ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 189 คนมันจะไม่ฟัง ต่อให้เอาความจริงมากองก็ไม่ฟัง!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 189 คนมันจะไม่ฟัง ต่อให้เอาความจริงมากองก็ไม่ฟัง!
บทที่ 189 คนมันจะไม่ฟัง ต่อให้เอาความจริงมากองก็ไม่ฟัง!
คุณแม่ของเจี่ยวเจียวอึ้งกิมกี่ไปพักใหญ่กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอ เธอสั่นเทิ้มด้วยความโกรธกึ่งเศร้า “ฉันต้องการคำอธิบาย! ไม่ใช่เทปกาวไร้สาระพวกนี้!”
ซู่เป่าไม่รอช้า ล้วงถุงพลาสติกออกมาจากกระเป๋าสัตว์เลี้ยงทันที “หรือว่าคุณอยากได้ถุงพลาสติกใบนี้แทนคะ?”
เธอมองเด็กสาวตัวน้อยตรงหน้าที่ทำท่าทางซื่อบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาจนน่ารัก
แต่มันดันมาทำลายจังหวะบีบน้ำตาของเธอจนพังพินาศหมดแล้ว!
“พวกคุณหมายความว่ายังไง! ส่งเด็กมาหลอกล่อพวกเรางั้นหรือ!” ญาติคนหนึ่งตะโกนด่าทออย่างหัวเสีย
“ใช่! เรื่องความเป็นความตายแต่กลับทำเป็นเล่น! พวกคุณไม่เห็นค่าชีวิตลูกหลานพวกเราเลยสักนิด!”
แม่ของเจี่ยวเจียวเริ่มโฮอีกระลอก “ฮือ ๆ เจี่ยวเจียวที่น่าสงสารของแม่! แม่แค่อยากให้หนูฟื้นคืนมา… ถ้าวันนี้พวกคุณไม่ให้คำอธิบายที่ชัดเจน วิญญาณลูกสาวฉันจะไม่มีวันหลับตาลงได้!”
คนตายจะฟื้นได้ยังไงคะ… คำพูดแบบนี้คุณน้าพูดเล่นไม่ได้นะคะ
เด็กน้อยกำลังจะอ้าปากแย้ง แต่กลับถูกซูโล่วอุ้มตัวลอยขึ้นมาเสียก่อน
“เด็ก ๆ ไม่ควรยุ่งเรื่องของผู้ใหญ่ครับ” ซูโล่วเอ่ยเสียงเรียบ
เรื่องผีสางอะไรนั่น… ค่อยไปเคลียร์กันทีหลัง
ซูโล่วหันไปพยักหน้าให้ถังเถียนเถียนซึ่งฝ่ายนั้นก็รู้ใจทันที เขาสั่งให้คนไปลากลำโพงและไมโครโฟนสำหรับฝึกเต้นของเด็กฝึกหัดออกมาตั้ง ก่อนลองทดสอบเสียงด้วยวอลลุ่มสูงสุดจนเกิดเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหู ทำเอาทุกคนต้องรีบเอามือปิดหูระนาว
“ได้ยินกันชัดเจนทุกคนนะครับ?” ถังเถียนเถียนถือไมค์พลางมองไปยังแม่ของเด็กสาว “มา… ไหนลองบอกผมสิว่า คุณต้องการให้ผมอธิบายเรื่องอะไร?”
เขายื่นไมโครโฟนไปจ่อปากหญิงที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย เธอชะงักไปครู่หนึ่ง…
จริง ๆ เธอต้องการแค่มาก่อเรื่องกดดัน แต่พอถูกจี้ถามว่าต้องการอะไร เธอกลับพูดไม่ออก
จะบอกว่าต้องการเงินชดเชยตามตรงก็ไม่ได้ เดี๋ยวคนจะหาว่าเอาศพลูกมาหากิน!
“ฉัน… ฉันแค่ต้องการคำอธิบาย! ต้องการความยุติธรรมให้ลูกสาว!” เธอพูดตะกุกตะกักวนไปวนมา
ถังเถียนเถียนยิ้มเย็น “คุณเสียลูกสาวไป ผมเองก็เสียใจด้วย และเพราะเกรงใจถึงไม่กล้าไปรบกวนในงานศพ ไม่คิดว่าพวกคุณจะบุกมาถึงนี่… ในเมื่อต้องการคำอธิบาย ผมก็จะจัดให้เดี๋ยวนี้ แต่จำไว้นะครับ… อย่ามาเสียใจภายหลังก็แล้วกัน”
“พูดมากอยู่ได้! อยากรู้นักว่าจะเล่นลูกไม้อะไรอีก!” ญาติฝ่ายนั้นยังปากเก่งตะโกนท้าทาย
ถังเถียนเถียนสั่งเปิดวิดีโอวงจรปิดจากโรงแรมทันที บนจอภาพแสดงเวลา 21:29 น. ของสองวันที่แล้ว ซูโล่วเดินเข้าโรงแรมตามปกติ ทว่าครึ่งชั่วโมงต่อมา เจี่ยวเจียวเดินถือของพะรุงพะรังเข้ามาเช็กอินเพียงลำพังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนขึ้นไปยังชั้น 44 และภาพสุดท้ายคือตอนเที่ยงคืนตรงที่เธอตัดสินใจกระโดดลงมา
“เห็นไหมครับ? ตั้งแต่ซูโล่วกลับเข้าห้องจนถึงเวลาเกิดเรื่อง ทั้งสองคนไม่เคยมีการติดต่อหรือพบเจอกันเลยสักวินาทีเดียว!”
กองทัพสื่อและเน็ตไอดอลเริ่มหันกล้องไปทางพ่อแม่ของเจี่ยวเจียวทันที พ่อของเด็กสาวเริ่มรนราน “นี่คิดจะปัดปัญหาให้พ้นตัวง่าย ๆ แบบนี้เหรอ?!”
“วิดีโอแค่ไม่กี่ชั่วโมงจะพิสูจน์อะไรได้!” ญาติคนอื่น ๆ ช่วยสมทบ “แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ? ที่ซูโล่วแอบเล่นกับความรู้สึกของหลานเราล่ะ ไม่พูดถึงเลยเรอะ! แน่จริงก็เอาหลักฐานออกมาสิ!”
พวกเขามั่นใจว่าซูโล่วไม่มีทางมีหลักฐาน เพราะซูโล่วแทบไม่รู้จักเจี่ยวเจียวด้วยซ้ำ
“หลักฐาน… ผมมีครบเลยล่ะครับ” ซูโล่วเม้มริมฝีปากแน่นก่อนเอ่ยเสียงนิ่ง
ผู้ช่วยของเขารีบเปิดคลิปรวมเหตุการณ์ที่ซูโล่วถูกรบกวนตลอดช่วงปีที่ผ่านมา…
ตั้งแต่ตอนที่เจี่ยวเจียววิ่งบุกเข้าไปในกองถ่ายเพื่อตามหาเขาจนถูกรปภ.ลากตัวออกไป, ตอนที่เธอแอบสืบเบอร์ห้องพักแล้วมาเคาะประตูรบกวนเขาทั้งคืนจนต้องแจ้งตำรวจ, หรือแม้แต่ตอนที่เธอแอบใช้บัตรสำรองเข้าไปนอนบนเตียง และกินอาหารเหลือของเขาในห้องพัก เพื่อถ่ายรูปลงโซเชียลส่วนตัว
ยังไม่รวมเครื่องติดตามที่ติดไว้ใต้รถ และการจ้างรถมาขับปาดหน้าเพื่อให้รถของซูโล่วหยุด…
ทุกอย่างคือพฤติกรรมละเมิดความเป็นส่วนตัวอย่างรุนแรง
“ผมต้องขออภัยด้วยครับ แม้ผมไม่เคยพบเธอเป็นการส่วนตัว แต่ในหมู่แฟนคลับ เธอคือคนดังระดับซาแซงแฟนและน่ากลัวที่สุดคนหนึ่ง” ซูโล่วขยับแว่นพร้อมถอนหายใจ
ฝูงชนที่มุงดูอยู่พากันตาสว่างทันที
“โถ่เอ๊ย… ที่แท้ก็พวกซาแซงนี่เอง!”
“พฤติกรรมแบบนี้มันอาชญากรชัด ๆ น่ารังเกียจที่สุด!”
“เอาความตายมาข่มขู่ทางศีลธรรมเหรอเนี่ย? พ่อแม่ก็นะ… ลูกตัวเองทำผิดกฎหมายแท้ ๆ แต่ดันเอาความตายมาเรียกเงิน เห็นแก่ตัวจริง ๆ”
แม่ของเจี่ยวเจียวร้องกรีดออกมา “ไม่จริง! ลูกสาวฉันไม่ใช่คนแบบนั้น! เธอเป็นเด็กดี… เธอต้องถูกพวกคุณหลอกให้ทำเรื่องพวกนั้นแน่ ๆ!”
“ยังไงลูกสาวฉันก็ตายไปแล้ว เธอพูดไม่ได้! พวกคุณจะยัดเหยียดความผิดอะไรให้เธอก็ได้ทั้งนั้นใช่ไหมล่ะ!” พ่อของเด็กสาวเองก็อั้นจนหน้าดำหน้าแดง
โอ้โฮ… นี่ยังแถไปได้อีกเหรอเนี่ย?
ซู่เป่ารู้สึกเหมือนได้เรียนรู้วิชาไร้ยางอายขั้นเทพเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งบท
แม่ของเด็กหญิงยังคงโวยวายไม่เลิก “อีกอย่างนะ! ลูกสาวฉันพยายามตั้งเท่าไหร่เพื่อจะได้เจอคุณสักครั้ง เธอน่าสงสารออกขนาดนั้น… คุณจะยอมเสียเวลามาพบเธอสักครั้งไม่ได้เลยหรือไง!?”
ในความคิดของเธอ… ถ้าซูโล่วเพียงแค่ยอมใจอ่อนออกมาพบเจี่ยวเจียวสักครั้ง ลูกสาวเธอก็คงไม่ต้องตายสินะ?
ซูโล่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนไร้ความรู้สึกใด เขาเค้นยิ้มเย้ยหยันพลางถามกลับ “เพียงเพราะเธอน่าสงสาร ผมจึงจำเป็นต้องไปพบ ต้องไปปลอบโยนงั้นหรือ?”
“หรือต้องให้พูดว่า… ถ้าเธอขู่จะกระโดดตึกตาย ผมก็ต้องยอมแต่งงานกับเธอด้วยถึงถูก?”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ! นั่นมันชีวิตคนทั้งคนนะ… แน่นอน ฉันหมายถึงคุณแค่ยอมแต่งงานหลอก ๆ ไปก่อนก็ได้ ยังไงคุณก็เป็นผู้ชาย มีแต่ได้กับได้ ไม่เห็นเสียหายตรงไหนนี่…” แม่ของเจี่ยวเจียวตอบกลับหน้าตาเฉย
ทุกกกคนที่ได้ยินรู้สึกเหลือเชื่อ ว่ามันเหนือคำบรรยายจริง ๆ!
เดิมทีพวกสื่อมวลชนยังคิดหาช่องโหว่เพื่อสร้างข่าวฉาวลือไร้มูลเหตุให้ซูโล่วเพื่อดึงกระแส แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นแล้ว แค่รายงานสิ่งที่ยัยแม่คนนี้พูดออกมาตรง ๆ กระแสความเดือดดาลของสังคมก็คงพุ่งทะลุปรอทมากกว่าเป็นไหน ๆ!
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังหนาหู ถังเถียนเถียนจึงประกาศกร้าว “พอได้แล้ว! ถ้าพวกคุณไม่เชื่อก็จงรู้ไว้ว่า แฟนคลับที่คลั่งไคล้จนเสียสติคนนี้ คอยรบกวนศิลปินของเรามานับครั้งไม่ถ้วน เราแจ้งความไปหลายต่อหลายครั้ง ทุกอย่างมีบันทึกอยู่ที่สถานีตำรวจเป็นหลักฐานชัดเจน!”
ทว่าพ่อแม่ของเจี่ยวเจียวและกลุ่มญาติกลับทำหน้าหนามึนทน ราวกับจะบอกว่า ‘แกจะพูดอะไรก็พูดไป ฉันไม่ฟังเสียอย่าง ใครจะทำไม’
“เหอะ! จ่ายเงินให้ตำรวจล่ะสิไม่ว่า หลักฐานพวกนั้นมันของปลอมแน่นอน!”
“คนตายไปแล้วยังกล้ายัดเหยียดความผิดให้อีก พวกคุณไม่กลัวเวรกรรมตามสนองบ้างหรือไง?”
“ยังไงก็ตาม… ถ้าไม่ทำให้เจี่ยวเจียวฟื้นคืนมาได้ พวกคุณก็คือไอ้พวกคนเลือดเย็นไร้หัวใจ!” พวกเขาสำรอกคำพูดไร้ตรรกะออกมาไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะแม่ของเด็กสาวที่ร่ำไห้โวยวายหนักที่สุด
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น จี้ฉางถึงกับรู้สึกว่าความดันพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที!
ในวินาทีนั้นเอง ซู่เป่าสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง เธอเงยหน้าขึ้นมองไปยังยอดตึก
บริเวณชั้นเจ็ดหรือแปดมีร่างของผีสาวในชุดแต่งงานสีแดงสดลอยคว้างอยู่ริมหน้าต่าง เธอกำลังจ้องมองซูโล่วด้วยสายตาเหม่อลอยปนโหยหา…
ซู่เป่ารีบดึงชายเสื้อของจี้ฉางพร้อมกับกระซิบ “ท่านอาจารย์คะ!”
จี้ฉางหรี่ตามองพลางขมวดคิ้วด้วยความฉงน พลังงานที่แผ่ออกมานี้คือผีร้ายชัด ๆ ไม่ใช่ปีศาจธรรมดา… มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“เด็กดี ดูให้ดีนะ วันนี้อาจารย์จะสอนเทคนิคการรับมือแบบนอกตำราให้ดู…” เขาเอ่ยเสียงต่ำตอบหลานศิษย์
สิ้นคำ จี้ฉางก็สะบัดมือออกไป…
ปะ! เขาตบเบา ๆ ลงบนดวงตาของแม่เจี่ยวเจียวหนึ่งที
แม่ของเด็กหญิงที่กำลังร้องไห้จะเป็นจะตายจนแทบหมดสติ พลันสะดุ้งสุดตัวและล้มลงในอ้อมกอดของญาติคนหนึ่ง ทันทีที่เธอเงยหน้าขึ้นด้วยความโศกเศร้า สายตาก็ปะทะเข้ากับร่างคุ้นเคยซึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่างชั้นบน
ร่างนั้นปล่อยแขนห้อยตกลงข้างลำตัว สวมชุดแต่งงานสีแดงฉาน…
สวมรองเท้าส้นสูงสีแดงที่ดูใหญ่เทอะทะไม่พอดีเท้า…
ใบหน้าขาวซีดเผือดตัดกับลิปสติกสีแดงสดราวกับเลือด…
นั่นคือลูกสาวของเธอ… เจี่ยวเจียว!
รูม่านตาของแม่เจี่ยวเจียวหดเล็กลงอย่างฉับพลัน เสียงคร่ำครวญโหยหวนในลำคอแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องสยองขวัญดังบาดลึกไปถึงกระดูกในทันที!