ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 171 คนปะปนอยู่ท่ามกลางผี สนุกยิ่งกว่าผีเสียอีก
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 171 คนปะปนอยู่ท่ามกลางผี สนุกยิ่งกว่าผีเสียอีก
บทที่ 171 คนปะปนอยู่ท่ามกลางผี สนุกยิ่งกว่าผีเสียอีก
ซู่เป่าจ้องมองไปยังผิวน้ำ ใบหน้ากลมเล็กของเธอฉายแววเคร่งขรึม ท่าทางจริงจังเกินวัยนี้ มีเสน่ห์ลึกลับที่ขัดกับภาพลักษณ์ปกติอย่างสิ้นเชิง
ทว่าบรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำในตอนนี้ กลับไม่ได้โศกเศร้าตามที่ควรจะเป็นเลยแม้แต่น้อย อุปกรณ์ไลฟ์สดตั้งเรียงรายเป็นแถวเว้นระยะทุกสองเมตรจะมีบล็อกเกอร์หนึ่งคนกำลังป่าวประกาศผ่านหน้าจอด้วยเสียงประหลาด ๆ
“นี่คือจุดเกิดเหตุที่สาวสามคนตกน้ำครับพี่น้อง! กดติดตามให้ผมด้วยนะ ผมจะพาตามติดเหตุการณ์ทั้งหมด ดูความคืบหน้าล่าสุดไปพร้อมกัน…”
“ตอนนี้เรือกู้ภัยยังงมไม่เจออะไรเลยครับ ทุกคนดูตรงที่ผมชี้นะ นี่คือจุดพบศพผู้ชาย… อ้อ ทุกคนลองดูรถเข็นสินค้าในไลฟ์ผมสิ มีขนมกับเมล็ดแตงโมให้สั่งมากินไปดูไลฟ์ไปได้นะครับ สั่งตอนนี้ส่งทันที!”
“มีพี่คนไหนจะส่งแว่นกันแดดให้ผมไหม? ตอนนี้เรากำลังทำแต้มแข่งกับอีกฝั่ง เราจะปล่อยให้กระแสตกไม่ได้! โอ้ว เจ้านายส่งเฟอร์รารี่มาแล้ว! ขอบคุณครับ! ขอให้รวย ๆ! ทุกคนช่วยกันกดติดตามเจ้านายอันดับหนึ่งของผมด้วยนะ!!”
เด็กสี่ขวบขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง แล้วถามเสียงแผ่ว “คุณพ่อขา พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่เหรอคะ?”
มู่กุยฝานกวาดสายตามองความวุ่นวายที่ไร้จิตสำนึกนั้นแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “นี่แหละที่เขาเรียกว่าร้อยผีออกหากินยามฝนพรำ มนุษย์ปะปนอยู่ในนั้น สนุกยิ่งกว่าผีเสียอีก…”
คนบางคนชอบดูความวุ่นวายและกลัวว่าเรื่องจะบานปลายไม่พอ บ้างก็พูดจาเย้ยหยัน บ้างก็คอยเติมเชื้อไฟ เรื่องคอขาดบาดตายในสายตาคนพวกนี้กลับกลายเป็นเพียงเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์
จิตใจของคนบางคนจึงไม่ต่างอะไรจากปีศาจร้าย ภายนอกอาจดูเหมือนคนปกติทั่วไป แต่ภายในกลับดำมืดและน่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก
ซู่เป่าอมยิ้มเงียบกริบ ไม่เอ่ยอะไรออกมา
“ซู่เป่า อยากให้พ่อช่วยทำอะไรไหม?” มู่กุยฝานถาม
“ตอนนี้ยังไม่มีอะไรค่ะ” ซู่เป่าส่ายหน้า
อาจารย์เคยสอนเธอว่า ผีร้ายมีระดับต่างกัน บางตนออกฤทธิ์ได้แค่ตอนกลางคืน แต่บางตนที่แก่กล้าสามารถปรากฏตัวในเวลากลางวันได้ ในสถานที่มีพลังหยินเข้มข้น… ซึ่งกอหญ้ารกชัฏริมน้ำที่แดดส่องไม่ถึงตลอดปี หรือใต้เงาสะพานมืดสลัว ล้วนเป็นแหล่งรวมพลังชั้นดี
เมื่อคืนผีร้ายตนนั้นคร่าชีวิตเด็กชายไปคนหนึ่ง แถมยังกล้ามาจับเท้าของคุณพ่อ ซู่เป่ากังวลว่ามันจะร้ายกาจจนทำร้ายคนเพิ่ม จึงต้องออกมาดูให้เห็นกับตา
“งั้นเรากลับกันเลยไหม?” มู่กุยฝานถาม
ซู่เป่าส่องกล้องส่องทางไกลอีกครั้งแล้วรีบพูด “เดี๋ยวก่อนค่ะคุณพ่อ… พวกเราไปอีกฝั่งกันเถอะ”
แม่น้ำหยงเจียงมีสวนสาธารณะขนาบทั้งสองฝั่ง แต่ฝั่งที่พวกเขาอยู่มีเขตพักอาศัยหนาแน่นคนจึงพลุกพล่าน ส่วนอีกฝั่งเป็นย่านตึกสำนักงานซึ่งเงียบสงบกว่า โดยเฉพาะในยามค่ำคืน ความแตกต่างจะชัดเจนเหมือนอยู่คนละโลก
ทางด้านชางชิงเป่ย เขาไลฟ์สดริมแม่น้ำมาสองชั่วโมงจนปากแห้งหน้าแดงเพราะแดดเผา แต่ยอดคนดูในห้องไลฟ์กลับน้อยนิดจนน่าหงุดหงิด เขาไม่เข้าใจว่าทำไมไลฟ์เรื่องเดียวกันแต่คนอื่นถึงปังกว่า
ในจังหวะที่เขากำลังกระดกน้ำดื่ม จู่ ๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งกำลังแบกเด็กผู้หญิงตัวน้อยเดินห่างออกไปจากฝูงชน ความสูงอันโดดเด่นทำให้เขาจำได้ทันที
นั่นมันซู่เป่า!
ชางชิงเป่ยตาเป็นประกายทันที สำหรับเขา ซู่เป่าเท่ากับยอดวิวถล่มทลาย! เขาไม่รอช้ารีบเก็บข้าวของแอบสะกดรอยตามไปทันที
มู่กุยฝานจูงมือซู่เป่าเดินข้ามสะพานลอย ท่ามกลางเสียงแตรและฝูงชนราวกับเร่งรีบกลับบ้าน เสียงวิจารณ์เรื่องเหตุการณ์เมื่อคืนยังคงดังแว่วมาเป็นระยะ
“ข่าวล่าสุดยืนยันแล้วนะ เด็กหนุ่มที่เสียชีวิตเป็นนักเรียน ม.6 แถวนี้เอง… น่าสงสารจัง ช่วยคนตกน้ำขึ้นมาได้สองคนแต่ตัวเองกลับจมหายไป ส่วนคนที่รอดมาได้ที่คนเห็นน่ะ คือพลเมืองดีคนที่สองที่กระโดดลงไปช่วยซ้ำ เห็นว่าเป็นผู้ชายที่ตัวสูงมาก ๆ”
มู่กุยฝานฟังแล้วก็ประมวลผลในใจ ข่าวพวกนั้นพูดถูก ตอนเขากระโดดลงไป เด็กผู้หญิงสองคนถูกช่วยขึ้นฝั่งเรียบร้อยแล้วด้วยฝีมือเด็กหนุ่มคนนั้น
แต่สิ่งที่ยังเป็นปริศนาคือ เด็กหญิงคนที่สาม หายไปไหน?
ตามหลักการ หากตกน้ำพร้อมกันต่อให้เสียชีวิต ศพก็ควรวนเวียนตามกระแสน้ำ ไม่หายไร้ร่องรอย
แถมการตายของเด็กหนุ่มคนนั้นก็ประหลาดเกินไป… ไม่เหมือนคนหมดแรงจมน้ำทั่วไปเลยสักนิด
“ลงจากตรงนั้น” มู่กุยฝานเอ่ย “ข้ามสะพานไปอีกร้อยเมตรจะเป็นประตูด้านข้างของสวนสาธารณะฝั่งตรงข้าม”
เมื่อเข้าสู่สวนสาธารณะฝั่งที่เงียบกว่า มู่กุยฝานจึงไม่ทันสังเกตเห็นชางชิงเป่ยซึ่งกำลังแอบแฝงตัวตามมาในเงามืด
“ทางนี้ค่ะ…” ซู่เป่าถือเข็มทิศขนาดเล็กที่อาจารย์จี้ฉางมอบให้ มันมีขนาดกะทัดรัดเหมือนนาฬิกาข้อมือ
เธอพามู่กุยฝานเดินไปยังต้นไทรริมน้ำ ต้นไทรต้นนี้ไม่ใหญ่นัก ลำต้นหนาประมาณขาของผู้ใหญ่ กิ่งก้านแผ่ยื่นออกไปเหนือผิวน้ำ มีเถาวัลย์ห้อยระย้าลงสู่แม่น้ำเป็นสาย
เข็มทิศหยุดนิ่งสนิทเมื่อมาถึงจุดนี้
“ที่นี่เหรอ?” มู่กุยฝานถาม เขามองด้วยตาเปล่าไม่เห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ จึงปล่อยมือจากลูกสาวแล้วกำชับ “ยืนรออยู่ตรงนี้ อย่าขยับไปไหนนะ พ่อจะลงไปดูเอง”
พื้นดินรอบโคนต้นไทรเปียกลื่น มู่กุยฝานก้าวลงไปอย่างระมัดระวัง เขาเดินลึกลงไปสองสามเมตรก่อนเงยหน้ามองลอดผ่านพุ่มไม้ และหญ้ารกที่ปกคลุมรากต้นไทรอยู่…
เมื่อมองไปเขาก็ต้องชะงักจนหัวใจแทบหยุดเต้นไปหนึ่งจังหวะ ความรู้สึกเยือกเย็นแล่นวาบจนหนังศีรษะชาหนึบ!
ภายใต้รากต้นไทรนั้น ปรากฏร่างของหญิงสาวผมยาวคนหนึ่งยืนอยู่กะทันหัน เส้นผมถูกย้อมเป็นสีเหลืองทิ้งตัวปรกแก้มทั้งสองข้าง เธอกำลังก้มหน้า สวมเสื้อเอวลอยจับคู่กับกระโปรงจีบสั้นสีเทา
เธอยืนนิ่งปล่อยแขนแนบข้างลำตัว แต่ท่อนแขนนั้นกลับซีดเผือดและบวมอืด เล็บตรงปลายนิ้วดำคล้ำดูน่าสยดสยอง ขาทั้งสองข้างก็ขาวซีดไร้เลือด สวมรองเท้าหนังสีดำส้นเตี้ยกับถุงเท้าสีขาวมีระบายขอบสวยงาม
ราวกับได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เด็กสาวคนนั้นพลันหงายหลังตกลงไปในน้ำดัง “ตู้ม!” ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องแหลมสูงโหยหวนขึ้นข้างหูของมู่กุยฝานอย่างฉับพลัน
“ช่วยด้วย… มีคนตกน้ำแล้ว!”