ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 26 บทเรียนแรกกับอาจารย์!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 26 บทเรียนแรกกับอาจารย์!
บทที่ 26 บทเรียนแรกกับอาจารย์!
นับตั้งแต่ผลงานของเสวี่ยเอ๋อร์ได้รับเลือกเข้าสู่กลุ่มเยาวชนของสถาบันศิลปะจิตรกรรมจีน แม่ของเธอภาคภูมิใจในเรื่องนี้อย่างยิ่ง และมักจะหาจังหวะบังเอิญ หยิบยกขึ้นมาคุยโวต่อหน้าคนอื่นอยู่เสมอ
เธอปักใจเชื่อว่าลูกสาวของตนมีชื่อเสียงโด่งดังจนใครในสถาบันศิลปะจีนก็ต้องรู้จัก ทว่ากลับไม่คาดคิดเลยว่า ท่านศาสตราจารย์เหลาจะไม่เหลือความทรงจำเกี่ยวกับเสวี่ยเอ๋อร์อยู่เลยแม้แต่นิดเดียว
แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ส่วนเสวี่ยเอ๋อร์ที่เป็นเพียงเด็กน้อย เมื่อทนเห็นท่าทีเมินเฉยไม่ไหว จึงโพล่งถามออกไป
“คุณปู่เหลาคะ…ท่านไม่ได้ตั้งใจมาเพื่อรับลูกศิษย์หรอกหรือคะ?”
“หืม? มีอะไรอย่างนั้นหรือ?” ศาสตราจารย์เหลาชะงักไปเล็กน้อย
เสวี่ยเอ๋อร์ถามต่อด้วยความข้องใจ
“แล้วทำไม… ท่านถึงยังไม่รับหนูเป็นศิษย์เสียทีล่ะคะ?”
คำถามที่ใสซื่อแต่ขวานผ่าซากของเด็กน้อยทำเอาแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์รู้สึกขัดเขิน จนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี เธอพยายามเอ่ยปากขัดแต่ดันช้าไปเสียแล้ว
ศาสตราจารย์เหลายังคงรักษาท่าทีและเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างใจเย็น
“ขอโทษด้วยนะเด็กน้อย แต่ฉันได้รับลูกศิษย์ไปเรียบร้อยแล้วล่ะ”
แม้ในใจจะรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า แต่แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ยังคงฝืนปั้นยิ้ม ก่อนแสร้งถามหยั่งเชิง
“โอ้… เป็นอย่างนั้นเองหรือคะ ถ้าอย่างนั้น ท่านคงจะรับหนูน้อยซู่เป่าไปแล้วใช่ไหมคะ?”
เมื่อได้ยินชื่อซู่เป่า แววตาที่เคยนิ่งสงบของศาสตราจารย์เหลาพลันประกายความเอ็นดูออกมา
“ใช่ครับ ซู่เป่าเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศมากจริง ๆ ” พูดจบเขาก็พยักหน้าลาคนทั้งคู่ก่อนจะก้าวขึ้นรถแล้วจากไปทันที
แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ไม่อาจแบกรับความผิดหวังที่ถาโถมเข้ามาได้ เธอจึงหลุดปากบ่นออกมาด้วยความอคติ
“เหอะ! ตระกูลซูคงยอมทุ่มเงินมหาศาลจริง ๆ สินะ…”
เสวี่ยเอ๋อร์ถึงกับยืนอึ้ง…
นี่เธอถูกยัยเด็กซู่เป่าคนนั้น แย่งชิงตำแหน่งศิษย์ไปเพียงเพราะตระกูลซูใช้เงินทุ่มซื้ออย่างนั้นหรือ?
ทันใดนั้นเสวี่ยเอ๋อร์ก็ปล่อยโฮออกมา เธอหมุนตัววิ่งหนีไปทั้งน้ำตาด้วยความเสียใจ ในใจของเด็กน้อยสับสนและเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เธอเริ่มเกลียดซู่เป่าคนนั้นเข้าให้แล้ว!
“เสวี่ยเอ๋อร์! รอแม่ก่อนลูก!” แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์หน้าเสียพลางรีบวิ่งตามลูกสาวไปทันที…
*
หลังจากส่งอาจารย์เหลากลับไปแล้ว ซู่เป่าก็ขึ้นห้องไปอาบน้ำและเปลี่ยนเป็นชุดนอนสีชมพูขนฟู ที่มีหมวกหูกระต่ายยาวสองข้าง เมื่อสวมชุดนี้แล้ว เด็กน้อยตัวกลมมนก็ดูนุ่มนิ่ม และน่าเอ็นดูเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
คุณยายเอื้อมมือมาลูบหน้าผากหลานสาวด้วยความรักพร้อมเอ่ยถาม “คืนนี้ให้ยายนอนเป็นเพื่อนดีไหมลูก?”
“ไม่เป็นไรค่ะ ซู่เป่านอนคนเดียวได้” ซู่เป่าดึงผ้าห่มขึ้นมาจับไว้พลางส่ายหัวปฏิเสธ
คุณยายซูลูบผมนุ่มละเอียดของเด็กน้อยพลางทอดถอนใจ เด็กคนนี้ช่างรู้ความและเกรงใจผู้ใหญ่เสียจนน่าเป็นห่วง
“ถ้าอย่างนั้นถ้ามีอะไรต้องเรียกยาย ให้กดกระดิ่งนี้ทันทีเลยนะลูก”
ซู่เป่าพยักหน้าและบอกราตรีสวัสดิ์ เธอเฝ้ามองตามหลังจนกระทั่งคุณนายเฒ่าซูเดินออกจากห้องไป
“จุ๊ ๆ ๆ…” เสียงจี้ฉางที่พิงกำแพงอยู่ด้านข้างดังขึ้นมาทำลายความเงียบ
เขานึกถึงเหตุการณ์ในห้องหนังสือเมื่อครู่แล้วรู้สึกขัดใจไม่น้อย ที่เจ้าคนแก่นั่นบังอาจมาแย่งลูกศิษย์ตัวน้อยของเขาไปหน้าตาเฉย!
ยุคสมัยนี้แล้ว การจะเป็นอาจารย์สอนคนเนี่ย ยังต้องมีการแข่งขันแย่งชิงกันขนาดนี้เลยหรือ?
“นี่เจ้าหนู…เดี๋ยวอาจารย์จะสอนเวทมนตร์ให้เอาไหม? เธอรู้จักเวทมนตร์หรือเปล่า? แบบที่แค่ ‘ฟึ่บ’ เดียว แล้วปาลูกไฟออกมาได้ในพริบตาเลยนะ!” วิญญาณหนุ่มอวดสรรพคุณเพื่อให้เด็กน้อยสนใจ
“ถ้าไม่อยากเสกไฟ จะสอนจับผีแทนก็ได้นะ แต่ก่อนอื่นต้องเปิดตาทิพย์ให้เธอก่อน พอเปิดแล้วเธอถึงจะมองเห็นฉันชัด ๆ ไง” จี้ฉางพยายามหว่านล้อมสุดกำลัง ซู่เป่าหันขวับมาส่ายหน้าทันควัน
“ซู่เป่าไม่เรียนหรอกค่ะ!” เธอพูดต่อ “ซู่เป่าจะเรียนวาดรูปกับอาจารย์ต่างหาก นั่นคือสิ่งที่เด็กดีควรทำ”
“หือ? แล้วเด็กดีเขาควรทำอะไรบ้างล่ะ?” จี้ฉางถึงกับหลุดหัวเราะ
เด็กน้อยชูนิ้วป้อม ๆ ขึ้นมานับทีละอย่าง “ก็มีกิน นอน วาดรูป แล้วก็เล่นกับเสี่ยวอู่ค่ะ”
ห้องนอนของซู่เป่าถูกออกแบบให้เชื่อมกับห้องข้าง ๆ ซึ่งตกแต่งเป็นธีมป่าเขตร้อนเพื่อเป็นที่อยู่ของเจ้า เสี่ยวอู่ โดยมีเพียงรั้วกั้นเตี้ย ๆ แบ่งพื้นที่ไว้เท่านั้น
เสี่ยวอู่ที่กำลังเคลิ้มหลับพอได้ยินชื่อตัวเองถึงกับลืมตาโพลงทันที มันเอียงคอพลางร้องเรียกเสียงใส
“เล่นกับเสี่ยวอู่นะ! ปิ้ว ๆ ๆ~!”
ซู่เป่าหัวเราะคิกคักพลางทำท่าเหมือนถูกกระสุนปืนยิง แล้วทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่ม
“โอ๊ย…ซู่เป่าถูกยิงตายแล้ว!”
“ก้า ก้า ก้า!” เสี่ยวอู่ร้องตอบอย่างร่าเริง จี้ฉางเห็นแล้วได้แต่กระตุกมุมปาก
ถ้าไม่ใช่เพราะมองเห็นว่าเด็กคนนี้มีโครงสร้างกระดูกที่พิเศษและมีพรสวรรค์ด้านศาสตร์วิญญาณล่ะก็…
เหอะ! และถ้าไม่ได้สัญญากับซูจิ่นอวี้เอาไว้ ปรมาจารย์อย่างเขาคงไม่มานั่งง้อเด็กตัวแค่นี้หรอก!
จี้ฉางลูบจมูกตัวเองแก้เก้อพลางเปลี่ยนกลยุทธ์ “ซู่เป่าน้อย เธอลืมไปแล้วเหรอว่าตอนอยู่บนสวรรค์ แม่กำชับอะไรไว้กับเธอบ้าง?”
เขานึกถึงวันที่แอบเข้าไปในฝันของซูจิ่นอวี้ ซึ่งในฝันแม่ของซู่เป่าได้สั่งเสียให้ลูกสาวดูแลคุณย่าให้ดีก่อนจากไป จนเจ้าตัวน้อยร้องไห้จ้าแทบขาดใจ
ตอนนั้นเขาไม่มีทางเลือก เลยต้องยอมปลอมตัวเป็นซูจิ่นอวี้ แล้วพาซู่เป่าไปวิ่งเล่นบนก้อนเมฆและสายรุ้งอยู่นานกว่าจะสงบลงได้ ในจังหวะนั้นเองเขาก็ไม่ลืมที่จะแอบอวย ตัวเองทิ้งท้ายไว้ว่า
“ซู่เป่าลูกรัก อาจารย์ของหนูเป็นคนดีมากนะลูก หนูต้องตั้งใจเรียนวิชากับเขาให้ดี ๆ เข้าใจไหมจ๊ะ?”
จี้ฉางงัดไม้ตายสุดท้ายออกมาล่อ
“ถ้าหนูเรียนรู้วิชาพวกนี้แล้ว หนูจะได้พบกับแม่บ่อย ๆ นะ!”
ซู่เป่าน้อยกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะเบะปากใส่เขาอย่างรู้ทัน
“อาจารย์คะ คนที่พาหนูไปเล่นสไลเดอร์สายรุ้งในฝันน่ะคืออาจารย์ต่างหาก ไม่ใช่คุณแม่สักหน่อย!”
“เธอ… เธอรู้ได้ยังไงกัน?” จี้ฉางชะงักกึกไปครู่ใหญ่ ซู่เป่ามองค้อนคนขี้โกหก
“อาจารย์น่ะโง่จะตายไป ตอนแปลงร่างอาจารย์ลืมเก็บเท้า เท้าใหญ่ ๆ ของอาจารย์โผล่ออกมาตั้งเยอะ เท้าของคุณแม่ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้นสักหน่อย!”
เป็นไปไม่ได้! ปรมาจารย์อย่างเขาจะทำผิดพลาดขั้นพื้นฐานแบบนั้นเชียวหรือ?!
ในขณะที่เขากำลังกุมขมับคิดว่ายัยหนูนี่ช่างรับมือยากเหลือเกิน อยู่ดี ๆ ซู่เป่าพลันถามขึ้นด้วยเสียงเบา
“อาจารย์คะ…แต่ถ้าซู่เป่าเรียนวิชาแล้ว จะได้เจอคุณแม่จริง ๆ ใช่ไหม?”
เธอนอนราบลงอย่างเรียบร้อย ร่างเล็ก ๆ เหยียดตรง มือน้อย ๆ ทั้งสองข้างกำชายผ้าห่มไว้แน่น แววตาที่จ้องมองมานั้นเต็มไปด้วยความจริงจังและคาดหวัง
จี้ฉางใจอ่อนยวบ “อืม… แน่นอนอยู่แล้ว”
ซู่เป่าดีดตัวลุกขึ้นนั่งอีกครั้งทันที “ตกลงค่ะ! งั้นซู่เป่าจะเรียนกับอาจารย์”
ช่างเถอะ อาจารย์ดูจะซุ่มซ่ามแถมยังโง่กว่าพี่ชั้นประถมเสียอีก หนูจะยอมให้อภัยอาจารย์ก็ได้!
ที่แท้หลังจากวันที่จี้ฉางทิ้งกำไลเชือกแดงไว้แล้วหายตัวไป ซู่เป่าแอบขุ่นเคืองเขาอยู่ในใจมาตลอด แต่ตอนนี้เจ้าตัวเล็กกลับใจกว้าง ยอมเลิกถือสาหาความเขาแล้ว
จี้ฉางถึงกับตั้งตัวไม่ติด เมื่อจู่ ๆ ลูกศิษย์ตัวน้อยยอมตกลงกะทันหันแบบนี้ แล้วเขายังไม่ได้เตรียมแผนการสอนเลยด้วยซ้ำ…
ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจด้นสดหลอกล่อไปก่อน
“ซู่เป่า… เราจะเริ่มบทเรียนแรกด้วยการ ‘เปิดตาทิพย์’ กัน” จี้ฉางเริ่มร่ายยาวด้วยท่าทางภูมิฐาน “ตาทิพย์คือดวงตาที่สามของมนุษย์ ทุกคนล้วนมีมันติดตัวมาตั้งแต่เกิด เพียงแต่บางคนสามารถเปิดมันได้ ส่วนบางคนถูกปิดกั้นเอาไว้ตลอดกาล…”
“เมื่อเปิดตาทิพย์แล้ว เธอจะสามารถมองเห็นสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็นได้” จี้ฉางเริ่มร่ายยาวต่อ “เพราะอย่างนั้นเด็กทารกบางคนถึงได้ชอบร้องไห้อย่างไร้เหตุผล เพราะพวกเขาเห็นในสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่เห็นนั่นแหละ แต่พอเริ่มโตขึ้น ไม่นานตาทิพย์ก็จะปิดตัวลงจนหายไปในที่สุด”
เขามองเด็กน้อยตรงหน้าแล้วกล่าวเสริม “แต่จะมีคนบางประเภทที่พิเศษกว่าใครเพื่อน แม้โตขึ้นแต่ตาทิพย์ยังคงอยู่ เพียงแค่ยังหาทางเปิดมันไม่ได้เท่านั้น”
“ซึ่งตาทิพย์ของเจ้ากระต่ายน้อยอย่างเธอก็ยังอยู่นะ ถ้าเปิดมันออกมาได้เมื่อไหร่ เธอถึงจะมองเห็นอาจารย์ได้ชัดแจ๋วเลยละ”
ซู่เป่าได้ยินดังนั้นจึงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ มือป้อม ๆ รีบตะปบเข้าที่หน้าผากของตัวเองทันที
“งั้นซู่เป่าไม่เอา! ซู่เป่าไม่อยากเปิดมันแล้วค่ะ! ซู่เป่าไม่อยากมีตาสามดวงหรอกนะ!”
เด็กน้อยส่ายหัวจนหูกระต่ายบนหัวสั่นไปมา “มันจะเหมือนท่านเทพเอ้อหลางเสินน่ะสิ น่าเกลียดจะตายไป น่าเกลียดที่สุดเลย!” จี้ฉางหมดคำจะพูด
นี่เธอหาว่าเอ้อหลางเสินน่าเกลียดงั้นเหรอ? นั่นน่ะเทพหนุ่มรูปงามระดับแถวหน้าเลยนะยายหนู!
หากเทพผู้สง่างามมาได้ยินคำพูดนี้เข้า มีหวังดวงจิตคงแหลกสลายเป็นเสี่ยง ๆ แน่!
จี้ฉางรีบอธิบายแก้ความเข้าใจผิด “ตาสวรรค์น่ะไม่ได้จะโผล่ขึ้นมาให้ใครเห็นหรอก แต่มันจะซ่อนอยู่ในดวงตาทั้งสองข้างของเธอนั่นแหละ”
“ค่อยยังชั่ว… ถ้าอย่างนั้นซู่เป่าพอรับได้ค่ะ” ซู่เป่าได้ยินแบบนั้นก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“มา… ท่องตามอาจารย์นะ ปล่อยลมหายใจลงสู่จุดตันเถียน รวมจิตสมาธิไว้ที่ดวงตา บลา ๆ ๆ …” จี้ฉางเริ่มร่ายคาถา
“ปล่อยลมหายใจลงสู่จุดตันเถียน รวมจิตสมาธิไว้ที่ดวงตา บลา ๆ ๆ” ซู่เป่าน้อยว่าตามอย่างว่าง่าย
จู่ ๆ ดวงตาของจี้ฉางเกิดทอประกายความซุกซนขึ้นมา เขาแกล้งเพิ่มบทสวดประหลาดเข้าไป “เกร็งท้องน้อยแล้วปล่อยตดออกมาดัง ๆ!” ซู่เป่าน้อยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวท่องตามทันควัน
“เกร็งท้องน้อยแล้วปล่อยตดออกมาดัง ๆ !”
ไม่เพียงแค่ท่องเปล่า แต่เด็กน้อยทำตามสูตรที่เพิ่งเรียนมาราวกับสัญชาตญาณสั่งการ
“ปรี๊ดดด—!”
เสียงสวรรค์ดังสนั่นพร้อมกับกลุ่มก๊าซกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่พุ่งกระจายออกมาทันที
จี้ฉางถึงกับหลุดขำพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เขาหัวเราะจนตัวงอแทบจะขาดใจตายเสียให้ได้!
เจ้ากระต่ายน้อยนี่แกล้งสนุกจริง ๆ สนุกเป็นบ้าเลย!
จี้ฉางหัวเราะร่าอย่างชอบใจ ในขณะที่ซู่เป่าซึ่งยังหลับตาพริ้มเพราะกำลังรวบรวมสมาธิตามสั่ง ถามออกมาเสียงอู้อี้
“ท่านอาจารย์คะ… ทำไมซู่เป่ายังมองไม่เห็นอะไรเลยล่ะ?”
“หึหึ การจะเปิดตาทิพย์น่ะมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ ขนาดคนที่มีพรสวรรค์ที่อาจารย์เคยเจอมา ยังต้องใช้เวลาฝึกฝนตั้งเจ็ดคูณเจ็ด เป็นสี่สิบเก้าวันเชียว” จี้ฉางแสร้งทำเสียงขรึม เอ่ยอย่างเนิบช้าดูน่าเกรงขาม
ทว่าในวินัยนั้นเอง ซู่เป่าก็ลืมตาโพลนขึ้นมาทันที!
ประกายแสงสีม่วงลึกลับวาบผ่านดวงตาของเธอไปเพียงชั่วครู่ ก่อนที่ภาพเบื้องหน้าจะเปลี่ยนไป…
เธอเห็นร่างสีขาวกึ่งโปร่งใสปรากฏขึ้นชัดเจนกลางห้อง เขากำลังยืนพิงตู้เสื้อผ้าพลางแคะหูตัวเองอย่างสบายอารมณ์
“เพราะฉะนั้นไม่ต้องรีบร้อนไป อาจารย์ลองนับนิ้วคำนวณดูแล้ว ด้วยพรสวรรค์ระดับเธอ อย่างน้อย ๆ ต้องใช้เวลาเจ็ดคูณเจ็ด สี่สิบเก้าวันนั่นแหละถึงจะเห็นผล”
เขาพูดไปพลางยกนิ้วที่เพิ่งแคะหูเสร็จเมื่อกี้ขึ้นมาดมฟุดฟิด ซู่เป่าหรี่ตาลงพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ท่านอาจารย์คะ… ทำไมอาจารย์ต้องดมขี้หูตัวเองด้วยล่ะ?”
จี้ฉางหัวเราะหยันในลำคอ
“พูดเหลวไหล! อาจารย์ผู้สูงส่งที่ไหนเขาจะทำเรื่องพรรค์นั้น…เอ๊ะ? เดี๋ยวก่อนนะ! นี่เธอเห็นฉันแล้วเหรอ?!”