ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 249 ซู่เป่าจะรับผิดชอบเองค่ะ!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 249 ซู่เป่าจะรับผิดชอบเองค่ะ!
บทที่ 249 ซู่เป่าจะรับผิดชอบเองค่ะ!
ซู่เป่ามองคุณพ่อ ลุงใหญ่ และคุณน้าชายที่ถูกผีซวยสิงร่างอยู่ตรงหน้า ทำไมจู่ ๆ ทุกคนถึงขยันไอตัวโยนขึ้นมาพร้อมกันแบบนี้ล่ะคะ?
เด็กน้อยยังคงซักไซ้ต่อด้วยความอยากรู้ “เตียงน้ำคือเตียงทำมาจากน้ำเหรอคะ หรือว่าเอาเตียงไปวางบนน้ำ แบบนั้นมันจะจมไหม แล้วถ้าข้างในบรรจุน้ำไว้จนเต็ม มันจะไม่รั่วซึมออกมาเหรอคะ? ที่สำคัญ… คนเราต้องลงไปนอนแช่อยู่ในน้ำหรือเปล่า?”
คำถามพรั่งพรูออกมาจากสีหน้าใสซื่อสงสัย ทว่าพวกผู้ใหญ่กลับยิ่งไอหนักกว่าเดิม มู่กุยฝานถึงขั้นตัดบทว่า “เด็ก ๆ ไม่ควรถามเรื่องนี้นะลูก”
‘แปลกจริง… ไหนบอกว่าอยากให้ซู่เป่าเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ไงคะ’
‘ถ้าไม่ถามให้ชัดเจนแล้วหนูจะเข้าใจได้ยังไงล่ะ?’
ในหัวเล็ก ๆ เต็มไปด้วยความมึนงง เธอหันไปหาคุณแม่ แต่คุณแม่กำลังยุ่งอยู่กับการทะเลาะ… ไม่สิ ต้องเรียกว่ากำลังซัดเจ้าผีดวงซวยเสียมากกว่า
“คุณแม่คะ เตียงน้ำคืออะไรเหรอคะ?”
“เอ่อ… อันนี้… แม่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันจ้ะ” ซูจิ่นอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง เธอตอบอ้อมแอ้มพลางกลบเกลื่อนความขัดเขินด้วยการขยุ้มหัวผีดวงซวยแรงขึ้นไปอีก
ผีร้ายโอดครวญ “เด็กน้อยจ๋า อย่าถามอีกเลย แม่ของหนูจะทำทรงผมพังหมดแล้ว!”
ซู่เป่าเบ้ปากอย่างขัดใจ “ก็ได้ค่ะ!”
‘ผู้ใหญ่นี่แปลกจริง ไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวหนูไปถามพี่เหอเวิ่นก็ได้’
เด็กน้อยเดินตรงไปหาเกาหยวนหางด้วยท่าทางงอน ๆ ก่อนยื่นมือไปคว้าข้อเท้าของผีดวงซวยไว้มั่น “จะยอมเดินออกมาเอง หรือจะให้หนูเชิญออกมาคะ?” เธอตีหน้ายักษ์พูดด้วยความดุดัน ซึ่งดูออกเลยว่าเลียนแบบท่าทางมาจากซูอีเฉินและมู่กุยฝานมาเป๊ะ ๆ
เกาหยวนหางไม่รู้ว่าเธอกำลังคุยกับผีที่เกาะตนเองอยู่ จึงรีบลุกขึ้นลนลาน “ผมเดินเองครับ…” เขานึกสมเพชตัวเอง เหตุการณ์วันนั้นคงเป็นจุดเริ่มต้นของความซวยวินาศสันตะโร ไม่ว่าไปสมัครงานที่ไหนคงจบไม่สวยแน่…
ทว่าซู่เป่ากลับคว้ามือเขาไว้แล้วกดให้นั่งลงตามเดิม “คุณน้า นั่งลงก่อนค่ะ! ไม่ต้องกังวลนะคะ ซู่เป่าจะรับผิดชอบน้าเอง!”
“?”
แม้ไม่เข้าใจว่าเจ้าตัวเล็กพูดเรื่องอะไร แต่… ช่วยด้วยครับ เจ้าจิ๋วนี่น่ารักเป็นบ้า! ทั้งที่เป็นแค่เด็กน้อยนุ่มนิ่มแต่กลับทำหน้าขรึมบอกจะรับผิดชอบชีวิตเขา
“แล้วหนูจะรับผิดชอบน้ายังไงล่ะหืม?” ชายหนุ่มรู้สึกเอ็นดูจนอดเย้าแหย่ไม่ได้
ซู่เป่านึกถึงมาดของท่านอาจารย์ยามหลอกล่อผู้คน เธอทำหน้าขรึมขลังจริงจัง “ซู่เป่าตรวจดวงชะตาดูแล้ว คุณน้ากำลังจะมีเคราะห์ร้าย… หากอยากแคล้วคลาด ต้องทำตามที่หนูบอกนะคะ”
เกาหยวนหางหลุดหัวเราะพรืดออกมาทันที เด็กคนนี้ท่าทางเหมือนพวกสิบแปดมงกุฎในหนังเป๊ะเลย สงสัยจะดูทีวีมากไปแน่ ๆ เขาอมยิ้ม “ขอบใจนะจ๊ะหนูน้อย! แต่ว่า…”
ยังไม่ทันสิ้นประโยค เขาก็รู้สึกเจ็บแปล๊บบนต้นคอ ก่อนสลบเหมือดไปทันที และเพราะไม่มีใครช่วยพยุง ร่างของเขาจึงถลาร่วงไปกระแทกขอบโต๊ะจนริมฝีปากแตกเลือดซิบ… เคราะห์ร้ายของจริงเสียด้วย
ซู่เป่านิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่
“ลูกไม่อยากจับผีหรอกเหรอ? ก็จับเสียสิ!” มู่กุยฝานสะบัดข้อมือเบา ๆ
สำหรับเขา การใช้กำลังปิดปากคนดูจะเป็นวิธีง่ายกว่าการนั่งปั้นเรื่องโกหกอธิบายเรื่องผีสางให้ยุ่งยาก ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจทำให้เกาหยวนหางหลับไปเสียเลย
ซู่เป่าพยักหน้าหงึก ๆ เข้าใจ … ‘อ๋อ นี่คงเป็นวิธีแก้ปัญหาแบบไม่ยึดติดกับรูปแบบที่พ่อเคยบอกไว้สินะคะ!’
“อ้าา!” เธอคว้าขาเจ้าผีซวยแล้วออกแรงทุ่มข้ามไหล่ทันที
เด็กน้อยออกแรงเหวี่ยงจนผีดวงซวยกระเด็นหลุดออกจากร่างของเกาหยวนหาง ผีดวงซวยกับวิญญาณสั่นคลอนทำหน้ามึนตึบ “ทำไมต้องตีผมด้วย!” เขาไอออกมาเป็นไอสีดำ “ผมก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ยอมไปนี่นา!”
“แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะยอมไปนี่คะ!” ซู่เป่ากะพริบตาปริบ
ผีดวงซวยเถียงไม่ออกเลยสักคำ!
เขาโศกเศร้าในวาสนาของตนยิ่งนัก อุตส่าห์หาทางสิงสู่คนที่ดวงเข้ากันได้ทั้งที อยู่ได้ไม่กี่วันก็ถูกรวบตัวเสียแล้ว
ซู่เป่าหยิบน้ำเต้าอาคมออกมาแล้วโยนออกไป “ไปเลย!”
เมื่อรู้ชื่อ วันเดือนปีเกิด และสาเหตุการตายครบถ้วนแล้ว ซู่เป่าก็ไม่เสียเวลาสอบสวนอีก เธอจัดการสูบผีเข้าสู่น้ำเต้าทันที เจ้าผีซวยที่รู้ดีว่ายิ่งดิ้นรนจะยิ่งซวยหนักจึงยอมแต่โดยดี
เขานึกว่าการถูกขังในน้ำเต้าคงเป็นฝันร้ายยิ่งกว่าความตาย แต่เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน กลับพบผีหลายตนกำลังล้อมวงเล่นไพ่นกกระจอกกันอย่างสนุกสนาน
“เอ๊ะ! มีสมาชิกใหม่โผล่มาเพิ่มอีกตนว่ะ” ผีเจ้าชู้ทักขึ้นอย่างร่าเริง
“เหอะ… อันดับความสำคัญของฉันลดลงไปอีกขั้นแล้วสิ” ป้าหน้าเหวี่ยงบ่นอุบพลางเชิดหน้าใส่
“ในที่สุดข้าก็จะได้พักหายใจหายคอเสียที…” ผีขี้ขลาดพึมพำโล่งอก ราวกับหลุดพ้นจากเป้าหมายการโดนจิกหัวใช้
“ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่จ้า!” ผีเจ้าชู้ยิ้มร่าจนตาปิด ก่อนถอดมือตัวเองออกมาจุดระเบิดเป็นพลุฉลองดัง ปัง!
“?”
มู่กุยฝานหยิบน้ำเต้าอาคมขึ้นมาพิจารณา สิ่งของชิ้นเล็กเท่าเล็บมือนี้กลับบรรจุวิญญาณไว้ได้มากมายเพียงนี้เชียวหรือ
“มานี่มา” เขาอุ้มลูกสาวขึ้นแนบอกพร้อมสวมสร้อยน้ำเต้าคืนให้ “จับเสร็จเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”
“อื้ม! เฮ้อ… เหนื่อยจังเลยค่ะ~” ซู่เป่าตอบ
ซู่เป่าวิ่งเข้าไปหาซูอีเฉิน “คุณลุงใหญ่คะ กลับบ้านกันเถอะ!”
เหตุผลที่ต้องลากคุณลุงใหญ่กลับไปด้วย เพราะคุณยายเตรียมชุดน้ำชายามบ่ายไว้ชุดใหญ่ ถ้ามีแค่เธอกับคุุณพ่อคงทานไม่หมดแน่ ๆ ส่วนคุณตาก็อายุมากแล้วทานของหวานเยอะไม่ไหว
แต่ถ้าไม่มีใครทาน คุณยายคงเสียใจแย่
ซูอีเฉินไม่รู้เลยว่าสาเหตุที่หลานสาวอ้อนให้กลับบ้าน เขาเพียงแค่ตามใจเธอโดยไม่มีเงื่อนไข “ได้สิ”
เขาสั่งชวี่เซี่ยงทิ้งท้าย ซึ่งฝ่ายผู้ช่วยก็จดบันทึกพร้อมชายตามองชายหนุ่มที่สลบไสลอยู่บนโซฟา “เอ่อ… แล้วคนนี้จะเอายังไงต่อดีครับ จะรับเข้าทำงานไหม?”
ซูอีเฉินพยักหน้า
เด็กน้อยเพิ่งบ่นเสียดายที่ปล่อยตัวซวยออกไปจนทำให้เกาหยวนหางตกงาน ในฐานะลุงใหญ่เขาย่อมต้องรับผิดชอบจัดการความผิดพลาดให้หลานสาว พอดีกับตำแหน่งผู้ช่วยในสำนักงานยังว่างอยู่พอดี งานนี้จึงตกเป็นของเกาหยวนหางอย่างเลี่ยงไม่ได้
ณ คฤหาสน์ตระกูลซู
คุณนายซูผู้เฒ่า กำลังกินพายแอปเปิ้ลฝีมือตนเอง “อร่อยออกนะเนี่ย ซู่เป่าวิ่งหายไปไหนกันหมดนะ!”
“คุณหนูคงมีธุระด่วนมั้งคะ” แม่บ้านอู๋เอ่ยยิ้ม ๆ
“เด็กตัวแค่นั้นจะมีธุระอะไรนักหนา” คุณยายบ่นอุบ
ทันใดนั้น เสียงเจื้อยแจ้วก็ดังขึ้นหน้าประตู
“คุณยายคะ ซู่เป่ากลับมาแล้วค่ะ!” ซู่เป่าวิ่งร่าเข้ามาหา
“มาพอดีเลย ชิมพายแอปเปิ้ลฝีมือยายหน่อยไหมจ๊ะ?” สีหน้าบึ้งตึงของคุณนายซูเปลี่ยนเป็นยิ้มละไมทันที “พายแอปเปิ้ลของคุณยายอร่อยสุดในโลกเลยค่ะ!” ซู่เป่ารีบงับคำโตพลางชูนิ้วโป้งให้ คำชมนั้นทำให้คุณนายซูดีใจยกใหญ่ รีบหยิบขนมยัดใส่มือหลานสาวอีกสี่ห้าชิ้น
ซู่เป่าวิ่งกลับออกไป เธอคว้าชิ้นหนึ่งยัดเข้าปากมู่กุยฝาน อีกชิ้นหนึ่งส่งเข้าปากซูอีเฉิน เธอมองคุณลุงใหญ่ที่พยายามฝืนเคี้ยวจนหมด ก่อนรีบยัดชิ้นที่เหลือเข้าปากเขาตามไปทันทีด้วยความว่องไว
“แค่ก… ขอน้ำหน่อย” มู่กุยฝานถึงกับสำลักน้ำพาย ซู่เป่ารีบกุลีกุจอหาน้ำมาเสิร์ฟ ทว่าพอเห็นพ่อกลืนลงคอหมด เธอก็ฉวยโอกาสยัดชิ้นสุดท้ายเข้าปากเขาด้วยความเร็ว
เมื่อบรรลุภารกิจกำจัดขนมเรียบร้อย เด็กน้อยก็วิ่งร่ากลับเข้าครัว “คุณยายคะ พวกเรากินกันจนเกลี้ยงเลยค่ะ!”
คุณนายซูหัวเราะร่าด้วยความเอ็นดู “ดีเลย ซุปเห็ดหูหนูขาวกับเม็ดบัวแช่เย็นเสร็จพอดี”
“รับทราบค่ะ!” ซู่เป่าขานรับทันควัน
“เอ่อ… พ่อนึกได้ว่ามีรายงานด่วนต้องส่งผู้บังคับบัญชา” มู่กุยฝานตั้งท่าจะเผ่นหนีในวินาทีนั้น
“ผมก็ลืมเซ็นเอกสารสำคัญ ต้องขอตัวกลับบริษัทเดี๋ยวนี้เลย “ซูอีเฉินรีบคว้ากระเป๋าเอกสารขึ้นมาบังหน้า แต่คุณนายซูเดินถือถ้วยน้ำแกงออกมาขวางไว้ได้ทันท่วงที พร้อมสั่งเสียงเด็ดขาด “หยุดทั้งคู่! กินให้หมดก่อนแล้วค่อยไป!”
“…”
“…”