ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 16 ความลำเอียงที่กรีดลึกในใจ
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 16 ความลำเอียงที่กรีดลึกในใจ
บทที่ 16 ความลำเอียงที่กรีดลึกในใจ
ภายในห้องนอนที่เคยอบอวลด้วยความโกรธ บัดนี้กลับเงียบสงบลง เสี่ยวอู่หดตัวซุกอยู่ในอ้อมแขนของซู่เป่า เด็กน้อยเองก็ซุกกายอยู่ในอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นของคุณยายซูอีกทีหนึ่ง
นกแก้วตัวน้อยเพิ่งย้ายมาแท้ ๆ กลับต้องเผชิญเหตุการณ์เฉียดตายจนขวัญเสีย บัดนี้มันยังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ไม่ต่างจากซู่เป่าที่เอาแต่โทษตัวเองด้วยความเสียใจ เธอผิดหวังเหลือเกิน เพราะปกป้องเพื่อนรักเพียงตัวเดียวไว้ไม่ได้
เมื่อเห็นว่าหลานสาวเริ่มสงบลง คุณนายผู้เฒ่าซูจึงลูบศีรษะเธออย่างแผ่วเบา
“ซู่เป่ารู้สึกดีขึ้นหรือยังลูก? เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของหนูเลยนะ หานหานต่างหากที่ทำไม่ถูก”
“ใช่แล้ว! ซู่เป่าของตาเก่งมาก เป็นเด็กดีที่รู้จักเหตุและผลที่สุด” ผู้เป็นตาเอ่ยสำทับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ซู่เป่าคือหลานรักที่สุดของยายเลยนะลูก!” หญิงชรารีบเสริมทันที
สองผู้เฒ่าสลับกันเอ่ยคำชมประหนึ่งการวิ่งผลัดที่ไม่มีใครยอมแพ้ใคร นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ซู่เป่าได้รับคำชื่นชมมากมายเช่นนี้
“คุณตาคุณยายก็เป็นเด็กดีเหมือนกันค่ะ!” เธอรู้สึกเขินอายจนใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ มือเล็กเขี่ยปีกนกแก้วไปมาพลางพึมพำ
คำพูดไร้เดียงสานั้นทำให้ผู้สูงอายุทั้งสองชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาดังลั่นด้วยความเอ็นดู
ซูอีเฉินเพิ่งเสร็จจากการประชุมในห้องทำงาน ทันทีที่ทราบเรื่องการปะทะกันระหว่างซู่เป่าและหานหาน เขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวล
ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ตรงประตูมองดูซู่เป่าเงียบ ๆ ในอกพลันรู้สึกเจ็บแปลบด้วยความสงสาร แต่เมื่อเห็นซูจื่อหลินเดินผ่านมา เขาจึงเอ่ยเตือนด้วยเสียงต่ำ
“น้องรอง เรื่องในบ้านนายน่ะ… นายควรจะรีบจัดการให้เด็ดขาดสักที”
ย้อนกลับไปตอนที่เหวยหว่านแต่งงานเข้ามา แม้ทั้งคู่จะไม่ได้เริ่มต้นด้วยความรัก แต่ด้วยพันธะของลูกชายคนโตคือ ซูจื่อซี ชีวิตคู่จึงยังพอประคองไปได้
จนกระทั่งหานหานเกิด ครอบครัวซูถึงได้ล่วงรู้ความจริงว่าทุกอย่างคือแผนการของฝ่ายหญิง ซูจื่อหลินต้องการหย่าขาดทันที แต่ทางตระกูลเหวยกลับดื้อ ไม่ยอมเลิกรา
ประจวบกับช่วงนั้นซูจิ่นอวี้หายตัวไป ทุกคนในบ้านต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการตามหาเธอ เรื่องราวความร้าวฉานนี้ จึงถูกปล่อยให้ยืดเยื้อเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน
“ผมรู้ แต่ตอนนี้เด็ก ๆ โตกันหมดแล้ว ผมกังวลว่าการหย่าจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของพวกเขา” ซูจื่อหลินถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย ถึงอย่างไรหานหานและจื่อซีก็เป็นลูกแท้ ๆ แม้ปกติเขาจะไม่ได้ใกล้ชิดนัก แต่ความผูกพันทางสายเลือดก็ทำให้เขาตัดใจไม่ลง
ซูอีเฉินพยักหน้าเข้าใจ ทุกครอบครัวย่อมมีปมที่แก้ยาก เขาไม่อาจตัดสินใจแทนได้
“เรื่องในบ้านของนาย… นายควรเป็นคนสะสางให้เด็ดขาดด้วยตัวเอง”
ทั้งสองมองลอดเข้าไปในห้อง เห็นเจ้าตัวเล็กผ่านพ้นช่วงเวลาเศร้าโศกไปแล้ว เธอกำลังสนทนากับคุณยายของเธอเรื่องที่มาของชื่ออย่างจริงจัง
“คุณแม่บอกว่า ซู คือธัญพืชชนิดหนึ่งค่ะ เมื่อกะเทาะเปลือกออกแล้วจะเรียกว่าข้าวฟ่างเม็ดเล็ก ต้นข้าวฟ่างนั้นทนต่อความแห้งแล้งและปรับตัวเก่งมาก แม่ก็เลยตั้งชื่อหนูว่าซู่เป่าเพื่อให้หนูเข้มแข็งค่ะ”
น้ำเสียงของเด็กน้อยนุ่มนวลตามวัย แต่ท่าทางกลับดูเคร่งขรึมเคร่งครัด ราวกับกำลังท่องจำทุกคำพูดที่แม่เคยสอนไว้อย่างไม่ตกหล่น
คุณยายซูฟังแล้วรู้สึกแสบจมูกด้วยความตื้นตัน เธอพยักหน้ารับ
“ชื่อของซู่เป่าความหมายดีมากเลย แม่ของหนูชื่อซูจิ่นอวี้ ถ้าอย่างนั้น ซู่เป่าจะยอมใช้นามสกุล ‘ซู’ ของคุณแม่ด้วยได้ไหมจ๊ะ?”
ซู่เป่าพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น “อื้อ! หนูจะใช้นามสกุลเดียวกับคุณแม่ค่ะ!”
คุณตาซูยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะตั้งโจทย์ “แล้วเราจะตั้งชื่อจริงที่ขึ้นต้นด้วย ‘ซู’ ว่าอะไรดีล่ะ?”
ซู่เป่ารีบชูมือน้อย ๆ ขึ้นตอบทันที “ซูซู่เป่าค่ะ!”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนในห้องหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน
ซูอีเฉินเดินเข้ามาสมทบพลางเสนอ “เรียกว่าซูซู ดีไหม?”
“ไม่ดี ๆ ฟังแล้วเหมือนกำลังเรียก ‘ลุง’ เลย”
คุณยายซูรีบส่ายหน้าปฏิเสธ กลายเป็นเรื่องยากสำหรับทุกคนที่ต้องการเก็บคำว่า ‘ซู’ ไว้ในชื่อแต่ดันพ้องเสียงกับนามสกุล ‘ซู’ จนฟังดูสับสน
ในที่สุดจึงตัดสินใจว่าจะจัดประชุมครอบครัวเพื่อระดมสมองตั้งชื่อให้หลานสาวตัวน้อยอย่างเป็นทางการ
“ซู่เป่าปีนี้อายุสามขวบครึ่งแล้วใช่ไหมลูก?” คุณป้าสะใภ้เอ่ยถาม
“น่าจะใช่ค่ะ… แม่บอกว่าหนูเกิดวันที่ 15 มีนาคม” ซู่เป่าเอียงคอคิด
ทุกคนชะงักไป… 15 มีนาคม
นั่นหมายถึงอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า!
หนึ่งสัปดาห์จากนี้ ซู่เป่าก็จะอายุครบสี่ขวบเต็มแล้ว
“ดีเลย! เราจะจัดงานวันเกิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้ซู่เป่า มีเค้กก้อนโต ๆ ให้หนูอธิษฐานขอพรด้วยนะ!” คุณนายเฒ่าซูตาเป็นประกาย
“จริงเหรอคะ! หนูจะได้มีเค้กจริง ๆ เหรอคะ?” ซู่เป่าถามด้วยความตื่นเต้น
“ซู่เป่าไม่เคยฉลองวันเกิดมาก่อนเลยหรือลูก?” คุณย่าถามเสียงแผ่ว เด็กน้อยส่ายหน้าช้า ๆ
“ไม่เคยเลยค่ะ พ่อบอกว่ายุ่งจนไม่มีเวลา ส่วนคุณป้าบอกว่าเธอกำลังตั้งท้อง เห็นเค้กแล้วจะอ้วก…”
เธอเล่าต่อว่าเคยลองอ้อนวอนคุณปู่คุณย่าตระกูลหลินขอเพียงเค้กชิ้นเล็ก ๆ สักชิ้น แต่กลับถูกตอกกลับมาว่าไร้สาระ ทุกคนยุ่งจะตายอยู่แล้วยังมาหาเรื่องวุ่นวายอีก
บัดนี้ ซู่เป่าจึงเต็มไปด้วยความคาดหวังกับวันเกิดที่กำลังจะมาถึง เธอแอบคิดในใจว่าถ้าขอพรได้
เธอย่อมอยากขอให้คุณแม่มีความสุขอยู่บนสวรรค์กับก้อนเมฆและดวงดาว และขอให้คุณตาคุณยายอายุยืนยาวแข็งแรงไปถึงร้อยปีเลย!
เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ บรรยากาศในคฤหาสน์ตระกูลซูกลับมาคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาตลอดสี่ปี บนโต๊ะอาหาร คุณตาซูหยิบยกเรื่องการตั้งชื่อขึ้นมาปรึกษา บรรดาลูกชายซึ่งปกติเป็นผู้กุมชะตาธุรกิจระดับโลกต่างก็นั่งนิ่งขรึม ใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงจนบรรยากาศเงียบกริบอย่างน่าเกรงขาม
เหวยหว่านที่นั่งอยู่อีกด้านกลับยิ่งรู้สึกอึดอัดใจ เธอเห็นทุกคนรุมล้อมให้ความสำคัญกับซู่เป่าจนลืมไปว่าหานหานก็เจ็บตัวเหมือนกัน
“หานหานจ๊ะ ทานเนื้อปูที่ลูกชอบสิลูก…” เหวยหว่านตักอาหารปลอบใจลูกสาว
ทว่าหานหานกลับจ้องมองซู่เป่าด้วยสายตาชิงชัง เธอไม่ต้องการให้ยัยเด็กนี่มาร่วมโต๊ะ บ้านนี้เป็นของเธอ โต๊ะนี้ก็เป็นของเธอ!
ฝ่ายซู่เป่าเอง แม้จะเป็นเด็กดีแต่เธอก็ยังจำภาพที่หานหานบีบคอเสี่ยวอู่ได้แม่นยำ เธอจึงเลือกเมินเฉยต่อหานหานแล้วหันไปทางอื่นแทน
การถูกเมินเฉยทำให้หานหานระเบิดอารมณ์ออกมาทันที! เธอโยนช้อนลงพื้นเสียงดัง ก่อนจะแผดเสียงร้องไห้โฮ
ซูจื่อซี ซูเหอเหวิน และซูเหอกู้ ต่างกลอกตามองบนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เอาอีกแล้ว…
“หานหานเป็นอะไรลูก? ร้องไห้ทำไมจ๊ะ?” เหวยหว่านรีบเข้าไปโอ๋ลูกสาว
“มันรังแกหนู! ทุกคนรุมรังแกหนู ไม่มีใครสนใจหนูเลยสักคน!” หานหานคว้าชามข้าวเทอาหารทิ้งจนเลอะเทอะพลางกรีดร้อง
เหวยหว่านรู้สึกเจ็บร้าวในอก เธอหันไปมองหน้าทุกคนด้วยแววตาตำหนิ
เห็นไหม? ความเฉยชาของพวกคุณคือความรุนแรงที่ทำร้ายเด็ก!
“หานหานลูกรัก แม่อยู่นี่นะ แม่จะปกป้องหนูเอง” เหวยหว่านพยายามประคองกอดพร้อมเอ่ยปลอบขวัญลูกสาวด้วยความสงสารจับใจ
แต่หานหานกลับยิ่งอาละวาดหนัก เธอคว้าตะเกียบและจานปาลงกลางโต๊ะอาหารอย่างบ้าคลั่ง
“หนูไม่ยอม! หนูไม่ต้องการให้น้องสาวอยู่ที่นี่! หนูไม่อนุญาตให้มันกินข้าวกับหนู!”
“ถ้าไม่อยากกินก็ออกไป!” ประมุขตระกูลซูตวาดลั่นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ใครสั่งใครสอนให้คว่ำชามเทอาหารทิ้งประชดบนโต๊ะแบบนี้ฮะ?”
หานหานเห็นคุณปู่ดุใส่ ก็ยิ่งแผดเสียงร้องดังขึ้นไปอีก สองเท้าเตะโต๊ะอาหารดังปัง ๆ พลางตะโกนซ้ำซาก “หนูไม่เอา! หนูไม่ยอม!”
ไม่ว่าใครจะพยายามเอ่ยปากห้ามปรามหรือใช้เหตุผลอย่างไร เด็กหญิงตัวน้อยก็ปิดรับทุกสิ่ง และตะโกนสวนกลับมาเพียงประโยคเดียววนไปวนมา ว่า หนูไม่เอา!
ความเอาแต่ใจอย่างไร้เหตุผลนั้นทำให้บรรยากาศทั่วทั้งโต๊ะอาหารพลันตกอยู่ในความเงียบงัด ทุกคนได้แต่จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก
ทุกคนต่างนิ่งเงียบด้วยความอ่อนใจ ซูจื่อหลินที่ทนดูไม่ไหวจึงลุกขึ้นมาอุ้มหานหานหมายจะพาออกไป แต่เด็กหญิงกลับดิ้นรนขัดขืนอย่างรุนแรงจนเขาโกรธจัด เขาจึงคว้าคอเสื้อด้านหลังของลูกสาวแล้ว ‘ลาก’ เธอขึ้นไปชั้นบนทันที
“ซูจื่อหลิน! คุณจะทำอะไรลูกน่ะ!” เหวยหว่านหวีดร้องด้วยความตกใจ
ซู่เป่าเห็นภาพนั้นก็ตกใจจนทำเนื้อในมือร่วงหล่น ภาพที่หานหานถูกลากไปกับพื้นทำให้เธอนึกถึงอดีตของตัวเองขึ้นมา…
จู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่าพี่หานหานก็น่าสงสารเหมือนกัน
เหวยหว่านรีบวิ่งไปแย่งตัวหานหานมากอดไว้ เธอหันมามองซูจื่อหลินด้วยสายตาตัดพ้อที่เต็มไปด้วยน้ำตา ก่อนจะสะบัดหน้าพาลูกสาวกึ่งวิ่งกึ่งเดินขึ้นชั้นบนไปทันที
ในใจของเหวยหว่านเต็มไปด้วยความขมขื่น ทำไมทุกคนถึงใจร้ายกับลูกสาวเธอได้ถึงขนาดนี้?
พวกเขาไม่เห็นรอยแผลที่ข้อมือหรือรอยช้ำที่ดวงตาของหานหานเลยหรือไง?
ทำไมถึงจงใจทอดทิ้งลูกสาวเธอให้เดียวดายเช่นนี้?
หัวใจของคนเป็นแม่… แทบจะแตกสลายลงตรงนั้น