู้สุขุมถึงกับถอยหลังไปสองก้าว เมื่อก้มลงมองจึงเห็นชัดว่าคนในอ้อมกอดคือซูเหอเวิ่นที่กำลังร้องไห้จนหน้าตาเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา
ปกติแล้วทั้งซูเหอเหวินและซูเหอเวิ่น ต่างเป็นเด็กที่เติบโตและรู้ความเร็วกว่าเด็กทั่วไป ตั้งแต่อายุได้สี่ขวบกว่า ๆ ทั้งคู่ก็เริ่มแยกห้องนอนเป็นสัดส่วน ตลอดสามปีที่ผ่านมาลูกชายคนนี้ไม่เคยแสดงอาการอ้อนหรือพึ่งพาเขาแบบนี้เลยแม้แต่น้อย
“เกิดอะไรขึ้น?” ซูอีเฉินก้มตัวลง อุ้มลูกชายขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย มือใหญ่ลูบแผ่นหลังสั่นเทานั้นเพื่อปลอบประโลม
ซูเหอเวิ่นจำไม่ได้แล้ว ว่าตัวเองไม่ได้ถูกพ่ออุ้มแบบนี้มานานแค่ไหน
เขาจำได้แค่ว่า ตั้งแต่คุณอาเล็กหายตัวไป บรรยากาศในบ้านก็กดดันจนหายใจไม่ออก พ่อเอาแต่ยุ่งอยู่กับงานจนแทบไม่เห็นหน้า คุณย่าล้มป่วยจนต้องย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา ส่วนพวกอา ๆ ก็เหน็ดเหนื่อยกับการตามหาคนหาย
คฤหาสน์หลังใหญ่จึงเหลือเพียงความเงียบเหงา แม้จะมีป้าอู๋หรือลุงเนี่ยคอยดูแล แต่พวกเขาก็ไม่ใช่ญาติแท้ ๆ ส่วนสะใภ้รองอยู่บ้านทุกวัน ก็ให้ความสำคัญเพียงแค่หานหานเท่านั้น
ในบางครั้งซูเหอเวิ่นก็แอบอิจฉาหานหาน ถึงแม้เธอชอบร้องไห้งอแงจนน่ารำคาญ แต่อย่างน้อยเธอก็ยังมีคนให้ซนด้วย มีคนให้แสดงความเอาแต่ใจใส่ได้
“คุณพ่อ…” ยิ่งคิดถึงความโดดเดี่ยวที่ผ่านมา ซูเหอเวิ่นก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น ความกลัว หรือแม้แต่ความน้อยใจถักทอเข้าด้วยกัน จนน้ำตาและน้ำมูกไหลออกมาพร้อมกันเหมือนอัดอั้นมานาน…
เด็กน้อยซบหน้าลงบนไหล่หนาของพ่อพลางป้ายน้ำตาไปตามเสื้อผ้า ทว่าด้วยนิสัยเจ้าระเบียบที่ติดตัวมา เขาจึงเริ่มรู้สึกอับอายที่ตัวเองร้องไห้ฟูมฟายเกินเหตุ จึงพยายามสูดลมหายใจเข้า เพื่อสงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว
ซูอีเฉินปิดประตูห้องลงโดยไม่ใส่ใจคราบเลอะบนเสื้อ เขาอุ้มลูกชายไปนั่งบนโซฟา รินน้ำอุ่นให้แก้วหนึ่ง พร้อมกับยื่นผ้าขนหนูสะอาดมาชุบน้ำส่งให้ “ใจเย็นลงหรือยัง?”
“ครับ…” ซูเหอเวิ่นพยักหน้า
ซูอีเฉินนั่งลงตรงข้าม โน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อยโดยวางศอกไว้บนเข่า “บอกพ่อมา เกิดอะไรขึ้น?”
ซูเหอเวิ่นรู้สึกลำบากใจ ที่จะพูดออกไปตรง ๆ ใจหนึ่งก็กลัวว่าพ่อจะมองว่าไร้สาระ แต่อีกใจความหวาดระแวงก็ยังมีอยู่เต็มเปี่ยม เขาพึมพำเสียงแผ่ว “ผม… ห้องของผมเหมือนจะมีผี…”
ในขณะที่ซูเหอเวิ่นก้มหน้าลงอย่างหมดแรง เตรียมใจรอฟังคำดุด่าว่า “น่าขำ” แต่ซูอีเฉินกลับลุกขึ้นยืนทันทีพร้อมเอ่ยสั้น ๆ “ไปกัน”
“ไปไหนครับ?” ซูเหอเวิ่นรีบลุกตาม
“ไปดูห้องของลูกไง” ซูอีเฉินตอบเสียงเรียบ แววตาคมกริบของเขาไม่ได้มีความล้อเลียนอยู่เลยแม้แต่น้อย
……
ครู่ต่อมา พ่อลูกทั้งสองก็กลับมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องของซูเหอเวิ่น เด็กชายคว้าชายเสื้อของพ่อไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ซูอีเฉินจัดการเปิดไฟทุกดวงจนห้องสว่างไสว เขาหรี่ตาพิจารณารอบห้องอย่างละเอียด
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็หยุดอยู่หน้าประตูตู้เสื้อผ้าที่ลูกชายเล่าถึง บัดนี้มันกลับเปิดอ้าออกกว้าง เผยให้เห็นชุดนักเรียนที่แขวนเรียงรายอยู่เป็นระเบียบ
ซูเหอเวิ่นตกใจจนตาแทบถลน พูดติดอ่างด้วยความหวาดกลัว “ผะ… ผมจำได้แม่นว่าตอนวิ่งออกไป ประตูมันเปิดอยู่แค่นิดเดียวเท่านั้น!”
ครั้งนี้เขาไม่มีทางจำผิดแน่นอน!
ทันใดนั้นเอง มีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากนอกประตูห้อง ซูอีเฉินไม่รอช้า เขาพุ่งตัวเข้าไปด้วยความรวดเร็ว
แล้วกระชากประตูเปิดออกเสียงดัง ปัง!