ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 25 ความหน้าแตกของตระกูลเสวี่ย
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 25 ความหน้าแตกของตระกูลเสวี่ย
บทที่ 25 ความหน้าแตกของตระกูลเสวี่ย
เสวี่ยเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงความยินดีของแม่ ก็พลอยดีใจไปด้วย เด็กน้อยสูดลมหายใจลึกรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับศาสตราจารย์เหลา
“สวัสดีค่ะคุณปู่เหลา! หนูชื่อเสวี่ยเอ๋อร์ค่ะ หนูชื่นชอบผลงานของคุณมาก คุณคือไอดอลของหนู!”
“ดี ๆ ขอบใจมากนะเด็กน้อย” ศาสตราจารย์เหลาเพิ่งสังเกตเห็นเธอเขาพยักหน้าตอบรับตามมารยาท
แม้ศาสตราจารย์เหลาจะเป็นศิลปินผู้สันโดษ ไม่ชอบการเข้าสังคม แต่โดยเนื้อแท้แล้วเขาเป็นคนใจดีและเป็นกันเอง เสวี่ยเอ๋อร์เห็นท่าทีนั้นก็ใจชื้น คิดว่าศาสตราจารย์ชื่นชอบเธอเข้าแล้ว เธอกำลังจะอ้าปากชวนคุยต่อ แต่จังหวะนั้นเอง ซู่เป่าที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็เดินลงมาจากชั้นบน
ในอ้อมแขนของเด็กน้อยหอบม้วนภาพวาดไว้หลายใบ ซูอี้เชินจูงมือเธอเดินเข้ามาพร้อมกระซิบแนะนำ
“ซู่เป่า… คุณตาคนนั้นคืออาจารย์เหลานะลูก”
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงัก เธอเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าชายชรา เงยหน้าจิ้มลิ้มขึ้นแล้วเรียกเสียงใส
“อาจารย์ตา!”
ศาสตราจารย์เหลาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะ “ดี ๆ ! แม่หนูซู่เป่าน้อย!”
ปกติเด็กวัยนี้มักเรียกเขาว่าคุณปู่ แต่เจ้าตัวน้อยจอมป่วนกลับเรียกเขาด้วยใบหน้าจริงจังว่า ‘อาจารย์ตา’ ชายชราสัมผัสได้ถึงความใสซื่อและจริงใจของเด็กน้อย จนอดขำไม่ได้ เขาเอื้อมมือไปลูบผมบนหัวของเธอ
“ซู่เป่าอายุเท่าไหร่แล้ว?”
ซู่เป่านิ่งไปครู่หนึ่ง เธอแอบมองคุณตาตรงหน้าด้วยสายตาประหลาดใจ…
คุณตาคนนี้ สมองไม่ค่อยทำงานหรือเปล่านะ?
วันนี้เธอเพิ่งฉลองวันเกิดครบ 4 ขวบ ต้องอายุ 4 ขวบสิ!
“อาจารย์ตาคะ วันนี้ซู่เป่าเพิ่งจัดงานวันเกิด 4 ขวบ ก็เลยอายุ 4 ขวบแล้วค่ะ” เด็กน้อยครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างว่าง่าย
ศาสตราจารย์เหลาถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง รู้สึกเหมือนถูกเด็กน้อยตัวอ้วนกลม ดูแคลนสติปัญญาเข้าให้ แต่นั่นกลับทำให้ชายชราหลุดยิ้มกว้างออกมาอย่างขบขัน พลางพยักหน้าเออออตาม
“นั่นสิ…ตาคนนี้แก่จนโง่ไปแล้วจริง ๆ !”
ซู่เป่าฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีเป็นรูปสระอิ เธอรีบเอ่ยปลอบใจด้วยความหวังดี “ไม่เป็นไรนะคะ! บางทีซู่เป่าก็เป็นคนโง่เหมือนกันค่ะ”
เด็กน้อยพยายามจะบอกว่าบางครั้งเธอทำเรื่องเปิ่น ๆ หรือทำอะไรไม่ฉลาดนัก แม้ประโยคที่สื่อสารออกมาจะยังไม่แม่นยำตามตรรกะภาษา อาจเพราะที่ผ่านมาไม่มีใครคอยอบรมสั่งสอน คำศัพท์ในหัวยังมีไม่มาก แต่ความใสซื่อกลับชนะใจศาสตราจารย์เหลาอย่างราบคาบ
ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความสุข เสวี่ยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับรู้สึกรุ่มร้อนในใจ เธอไม่พอใจอย่างมากที่ถูกซู่เป่าแย่งความโดดเด่นไปต่อหน้าต่อตา!
ฝ่ายแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์เองแอบพึมพำด่าทอในใจว่าช่างซวยเหลือเกิน ยิ่งเห็นซู่เป่าหอบม้วนภาพวาดพะรุงพะรังลงมาเธอก็ยิ่งรู้สึกละเหี่ยใจจนพูดไม่ออก…
เหอะ! นึกว่าอาศัยความเป็นลูกรักของตระกูลซูแล้วจะมาทำตัวอวดดีอวดเด่นยังไงก็ได้งั้นเหรอ? พวกเขาคิดจริง ๆ หรือว่าคนระดับอาจารย์เหลาจะนึกอยากรับใครเป็นศิษย์ก็ได้น่ะ!
“เพื่อนเก่า ขึ้นไปคุยกันที่ห้องทำงานชั้นสองดีไหม?” คุณตาซูยิ้มแย้มจนตาหยี
ศาสตราจารย์เหลาใจร้อนอยากเห็นฝีมือวาดภาพของซู่เป่าอยู่แล้ว จึงรีบพยักหน้า “ดี ดี ไปกันเถอะ!”
เสวี่ยเอ๋อร์ถึงกับอึ้ง…
แล้วเธอล่ะ? ไหนว่าจะรับเธอเป็นศิษย์คนเล็กไง! เธอเริ่มบิดนิ้วด้วยความกังวลและร้องเรียกอย่างร้อนรน
“คุณเหลา แล้วหนูล่ะคะ?” ศาสตราจารย์เหลาหันมามองอย่างแปลกใจ
“หนูก็เป็นเด็กดีมากนะจ๊ะ แต่ปู่มีธุระด่วนต้องไปจัดการก่อน!”
พูดจบ คนตระกูลซูจึงพากันห้อมล้อมศาสตราจารย์เหลาและซู่เป่า เดินขึ้นชั้นบนไปทันที ทิ้งให้แม่ลูกตระกูลเสวี่ยยืนนิ่งอยู่ข้างล่าง
คุณแม่เสวี่ยเอ๋อร์โกรธจนอกแทบระเบิดแต่ต้องข่มใจเอาไว้ เธอปลอบลูกสาวว่า “ใจเย็น ๆ ลูก นั่งรอสักครู่ เดี๋ยวท่านก็ลงมา”
โดยหารู้ไม่ว่า การรอครั้งนี้จะยาวนานราวกับวันสิ้นโลก…
*
ในห้องทำงานชั้นสอง
ซู่เป่านั่งเรียบร้อยบนโซฟาพลางแอบสำรวจชายชราตรงหน้า คุณตาซูรีบแนะนำ
“ซู่เป่า นี่คือปรมาจารย์ที่เก่งที่สุดในประเทศ ทักทายอาจารย์สิ”
ซู่เป่าเรียกอย่างว่าง่ายอีกครั้ง “อาจารย์เหลา!”
ชายชราถูกชะตากับเด็กน้อยคนนี้มากจึงถามเข้าเรื่อง “ภาพพวกนี้ หนูวาดเองทั้งหมดเลยหรือ?”
ซู่เป่าพยักหน้า “ใช่ค่ะ”
“งั้นหนูช่วยเล่าเรื่องในภาพให้ตาฟังหน่อยได้ไหม?”
พอนึกถึงเรื่องวาดภาพ ใบหน้าของซู่เป่าดูสว่างไสวขึ้นมาทันที เธอปีนขึ้นไปนอนคว่ำบนโต๊ะและเริ่มเล่าเรื่องราวในโลกจินตนาการของเธออย่างจริงจัง
เมื่อซูอีเฉินตามขึ้นมา เขาเห็นภาพชายชราสองคนกับเด็กน้อยหนึ่งคนกำลังจ้องภาพวาดบนโต๊ะอย่างใจจดใจจ่อ เสียงหัวเราะก็ดังออกมาเป็นระยะ
ด้านล่างที่โถงใหญ่ เสวี่ยเอ๋อร์กับแม่นั่งรอ จนกระทั่งผู้จัดการบ้านเดินมาแจ้งว่าศาสตราจารย์เหลาจะไม่ลงมาแล้ว และขอให้แขกที่เหลือกลับไปก่อน
ครอบครัวเสวี่ยเอ๋อร์จำใจต้องจากมาอย่างเสียหน้า แต่คุณแม่ยังไม่ยอมแพ้ เธอพาลูกสาวไปดักรอในรถหน้าประตูคฤหาสน์ แต่กลับได้ยินคนเดินผ่านกระซิบกระซาบ
“คุณแม่เสวี่ยเอ๋อร์ยังรออยู่อีกเหรอ? คิดว่าอาจารย์เหลาจะมารับลูกสาวตัวเองจริง ๆ สินะ ฝันกลางวันชัด ๆ !”
คุณแม่เสวี่ยเอ๋อร์โกรธจนตัวสั่น แต่ความกังวลเริ่มก่อตัว…
หรือว่าตระกูลซูจะใช้เงินซื้อตัวอาจารย์เหลาให้ซู่เป่าจริง ๆ ?
*
เกือบเที่ยงคืน ซู่เป่าเดินมาส่งศาสตราจารย์เหลาที่ประตูคฤหาสน์ เธอรู้สึกเหมือนได้เพื่อนใหม่ที่เข้าใจกันแม้จะต่างวัย ” เดินทางปลอดภัยนะคะ! เพื่อนเก่า”
ศาสตราจารย์เหลาปลื้มใจที่ได้พบศิษย์มีพรสวรรค์เช่นนี้ เขาโบกมือลา “ลาก่อนนะเด็กน้อย!”
เมื่อขึ้นรถไป ศาสตราจารย์เหลาก็อดไม่ได้ที่จะเปิดดูรูปภาพในมือถือที่เขาถ่ายผลงานของซู่เป่าเอาไว้ โดยเฉพาะภาพ สวนสนุกบนสรวงสวรรค์ ที่มีความลึกซึ้งเกินวัย ในภาพมีเด็กหญิงตัวน้อยกำลังจูงมือผู้ใหญ่คนหนึ่ง ท่ามกลางบรรยากาศชวนฝันยังมีคุณยายเมฆขาวส่งยิ้มทักทาย และมีพี่สาวสายรุ้งคอยกวักมือเรียกให้เธอไปเล่นสไลเดอร์ด้วยกัน
แม้แต่ดวงอาทิตย์ก็ยังถูกเนรมิตให้กลายเป็นชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ ซึ่งมีไอศกรีมหลากสีสันแขวนระย้าอยู่บนนั้น…
ทุกสิ่งในสวนสนุกแห่งนี้ถูกวาดออกมาอย่างชัดเจนและมีชีวิตชีวา มีเพียงบุคคลเดียวที่ซู่เป่ากำลังจูงมืออยู่เท่านั้นที่เป็นเพียง “เงาสีขาว” อันเลือนลาง แฝงไปด้วยกลิ่นอายอันสูงส่งราวกับเทพเซียน ซึ่งดูตัดขาดและขัดแย้งกับสิ่งรอบข้างอย่างสิ้นเชิง
นี่คือปริศนาเดียวในภาพวาดที่ศาสตราจารย์เหลาไม่เข้าใจ และเด็กน้อยเองก็ไม่ได้เอ่ยปากอธิบายความหมายของมัน
ด้วยความประทับใจ ศาสตราจารย์เหลาจึงตัดสินใจโพสต์ภาพผลงานเหล่านี้ลงบนโซเชียลมีเดียส่วนตัว พร้อมกับเอ่ยชมเชยอย่างไม่นึกเสียดายคำพูดว่า ‘จิตรกรตัวน้อยผู้มีโลกแห่งจินตนาการงดงามที่สุด!’
นับเป็นเรื่องที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการ เพราะตามปกติแล้วศาสตราจารย์เหลาไม่เคยเอ่ยชมใครได้ง่าย ๆ ผลงานที่ท่านยอมรับส่วนใหญ่มักเป็นงานศิลปะโบราณล้ำค่าที่ถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แล้วเท่านั้น!
จังหวะที่รถขับออกจากประตูใหญ่ แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ก็รีบวิ่งออกมาโบกมือเรียก ศาสตราจารย์เหลาจำใจต้องลงจากรถมาถามด้วยมารยาท
“พวกคุณคือ…?”
คุณแม่เสวี่ยเอ๋อร์รีบเสนอหน้าทันที “ศาสตราจารย์เหลา จำพวกเราได้ไหมคะ? นี่คือเสวี่ยเอ๋อร์ไงคะ! เด็กที่ชนะเลิศกลุ่มเยาวชน…เสวี่ยเอ๋อร์คนเก่งไง!”
เธอคิดว่าพูดแบบนี้เขาคงจะจำได้แม่น ทว่าศาสตราจารย์เหลากลับทำหน้างงงัน
“เสวี่ยเอ๋อร์… ไหนเหรอ?
คำถามเพียงสั้น ๆ ทำเอาคุณแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ
เธอมึนงงจนทำอะไรไม่ถูก…
นี่ท่านศาสตราจารย์ถึงกับจำชื่อเสวี่ยเอ๋อร์ ลูกสาวคนเก่งของเธอไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ?!