ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 24 คุณนายเสวี่ยผู้หลงตัวเอง
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 24 คุณนายเสวี่ยผู้หลงตัวเอง
บทที่ 24 คุณนายเสวี่ยผู้หลงตัวเอง
ปัง!
เสียงประตูถูกผลักเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับการปรากฏตัวของซูจื่อหลิน สีหน้าเคร่งขรึม และเฉยชากับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยา เขาเค้นเสียงพูดห้วนสั้น
“คุณออกมานี่เดี๋ยวนี้!” เหวยหว่านรีบถลาเข้าไปหาหานหาน
เธอไม่มีทางยอมออกไปเด็ดขาด!
เธอเดาออกว่าซูจื่อหลินกำลังจะพูดเรื่องอะไร จึงทำเพียงกอดลูกสาวไว้แน่นด้วยความมั่นใจว่า สามีคงไม่กล้าเอ่ยเรื่องหย่าร้างออกมาต่อหน้าลูกอย่างแน่นอน
“คุณจะก่อเรื่องวุ่นวายไปถึงเมื่อไหร่!” ซูจื่อหลินเดือดดาลจนตัวสั่นก่อนตวาดลั่น
“ฉันก่อเรื่องงั้นเหรอ? ที่ฉันทำลงไปก็เพื่อคุณเพื่อลูกทั้งนั้น!” เหวยหว่านดวงตาแดงก่ำขึ้นมาทันควัน
“แล้วตอนนี้คุณยังมีหน้ามาตำหนิฉันอีกเหรอ คุณเคยเหลียวแลหานหานบ้างไหม? รู้บ้างไหมว่าแกน่าสงสารแค่ไหน?”
เหวยหว่านพยายามเบี่ยงประเด็นและพุ่งเป้าโจมตีซูจื่อหลินอย่างหนัก ทว่าสิ่งที่เธอไม่คาดคิดคือซูจื่อหลินจะทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียวสั้น ๆ
“หย่ากันเถอะ!”
เขาวางเอกสารข้อตกลงการหย่าร้างลงบนโต๊ะ แล้วหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง เหวยหว่านตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
“คุณพูดว่าอะไรนะ?” เธอกวาดเข็มฉีดยาบนโต๊ะทิ้งอย่างบ้าคลั่ง “ฉันไม่หย่า! จะไม่มีวันยอมเด็ดขาด!”
จังหวะนั้นคุณยายของหานหานเพิ่งเดินเข้ามาพอดี เมื่อเห็นเหตุการณ์จึงเอ่ยขึ้นด้วยความสับสน
“โอ้โห! นี่มันเรื่องอะไรกันล่ะเนี่ย? พ่อเจ้าประคุณรุนช่อง…ยอมทุ่มเททำเพื่อลูกของน้องสาวตัวเองได้สารพัด แต่กลับจะมาเขี่ยเมียเขี่ยลูกแท้ ๆ ของตัวเองทิ้ง!”
เธอพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงพลางส่ายหน้าด้วยความระอา “เพิ่งเคยพบเคยเห็นนี่แหละ มีผู้ชายแบบนี้อยู่บนโลกด้วยเหรอเนี่ย จริง ๆ เลยนะ!”
พูดยังไม่ทันขาดคำ เธอแสร้งหันไปมองทางประตูด้วยสายตาจิกกัด แล้วจีบปากพูดต่อ “แล้วดูแม่หนูซู่เป่าคนนั้นสิ เพิ่งจะก้าวเท้ากลับมาบ้านได้ไม่ทันไร ทำเอาครอบครัวคนอื่นต้องพังพินาศถึงขั้นหย่าร้างกัน…ตัวซวยจริง ๆ !”
เหวยหว่านที่กำลังแบกรับความกดดันจนถึงขีดสุดแผดเสียงตวาดลั่น “พอได้แล้ว! หยุดพูดพล่อย ๆ เสียที!”
เธอหันไปชี้หน้าแม่ของตนเองด้วยมือสั่นเทา ก่อนตบท้ายด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ออกไปให้พ้นหน้าหนูเดี๋ยวนี้! แล้วก็กลับบ้านตัวเองไปซะ!”
ทุกครั้งที่มาเยือนคฤหาสน์ตระกูลซู คุณยายของหานหานมักจะอยู่นานหลายวันเพื่อเสพสุขจากการดูแลของคนรับใช้มากมาย คราวนี้เธอเพิ่งมาพักได้เพียงครึ่งวันเท่านั้น แน่นอนว่าเธอไม่ยอมไปไหนง่าย ๆ
“โธ่ ลูกใจเย็น ๆ หน่อยสิ มีอะไรก็ค่อยคุยกับจื่อหลิน ถ้าคุยไม่รู้เรื่องก็แค่หาทางมีลูกอีกสักคน…”
เหวยหว่านผลักแม่ตัวเองออกไปข้างนอกแล้วปิดประตูดัง
ปัง!
“หืม? อะไรกัน? นี่มาโกรธฉันทำไมเนี่ย?”
เธอพูดผิดตรงไหน? ก็เรื่องมันเป็นแบบนั้นจริงๆ นี่นา!
*
บรรยากาศงานเลี้ยงวันเกิดในตอนนี้นั้นไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีกแล้ว ซูเยว่เฟยจึงก้าวออกมาเบื้องหน้าพลางชูแก้วเหล้าขึ้นและระบายยิ้มอย่างสุภาพเรียบร้อย “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมงานวันเกิดครบรอบ 4 ขวบของซู่เป่า สมาชิกตัวน้อยของครอบครัวเราครับ”
เขากวาดสายตามองไปรอบงาน กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ซู่เป่าเป็นลูกสาวของน้องสาวผม ซูจิ่นอวี้แม้ว่าจิ่นอวี้จะจากพวกเราไปแล้ว แต่ผมขอสัญญาว่าตระกูลซูจะไม่มีวันปล่อยให้ซู่เป่าต้องเผชิญกับความเสียใจแม้แต่นิดเดียว!”
“และในโอกาสนี้ ผมขอประกาศให้ทุกท่านทราบอย่างเป็นทางการว่า นับจากวันนี้เป็นต้นไป ซู่เป่าจะใช้นามสกุลซู โดยมีชื่อจริงว่า ซูจื่อซู”
“ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งที่มาร่วมเป็นสักขีพยานครับ”
แขกต่างพยักหน้าเห็นพ้อง และทยอยเดินออกจากคฤหาสน์ตระกูลซู ขณะเดินออกไปพวกเขายังอดไม่ได้ที่จะกระซิบเสียงเบา
“ได้รับการปกป้องจากคุณลุงผู้ทรงอิทธิพลถึงแปดคน… ต้องบอกว่าคุณหนูซู่เป่านี่น่าอิจฉาจริง ๆ”
“ใช่เลย นี่แหละคือเจ้าหญิงตัวจริง!”
เสวี่ยเอ๋อร์ จับชายกระโปรงของแม่ไว้แน่น พลางนึกถึงภาพที่ซู่เป่าสวมชุดราตรีลายท้องฟ้าดวงดาวที่เปล่งประกายเจิดจ้า เธอรู้สึกอิจฉา…
เธอเองก็อยากมีคุณลุงที่ทั้งเก่งและเท่แบบนั้นบ้าง
ตอนนั้นเอง แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์สังเกตเห็นว่าในห้องโถงชั้นล่างยังมีคนบางส่วนที่ยังไม่ออกไป เมื่อเห็นคนรู้จักวิ่งเข้าไปอย่างรีบร้อน เธอจึงรีบดึงเขาไว้แล้วถามว่า “คุณหลี่ มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
คุณหลี่ตอบกลับมาว่า “ศาสตราจารย์เหลาเดินทางมาถึงแล้วครับ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของแม่เสวี่ยเอ๋อร์ก็ลุกวาวขึ้นมาทันที! พ่อของเสวี่ยเอ๋อร์รีบเข้าไปทักทาย ทำให้ทั้งครอบครัวต้องวกกลับเข้าไปในงานอีกครั้ง
เสวี่ยเอ๋อร์สูดจมูกแล้วเอ่ยอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “คุณแม่คะ หนูขอโทษ หนูจำผิดไป…”
แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์อยากจะดุอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ “ไม่เป็นไร ไปกันเถอะ แม่จะพาหนูไปทางนั้น หนูชอบภาพวาดสีน้ำมันที่สุดไม่ใช่เหรอ? ศาสตราจารย์เหลามาถึงแล้ว นี่คือโอกาสทองของลูกนะ!”
อาจารย์เหลาคือผู้ที่อยู่สูงส่งจนยากจะพบเจอตัวจริง ไม่ต้องพูดถึงการที่จะให้ท่านมาร่วมงานเลี้ยงเช่นนี้เลย เมื่อท่านมาปรากฏตัว คุณแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์จึงรู้สึกว่าตนเองโชคดีมาก!
เสวี่ยเอ๋อร์ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที รีบถามย้ำ “เป็นศาสตราจารย์เหลาผู้ทรงอิทธิพลและเชี่ยวชาญ อีกทั้งยังเป็นผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และเป็นศิลปินแห่งชาติใช่ไหมคะ?”
เธอบรรยายสรรพคุณชื่อเสียงของเขาจนครบถ้วน เพื่อแสดงว่าตนเองนั้นรู้ลึกรู้จริง
แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์พยักหน้าอย่างพอใจ “ใช่แล้ว! เสวี่ยเอ๋อร์เก่งมาก! เดี๋ยวต้องแสดงฝีมือให้เต็มที่นะลูก!”
ภาพวาดสีน้ำมันของลูกสาวเธอเคยได้รับเลือกเข้าสู่รอบคัดเลือกกลุ่มเยาวชนของสถาบันศิลปะแห่งชาติ ซึ่งปกติแล้วแค่แชมป์ระดับจังหวัดยังยากที่จะเข้าถึง นั่นแสดงให้เห็นว่าฝีมือของเสวี่ยเอ๋อร์ไม่ธรรมดาเลย
เสวี่ยเอ๋อร์ได้รับคำชมจากแม่ยิ่งมั่นใจเต็มเปี่ยม เธอรู้สึกว่าในบรรดาเด็กทั้งหมดนี้ เธอเป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านการวาดรูปมากที่สุด และต้องได้รับการยอมรับจากอาจารย์เหลาแน่นอน!
เมื่อถึงเวลานั้น เธอต้องเอาชนะยัยซู่เป่าคนนั้นให้ได้ และพี่เหอเหวินต้องมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
ในขณะนั้นที่ชั้นสองของคฤหาสน์ คุณตาซูตบบ่าของซู่เป่า พลางกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า
“ซู่เป่า มาเถอะลูก ตาจะพาไปแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนเก่าคนหนึ่ง”
“ได้ค่ะ” ซู่เป่าพยักหน้าตอบรับ
เด็กน้อยร่างอวบอัดมีใบหน้าอ่อนเยาว์ กลับพยักหน้าอย่างสุขุมราวกับเป็นผู้ใหญ่ ทำเอาคุณยายซูอดขำด้วยความเอ็นดูไม่ได้
ณ ห้องโถงชั้นหนึ่ง
บรรดาแขกที่มีความรู้เรื่องศิลปะต่างรุมล้อมชายชราคนหนึ่งด้วยรอยยิ้มประจบประแจง
“ช่างยากเหลือเกินครับที่จะได้พบศาสตราจารย์เหลาตัวเป็น ๆ เป็นเกียรติมากครับ!”
“ใช่ครับ ศาสตราจารย์ออกงานยากมาก เห็นว่ากำลังเตรียมเข้าร่วมเป็นกรรมการที่ปรึกษาในการประกวดจิตรกรรมจีนครั้งที่สองหรือครับ?”
“แก่แล้ว เป็นกรรมการไม่ไหวหรอก ที่ออกมาครั้งนี้ก็เพื่อจะมารับ ‘ศิษย์คนเล็ก’ สักคนน่ะ”
ชายชราในชุดสีฟ้าส่ายหน้ายิ้ม ๆ เหลาจื่ออี้ อารมณ์ดีเป็นพิเศษ หลังจากที่เขาได้เห็นภาพวาดที่คุณลุงซูส่งไปให้ เขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับถึงสองคืนเต็ม!
ภาพวาดของซู่เป่ามีจิตวิญญาณเปี่ยมล้น เขาไม่ได้เห็นเด็กมีพรสวรรค์ระดับนี้มานานหลายสิบปีแล้ว
ดังนั้นเมื่อคุณลุงซูถามว่าจะรับเธอเป็นศิษย์ไหม? แน่นอนว่าเขาต้องตอบตกลง!
คำพูดของอาจารย์เหลาเปรียบเสมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงจนตาค้าง
โอ้! อาจารย์เหลากำลังจะรับศิษย์คนเล็ก! แถมยังเป็น ศิษย์รัก เสียด้วย!
จะเป็นใครกันนะ?! ทุกคนต่างรู้สึกอิจฉาอย่างหนักและพากันคาดเดาไป จังหวะนั้นเอง คุณแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ก็จูงมือลูกสาวเดินเข้ามา สายตาของทุกคนจึงจับจ้องไปที่เสวี่ยเอ๋อร์เป็นตาเดียว
เสวี่ยเอ๋อร์มีชื่อเสียงพอสมควรในวงสังคม ด้วยวัยเพียงเท่านี้แต่ภาพวาดสีน้ำมันของเธอกลับได้รับเลือกเข้าสู่หอศิลป์แห่งชาติแล้ว เธอจึงดูเข้าเค้ากับคำว่า “ลูกศิษย์ตัวน้อย” ที่ศาสตราจารย์พูดถึงที่สุด!
ทันใดนั้น ทุกคนต่างพากันส่งยิ้มและทักทายเสวี่ยเอ๋อร์กับแม่ของเธออย่างเป็นมิตร
เสวี่ยเอ๋อร์ก้มหน้าลง ทำตัวเรียบร้อยนิ่งสงบ รักษาภาพลักษณ์กุลสตรีจากตระกูลดีไว้อย่างเคร่งครัด ทว่าเมื่อนึกภาพตนเองได้รับการแต่งตั้งเป็นศิษย์ของอาจารย์เหลา เธอก็แทบเก็บความภาคภูมิใจไว้ไม่อยู่
“ศาสตราจารย์เหลาคะ เมื่อกี้ทุกคนได้ยินว่าคุณจะรับศิษย์ ต่างก็สงสัยกันมากว่าเด็กคนไหนกันที่โชคดีได้รับความเมตตาจากคุณ?” แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์แสร้งถามอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ศาสตราจารย์เหลาหัวเราะอย่างมีความสุข “เป็นเด็กคนหนึ่งที่ใช้สีสันสดใส มีจินตนาการที่แปลกประหลาดและสว่างไสวเท่าที่ผมเคยเห็นมาในรอบหลายสิบปีนี้เลยล่ะ!”
คุณแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ลอบยิ้มกริ่มด้วยความลำพองใจ ลูกสาวของเธอชอบใช้โทนสีสดใสจัดจ้านอยู่แล้ว แถมเธอยังมั่นใจว่าจินตนาการของเสวี่ยเอ๋อร์นั้นล้ำเลิศ และโดดเด่นเหนือใคร!
ถึงขั้นรบกวนให้ท่านศาสตราจารย์ผู้สูงส่งเดินทางมารับศิษย์ด้วยตนเองถึงที่นี่ ช่างเกรงอกเกรงใจกันเกินไปแล้วจริง ๆ!