ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 177 ทำไมจิตใจของผู้ใหญ่ถึงได้ซับซ้อนขนาดนี้
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 177 ทำไมจิตใจของผู้ใหญ่ถึงได้ซับซ้อนขนาดนี้
บทที่ 177 ทำไมจิตใจของผู้ใหญ่ถึงได้ซับซ้อนขนาดนี้
ซูอิงเอ๋อร์และซูจิ่นอวี้ต่างยืนนิ่งอึ้งเป็นใบ้ พวกเขาแสดงสีหน้าตกตะลึงและงุนงงออกมาแทบจะพร้อมกัน
ในสายตาของพวกเขา ภาพที่เห็นคือซู่เป่าเดินเข้าไปท้าทายศัตรูพร้อมกับบอกว่า ‘เก่งนักก็เข้ามาตีหนูสิ’
จากนั้นยังเห็นเธอร่ายคาถาพิสดาร “โจมตีด้วยก้น” …นี่มันเหนือความคาดหมายเกินไปไหม!
ทว่ายังไม่ทันตั้งสติได้ เธอก็ขว้างน้ำเต้าวิญญาณออกไป หลังจากนั้นพวกเขาก็มองไม่เห็นอะไรอีกเลย เพราะเมื่อวิญญาณผีพรายน้ำถูกตีจนหลุดออกจากร่างศพ สายตาคนธรรมดาก็ไม่สามารถมองเห็นได้อีก
ทางด้านผีเจ้าชู้ที่ถูกโยนออกมาด้วยความกะทันหันก็งงงวยไม่แพ้กัน เธอออกหมัดสู้ไปตามสัญชาตญาณ จนกระทั่งเหยียบผีร้ายตนหนึ่งไว้ใต้เท้าได้สำเร็จ โดยมีผีน้อยอีกตนคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ ร้องขอให้ปล่อยแม่ของมันไป ถึงตอนนั้น ผีเจ้าชู้ก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“ป้าเจ้าชู้เก่งจังเลยค่ะ!” ซู่เป่าปรบมือชื่นชมยกใหญ่
“แน่นอนอยู่แล้ว…” ผีเจ้าชู้ยืดอกรับคำชมโดยไม่คิด
“ฉันกับแม่ผิดไปแล้ว พวกเราจะไม่ทำเรื่องเลวร้ายอีก ได้โปรดปล่อยพวกเราไปเถอะนะคะ…” วิญญาณเด็กสาวคุกเข่าตัวสั่น ร้องไห้สะอึกสะอื้น
“พวกคุณเอาชีวิตคนไปกี่คนแล้ว?” ซู่เป่าส่ายหน้าหน้ามุ่ย
“ก็… แค่เจ็ดแปดคนเท่านั้นเองค่ะ…” วิญญาณเด็กสาวหลบสายตาอย่างลังเล
ซู่เป่าขมวดคิ้วมุ่น
ตั้งเจ็ดแปดคนเชียวนะ! ทำไมถึงใช้คำว่า ก็แค่ ออกมาได้อย่างหน้าตาเฉยล่ะ
ผีร้ายที่ถูกผีเจ้าชู้เหยียบอยู่นั้นเค้นเสียงพูดลอดลำคออันแหบแห้งราวนกถูกกรวดทรายอุดไว้ “โร่วจิ่น… อย่าไปขอร้องเธอเลย ครั้งนี้ถือว่าพวกเราพลาดเอง…”
ผีร้ายยังคงจ้องมองซู่เป่าด้วยแววตาอาฆาต ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้…
อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น ขอแค่ได้กลืนกินวิญญาณอาฆาตอีกเพียงดวงเดียว เธอก็จะกลายเป็นปีศาจร้ายที่สามารถหลุดพ้นจากแม่น้ำสายนี้ไปได้ตลอดกาล
เธอต้องทนจมน้ำตายซ้ำแล้วซ้ำเล่านับหมื่นครั้งในแม่น้ำอันเหน็บหนาวนี้จนสุดจะทนไหว จึงเลือกเส้นทางโหดร้าย กลืนกินวิญญาณดวงอื่นเพื่อหาทางออกให้เร็วขึ้น ไม่คิดเลยว่าจะมาตกม้าตายในนาทีสุดท้าย!
ซู่เป่าไม่สนใจท่าทีดุร้ายนั้น เธอเพียงแต่มองไปยังวิญญาณที่ชื่อ โร่วจิ่น แล้วถามเสียงนิ่ง “พวกคุณชื่ออะไร มาจากไหน และตายได้อย่างไร?”
โร่วจิ่นฉายแววสิ้นหวังในดวงตา เธอยอมเล่าออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ “พวกเราเคยอาศัยอยู่ริมฝั่งนี้ เมื่อประมาณแปดปีก่อน ตรงนั้นยังเป็นชุมชนเก่าอยู่เลย…” วิญญาณสาวชี้ไปยังอีกฟากของแม่น้ำ บัดนี้เต็มไปด้วยตึกสูงตระหง่าน อาคารเก่าในความทรงจำไม่เหลือเค้าเดิมอีกต่อไป
“วันหนึ่งในช่วงวันหยุด ฉันกับแม่ไปซักผ้าห่มตรงริมน้ำค่ะ แม่บอกว่าผ้านวมผืนใหญ่เกินไป เครื่องซักผ้าที่บ้านซักไม่สะอาดเลยต้องมาซักที่นี่… พ่อก็ตามมาด้วย แต่เขามาเพื่อว่ายน้ำเล่น”
แม่ของโร่วจิ่นซักผ้าไปมาก็พลัดตกน้ำกะทันหัน โร่วจิ่นรีบเข้าไปดึงแต่กลับถูกกระชากลงน้ำไปด้วยกันทั้งคู่
“แม่ตะโกนสุดเสียงเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่พ่อว่ายน้ำไปไกลมากแล้ว เขาไม่ได้ยินเลย…” โร่วจิ่นเล่าพลางสะอื้นร้องไห้ “สุดท้ายฉันกับแม่ก็ต้องจมน้ำตายไปพร้อมกัน พอตายแล้วพวกเราก็กลายเป็นผีพรายน้ำ แม่โกรธแค้นมากและไม่ยอมไปเกิดใหม่ แม่เกลียดพ่อ… เกลียดที่เขาโง่เง่า ตะโกนเรียกเท่าไหร่ก็ไม่เคยหันกลับมามอง”
ผีร้ายนึกถึงภาพอดีตอันเจ็บปวดจนดวงตากลายเป็นสีแดงก่ำ เธอตายไม่ว่า แต่ลูกสาวต้องมาตายตามไปด้วย ทั้งที่สามีว่ายน้ำอยู่ห่างไปไม่ถึงร้อยเมตรแท้ ๆ ลูกสาวเธอควรมีโอกาสรอดชีวิต!
“ฉันไม่ยอม! ฉันเกลียดมัน!” ผีร้ายแผดเสียงแหบพร่า ฟันกัดกรอด “ฉันจะไปหาเขา ไปฆ่ามันให้ตาย! จะถามมันให้รู้เรื่องว่าหูของมันมีไว้แค่ประดับหัวหรือไง!”
โร่วจิ่นเล่าต่อว่า “เพราะร่างพวกเราจมลงในโคลนและถูกสาหร่ายพันไว้ พ่อพยายามงมหาอยู่พักหนึ่งแต่ไม่เจอ เขาคิดว่าพวกเราคงกลับบ้านไปก่อนแล้วเลยตามกลับไป…”
“หลังจากนั้นเขาก็พาคนมางมหาอีกหลายครั้ง แต่ก็ไม่พบพวกเราอีกเลย”
“แล้วพวกคุณทำให้พี่จวินเอ๋อร์ตายได้ยังไง?” ซู่เป่าขมวดคิ้ว
โร่วจิ่นมองแม่ของเธอแวบหนึ่ง จึงยอมเล่าความจริงในสองวันที่ผ่านมา… ความจริงแล้ว จวินเอ๋อร์ไม่ได้คิดจะฆ่าตัวตายเลย หลังจากทะเลาะกับแม่ เธอแค่มานั่งเหม่อลอยอยู่ม้านั่งพักผ่อนริมน้ำคนเดียว
“เพราะเห็นเธออยู่ตัวคนเดียว ฉันกับแม่เลยเข้าไปใกล้เพื่อดึงดูดความสนใจ แล้วก็ได้ยินเธอคุยโทรศัพท์กับแม่… แม่ของเธอกำลังโกรธจัด ถามว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน จวินเอ๋อร์บอกว่าอยู่สวนสาธารณะริมแม่น้ำ”
โร่วจิ่นเม้มริมฝีปากนิ่งไปอึดใจ “พอแม่เธอได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งโมโห แผดเสียงใส่ว่า ‘ดีนี่ เดี๋ยวนี้หัดใช้เรื่องฆ่าตัวตายมาข่มขู่ฉันแล้วเหรอ ไปอยู่ริมน้ำให้ใครดู ถ้าเก่งจริงก็กระโดดลงไปเลยสิ แล้วไม่ต้องกลับมาอีก’…”
“แล้วยังไงต่อคะ?” ซู่เป่าถามต่อ
ทางด้าน ซูอีเฉิน, มู่กุยฝาน, ซูจิ่นอวี้ และ ซูอิงเอ๋อร์ ได้แต่มองดูซู่เป่ายืนคุยกับอากาศธาตุด้วยใจที่คันยุบยิบ ตอนเห็นผีก็กลัว แต่พอไม่เห็น… ก็อยากรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจนแทบทนไม่ไหว
“พลาดไปแล้วจริง ๆ เมื่อกี้น่าจะลากซูเหอเวิ่นมาให้เขาแกล้งดึงลงน้ำเล่นสักรอบ…” ซูจิ่นอวี้พึมพำกับตัวเอง
“จวินเอ๋อร์อายุเท่าฉัน ฉันเข้าใจเธอดี เธอยังไม่ทันได้อธิบายอะไร แม่ของเธอก็วางสายใส่… เธอนั่งร้องไห้ตัวสั่นอยู่ริมน้ำ ตอนแรกฉันไม่ได้อยากให้เธอตาย แต่แม่บอกว่าอย่าใจอ่อน…” โร่วจิ่นเล่าต่อด้วยความรู้สึกผิด “แม่บอกว่า… ถ้าเราสงสารคนอื่น แล้วใครล่ะจะมาสงสารพวกเรา?”
สุดท้ายแม่ของโร่วจิ่นก็ลากจวินเอ๋อร์ลงน้ำ โร่วจิ่นสับสนในใจแต่ก็ไม่ได้ห้ามปราม “หลังจากจวินเอ๋อร์ตายไปหนึ่งวัน แม่เธอก็มาตามหาแต่ไม่พบ จนกลางคืนแม่ฉันก็ลากเด็กผู้หญิงอีกสองคนลงน้ำ พ่อหนุ่มคนนั้นใจเด็ดมาก เขาว่ายน้ำเก่ง เขาเลยช่วยพวกเธอขึ้นมาได้จริง ๆ”
“แม่โกรธมาก เลยสั่งให้ฉันเข้าสิงร่างจวินเอ๋อร์แกล้งทำเป็นตกน้ำเพื่อเป็นเหยื่อล่อ… แล้วก็… ก็ทำให้พี่ชายคนนั้นต้อง…” โร่วจิ่นเงียบเสียงลงด้วยความละอาย
ทว่าแม่ของเธอไม่มีท่าทีสำนึกผิดแม้แต่น้อย “สมควรแล้ว! อยากถ่ายรูปก็ไปถ่ายที่อื่นสิ ทำไมต้องมาถ่ายริมแม่น้ำรบกวนพวกฉัน!”
“แล้วพี่ชายคนนั้นล่ะคะ เขาเป็นคนดีนะ เขาลงไปช่วยคนอื่น” ซู่เป่าโกรธจนหน้าแดง
“แล้วยังไงล่ะ? สุดท้ายทุกคนก็ต้องตายเหมือนกัน ตายช้าตายเร็วก็แค่นั้น ทำไมไม่ตายให้เป็นประโยชน์ต่อฉันล่ะ!” ผีร้ายพูดอย่างไม่ใส่ใจ
เด็กน้อยโกรธจนหน้าแดงก่ำ เธอพุ่งเข้าไปบีบคอวิญญาณหญิงร้ายตนนั้นแล้วออกแรงเขย่าสุดกำลัง “ตั้งสติหน่อยสิ! ชีวิตของคุณมันสำคัญนักหรือไง แล้วชีวิตคนอื่นไม่ใช่ชีวิตหรือยังไงกัน!”
ซูจิ่นอวี้ถึงกับเลิกคิ้วกับคำพูดลูกสาว
ประโยคนี้มันคุ้น ๆ เหมือนที่เธอเพิ่งพูดไปเมื่อวานไม่มีผิด!
ผีหญิงร้ายถูกเขย่าจนไอวิญญาณแทบแตกสลาย เธอพยายามดิ้นรนและตวัดมือตบตีซู่เป่าเพื่อเอาตัวรอด แต่ว่าทุกครั้งที่ฝ่ามือขยับเข้าใกล้ ด้ายแดงบนข้อมือของซู่เป่าก็เปล่งแสงอ่อน ๆ ออกมา พร้อมกับสะท้อนพลังโจมตีกลับไปอย่างรุนแรง
ผีหญิงร้ายเบิกตากว้างด้วยความสับสน…
ทำไมความรู้สึกมันเหมือนเธอกำลังลงมือตบตีตัวเองอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ล่ะ?
ถ้าไม่สู้ เธอก็จะถูกซู่เป่าบีบจนวิญญาณดับสูญ แต่ถ้าสู้ พลังทั้งหมดก็ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีแต่ตายกับตาย!
“หยุดเดี๋ยวนี้! หยุดนะ…” ผีร้ายแผดเสียงร้องลั่นด้วยความขวัญเสียผสมโกรธแค้นจนแทบคลั่ง ทว่าซู่เป่าหาได้สะทกสะท้านหรือหยุดมือตามคำขอไม่
ภายใต้แรงกดดันและพลังสะท้อนกลับแบบทวีคูณ ในที่สุดวิญญาณร้ายก็ทานทัดไม่ไหว เธอถูกซู่เป่าบีบคอแน่นจนร่างแตกกระจายเป็นกลุ่มก้อนพลังอาฆาต ก่อนถูกน้ำเต้าวิญญาณดูดกลืนเข้าไปจนหมดสิ้นไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว…
แม้แต่ผีเจ้าชู้ยังยืนตะลึงตาค้าง…
บ้าไปแล้ว! เด็กน้อยคนนี้เก่งกาจถึงขั้นนี้เชียวหรือ?
ซู่เป่าเองก็งุนงงไปครู่หนึ่ง เธอก้มมองมือว่างเปล่าของตัวเองพลางเม้มริมฝีปากแน่น
ทำไมจิตใจของผู้ใหญ่ถึงได้ซับซ้อนและเข้าใจยากขนาดนี้นะ…
ทำไมพวกเขาถึงชอบชี้นิ้วโทษคนอื่นอยู่เสมอ โดยไม่เคยย้อนมองตัวเองเลย…
ทำไมหลักการง่าย ๆ ที่แม้แต่เด็กตัวเล็ก ๆ ยังเข้าใจ แต่ผู้ใหญ่หลายคนกลับแกล้งทำเป็นไม่รู้ซะอย่างนั้น?
ซู่เป่ายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัดของแม่น้ำยามค่ำคืน
ในใจดวงน้อยเต็มไปด้วยความสับสน จนยากจะหาคำตอบได้ตอนนี้…