ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 117 ใครจะหลอกใคร ยังไม่แน่!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 117 ใครจะหลอกใคร ยังไม่แน่!
บทที่ 117 ใครจะหลอกใคร ยังไม่แน่!
หน้าประตูมีผู้หญิงคนหนึ่ง และข้างกายเธอคือ มู่กุยฝานที่เข้าประชิดตัวเธอได้
มู่กุยฝานถือมีดปลายแหลมวาววับในมือ จ่อเข้ายังลำคอระหงของผู้หญิงคนนั้นอย่างแม่นยำ
ซึ่งเธอไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น ซูเฟิน ช่างสวนคนเดิมนั่นเอง!
“อย่าขยับ” น้ำเสียงของมู่กุยฝานเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยไอสังหารอันเย็นเฉียบจนน่าขนลุก
ซูเฟินเบิกตากว้าง ร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนก เธอกระซิบพึมพำอย่างตื่นตระหนกซ้ำไปซ้ำมา “อย่าตัดหัวฉัน… อย่าตัดหัวฉัน…”
มู่กุยฝานหรี่ตาลงเล็กน้อย พลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อบ่ายที่หัวมีดปังตอเกือบพุ่งใส่เธอ ตอนนั้นเธอก็แสดงท่าทีหวาดผวา และพูดประโยคเดียวกันนี้ออกมา
คนปกติทั่วไปเมื่อถูกมีดจ่อคอ ควรจะร้องขอชีวิตหรือเรียกให้คนช่วย แต่ผู้หญิงคนนี้กลับหมกมุ่นอยู่กับคำว่า ‘อย่าตัดหัว’
ช่างเป็นคนที่มีพฤติกรรมไม่ปกติจริง ๆ
“คุณเป็นใคร?” มู่กุยฝานถามเสียงเย็น
“ฉัน… ฉันคือซูเฟินไงคะ…” ซูเฟินหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงกเงิ่น
มู่กุยฝานและซูอีเฉินสบตากันเพียงครู่หนึ่ง ก่อนที่ซูอีเฉินจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คุณมาทำอะไรที่นี่ในเวลานี้?”
ซูเฟินละล่ำละลักตอบ “ฉัน… ฉันนอนไม่หลับค่ะ แล้วจู่ ๆ ก็เหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง…” เธอกลอกตาไปมาอย่างลนลาน ก่อนหยุดสายตามองซูเหอเวิ่น “เหมือนจะเป็นเสียงของคุณชายน้อยเหอเวิ่น… คุณชายน้อยไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ?”
ซูอีเฉินมีประกายเย็นวาบผ่านดวงตาเพียงชั่ววูบ แต่เขากลับรักษาความนิ่งสงบไว้ได้ “ไม่มีอะไรหรอก เธอกลับไปพักผ่อนเถอะ”
เมื่อได้รับสัญญาณ มู่กุยฝานจึงยอมเก็บมีดปลายแหลมเข้าที่ ซูเฟินลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เธอเหลือบมองมู่กุยฝานอย่างหวาดระแวง ก่อนเอ่ยด้วยเสียงตะกุกตะกัก “ค่ะ… ฉันจะกลับเดี๋ยวนี้ละค่ะ…”
พูดจบก็รีบจากไปทันที
ซูเหอเวิ่นเงยหน้ามองพ่อด้วยความสงสัย “พ่อครับ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
ซูอีเฉินลดเสียงลงพลางอธิบายให้ลูกชายฟัง “ห้องพักคนรับใช้อยู่อีกฝั่งของคฤหาสน์ ห่างจากตรงนี้ไปเกือบห้าร้อยเมตร ต่อให้ลูกตะโกนดังแค่ไหน เธอก็ไม่มีทางได้ยิน และไม่มีทางโผล่มาได้เร็วขนาดนี้”
คฤหาสน์ตระกูลซูถูกก่อสร้างด้วยวัสดุชั้นเลิศ ผนังและกระจกทุกบานป้องกันเสียงได้ดีเยี่ยม ไม่อย่างนั้นเสียงเคาะประตูโครมครามของซูเหอเวิ่น คงทำให้คนทั้งบ้านตื่นกันหมดแล้ว
“ประการที่สอง ในบ้านหลังนี้มีเด็กตั้งหลายคน เธอรู้ได้อย่างไร ว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงของลูก?” ซูอีเฉินตั้งข้อสังเกต เพราะเสียงกรีดร้องของเด็กผู้ชายอย่างซูเหอเวิ่น ซูเหอเหวิน หรือซูจื่อซีนั้น แยกแยะได้ยากยิ่งในยามวิกาล
การที่ซูเฟินระบุตัวตนของลูกชายได้ทันที จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าเธอกำลังโกหกคำโต!
ซูเหอเวิ่นหัวไวเป็นทุนเดิมรีบกระซิบถามเสียงสั่น “พ่อครับ… หมายความว่าคนที่อยู่ในห้องผมเมื่อกี้คือเธอเหรอ?”
ซูอีเฉินพยักหน้า ก่อนจะโทรศัพท์ปลุกคุณเนี่ยให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด
ทว่าผลที่ได้คือความว่างเปล่า… กล้องวงจรถูกใครบางคนกดปิดไว้
ซูเหอเวิ่นรู้สึกหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม เพราะบางครั้งพฤติกรรมที่บิดเบี้ยวของมนุษย์ก็น่ากลัวยิ่งกว่าวิญญาณร้ายเสียอีก
ซูอีเฉินเงยหน้าสบตากับมู่กุยฝาน แววตาของชายหนุ่มทั้งคู่มีประกายของการคำนวณวูบผ่านไป มู่กุยฝานพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเอ่ยขึ้นเสียงดังพอประมาณ “งั้นผมขอตัวกลับไปพักก่อนนะครับ”
“ได้” ซูอีเฉินตอบรับ
ซูเหอเวิ่นรีบคว้าแขนพ่อทันที “พ่อครับ คืนนี้ผมขอไปนอนในห้องพ่อได้ไหม?” ซูอีเฉินส่งเสียงตอบรับในลำคอแล้วพาลูกชายกลับเข้าห้องพักไป
ไม่นานนัก คฤหาสน์ก็กลับมาตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ทว่าที่ชั้นล่าง ประตูใหญ่กลับถูกเปิดออกเป็นช่องเล็ก ๆ พร้อมกับเงามืดร่างหนึ่ง ล่องลอยเข้ามา…
มู่กุยฝานนั่งยอง ๆ อยู่บนขื่อหลังคาลอบหัวเราะในใจ คนปกติ ถ้าเพิ่งถูกจับได้ย่อมไม่มีทางกล้าลงมือซ้ำในทันที ยกเว้นเสียแต่ว่าผู้หญิงคนนี้จะมีแผนการล้ำลึก
หรือไม่… เธอก็คงเป็นคนวิปริตที่ไม่รู้จักความกลัวเอาเสียเลย
ภายในคฤหาสน์อันกว้างขวาง ซูเฟินเดินขึ้นบันได แผ่วเบาไร้เสียง เธอเดินวนรอบวิลล่าราวกับเป็นการตรวจตราพื้นที่ คล้ายกับวิญญาณเร่ร่อนออกวนเวียนยามดึก
มู่กุยฝานขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
*
ในห้องนอนใหญ่ ซูเหอเวิ่นนอนอยู่บนเตียงสไตล์โมเดิร์นสีเทาเขียว การตกแต่งห้องของซูอีเฉินเน้นโทนสีเย็น และจัดวางข้าวของอย่างเป็นระเบียบเคร่งครัด ให้ความรู้สึกแข็งกระด้าง ไร้ความอบอุุ่น
ซูเหอเวิ่นนอนยืดหลังตรง มือทั้งสองข้างวางซ้อนกันบนหน้าท้องอย่างเรียบร้อย ซูอีเฉินห่มผ้าบาง ๆ ให้ลูกชายพลางเอ่ย “นอนเถอะ”
เมื่อไฟดับลง ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความมืด มีเพียงแสงสลัวจากภายนอกส่องผ่านม่านเข้ามาเล็กน้อย ซูเหอเวิ่นพยายามขยับตัวเข้าไปใกล้พ่อของเขามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ครู่หนึ่งผ่านไป เขาเม้มปากแน่นก่อนลองเชิงถามเสียงเบา “พ่อครับ?”
“อืม” ซูอีเฉินตอบรับสั้น ๆ
ซูเหอเวิ่นนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนพึมพำสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจออกมา “พ่อ… คนอื่นเขาพูดกันว่าผมกับพี่เกิดมาจากหลอดทดลอง… มีจุดประสงค์แค่เพื่อเป็นผู้บริจาคอวัยวะให้อาเล็กเท่านั้น… มันเป็นเรื่องจริงเหรอครับ?”
“ใครเป็นคนบอกลูกล่ะ” ซูอีเฉินหลับตาลง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามฉบับของเขา
“ใคร ๆ เขาก็พูดกันแบบนั้นทั้งนั้นแหละครับ” ซูเหอเวิ่นเบ้ปากด้วยความน้อยใจ
ตั้งแต่จำความได้ พวกเขาพี่น้องไม่เคยสัมผัสถึงร่องรอยของผู้เป็นแม่เลยแม้แต่น้อย ในรูปถ่ายครอบครัว หรือแม้แต่หน้าข่าวสังคมย้อนหลัง ก็ไม่มีหลักฐานใดบ่งบอกว่าแม่ของพวกเขามีตัวตนอยู่จริง
ด้วยเหตุนี้ ข่าวลือหนาหูจึงมักจะบอกว่าเขากับซูเหอเหวินถูกคัดเลือกและปฏิสนธิอย่างพิถีพิถันจากหลอดทดลอง เพียงเพราะในตอนนั้นอาหญิงของพวกเขาป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะสุดท้าย และการค้นหาผู้ที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้จากทั่วโลกกลับพบแต่ความล้มเหลว…
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ทำไมไม่ทำหลอดเดียวให้ได้ลูกแฝดไปเลยล่ะ จะแยกทำเป็นสองหลอดให้เสียเวลาทำไม?” ซูอีเฉินเหยียดน้ำเสียงถามกลับ
คำถามนั้นทำให้ซูเหอเวิ่นถึงกับใบ้กิน เพราะเขากับพี่ชายมีอายุห่างกันมากกว่าหนึ่งปี
ซูอีเฉินตั้งท่าจะอธิบายต่อ ทว่าจู่ ๆ เขากลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ใบหน้าคมเข้มหันไปจ้องเขม็งที่ประตูห้องทันที
ซูเหอเวิ่นรู้สึกได้ถึงบรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาทันควัน เขาขยับกายเข้าไปชิดพ่อมากขึ้น
เป็นที่รู้กันดีว่าบานประตูย่อมไม่สามารถแนบสนิทกับพื้นได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะต้องเผื่อช่องว่างเล็กน้อยไม่ให้เสียดสีเวลาเปิดปิด แสงไฟจากโถงทางเดินด้านนอกที่ลอดผ่านช่องใต้ประตูเข้ามานั้น เดิมทีควรสว่างสม่ำเสมอ
แต่ในวินาทีนี้ แสงกลับมืดสลัวลงไปบางส่วน ราวกับมีใครบางคนกำลังยืนบังแสงอยู่ข้างนอกนั่น!
เงาดำตรงช่องใต้ประตูขยับวูบไปข้างหน้าครู่หนึ่ง ก่อนเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ซูเหอเวิ่นที่เห็นเหตุการณ์กับตาถึงกับตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจนแทบจะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
**
ทางด้านห้องของ ซู่เป่า
เด็กน้อยกำลังจมอยู่ในนิทรา แต่จู่ ๆ กลับมีกระแสลมเย็นวูบผ่านแก้มไป ตามมาด้วยเสียง “จิ๊ ” ทุ้มต่ำอย่างประหลาดจากทางระเบียง ซึ่งเป็นเสียงของเสี่ยวอู่ เจ้านกแก้วตัวแสบ มักจะส่งเสียงเตือนออกมาเมื่อรู้สึกว่ามีสัตว์อื่นหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าใกล้ในยามวิกาล
แต่เพียงครู่เดียว เสียงนั้นก็เงียบหายไป
ซู่เป่าขยับตัวตื่นขึ้น เธอปรือตามองเพดานห้อง เมื่อประตูห้องถูกแง้มเปิดออกเบา ๆ ซู่เป่าจึงได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจน เธอเบนสายตาไปมองที่ประตูด้วยความสงสัย
อาศัยแสงรำไรลอดมาจากระเบียง เธอเห็นเงาร่างหนึ่งเยื้องย่างเข้ามาโดยไร้เสียง ฝีเท้านั้นนุ่มนวลและแผ่วเบาราวกับอุ้งเท้าแมวกำลังย่องเข้าหาเหยื่อ…
ตามธรรมชาติของสายตามนุษย์ เมื่อก้าวจากพื้นที่สว่างเข้าสู่ความมืดมิดในทันที ย่อมพร่ามัวจนไม่อาจแยกแยะทิศทาง ทว่าสำหรับคนที่อยู่ภายในความมืดครู่ใหญ่เช่น ซู่เป่า เธอกลับมองเห็นทุกการเคลื่อนไหวได้ชัดแจ้ง
เด็กน้อยจ้องมองร่างลึกลับเดินมาหยุดนิ่งอยู่ข้างเตียง เงาดำนั้นยืนตัวตรงประดุจวิญญาณร้ายพลางจับจ้องมาที่เธอไม่วางตา
“ป้าซูเฟินคะ คุณกำลังทำอะไรอยู่เหรอ?” ซู่เป่าตัดสินใจถามออกไปเสียงใส
ท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบงัน และความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือ จู่ ๆ เสียงเล็กของเด็กผู้หญิงก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
ซูเฟินสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจสุดขีด เธอหลุดร้องออกมา ราวกับลืมตัว “อ๊า!…”
ร่างนั้นรีบถอยกรูดหนี แต่ด้วยความลนลานทำให้เธอพลาดท่าไปเหยียบเข้ากับอะไรบางอย่าง จนเกิดเสียงโครมครามดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วห้อง!