ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 205 กับดักทางเดินและตรรกะของซู่เป่า
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 205 กับดักทางเดินและตรรกะของซู่เป่า
บทที่ 205 กับดักทางเดินและตรรกะของซู่เป่า
ซูจื่อซีหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ ประสาทสัมผัสของเขาตอนนี้ทำงานช้าลงเพราะความหวาดกลัว เขาเห็นประตูห้องข้าง ค่อย ๆ แง้มออกพร้อมเสียงเอี๊ยด…ลากยาวเสียดแทงรูหู
ลมภายนอกพัดแรงมาก แรงจนกระชากประตูห้องของพวกเขาปิดโครม แต่ประตูห้องข้างกลับเคลื่อนตัวออกอย่างช้า ๆ เหมือนมีใครบางคนเอื้อมมือมาดึงลูกบิดประตูจากด้านในด้วยความใจเย็น
ประตูเปิดกว้างออกเพียงหนึ่งในสามแล้วหยุดนิ่ง จื่อซีตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ภายในความมืดสลัวของห้องนั้นดูเหมือนมีเงาที่มองไม่เห็นยืนพิงกรอบประตูจ้องมองเขาอยู่
เขารู้สึกเหมือนหนังศีรษะจะระเบิด จึงพยายามออกแรงผลักประตูห้องตัวเองสุดชีวิต “ซู่เป่า! เปิดประตูสิ! เปิดเดี๋ยวนี้!”
ผีที่นี่มันเลเวลสูงเกินไปแล้ว!
ขณะที่เขากำลังสติแตก เสียงหวีดหวิวของลมในโถงทางเดินกลับเปลี่ยนไป มันดูคล้ายเสียงหัวเราะแหลมเล็กกำลังดังอยู่ข้างหู… ไม่ใช่เสียงร้องไห้คร่ำครวญ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ชวนให้กระดูกสันหลังหนาวสั่น
จื่อซีออกแรงดันประตูหนักกว่าเดิม “ยัยซู่เป่า! แกล้งกันใช่ไหมเนี่ย?!”
ทันใดนั้น ประตูก็ถูกเปิดออก ซู่เป่าโผล่หน้ามาด้วยอาการหอบแฮ่ก “พี่ชาย! ประตูนี้มันต้องดึงออกด้านนอกต่างหากค่ะ!”
ที่แท้จื่อซีก็ผลักสวนทางจนน้องสาวเปิดไม่ออก!
“พี่ชาย… แรงเยอะเกินไปแล้วนะคะ” ซู่เป่าบ่นอุบอิบ
จื่อซีไม่สนอะไรแล้ว เขารีบพุ่งตัวเข้าห้องทันที ความเคร่งเครียดบนใบหน้าเริ่มคลายลงก่อนบ่นอุบ “โรงแรมบ้านี่ออกแบบยังไง ประตูถึงได้เปิดสวนออกมาด้านนอก?”
ทางเดินก็แคบ ถ้าเปิดประตูออกมาพร้อมกันคงเดินชนกันพอดี…
ซู่เป่าพยักหน้าเห็นด้วย “อืม… การออกแบบไม่สมเหตุสมผลจริง ๆ ค่ะ”
ทางเดินยาวและแคบแบบนี้เป็นจุดที่รับพลังงานไม่ดี ประตูเปิดสวนกันแถมยังขัดแย้ง…
ราวกับว่าตอนสร้างตึกนี้ เขาไม่ได้กะเอาไว้ให้คนอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว
จื่อซีเริ่มสำรวจภายในห้อง การตกแต่งดูเป็นสไตล์ครีมมี่มินิมอลที่กำลังฮิต ผนังสีขาวสะอาด ผ้าม่านสีขาวบางพลิ้วไหวตามแรงลมดูนุ่มนวล แต่พอนั่งลงบนโซฟาเขากลับจมวูบลงไปทันที
“ดูดีแต่รูปจริง ๆ การตกแต่งนี่มันของเก๊” เขาบ่นอุบ โซฟาที่ควรจะนุ่มแน่นกลับยวบยาบจนปวดหลัง แม้แต่โต๊ะกลมตรงหน้าก็เห็นรอยสีทาแบบพอเป็นพิธี เป็นตัวอย่างของคำว่า ‘ภาพเพื่อการโฆษณา’ โดยแท้
ระหว่างพี่ชายบ่นไม่หยุด ซู่เป่าก็เริ่มภารกิจจัดของ เธอหยิบรองเท้าแตะเป็ดเหลืองมาสวม แล้วจึงควักผ้าปูที่นอน เสื้อผ้า อุปกรณ์ปราบผี ขนมห่อใหญ่ และของใช้สารพัดอย่างออกมาจากกระเป๋าเดินทางใบเล็ก
จื่อซีมองตาค้าง… กระเป๋าใบแค่นั้น ยัดของพวกนี้เข้าไปหมดได้ยังไง?!
“พี่ชายอดทนอีกนิดนะ เดี๋ยวจัดของเสร็จเราค่อยไปตรวจสอบห้องข้าง ๆ กันค่ะ” ซู่เป่าวิ่งวุ่นจัดของพลางปลอบใจเขา
จื่อซีถึงกับสะดุดกึก “ต้องไปห้องนั่นอีกเหรอ?! ทำไมล่ะ?” เราแค่ติดยันต์สักสิบแปดแผ่นในห้องเราแล้วนอนให้จบ ๆ ไปไม่ได้เหรอไง!
“ถ้าไม่จับเธอ เธอก็จะตามหลอกหลอนพี่ไม่จบสิ้นค่ะ” ซู่เป่านับนิ้วอธิบาย “พี่จะฝันร้าย ป่วยหนัก จิตใจสับสน เป็นโรคประสาท โรคด่างขาว ลมชัก ไตเสื่อม เชื้อราในเล็บ…”
“พอ! หยุดเดี๋ยวนี้!” จื่อซีรีบเบรกก่อนโดนแช่งไปมากกว่านี้
“สรุปคือหนีพ้นวันแรกแต่หนีไม่พ้นวันที่สิบห้าค่ะ ต้องแก้ตรงต้นเหตุ” น้องสาวสรุปด้วยคำพูดของอาจารย์
“แล้วทำไมต้องมาถึงที่นี่? เรียกยัยผีนั่นไปจัดการที่ปักกิ่งไม่ได้เหรอ?”
“เอ๊ะ… ทำไมหนูคิดไม่ได้นะ?” ซู่เป่าตาโต
“งั้นเรารีบกลับกันเถอะ!” จื่อซีดีใจจนเนื้อเต้น
แต่ซู่เป่ากลับส่ายหน้าหวืด “ไม่ได้ค่ะ!”
“ทำไมล่ะ?!”
“ค่าห้องมันคืนเงินไม่ได้ค่ะ ถ้าไม่พักเงินก็จะเสียเปล่า!”
“ฉันคืนเงินให้เธอเอง! เอาไปเลย!” จื่อซีรู้สึกแทบอยากทึ้งผมตัวเองทิ้ง
ซู่เป่าทำหน้าจริงจัง “เงินที่พี่ชายให้ก็เป็นของพี่ชายค่ะ ส่วนเงินที่คุณพ่อจ่ายค่าห้องก็เป็นของคุณพ่อ ถ้าหนูรับเงินพี่แล้วทิ้งห้องนี้ เงินคุณพ่อก็เสียเปล่าสิคะ”
ตรรกะเรื่องความตระหนี่ของเด็กน้อยช่างแข็งแกร่งจนจื่อซีเถียงไม่ออก…
ใครจะเชื่อว่าเจ้าหญิงน้อยของตระกูลซู จะยอมสู้กับผีเพียงเพราะเสียดายค่าห้องไม่กี่พันหยวน!
จื่อซี ตามปกติเป็นพวกหาเงินเลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่เด็ก เข้าใจซึ้งถึงความลำบากกว่าจะหาเงินได้แต่ละหยวน
เขาต้องเป็นคู่ซ้อมให้คนอื่นตั้งหนึ่งวันเต็ม ถึงจะได้เงินพันหยวนมา…
เมื่อคิดได้ดังนั้น ตรรกะเรื่องเสียดายค่าห้องของเขาก็เลยจูนติดกับซู่เป่าได้ทันควัน เพราะเงินหนึ่งพันหยวนนั้นแท้ ๆ!
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อตัดสินใจจะอยู่ที่นี่แล้ว…
จื่อซีเห็นซู่เป่าวิ่งวุ่นจัดของไปมาจนดูขัดหูขัดตา เขาจึงเดินหน้ามุ่ยเข้าไปคว้าคอเสื้อน้องสาวอย่างรำคาญ “หลบไปเลย เดี๋ยวฉันจัดการเอง ดูเธอเก็บของสิ มั่วไปหมดแล้ว”
“ไม่มั่วสักหน่อย!” ซู่เป่าเถียงเสียงอ่อย
“ฉันไม่ชอบให้คนอื่นมาแตะต้องของของฉัน” จื่อซีแค่นเสียงเหอะ
เขาเริ่มหยิบของของตัวเองออกมาจัดวางดูเป็นเป็นระเบียบ และถือโอกาสจัดของให้ซู่เป่าไปพร้อม ๆ กัน เมื่อไม่มีอะไรให้ทำ ซู่เป่าจึงหันไปเปิดกรงนกเล่นกับเสี่ยวอู่แทน
“พี่ชายคะ คืนนี้เราไปดูห้องข้าง ๆ กันไหม?” ซู่เป่าถามขึ้นขณะปล่อยนกออกจากกรง
“เปลี่ยนเป็นพรุ่งนี้ตอนกลางวันไม่ได้หรือไง” จื่อซีหน้าบึ้งทันที
ซู่เป่าส่ายหน้าหวืด “ผีเขาออกมาตอนกลางคืนนะคะ!”
เอาเถอะ… ตายเร็ว เกิดใหม่เร็วก็แล้วกัน!
เสี่ยวอู่พอหลุดออกจากกรงก็เริ่มก้าวเดินเตาะแตะด้วยขาที่เป็นรูปตัวแปด เดินวนไปวนมาสำรวจห้องอย่างตั้งใจ “โอ้โฮ… เย็นสบายจังนะ…” มันยังคงพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ แต่คราวนี้กลับมีสร้อยท้ายที่ทำเอาคนฟังสะดุ้ง
“ที่นี่มีคน… ที่นั่นก็มีคน… ใต้เตียงมีคน… โอ้! บนเครื่องปรับอากาศมีคนตั้งสองคนแน่ะ!”
จื่อซีซึ่งกำลังจะสะบัดผ้าปูเตียงถึงกับตัวแข็งทื่อ ขนลุกซู่ขึ้นมาถึงต้นคอ เขาถอยกรูดไปข้างหลังก้าวหนึ่ง พยายามสะกดกั้นความกลัวสุดชีวิต ภายใต้สายตาใสซื่อของซู่เป่า แล้วจึงรีบคว้าอุปกรณ์อาบน้ำเดินหนีไปทางห้องน้ำ
เสี่ยวอู่แผดเสียงลั่นตามหลัง “อ๊าก ในห้องน้ำมีป้าคนหนึ่ง!”
“หุบปากไปเลยไอ้นกบ้า!” จื่อซีเหลืออดแล้ว
ซู่เป่ามองตามด้วยความสงสัย แล้วหันไปถามเสี่ยวอู่ “เสี่ยวอู่ บนเครื่องปรับอากาศมีคนตรงไหนกัน?”
“ก็ไอ้สองคนที่ไร้ยางอาย ใส่แค่กางเกงในนั่นไงล่ะ!” เสี่ยวอู่สะบัดปีกตอบ
“ไอ้นกบ้า! นั่นมันรูปพรีเซนเตอร์แอร์เฟ้ย!” จื่อซีแผดเสียงลั่นจนคอเป็นเส้นเลือด เส้นประสาทตรงขมับเต้นตุบ ๆ เขาแทบจะปาผ้าเช็ดตัวในมือใส่กรงนกด้วยความแค้น
ซู่เป่าถามต่อ “แล้วใต้เตียงล่ะ ไม่มีใครสักหน่อย”
เสี่ยวอู่บินหวือลงไปบนพื้น คาบนามบัตรใบหนึ่งออกมาจากใต้เตียง บนนามบัตรมีข้อความ ‘บริการนวดเท้า 24 ชั่วโมง’ พร้อมรูปสาวน้อยในชุดนุ่งน้อยห่มน้อย “ก๊าก ก๊าก มีคน! มีคนจริง ๆ นะ!”
นั่นมันนามบัตรนวดแฝง พอกันที!
เขาเลิกสนใจนกเพี้ยนตัวนี้แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป สายตาเหลือบไปเห็นแผ่นพับประชาสัมพันธ์ที่ติดอยู่บนประตู เป็นรูปคุณป้าคนหนึ่งยิ้มหน้าตาอ่อนโยน เตือนให้ระวังเรื่องอัคคีภัยและความปลอดภัย…
เหอะ ที่บอกว่ามีป้าในห้องน้ำ คงหมายถึงยัยป้าในใบปลิวนี่สินะ
จื่อซีถอนหายใจยาวพร้อมกับบีบยาสีฟันเตรียมแปรงฟัน ทว่าเขากลับไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า…
จู่ ๆ ซู่เป่าที่ยืนอยู่ด้านหลังก็กะพริบตาถี่ก่อนจ้องนิ่งไปในมุมหนึ่งของห้องน้ำแล้วอุทานออกมาว่า
“มีคุณป้าอยู่ตรงนั้นจริง ๆ ด้วย…”