ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 22 แผนการถูกเปิดโปงแล้ว!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 22 แผนการถูกเปิดโปงแล้ว!
ภรรยาซูอีเฉินทอดสายตามองไปยังคนหน้าหนาทั้งคู่ แม้ลมปากของพวกเขาพร่ำบอกว่าอยากชดเชยให้ซู่เป่าเพียงใด หรือพยายามแสดงท่าทีสำนึกผิดผ่านคำพูดและการกระทำมากแค่ไหน
แต่แท้จริงแล้วกลับแฝงเจตนาร้าย พวกเขาจงใจมาบีบคั้นในวันสำคัญเช่นนี้ เพื่อบีบให้ตระกูลซูต้องอับอายขายหน้า!
งิ้วฉากใหญ่ที่ทั้งคู่ร่วมกันแสดง โดยยกเรื่องซู่เป่าเป็นต้นเหตุทำให้น้องชายต้องตายขึ้นมาอ้าง
หากเด็กน้อยแสดงท่าทีเพิกเฉยหรือไม่ไยดี ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กอกตัญญูที่โหดร้าย รังเกียจคนจนแล้วฝักใฝ่แต่คนรวยทันที
คุณยายสกุลซูรู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาทันควัน เมื่อหวนนึกถึงว่าลูกสาวสุดที่รักของตนถูกสิ่งมีชีวิตนิสัยเลวทรามยิ่งกว่าเดรัจฉานพวกนี้รังแก เธอถึงกับหายใจติดขัดจนหน้ามืด
ท่านได้แต่กุมหน้าอกพลางพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ซู่เป่าเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติของคุณยาย เธอรีบเข้าไปกอดแขนท่านไว้ด้วยความตกใจ
“คุณยาย เป็นอะไรไปคะ?” เด็กน้อยยื่นมือออกไปช่วยลูบหลังเบา ๆ เพื่อหวังจะให้ท่านหายใจได้สะดวกขึ้น น้ำตาของคุณยายไหลพรากออกมา ขณะดึงหลานสาวเข้ามากอดแนบอก
“ซู่เป่า…”
หลานที่น่าสงสารของเธอ ทำไมถึงมีโชคชะตายากลำเค็ญถึงเพียงนี้?
ซู่เป่ารีบเอ่ยปลอบ “คุณยายไม่ต้องกลัวนะคะ หนูอยู่ตรงนี้ หนูจะอยู่เป็นเพื่อนคุณยายเองค่ะ”
ซูอีเฉินรีบไปหยิบยามาให้ผู้เป็นมารดา งานเลี้ยงเพิ่งกลับมาครื้นเครงได้ไม่นานจึงถูกทำให้ปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง แขกเหรื่อในงานต่างมองมายังครอบครัวซูด้วยความกังวล สลับกับหันไปมองทางหลินเฟิงและมู่ชิ่นซิน ที่ยังคงแสร้งคุกเข่าอยู่
ทั้งคู่ยังคงแสดงละครบีบน้ำตาจนใบหน้าเปรอะเปื้อน
“นี่ตั้งใจมาปั่นหัวให้คนอื่นโมโหใช่ไหม? ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นวันเกิดเด็ก ยังเลือกมาปรากฏตัวในเวลานี้อีก…” แขกคนหนึ่งกระซิบวิจารณ์
“เฮ้อ ก็ไม่แน่นะ…ดูพวกเขาสิ น่าสงสารออกปานนั้น คงถูกบีบคั้นจนไร้ทางออกจริง ๆ นั่นแหละมั้ง!” อีกคนเริ่มคล้อยตาม
ทว่าผู้ที่พอรู้ตื้นลึกหนาบางกลับเอ่ยแย้ง “หมอนี่ หลินเฟิง ก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีเด่อะไรนักหรอก…”
เนื่องจากคดีความของตระกูลหลินยังอยู่ในระหว่างการสืบสวน และยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ จึงมีผู้ล่วงรู้ความจริงเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่อีกคนกลับแสดงความเห็นต่าง
“ไปโทษเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ได้นะ…ลูกในไส้ที่กำลังลืมตาจะดูโลกถูกทำร้ายจนตาย คนเป็นพ่อที่ทนรับความโศกเศร้าไม่ไหว คงเผลอลงมือรุนแรงไปบ้าง มันก็น่าเห็นใจอยู่…”
ในมุมมองของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ใครบ้างล่ะที่ไม่เคยมีอารมณ์ชั่ววูบ จนอยากตีสั่งสอนลูกตัวเอง?
ไม่ว่าคนจะวิจารณ์อย่างไร ความจริงที่ว่าหลินเฟิงเป็นพ่อแท้ ๆ ของซู่เป่าก็ยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้…
“พี่ใหญ่ มัวรออะไรอยู่? ทำไมยังไม่จัดการไล่คนพรรค์นี้ออกไปอีก!” ซูอิงเอ๋อร์ ผู้มีนิสัยวู่วามกัดฟันถามด้วยความเดือดดาล
คราวก่อนเพิ่งจะสั่งสอนจนหลินเฟิงสะบักสะบอมไปขนาดนั้น ไม่คิดเลยว่าหมอนี่จะยังขวัญกล้าเทียมฟ้า กลับมาปรากฏตัวที่นี่อีกครั้ง!
“โยนพวกเขาออกไปเสีย ไม่ต้องเสียเวลาด้วยอีกต่อไป” ซูอีเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ
เดิมทีเขาตั้งใจรอให้งานวันเกิดของหลานสาวผ่านพ้นไปก่อนค่อยจัดการบัญชีแค้น แต่ในเมื่อทั้งคู่รนหาที่ถึงถิ่น ก็พร้อมจะสงเคราะห์ให้ทันที
ตอนนี้พ่อบ้านกำลังไปรวบรวมหลักฐานสำคัญชิ้นนั้นมาแล้ว
ตอนซูอีเฉินและน้อง ๆ ได้พบกับซู่เป่าเป็นครั้งแรก ประโยคแรกที่หลุดออกมาจากปากเด็กน้อยด้วยความหวาดกลัวคือ ‘ซู่เป่าไม่ได้ผลักคนนะ’
ความยุติธรรมที่ถูกพรากไปนี้ ในฐานะลุง เขาจะต้องเป็นคนทวงคืนกลับมาให้เธอให้ได้!
ไม่ว่าจะเป็นคำครหาเรื่องเด็กเจ้าเล่ห์ หรือ มารยาหน้าซื่อเหมือนดอกบัวขาว
เขาไม่มีวันยอมให้ใครมาป้ายสีซู่เป่าแบบนั้นเด็ดขาด!
หลินเฟิงคุกเข่าคร่ำครวญอยู่นาน แต่สุดท้ายกลับพบว่าไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเลยแม้แต่น้อย คนตระกูลซูต่างจ้องมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย ส่วนแขกเหรื่อคนอื่น ๆ ก็ทำเพียงมองดูราวกับกำลังชมละครฉากหนึ่งเท่านั้น
หลินเฟิงเห็นท่าไม่ดี เขาจึงหันไปหาซู่เป่าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสลด
“ซู่เป่า…ให้อภัยพ่อเถอะนะ ที่พ่อวู่วามไปวันนั้นก็เพราะลูกทำให้น้องชายต้องตาย พ่อถึงได้ขาดสติแบบนี้ ปกติพ่อไม่เคยรุนแรงกับลูกเลยนะ…”
ในขณะที่พูด หลินเฟิงคอยลอบสังเกตปฏิกิริยาของเด็กน้อยไปด้วย เขาปักใจเชื่อว่าซู่เป่าคงไม่กล้าปริปาก เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าเขาจะข่มขู่หรือดุด่าอย่างไร เธอก็เอาแต่เงียบกริบไม่เคยตอบโต้
แต่ใครจะคาดคิดว่าซู่เป่ากลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“คุณพ่อคะ คุณกำลังโกหก”
“พ่อไม่ได้โกหกนะ พ่อพูดความจริงทุกอย่าง…”
หลินเฟิงถึงกับหน้าเจื่อน ซู่เป่าสวนกลับทันควัน
“คุณพ่อเคยตีซู่เป่ามาก่อนหน้านั้นแล้ว และตีหนูมาโดยตลอด”
ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจทันที เขารู้สึกว่าซู่เป่าช่างไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย
“ฉันเป็นพ่อแกนะ! ซู่เป่า!” เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพึมพำกับตัวเองด้วยความโกรธ
ซูอีเฉินรับแฟ้มเอกสารมาจากมือของ ลุงเนี่ย พ่อบ้านตระกูลซู เขาเค้นเสียงหัวเราะเย็นชาก่อนเอ่ยขึ้น
“แกเป็นพ่อของซู่เป่าจริงหรือไม่… มันยังเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนเลย”
บนไหล่ของลุงเนี่ยมีนกแก้วเกาะอยู่ตัวหนึ่ง เมื่อมันเห็นผู้คนมากมายก็เกิดอาการตื่นตกใจ จึงโผบินไปเกาะที่ไหล่ของเด็กน้อยแทน
ท่ามกลางความสับสน แขกทุกคนต่างรู้สึกฉงนใจ… ซูอีเฉินกำลังทำอะไรกันแน่?
ซูอีเฉินถือแฟ้มเอกสารในมือ นิ้วมือเรียวยาวของเขาเคาะลงบนซองกระดาษเป็นจังหวะเนิบช้าพลางเอ่ยถาม
“มู่ชิ่นซิน คุณยืนยันสินะว่า ซู่เป่าเป็นคนผลักคุณจนแท้งลูก?”
เธอที่กำลังก้มหน้าบีบน้ำตาพลันรู้สึกใจคอไม่ดีบอกไม่ถูก เธอแสร้งสะอื้นไห้พลางตอบด้วยท่าทีโอนอ่อน
“ไม่ใช่ความผิดของแกหรอกค่ะ… ซู่เป่าก็แค่เด็กที่รู้สึกไม่มั่นคงในสถานะของตัวเองมากเกินไปเท่านั้น…”
“คุณคงคิดว่า ในเมื่อจุดเกิดเหตุที่บ้านตระกูลหลินไม่มีกล้องวงจรปิด คุณเลยนึกอยากจะปั้นน้ำเป็นตัวอย่างไรก็ได้สินะ?” ซูอีเฉินเค้นเสียงหัวเราะหยัน
“คุณซูคะ… คุณพูดเรื่องอะไรกัน ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิด…” มู่ชิ่นซินนิ่งชะงักงัน เธอละล่ำละลักตอบคำถาม
ซูอีเฉินปรายตาไปทางนกแก้วแวบหนึ่งก่อนเอ่ยเรียก ” พาเสี่ยวอู่มานี่หน่อย”
เด็กน้อยว่านอนสอนง่ายรีบอุ้มนกแก้วเข้ามาหาตามคำสั่ง พลางใช้มือนุ่มนิ่มลูบลำตัวของมันเพื่อปลอบขวัญ
“เสี่ยวอู่ไม่ต้องกลัวนะ ลุงใหญ่ไม่กินนกหรอก” คำพูดไร้เดียงสานั้นทำให้ใบหน้าที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งพลันผ่อนคลายลงเล็กน้อย
มู่ชิ่นซินเผลอจ้องมองนกแก้วตัวนั้นโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่เห็นเธอ นกแก้วก็เริ่มสะบัดปีกพั่บๆ พร้อมแผดเสียงร้องลั่น
“อย่าเข้ามานะ! มีหมาดุ! มีหมาดุ!”
มู่ชิ่นซินพยายามฝืนยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยกลบเกลื่อน “นี่มันเรื่องอะไรกันคะ…”
ทว่าใครจะคาดคิด ประโยคถัดมาที่หลุดจากปากนกแก้ว กลับเป็นการเลียนแบบน้ำเสียงของมู่ชิ่นซินได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน
“ป้าเนี่ยน่าสงสารจะตายอยู่แล้ว…ถ้าพวกลุงของแกถาม แกต้องบอกไปนะว่าเป็นคนผลักฉันเอง ได้ยินไหม!”
“ทำไมถึงดื้อด้านแบบนี้ฮะ! ถ้ายังไม่เชื่อฟังกันอีก เชื่อไหมว่าฉันจะตีแกให้ตายเลย!”
สีหน้าของมู่ชิ่นซินซีดเผือดและแข็งค้างไปในทันที!
นกอัปมงคลตัวนี้…
มันกล้าเอาคำพูดที่เธอเคยข่มขู่ซู่เป่าในวันนั้นมาทวนซ้ำแบบไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว!
แขกเหรื่อทั่วทั้งงานต่างตกตะลึงจนตาค้าง ถึงจะยังสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้ แต่ทั้งน้ำเสียงและจังหวะในการพูดของนกแก้วตัวนี้ กลับถอดแบบมาจากมู่ชิ่นซินราวกับเป็นคนเดียวกันไม่มีผิด…
หรือว่าเหตุการณ์แท้งลูกที่ดูน่าเวทนานั้น จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่กันแน่?
สายตาเคลือบแคลงจากคนรอบข้าง บังคับให้มู่ชิ่นซินก็บีบน้ำตาคลอเบ้าทันที เธอบิดตัวหันไปทางซูอีเฉิน
“คุณกำลังสงสัยว่าฉันใส่ร้ายซู่เป่าอย่างนั้นหรือคะ? เด็กในท้องนั่นเลือดเนื้อเชื้อไขของฉันนะ! มีเหตุผลอะไรที่ฉันต้องเอาชีวิตตัวเองกับลูกไปเสี่ยงเพียงเพื่อปรักปรำแกด้วย ทำแบบนั้นแล้วฉันจะได้ประโยชน์อะไร…”
เธอยังคงคร่ำครวญไม่หยุด “พวกคุณจะมาตราหน้าฉันเพียงเพราะนกนกตัวเดียวไม่ได้นะคะ! ฉันต้องสูญเสียลูกไปทั้งคน หัวใจฉันแตกสลายจนเกินจะรับไหวแล้ว…”
มู่ชิ่นซินแผดเสียงร้องไห้โฮราวกับจะขาดใจตายเสียให้ได้
ซูอีเฉินขยับจัดเนคไทให้เข้าที่อย่างใจเย็น “แสดงได้ยอดเยี่ยมไม่เลวนี่”
พ่อบ้านเนี่ยผู้รู้ใจเจ้านายรีบดำเนินการรวดเร็วดั่งใจนึก เขานำข้อมูลในแฟลชไดรฟ์ขึ้นฉายบนจอทันที
ภาพบนจอแสดงให้เห็นมู่ชิ่นซินตอนยืนท้องแก่คู่กับซู่เป่าซึ่งกำลังอุ้มตุ๊กตากระต่ายอยู่ เด็กน้อยอยู่ในชุดนอนเก่ากะรุ่งกะริ่งและยืนห่างจากแม่เลี้ยงร่วมครึ่งเมตร
ทว่าจู่ ๆ มู่ชิ่นซินกลับทิ้งตัวล้มหงายหลัง กลิ้งตกลงไปตามขั้นบันไดด้วยตัวเอง!
หลักฐานในวิดีโอนี้ชี้ชัดจนไม่อาจโต้แย้งได้ว่า ซู่เป่าไม่ได้แตะต้องตัวมู่ชิ่นซินเลยแม้แต่ปลายเล็บ!
มู่ชิ่นซินถึงกับเบิกตาค้างด้วยความตกตะลึง
เป็นไปไม่ได้! ในเมื่อบ้านตระกูลหลินไม่มีกล้องวงจรปิด แล้ววิดีโอชิ้นนี้หลุดมาจากไหนกัน?
ทางด้านหลินเฟิง เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า เขากลับดูตื่นตระหนกยิ่งกว่ามู่ชิ่นซินเสียอีก
นี่มันหมายความว่าอย่างไร?! สรุปว่า ซู่เป่า ไม่ได้เป็นคนผลักมู่ชิ่นซินเลยงั้นหรือ?!
ความโกรธแค้นพุ่งขึ้นหน้า หลินเฟิงหันกลับไปตวัดฝ่ามือฟาดเข้าที่ใบหน้าของมู่ชิ่นซินเต็มแรงจนเสียงดังฉาด!
“นี่มันเรื่องอะไรกันฮะ! ตอบมาสิ!” เขาแผดเสียงคำราม
มู่ชิ่นซินรีบกุมแก้มที่ร้อนผ่าว พยายามเค้นสมองหาคำแก้ต่างแต่กลับมืดแปดด้านไปหมด!
“ฉัน… ฉันไม่รู้…” เธอได้แต่สะอื้นไห้พลางละล่ำละลักบอก “ตอนนั้นฉันสับสนไปหมด ฉันจำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะ…”
“จำไม่ได้งั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นฉันจะช่วยรื้อฟื้นความจำให้เอง!” ซูอีเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
เขาดึงเอกสารออกมาจากแฟ้มคดี ก่อนจะสะบัดใส่หน้ามู่ชิ่นซินไม่ใยดี
“การแท้งลูกของคุณน่ะมันถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว แม้แต่เรื่องที่ว่าเสียเลือดมากถึงสองครั้งระหว่างผ่าตัดนั่นก็เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ!”
บนหน้ากระดาษแผ่นนั้น คือประกาศคำสั่งลงโทษแพทย์คนหนึ่งฐานรับเงินสินบนเพื่อช่วยมู่ชิ่นซินปลอมแปลงประวัติการรักษาทั้งหมด ทั้งหลักฐานมัดตัวพยานบุคคล พยานวัตถุ…
รวมไปถึงพยานปากสำคัญอย่างเจ้านกแก้ว
ไม่ว่ามู่ชิ่นซินจะพยายามดิ้นรนหาทางรอดได้หรือไม่
ยามนี้เธอไร้ซึ่งหนทางจะโต้แย้ง ร่างกายของเธออ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างหมดรูป!