ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 23 จุดจบของคนลวง
บทที่ 23 จุดจบของคนลวง
หลินเฟิงแทบกระอักเลือด ที่ผ่านมาเขาถูกมู่ชินซินปั่นหัวใช้งานเหมือนคนโง่ เมื่อย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่ตนเองต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายก็เริ่มตระหนักและเข้าใจทุกอย่างได้อย่างแจ่มแจ้ง
เขาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยดวงตาแดงก่ำ ขบกรามแน่นจนเสียงลอดไรฟัน
“มู่ชิ่นซิน…ที่แท้เธอก็วางแผนจะทิ้งฉันไปมาโดยตลอดใช่ไหม! เพราะกลัวว่าถ้าลูกคลอดออกมาแล้วเธอจะหนีไปไม่สะดวก ถึงได้ยืมมือซู่เป่า มากำจัดเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองใช่ไหม!”
แม้จะถูกต้อนจนมุมขนาดนี้ แต่มู่ชิ่นซินยังคงยืนกรานไม่ยอมรับ เธอสะบัดหน้าหนีพลางสะบัดหยาดน้ำตาให้ร่วงพรู ช่างเป็นภาพการร่ำไห้ที่ดูน่าเวทนาเหลือเกิน
“ไม่ใช่…ไม่ใช่นะคะ มันไม่ได้เป็นแบบนั้นจริง ๆ…”
ทางด้านหลินเฟิง แม้ในใจเดือดดาลจนแทบระเบิด แต่พอฉุกคิดได้ว่านี่อาจเป็นโอกาสรอดเพียงหนึ่งเดียว จึงรีบเปลี่ยนท่าทีทันควัน หลินเฟิงสวมบทบาทเป็นเหยื่อผู้ถูกหลอกลวง
“เธอมันผู้หญิงใจคออำมหิต…หลอกใช้ฉันมาตลอด จนฉันหลงเชื่อ และทำเรื่องเลวร้ายกับซู่เป่าลงไปตั้งมากมาย!” หลินเฟิงแสร้งสำนึกผิดมองไปทางลูกสาวตัวน้อยหวังจะขอความเห็นใจ
“ซู่เป่า! ทั้งหมดนี้มันเป็นความผิดของพ่อเอง! พ่อมันโง่ที่ถูกคนที่ไว้ใจที่สุดหลอกเอาได้!!”
ซูอีเฉินมองภาพตรงหน้า ก่อนจะขยับปลายนิ้วส่งสัญญาณบางอย่าง…
พ่อบ้านเนี่ยหยิบเอกสารที่เหลือออกมาอีกไม่กี่ฉบับ แล้วจัดการฉายภาพขึ้นบนจอโปรเจคเตอร์ทันที
หลักฐานชุดแรก คือ ใบมรณบัตรของซูจิ่นอวี้เทียบกับใบทะเบียนสมรสของหลินเฟิง ซึ่งปรากฏข้อมูลที่น่าตระหนกว่า ซูจิ่นอวี้เสียชีวิตในเดือนมีนาคม และหลินเฟิงก็จดทะเบียนสมรสใหม่กับมู่ชิ่นซินแทบทันทีในปลายเดือนเดียวกันนั้น!
หลักฐานชุดที่สอง คือ ประวัติการรักษาฉุกเฉินของซู่เป่า ซึ่งระบุอาการบาดเจ็บไว้อย่างละเอียดจนน่าใจหายว่า “ผู้ป่วยหยุดหายใจกะทันหันและอยู่ในภาวะช็อก ตรวจพบกระดูกซี่โครงด้านซ้ายซี่ที่สาม สี่ หก และเจ็ดหัก กระดูกต้นแขนและกระดูกแขนขวาหักพับ ทั้งยังพบเนื้อเยื่อบริเวณเท้าซ้ายถูกหิมะกัดทำลายอย่างรุนแรงจนไม่อาจฟื้นฟูได้ จำเป็นต้องตัดนิ้วก้อยเท้าซ้าย กำจัดเนื้อเยื่อที่เน่าตายขนาด 3×5 เซนติเมตรออก…”
ถัดมา คือภาพถ่ายจากพลเมืองดีที่เป็นเพื่อนบ้านแอบบันทึกไว้ เป็นภาพของซู่เป่าในชุดนอนบางกะรุ่งกะริ่งกำลังคุกเข่าอยู่ท่ามกลางพายุหิมะที่ขาวโพลน ร่างจ้อยของเด็กน้อยถูกหิมะทับถมจนเห็นเพียงแผ่นหลังเล็ก ๆ เพียงเลือนรางเท่านั้น…
ภาพและข้อมูลเหล่านั้นทำให้หลินเฟิงถึงกับใจหายวาบไปถึงตาตุ่ม!
ขณะที่แขกเหรื่อทั่วทั้งงานต่างพากันยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกตะลึงระคนเวทนาอย่างที่สุด
รายงานสรุปอาการป่วยเพียงไม่กี่บรรทัดนั้น กลับเป็นหลักฐานตอกย้ำได้อย่างดีเยี่ยมว่า ซู่เป่าต้องเผชิญกับความเจ็บปวดเพียงใด!
สายตาของทุกคนในงานแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น ขณะจ้องมองหลินเฟิง การลงมือทำร้ายเด็กจนอาการสาหัสถึงขั้นช็อก และต้องส่งโรงพยาบาลเพื่อยื้อชีวิต แต่เขากลับยังกล้าใช้คำว่า
แค่พลั้งมือแรงไปนิดหน่อย มากล่าวอ้างหน้าตายได้อย่างไร?!
คุณยายสกุลซูเมื่อได้เห็นรายงานการรักษานี้ถึงกับตาพร่ามัว ปวดใจร้าวรานจนเกือบจะเป็นลมล้มพับไปเสียตรงนั้น!
“แบบนี้ เรียกว่ารุนแรงไปนิดหน่อยหรือ? นี่มันกะจะตีกันให้ตายชัด ๆ !” เสียงแขกในงานเริ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน
“ปล่อยให้เด็กตัวแค่นี้คุกเข่ากลางหิมะในฤดูหนาว…จนเนื้อเน่าต้องตัดทิ้งเพราะหิมะกัด…เหอะ! ฉันล่ะขำตัวเองจริง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เผลอไปรู้สึกสงสารคนพรรค์นี้เข้า ช่างน่ารังเกียจที่สุด!”
“นี่มันไม่ใช่คนแล้ว มันคือเดรัจฉานในคราบคนชัด ๆ ! ยังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าพ่อได้เต็มปากอีกเหรอ?!”
ท่ามกลางความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้น ซูอีเฉินกลับเพียงแค่เค้นเสียงหัวเราะสะใจ “อ่านแผ่นต่อไปสิ”
พ่อบ้านเนี่ยเปิดเอกสารหมายจับที่มีตราประทับจากทางราชการออกมาอีกใบ พร้อมกับประกาศด้วยน้ำเสียงกังวานเด็ดขาด
“กลุ่มบริษัทในเครือตระกูลหลิน ถูกตรวจพบว่าลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายจำนวนมากเมื่อหนึ่งปีก่อน และเหตุการณ์ในครั้งนั้น ยังเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึงสามราย ตลอดปีที่ผ่านมาทางการไม่เคยลดละความพยายามในการสืบสวน จนกระทั่งตอนนี้เราได้รวบรวมหลักฐานจนครบถ้วน และยืนยันตัวตนคนผิดได้แล้ว จึงได้มีการออกหมายจับผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง… ซึ่งก็คือ หลินเฟิง!”
ความจริงปรากฏชี้ชัดว่า ตระกูลหลินไม่ได้ล่มสลายเพราะการล้างแค้นจากตระกูลซู แต่เป็นเพราะความชั่วช้าที่พวกเขาก่อไว้จนย้อนกลับมาทำลายตัวเองทั้งสิ้น
หลินเฟิงทรุดฮวบลงกับพื้น หมดเรี่ยวแรงจะยืนต่อ เขารู้ซึ้งแล้วว่าทุกอย่างพังทลายจนไม่อาจแก้ไขได้อีกต่อไป
จบสิ้นทุกอย่างแล้วจริง ๆ !
แขกทั้งงานต่างรู้สึกชาไปทั้งตัวเมื่อได้รับรู้ความจริงอันน่าสลดใจนี้ ภรรยาเก่าเพิ่งสิ้นลมหายใจได้ไม่ทันข้ามเดือน สามีกลับรีบเร่งจดทะเบียนรับหญิงใหม่เข้าบ้าน ซ้ำร้ายภรรยาใหม่ยังทารุณกรรมลูกสาวของเขามาโดยตลอด
ทว่าเขากลับทำหูหนวกตาบอดไม่เคยไยดี เมื่อเมียใหม่ใส่ร้ายป้ายสีลูกสาว เขาก็ยังลงมือทุบตีเด็กน้อยอย่างเหี้ยมโหดจนเกือบจะพรากเอาชีวิตไป
พวกเขายังกล้าถึงขั้นจงใจสร้างข่าวลือเท็จเพื่อโยนความผิดบาปทั้งหมดให้เด็กเพียงคนเดียว
ในโลกนี้จะมีคนเป็นพ่อที่ใจคออำมหิตผิดมนุษย์มนาได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ!?
พ่อแม่ที่พาลูกมาร่วมงานต่างพากันดึงลูกเข้ามากอดไว้แน่นด้วยความสลดใจ ปากก็ก่นด่าสาปแช่ง
“คนพรรค์นี้ไม่สมควรมีชีวิตอยู่ให้หนักแผ่นดิน! ไอ้ขยะเอ๊ย!”
“รีบแจ้งตำรวจลากคอพวกมันไปเดี๋ยวนี้!”
เมื่อได้ยินคำว่าตำรวจ หลินเฟิงตระหนกจนสิ้นสติ เขาตัดสินใจอย่างบ้าคลั่ง พุ่งตัวหมายจะเข้าถึงตัวซู่เป่า!
ในเมื่อพวกมันต้องการส่งเขาเข้าคุก เขาก็จะลากซู่เป่าลงนรกไปด้วยกัน
ดูซิว่าพวกตระกูลซูจะอกแตกตายหรือไม่!
ยังไม่ทันที่หลินเฟิงได้แตะต้องตัวเด็กน้อย ซูอีเฉินยกเท้าถีบเข้ากลางอกเขาอย่างแรงจนกระเด็นออกไป เหล่าบอดี้การ์ดชุดดำรีบกรูเข้าไปตะครุบตัวคนทั้งคู่ทันที พวกเขาคว้าคอเสื้อหลินเฟิงและมู่ชิ่นซินลากถูออกไปอย่างไร้ความปรานี ราวกับกำลังลากซากสุนัขตายตัวหนึ่ง
มู่ชิ่นซินสิ้นไร้หนทางสู้ ได้แต่แผดเสียงร้องไห้ฟูมฟายหวังตบตาคนอื่นว่าเป็นผู้ถูกใส่ร้าย ส่วนหลินเฟิงนั้นกลับแผดตะโกนจนสุดเสียงด้วยความหน้าหนา
“ยังไงฉันก็เป็นคนชุบเลี้ยงซู่เป่ามานะ! ถ้าไม่มีฉัน นังเด็กนั่นจะได้มาเกิดบนโลกนี้เหรอ?!”
“ถึงสามปีที่ผ่านมาฉันไม่ได้ดีกับมันนัก แต่พวกแกก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าฉันคือคนให้กำเนิดและเลี้ยงมันมา!”
“พวกตระกูลซูนี่มันช่างอกตัญญูสิ้นดี!”
“แกยังกล้าอ้างบุญคุณอีกเหรอ…ในเมื่อซู่เป่าไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของแกเสียหน่อย”
หลินเฟิงถึงกับชะงักงัน
“อะ… อะไรนะ… แกหมายความว่ายังไง!”
ซูอีเฉินปรายตามองลงมา “ผลตรวจ DNA จากหยาดเลือดชี้ชัดแล้วว่า แกกับซู่เป่าไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกันแม้แต่นิดเดียว”
สมองของหลินเฟิงพลันขาวโพลนไปชั่วขณะ ปฏิกิริยาแรกที่เขารู้สึกได้คือความหวาดกลัว เมื่อตระหนักว่าฟางเส้นสุดท้ายที่หวังจะใช้เป็นข้ออ้างเอาตัวรอดได้ถูกตัดขาดสะบั้นลงแล้ว
เขา…ไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของซู่เป่าอย่างนั้นหรือ!?
“ไม่มีทาง! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” เขาแผดเสียงร้องอย่างไม่อยากเชื่อ
หลินเฟิงหลงลืมไปเสียสนิท ก่อนหน้านี้เขาเคยรังเกียจเดียดฉันท์ลูกสาวอย่างซู่เป่ามากเพียงใด
นาทีนี้เขากลับพยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อยืนยันความสัมพันธ์พ่อลูกขึ้นมาทันที
พูดให้ถูกคือ ที่ผ่านมาซู่เป่าไม่มีค่าพอกับผลประโยชน์ของเขา แต่เมื่อสถานการณ์บีบคั้นจนถึงแก่ชีวิตเช่นนี้ ต่อให้ต้องลดตัวลงไปกราบกรานเรียกซู่เป่าว่าลูก เขาก็คงยอมทำ!
หลินเฟิงที่จนตรอกรู้ซึ้งแล้วว่าการอ้อนวอนขอความเมตตานั้นไร้ผล จึงเปลี่ยนมาสาดเสียเทเสียด้วยโทสะ เขาแผดเสียงด่าทอทั้งซูจิ่นอวี้ ทั้งคนตระกูลซู รวมถึงลามไปถึงเด็กน้อยอย่างซู่เป่าอย่างบ้าคลั่ง
ซู่เป่ายืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชน ความเงียบเชียบของเธอราวกับกำลังกั้นตัวเองออกจากความวุ่นวาย แต่สมาชิกตระกูลซูต่างสัมผัสได้ถึงบาดแผลในใจของเด็กน้อย ทุกคนรู้สึกเจ็บปวดแทนเธอ
บอดี้การ์ดชุดดำคนหนึ่งทนรำคาญไม่ไหว จัดการถอดถุงเท้าของตัวเองยัดใส่ปากหลินเฟิงทันควัน
“พูดมากนักนะแก! หุบปากไปซะ!”
บอดี้การ์ดที่ติดตามตระกูลซูมานานย่อมมีใจรักเจ้านาย ด้วยความเหลืออด เขาจึงซัดหมัดเข้าเต็มดั้งจมูกของหลินเฟิงหนึ่งที จมูกที่เคยหักมาแล้วถึงสองครั้ง พลันหักสะบั้นลงเป็นครั้งที่สามอย่างไม่ต้องสงสัย…
โลกทั้งใบเงียบสงัดลงทันที เหลือเพียงเสียงอู้อี้ในลำคอของหลินเฟิง สิ่งที่รอเขาอยู่เบื้องหน้าคือ รถตำรวจจอดเรียงรายอยู่ด้านนอกคฤหาสน์
ทันทีที่ถูกลากตัวออกมา หลินเฟิงถูกรวบตัวสวมกุญแจมืออย่างรวดเร็วโดยไร้ซึ่งหนทางหนี
ส่วนมู่ชิ่นซินที่คิดจะเผ่นหนี ถูกรวบตัวกดหัวขึ้นรถไปในข้อหาจงใจแพร่ข่าวลือทำลายชื่อเสียง!
คดีลักลอบขนของเถื่อนล็อตใหญ่ที่เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึงสามคน…
สิ่งที่รอคอยหลินเฟิงอยู่อย่างน้อยที่สุดคือโทษจำคุกตลอดชีวิต หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต!
หลินเฟิงจมอยู่กับความสิ้นหวัง เขาเฝ้าครุ่นคิดจนสมองแทบแตกแต่ก็คิดไม่ออกว่า ตนเองก้าวพลาดไปที่จุดไหนกันแน่
หากเพียงแต่เขาปฏิบัติต่อซูจิ่นอวี้ให้ดีกว่านี้ เขาคงได้เสวยสุขในฐานะลูกเขยของตระกูลมหาเศรษฐีไปแล้ว
หรือถ้าเขาเมตตาซู่เป่าตั้งแต่แรก ป่านนี้ชีวิตเขาคงรุ่งโรจน์ไปแล้วสินะ?
ทว่าในหัวของเขากลับไม่มีความสำนึกผิดแม้แต่น้อย เขายังคงพร่ำโทษโชคชะตา…
เขาไม่รู้นี่นาว่าซูจิ่นอวี้คือลูกสาวตระกูลซู!
ถ้าเขารู้แต่แรก มีหรือที่เขาจะทำเรื่องผิดพลาดมหันต์เช่นนี้…
หลินเฟิงครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมาจนดวงตาแดงฉานด้วยความคลุ้มคลั่ง ทันใดนั้นเขาก็แว้งไปเตะเข้าที่ศีรษะของมู่ชิ่นซินที่นั่งอยู่ข้างๆ สุดแรง!
“ทั้งหมดมันเป็นเพราะนังสารเลวอย่างแก! ฉันจะฆ่าแก!” เขาแผดเสียงด่าทออย่างบ้าคลั่ง
มู่ชิ่นซินไม่ทันได้ตั้งตัว ศีรษะของเธอจึงกระแทกเข้ากับโครงรถอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น เธอร้องโหยหวนออกมาได้เพียงคำเดียวเท่านั้น หยาดเลือดสีแดงฉานเริ่มไหลซึมออกมาจากบาดแผลอย่างรวดเร็ว ร่างของเธอทรุดฮวบลงบนเบาะรถอย่างอ่อนปวกเปียก
มู่ชินซินขาดใจตายในทันทีด้วยลูกเตะของหลินเฟิง!
ดวงวิญญาณของมู่ชินซินค่อย ๆ หลุดลอยออกจากร่างที่อาบเลือด ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง แต่เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองสิ้นใจแล้ว เธอก็แผดเสียงกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง!
ไม่! เธอจะมาตายแบบนี้ไม่ได้!
ด้วยรูปโฉมงดงามปานนี้ เมื่อครู่เธอยังลอบวางแผนอยู่เลยว่า ทันทีที่พ้นโทษออกมาจะเปลี่ยนชื่อแซ่เสียใหม่ เพื่อไปหาทางล่อลวงมหาเศรษฐีสักคนมาปรนเปรอชีวิตให้สุขสบายในฐานะคุณนายผู้มั่งคั่ง!
ชั่วพริบตา ฝันกลางวันกลับสลายลงเพราะถูกหลินเฟิงปลิดชีพด้วยลูกเตะเพียงครั้งเดียว มันช่างเป็นจุดจบที่น่าอดสูและคับแค้นใจเหลือเกิน!
มู่ชินซินที่กลายเป็นผีร้ายแผดเสียงหวีดร้องด้วยความอาฆาต ก่อนจะพุ่งร่างเข้าใส่หลินเฟิงหมายจะเอาคืนให้สาสม…
ณ คฤหาสน์ตระกูลซู
บรรยากาศในคฤหาสน์เริ่มผ่อนคลายลง บรรดาแขกต่างพากันถอนหายใจยาวราวกับได้ระบายความอัดอั้นที่สะสมมาตลอดทั้งงาน ทุกคนต่างมีความเห็นตรงกันว่า แม้แต่สัตว์ป่ายังรักลูกของมัน แต่หลินเฟิงกลับใจคอโหดเหี้ยมผิดมนุษย์นัก
คุณยายซูเข้าไปโอบกอดซู่เป่า ไว้แนบอกพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ซู่เป่า… เรากลับบ้านกันเถอะลูก”
งานเลี้ยงรื่นเริงในวันนี้ไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะดำเนินต่ออีกแล้ว แขกในงานต่างมองเด็กน้อยด้วยสายตาเวทนาจับใจ เมื่อนึกถึงคำครหาและอคติที่พวกเขาเคยมีต่อเธอในตอนแรก หลายคนจึงมีสีหน้าละอายใจอย่างปิดไม่มิด
ทว่าซู่เป่าซึ่งเป็นผู้บอบช้ำที่สุดจากพายุครั้งนี้ กลับส่งยิ้มสดใสออกมา “คุณยายเป็นห่วงหนูเหรอคะ?”
“หนูไม่เป็นไรเลยค่ะคุณยาย ตอนนี้หนูมีความสุขมากแล้ว!” เด็กน้อยยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็กอย่างบริสุทธิ์ใจ
ทั้งที่เธอถูกกระทำอย่างสาหัส แต่กลับเป็นคนแรกที่พยายามเอ่ยปากปลอบโยนคนอื่น…
คุณยายซูน้ำตาคลอเบ้า ขณะที่ซู่เป่าซึ่งหอบทั้งตุ๊กตากระต่ายและนกแก้วไว้ในอ้อมแขน ยังอุตส่าห์แบ่งมือข้างหนึ่งมาลูบศีรษะคุณยายเบา ๆ “คุณยายอย่าร้องไห้นะคะ”
ภาพนั้นทำให้ป้าสะใภ้ซูถึงกับกำแพงความเข้มแข็งพังทลาย เธอหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่อาจหักห้ามได้ ขณะที่คนอื่น ๆ ช่วยกันประคองคุณยายและป้าสะใภ้กลับเข้าบ้าน ซูอีเฉินอุ้มซู่เป่าขึ้นแนบอกพลางกระซิบถามอย่างห่วงใย
“ซู่เป่า… เสียใจไหม?”
ความจริงเขาไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเผยความลับเรื่องสายเลือดของเธอในวันเกิด แต่บางปัญหาจำเป็นต้องกำจัดให้สิ้นซากด้วยวิธีการด้วยวิธีที่เด็ดขาด เพื่อไม่ให้ฝ่ายนั้นมีโอกาสโต้กลับได้แม้เพียงนิดเดียว
สิ่งเดียวที่เขากังวลมาตลอดคือความรู้สึกของหลานสาวคนนี้
“หนูไม่เสียใจเลยค่ะคุณลุง” ซู่เป่าส่ายหัวน้อย ๆ “หนูไม่ได้ทำอะไรผิดใช่ไหมคะ? คนที่ทำผิดคือพ่อ… เพราะฉะนั้นคนที่ควรเสียใจต้องเป็นเขาค่ะ ไม่ใช่หนู”
ซูอีเฉินถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
เด็กน้อยคนนี้…แม้จะอายุน้อยนัก
แต่กลับมีความคิดที่แจ่มชัดและเข้าใจสัจธรรม
หัวใจที่เคยแข็งกระด้างของซูอีเฉินพลันอ่อนโยนลง เขาประคองลูบศีรษะน้อยของเธอด้วยความรัก และสาบานกับตัวเองว่านับจากนี้ไป เขาจะไม่ยอมให้ความเจ็บปวดใด มาทำร้ายเธอได้อีก
ยามที่นึกบางอย่างขึ้นได้ ‘คน’ ที่แอบพาหลินเฟิงและมู่ชินซินเข้ามาในงาน…
ซูอีเฉินเงยหน้าขึ้นพร้อมกับเค้นเสียงหัวเราะในลำคอที่ฟังแล้วชวนขนลุก ซึ่งในขณะนั้น เหวยหว่านที่แอบซุ่มมองสถานการณ์อยู่หลังม่านหน้าต่างถึงกับใจสั่น เมื่อเห็นว่าตัวป่วนทั้งสองถูกลากออกไปแล้ว และความจริงได้รับการชำระจนทุกคนหันมาเอ็นดูซู่เป่า แทนที่เธอจะรู้สึกยินดี เหวยหว่านกลับพบว่าในใจของตนเองนั้นร้อนรุ่มและหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก!
ยิ่งเมื่อได้สบเข้ากับสายตาเย็นเหยียบและรอยยิ้มหยันของซูอีเฉินที่มองตรงมา หัวใจของเธอก็แทบจะหยุดเต้น
เธอพยายามปลอบใจตัวเองด้วยความคิดเห็นแก่ตัว…
เธอแค่ใจอ่อนยอมให้คนพวกนั้นเข้ามาเฉย ๆ เธอไม่รู้ความจริงเสียหน่อย
ในเมื่อไม่รู้ย่อมไม่ผิด เรื่องนี้จะมาโทษเธอไม่ได้ใช่ไหม…