ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 168 ใต้แม่น้ำอันน่าพิศวง
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 168 ใต้แม่น้ำอันน่าพิศวง
บทที่ 168 ใต้แม่น้ำอันน่าพิศวง
มู่กุยฝานแทรกฝูงชนออกไปอย่างรวดเร็ว จากระยะไกล เขาเห็นศีรษะมนุษย์ลอยอยู่บนผิวน้ำกลางแม่น้ำ
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ริมตลิ่งกลับมีเด็กผู้หญิงสองคนนั่งตัวเปียกโชก ร้องไห้โฮด้วยความขวัญเสีย…
เมื่อครู่เขาได้ยินว่ามีเด็กผู้หญิงสองคนตกน้ำ หรือว่าพวกเธอจะถูกช่วยขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว?
“ลูกสาวฉัน ยังมีลูกสาวฉันอีกคน!” หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งกรีดร้องเสียงหลง
“คุณอย่าลงไป!” มู่กุยฝานรีบคว้าตัวเธอไว้ก่อนที่เธอจะกระโจนลงไปเอง
“ปล่อยฉัน ลูกสาวฉันยังอยู่ในน้ำ ช่วยลูกสาวฉันด้วย!” เธอดีดดิ้นไม่ยอมหยุดด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่
แต่ในขณะเดียวกัน เสียงตะโกนจากชาวบ้านริมฝั่งกลับขัดแย้งกันวุ่นวาย “ไม่ใช่! เป็นผู้ชาย… มีผู้ชายอีกคนจมลงไปตรงนั้น!”
สรุปว่าเป็นเด็กผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่?
หญิงคนนั้นพยายามผลักมู่กุยฝานออกสุดแรง แต่เขากลับดึงเธอกลับมาด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า ก่อนตวาดถามด้วยเสียงดุดัน “คุณว่ายน้ำเป็นไหม?”
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้าทั้งน้ำตา
“อย่าลงไปเด็ดขาด รออยู่ตรงนี้ ได้ยินไหม?” มู่กุยฝานสั่งเสียงเฉียบ
พูดจบเขาก็ถอดเสื้อนอกแล้วกระโดดลงน้ำทันที ในนาทีวิกฤตเช่นนี้ ทุกวินาทีล้วนหมายถึงชีวิต มู่กุยฝานพุ่งทะยานฝ่าน้ำไปยังศีรษะซึ่งลอยนิ่งอยู่กลางแม่น้ำ
ทว่าความวุ่นวายยังไม่จบ หญิงคนนั้นไม่ฟังคำเตือน เธออาศัยจังหวะที่มู่กุยฝานว่ายออกไปแอบกระโดดลงน้ำตามมา ริมตลิ่งนั้นน้ำตื้นเธอจึงเดินมุ่งหน้าไปได้ แต่พอเริ่มเข้าใกล้กลางลำน้ำเธอกลับตะโกนลั่น “ช่วยลูกสาวฉันก่อน ช่วยลูกสาวฉัน”
สิ้นคำนั้น เท้าของเธอก็เหยียบพลาดจมดิ่งลงสู่จุดลึกชันทันที!
“ช่วย… ช่วยด้วย… อึก” หญิงวัยกลางคนดิ้นทุรนทุราย พยายามตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดตามสัญชาตญาณ
มู่กุยฝานสบถในใจด้วยความโมโห เขาบอกแล้วว่าอย่าลงมา! คนว่ายน้ำไม่เป็นแท้ ๆ แต่กลับหาเรื่องใส่ตัวในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน
เขามองไปยังศีรษะกลางแม่น้ำซึ่งตอนนี้นิ่งสนิทไม่ขยับเขยื้อน ส่วนผู้หญิงคนนี้อยู่ห่างจากเขาเพียงสองเมตร
ในฐานะผู้มากประสบการณ์ มู่กุยฝานต้องเลือกช่วยคนที่มีโอกาสรอดมากกว่า เขาไม่เสียเวลาคิดว่าใครสมควรได้รับความช่วยเหลือหรือไม่
แต่เขาคิดเพียงว่านี่คือชีวิต มู่กุยฝานวกกลับมาคว้าตัวหญิงวัยกลางคนผู้นั้นไว้ แล้วใช้แรงมหาศาลเหวี่ยงเธอขึ้นไปยังริมฝั่งอย่างแรง แล้วหันกลับไปว่ายรุดหน้าสู่กลางน้ำอีกครั้ง
ร่างของหญิงคนนั้นกระแทกเข้ากับโคลนริมฝั่งดัง “โอ๊ย!” ก่อนคนบนฝั่งจะช่วยกันลากเธอขึ้นไป
ขณะนั้นเอง คุณนายซูและซู่เป่าเพิ่งตามมาถึงจุดเกิดเหตุ
ซู่เป่ามองไปยังเงาร่างของคุณพ่อที่กำลังว่ายอยู่กลางกระแสน้ำ ทันใดนั้นหัวใจของเธอก็เต้นระรัวด้วยความลางสังหรณ์ไม่ดี “คุณพ่อ คุณพ่อคะ!”
“ซู่เป่า อย่าลงไปนะลูก” คุณยายซูร้องห้ามด้วยความตกใจ
ซู่เป่าหันมาบอก “คุณยายไม่ต้องห่วงนะคะ ซู่เป่าจะไม่ดื้อ คุณยายอยู่ตรงนี้ห้ามไปไหนนะคะ” พูดจบเด็กน้อยก็วิ่งรี่ไปริมน้ำทันที
คุณยายซูทำอะไรไม่ได้นอกจากกุมรีโมทรถเข็นไว้แน่น เธอรู้ดีว่าหากเธอลงไปตอนนี้ มีแต่จะเพิ่มภาระให้คนอื่น เธอจึงถอยรถเข็นไปอยู่ในจุดปลอดภัย แล้วรีบขอความช่วยเหลือจากคนที่เดินผ่านไปมาให้ช่วยดูซู่เป่า
ซู่เป่าวิ่งมาจนถึงริมตลิ่งด้วยขาสั้น ๆ ของเธอ แต่เด็กน้อยไม่ได้วู่วาม เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้น กอดอกแล้วตะโกนสุดเสียง “คุณพ่อ กลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
“หนูน้อย อย่าวิ่งซนแถวนี้นะ ลมมันแรง” ลุงคนหนึ่งเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาอุ้มซู่เป่าไว้
ท่ามกลางเสียงคลื่นและลมแรง มู่กุยฝานเข้าถึงตัวเป้าหมายแล้ว เขาคว้าเสื้อของคนที่ลอยคออยู่ไว้ได้ทันควัน ทว่าในวินาทีที่สัมผัส เขากลับรู้สึกถึงความเหนียวเหนอะหนะไม่เป็นธรรมชาติ มือของเขาลื่นพรืดราวกับจับโดนเมือกตะไคร่น้ำ
เขารู้สึกแปลกใจ… คนที่เพิ่งตกน้ำทำไมถึงมีเมือกลื่นเหมือนแช่น้ำมาแรมเดือน?
ในจังหวะนั้นเอง ร่างลอยนิ่งก็พลิกกลับมา เผยให้เห็นใบหน้าซีดเผือดพร้อมดวงตาเหลือกโพลงสีขาวโพลนดูสยดสยองอย่างยิ่ง
เป็นศพผู้ชาย!
มู่กุยฝานชะงักไปครู่หนึ่ง และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เขารู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่เย็นเยียบคว้าข้อเท้าของเขาไว้แน่น แล้วกระชากร่างของเขาลงสู่ก้นแม่น้ำ
“?!”
กล้ามาเล่นงานมู่กุยฝานอย่างฉันเชียวรึ?
มู่กุยฝานไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนคนทั่วไป เขาใช้ทักษะการต่อสู้ใต้น้ำที่ฝึกฝนมาอย่างหนัก เตะสวนลงไปใต้เท้าทันที!
หากเป็นคนปกติเมื่อเห็นศพลืมตาขาวโพลนหรือถูกดึงขาใต้น้ำ คงสำลักน้ำและดิ้นพล่านจนจมไปแล้ว แต่มู่กุยฝานยังคงสุขุมเยือกเย็น มือหนึ่งยังคงหิ้วศพชายคนนั้นไว้ อีกข้างก็ออกแรงเตะสิ่งเบื้องล่างหนักหน่วง
เขาอาศัยแรงเหวี่ยง เตะไปโดนวัตถุบางอย่างที่ทั้งกลมและลื่น สัมผัสคล้ายกับศีรษะของมนุษย์
มู่กุยฝานไม่มีเวลามาวิเคราะห์ว่ามันคือตัวอะไรกันแน่ เขาพยายามว่ายกลับเข้าฝั่งโดยมีศพติดมือมาด้วย แต่สิ่งที่อยู่ใต้น้ำกลับไล่ล่าไม่เลิกรา มันว่องไวมากและคว้าเข้าข้อเท้าของเขาอีกครั้ง
คราวนี้แรงดึงนั้นมหาศาลจนร่างของมู่กุยฝานถูกดึงกลับหลังไปครู่หนึ่ง เขาขมวดคิ้วตัดสินใจสะบัดมือผลักศพชายคนนั้นออกไปทางฝั่งก่อน เพื่อให้ตัวเองเป็นอิสระและใช้พละกำลังทั้งหมดในการรับมือกับสิ่งที่อยู่ใต้เท้า
เขารู้สึกได้ถึงความเหนียวเหนอะหนะ มันกำลังพันธนาการข้อเท้าทั้งสองข้างไว้ แรงดึงนั้นทำให้เขาหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่ว่าว่ายน้ำท่าไหนก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนไปข้างหน้าได้
ไอ้ตัวนี้แรงเยอะใช่เล่น… มู่กุยฝานประเมินสถานการณ์ทันที
ตราบใดที่เขาไม่เสียสมาธิ เขายังพอประคองตัวรอให้ทีมกู้ภัยมาถึงได้ แต่การปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่เป็นผลดี เพราะเขามองไม่เห็นว่าสิ่งนั้นจะแผลงฤทธิ์อะไรขึ้นมาอีก
ในจังหวะนั้น แสงสีเขียวสายหนึ่งก็วาบผ่านเหนือผิวน้ำ!
เจ้าเสี่ยวอู่บินโฉบลงมา ในปากของมันคาบยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่งไว้ พร้อมร่อนลงเกาะบนศีรษะของมู่กุยฝานอย่างแม่นยำ
“นี่มัน…”
เสี่ยวอู่ไม่รอช้า มันใช้จงอยปากคาบยันต์แล้วเคาะลงบนหน้าผากของมู่กุยฝานดัง กึก กึก กึก! ราวกับกำลังจะประทับตราไล่ผีให้เขายังไงยังงั้น
เขายื่นมือออกไปคว้ายันต์สีเหลืองแผ่นนั้นเอาไว้ด้วยความงุนงง
เสี่ยวอู่กระพือปีกโผบินขึ้นเหนือศีรษะพลางร้องตะโกนลั่น “เผามัน เผามันเลย”
ที่แท้เป็นเพราะซู่เป่าที่ยืนอยู่ริมฝั่งมองสถานการณ์อยู่ด้วยความร้อนรน ในจังหวะที่มู่กุยฝานกำลังดิ้นรนใต้น้ำ สายตาของเด็กน้อยมองเห็นไอมรณะสีดำทะมึนกำลังโอบล้อมร่างของคุณพ่อเอาไว้
เธอไม่สามารถข้ามน้ำไปช่วยได้เอง และลุง ๆ นักดับเพลิงก็ยังมาไม่ถึง ในความเร่งรีบนั้นซู่เป่าเหลือบไปเห็นเสี่ยวอู่พอดีจึงปิ๊งไอเดียขึ้นมา
เธอรีบหยิบยันต์ป้องกันภูตผีจากกระเป๋าสะพายใบเล็กยัดใส่ปากเสี่ยวอู่แล้วสั่งให้มันนำไปส่งทันที
โชคดีที่เสี่ยวอู่ไม่ได้ทำตัวเป็นนกไร้ประโยชน์ในเวลาวิกฤต
มู่กุยฝานกำยันต์ในมือแน่น เขาไม่เคยใช้ของพวกนี้มาก่อน และไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่ในเมื่อเมื่อกี้เสี่ยวอู่เอามาเคาะหัวเขาแล้วไม่ได้ผล เขาจึงตัดสินใจใช้ยันต์ใบนั้นตบลงบนผิวน้ำดังฉาด
และเขาก็เดาถูก! น้ำในแม่น้ำดำมืดราวกับหมึกตรงหน้าพลันลุกพรึบเป็นเปลวไฟสีเขียวสว่างวาบขึ้นมาทันที มู่กุยฝานรู้สึกได้ว่าสิ่งที่พันธนาการข้อเท้าเขาไว้รีบปล่อยมือ และถดถอยหนีไปทันที
ผิวน้ำที่เคยดำมืดพลันกลับมาใสกระจ่าง สะท้อนแสงไฟวิบวับจากสองฟากฝั่งแม่น้ำดังเดิม มู่กุยฝานไม่รอช้า รีบเร่งจ้ำว่ายเข้าหาฝั่งสุดชีวิต ทว่าในจังหวะที่จวนจะถึงตลิ่ง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นร่างของชายคนนั้นอีกครั้ง ดูเหมือนศพจะลอยไปติดหนึบอยู่กับกิ่งไม้ที่ยื่นออกมาจากริมน้ำ
เขาคว้าหมับเข้าร่างนั้นแล้วลากกลับขึ้นฝั่งได้สำเร็จในที่สุด
ซู่เป่าพุ่งโถมเข้าไปหาคุณพ่อทันที เธอโผกอดมู่กุยฝานที่ตัวเปียกโชกไว้แน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความขวัญเสีย “คุณพ่อขา…”
“พ่อไม่เป็นไรแล้วลูก” มู่กุยฝานลูบศีรษะลูกสาวเบา ๆ อย่างปลอบโยน
แม้เรื่องวันนี้จะดูประหลาดและลี้ลับเพียงใด แต่สำหรับคนที่ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วนอย่างเขา สิ่งที่อันตรายกว่านี้เขาก็เจอมาหมดแล้ว
ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็รุดมาถึงจุดเกิดเหตุ สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือการกู้ร่างของชายคนนั้นขึ้นมาจากน้ำ
ใบหน้าศพซีดขาว ดวงตาเบิกค้าง ราวกับตายตาไม่หลับ ทำเอาคนดูริมฝั่งขนลุกไปตามๆ กัน
ทว่ามู่กุยฝานกลับขมวดคิ้วมุ่นจ้องมองศพตรงหน้าไม่วางตา…
‘ศพผู้ชายคนนี้…’
‘เมื่อกี้ตอนอยู่ใต้น้ำ เขาไม่ได้กลอกตาจนเห็นแต่ตาขาวหรอกหรือ?’
‘แล้วทำไมตอนนี้… ลูกตาดำถึงกลับมาอยู่ที่เดิมได้ล่ะ?’