ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 251 เจอหรือไม่เจอเป็นเพียงทางเลือก ไม่ใช่ผลลัพธ์
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 251 เจอหรือไม่เจอเป็นเพียงทางเลือก ไม่ใช่ผลลัพธ์
บทที่ 251 เจอหรือไม่เจอเป็นเพียงทางเลือก ไม่ใช่ผลลัพธ์
เตียงน้ำแตกเสียแล้ว!
เสียงดัง ฉ่า! พร้อมมวลน้ำพุ่งกระฉูดออกมาจากรอยรั่วอย่างรุนแรง แรงน้ำกวาดเอาชุดสีวาดรูปของซู่เป่าที่วางอยู่บนตู้ปลายเตียงตกลงมาจนหมด
ในชั่วพริบตา สีหลากหลายเฉดก็ละลายกระจายไปทั่วห้อง พรมบนพื้นเปียกชุ่มโชกจนสภาพดูไม่จืด
ซู่เป่า หานหาน ซูจื่อซี และซูเหอเวิ่น ต่างนอนอึ้งอยู่บนเตียงนอนในสภาพเปียกปอนไปทั้งตัว ไม่เว้นแม้แต่ผ้าห่มหรือหมอนก็ชุ่มน้ำจนหนักอึ้ง ทันใดนั้น ปลั๊กไฟที่ถูกน้ำสาดใส่ก็ส่งเสียง ซ่า… ตามด้วยเสียง เปรี๊ยะ! ของกระแสไฟฟ้าลัดวงจรจนควันพุ่งโขมง
เจ้าเสี่ยวอู่ซึ่งกำลังหลับสนิทสะดุ้งตกใจจนบินพล่านไปทั่วห้องพลางแผดเสียงลั่น “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! คราวนี้ไฟไหม้ของจริงแล้ว!”
สิ้นเสียงนั้น ทั้งคฤหาสน์ตระกูลซูก็ตกอยู่ในความมืดมิดทันที
ผ่านไปเพียงครึ่งนาที ระบบไฟสำรองก็เริ่มทำงาน ช่างไฟรีบรุดมาซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน คุณนายซูผู้เฒ่ารีบขึ้นมาดูเหตุการณ์ เมื่อเห็นสภาพห้องอันยับเยินปานถูกพายุถล่ม เธอก็รู้สึกว่าความดันโลหิตพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
“ใครเป็นคนทำ?!” หญิงชราโกรธจนแทบกระอักเลือด
เด็ก ๆ ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าปริปากส่งเสียง ซู่เป่าค่อย ๆ ชูมือน้อยขึ้น “คุณายคะ… เป็นความคิดของซู่เป่าเองค่ะ”
“หนูก็มีส่วนด้วยค่ะ!” หานหานรีบเสริม
“ผมก็เหมือนกันครับ…” ซูจื่อซีเอ่ยเบา ๆ
ทางด้านซูเหอเวิ่น เห็นน้อง ๆ สารภาพผิดก็ก้าวออกมา “ทั้งหมดนี้ผมเป็นคนทำเองครับ”
ซูเหอเหวินที่ดูเหตุการณ์อยู่นิ่งไปครู่หนึ่ง คิดในใจว่า… ‘ช่างมันเถอะ ในเมื่อเขาเป็นพี่ใหญ่ก็ต้องยืดอกรับผิด’
“คุณย่าครับ เตียงน้ำนี่ผมเป็นคนประดิษฐ์เอง น้อง ๆ ยังเด็กไม่รู้เรื่อง ผมเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเองครับ”
น่าสงสารซูเหอเหวินนัก
อุตส่าห์มาหาแต่ไม่ได้เล่นอะไรเลย กลับต้องมารับกรรมแทน…
คุณนายซูเบิกตากว้าง “ออกไปยืนทำโทษกันให้หมด!…เดี๋ยวก่อน เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วเอากะละมังครอบหัวออกไปยืน!”
เหล่าเด็กน้อยเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างว่าง่าย ก่อนมายืนเรียงแถวชิดผนังตรงระเบียง แต่ละคนมีกะละมังวางอยู่บนศีรษะ และใช้สองมือประคองไว้เรียบร้อย
เมื่อซูอีเฉินและมู่กุยฝานเดินมาถึง ทั้งคู่ก็ต้องชะงักกับภาพขบวนเด็กน้อยพายืนรับโทษด้วยท่าทางน่าเวทนา… ดูเหมือนงานนี้จะโดนกันถ้วนหน้าไม่มีละเว้น
ซูจิ่นอวี้มองภาพนั้นแล้วอดไม่ได้จึงหัวเราะพรืดออกมา เธอนึกถึงตอนเด็ก ๆ ที่ตนเองมักถูกลงโทษให้ยืนแบบนี้บ่อยครั้ง โดยมีบรรดาพี่ชายมายืนรับผิดเป็นเพื่อนเสมอ ไม่คิดเลยว่าผ่านไปยี่สิบปีจะได้เห็นภาพประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง สมกับเป็นแม่ของเธอจริง ๆ ยังคงเฉียบขาดไม่มีเปลี่ยน
“ไปทำอะไรกันมาล่ะเนี่ย? แอบถอดแผงวงจรไฟฟ้าเล่นกันเหรอ?” มู่กุยฝานถามขึ้นด้วยความขบขัน
“ไม่ใช่ค่ะคุณพ่อ! พวกเราแค่ทำเตียงน้ำเล่นกัน แล้วพอขยับตัวไปมาเตียงมันก็เลยแตก…” ซู่เป่าตอบตามตรง
“แล้วน้ำก็กระเด็นไปใส่ปลั๊กไฟค่ะ…” หานหานพูดเสริมด้วยความไร้เดียงสา
“จากนั้นไฟฟ้าก็ลัดวงจร แล้วก็ไหม้หมดเลยครับ” ซูจื่อซีเสริมด้วยหน้านิ่งเฉย
ซูเหอเวิ่นวิเคราะห์ต่อ “เอ่อ…น่าจะเป็นเพราะเตียงน้ำผมทำไม่แข็งแรง… วัสดุที่ใช้คงไม่เหมาะจริง ๆ”
“หนูว่าเพราะรัดปากถุงไม่แน่นมากกว่า!” หานหานแย้ง
ซู่เป่าสรุป “หนูว่าเพราะหนูตัวหนักเกินไปค่ะ! แล้วพวกเราก็ไม่ควรดิ้นแรงขนาดนั้นด้วย”
เหล่าเด็กน้อยเริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์บทเรียนครั้งนี้กันอย่างออกรส แม้มีอ่างวางอยู่บนหัวก็ไม่อาจหยุดความช่างจ้อได้ จนได้ข้อสรุปว่า… ‘คราวหน้าต้องใช้พลาสติกสองชั้น!’
คุณนายซูรู้สึกขมับเต้นตุบ ๆ เธอหันไปถลึงตาใส่ซูอีเฉินและมู่กุยฝานพลางกัดฟันกรอด “เตียงน้ำอะไร? กลิ้งไปกลิ้งมาอะไรกัน!… เด็กเล็กแค่นี้ ไปรู้เรื่องพรรค์นั้นได้ยังไง!”
“…”
“…”
‘นี่มัน… ข้อหาฉกรรจ์ที่ถูกยัดเยียดชัด ๆ!!’
คุณนายซูตวาดต่อ “วัน ๆ พวกแกพาลูกหลานไปข้างนอกแล้วสอนอะไรกันแน่! เห็นฉันแก่แล้วจัดการไม่ได้ใช่ไหม รีบไปยืนรับโทษเดี๋ยวนี้!”
สองชายหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่ได้แต่สบตากันด้วยความว่างเปล่า พวกเขาไม่ควรออกจากห้องมาตอนนี้เลยจริง ๆ!
สุดท้ายในแถวเด็กน้อย ก็มีร่างสูงโปร่งดูสง่างามเพิ่มขึ้นมาอีกสองคน… เหล่าเด็ก ๆ ต่างกะพริบตามองคุณพ่อและลุงใหญ่อย่างสงสัย
แปลกจัง ทำไมผู้ใหญ่ก็ถูกทำโทษด้วยล่ะคะ?
ซูจิ่นอวี้ขำจนแทบขาดใจ ส่วนมุมปากของจี้ฉางก็กระตุกไม่หยุด เสี่ยวอู่ซึ่งเกาะอยู่ริมหน้าต่างส่ายหัวไปมาราวกับเวทนา “คำโบราณว่าไว้… ร่วมทุกข์ร่วมสุข ก้าก้าก้า!”
ความวุ่นวายทั้งหมดจบลงด้วยการที่คุณนายเฒ่าสัญญาว่าจะซื้อเตียงน้ำของจริงให้ซู่เป่า แต่เพื่อความปลอดภัยจึงสั่งห้ามเล่นตอนกลางคืนเพราะกลัวจะหนาวเกินไป
ซู่เป่าได้รับบทเรียนล้ำค่าจากเหตุการณ์นี้ว่า…
ทำผิดต้องถูกทำโทษ คุณพ่อมาก็ช่วยไม่ได้
ลุงใหญ่มาก็ไม่รอด คนที่มีอำนาจสูงสุดในบ้านหลังนี้คือ คุณยาย
จะแหย่ใครก็ได้ แต่อย่าไปหาเรื่องคุณยายเด็ดขาด อืม!
ซูจิ่นอวี้มองภาพความโกลาหลอันแสนอบอุ่นตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม มันเต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะอย่างที่เคยถวิลหา… น่าเสียดายเพียงอย่างเดียว คือเธอไม่อาจเข้าไปมีส่วนร่วมกับพวกเขาได้อีกแล้ว
วันนี้เป็นวันแรกของการปิดเทอมฤดูร้อน กว่าจะถึงเทศกาลจงหยวนในวันที่สิบสี่เดือนกรกฎาคม ก็เหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือนแล้ว
ซูจิ่นอวี้ลังเลมาตลอดว่าจะไปปรากฏกายให้คุณแม่เห็นอีกครั้งดีหรือไม่ หรือควรใช้เวลาอยู่กับพวกเขาต่ออีกสักพัก…
เธอปรารถนาจะบอกลาให้ดี ทว่าลึก ๆ ก็หวาดกลัวว่าการกลับมาพบกันเพียงชั่วคราว ซึ่งจะทำให้คุณแม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการพรากจากกันอีกหน ชีวิตที่เพิ่งสงบสุขได้ไม่นาน อาจต้องพังทลายลงอีกครั้ง
“บางที… เป็นแบบนี้อาจจะดีที่สุดแล้ว” ซูจิ่นอวี้พึมพำกับตนเอง
ยิ่งเห็นตระกูลซูมีความสุขมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่ควรเข้าไปแทรกแซงมากเท่านั้น หญิงสาวจึงได้แต่ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ
พยายามแยกตัวออกมาให้ห่าง และภาวนาให้พวกเขาค่อย ๆ ลืมเลือนเธอไปตามกาลเวลา…
*
ในคืนนั้น ซู่เป่านอนนอนห้องเดียวกับหานหานชั่วคราว
คุณนายซูเดินเข้ามาดูความเรียบร้อยว่าหลานสาวทั้งสองหลับหรือยัง เธอพบว่าหานหานเข้าสู่ห้วงนิทราไปนานแล้ว แต่ซู่เป่ายังคงลืมตากลมโตอยู่ท่ามกลางความมืด
“กำลังคิดอะไรอยู่หรือ?” คุณนายซูถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ในใจพลันรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อยว่าเมื่อเย็นตนเองลงโทษให้หลานยืนสำนึกผิดรุนแรงไปหรือเปล่า
แต่คำถามที่หลุดออกมาจากปากซู่เป่ากลับทำให้เธอชะงัก “คุณยายคะ… คุณยายคิดถึงคุณแม่บ้างไหมคะ?”
เมื่อครู่นี้ซู่เป่าเห็นแม่แอบยืนอมยิ้มมองดูทุกคน แต่แล้วจู่ ๆ แววตาของแม่ก็ดูเศร้าหมองลง ซู่เป่ารู้ดีว่าแม่คงกังวลว่าคุณยายจะต้องเสียใจ จึงไม่กล้าปรากฏตัวออกมาให้เห็น
แล้วในใจของคุณยายล่ะ… ยังอยากพบแม่อยู่ไหมนะ?
คุณนายซูลูบศีรษะเล็ก ๆ ของซู่เป่าด้วยความเอ็นดูสุดหัวใจ “ซู่เป่าคิดถึงแม่เหรอจ๊ะ? ยายเองก็คิดถึงแม่ของหนูมาก แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ… เพราะแม่ของหนูยังอยู่ในใจของพวกเราเสมอ”
“คุณยายอยากพบแม่ไหมคะ?” ซู่เป่าเงยหน้ามอง
คุณนายซูมีสีหน้าเมตตาเปี่ยมล้น เธอไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำถามนั้น เพียงแค่ตบหลังหลานสาวเบา ๆ แล้วเอ่ยเสียงค่อยว่า “นอนเถอะลูก”
ตอนนี้เธออายุล่วงเข้าเกือบแปดสิบปีแล้ว… เมื่อถึงวันที่ลมหายใจสุดท้ายสิ้นสุดลง เธอคงได้พบกับซูจิ่นอวี้ ลูกสาวสุดที่รักอีกครั้งในภพหน้าใช่ไหม?
ดังนั้นสำหรับเธอแล้ว การจะได้พบกันในเวลานี้หรือไม่จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการได้เห็นซู่เป่าตัวน้อยของเธอเติบโตอย่างมีความสุข และมีชีวิตที่ดีต่อไปต่างหาก
ซู่เป่าเม้มปากด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ เธอรู้ว่าแม่อีกไม่นานก็ต้องไปเกิดใหม่ ต่อไปคงไม่มีใครได้พบแม่อีกแล้ว แต่ที่ผ่านมาแม่เคยไปพบแค่ลุงใหญ่เพียงคนเดียว ทั้งแม่และคุณยายต่างดูเหมือนจะหวาดกลัวในการเผชิญหน้ากันอีกครั้ง… เพราะอะไรกันนะ?
เด็กน้อยไม่อาจทำความเข้าใจอารมณ์อันซับซ้อนของผู้ใหญ่ได้เลย จึงค่อย ๆ หลับตาลงและจมสู่ห้วงความฝันไปพร้อมกับเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของหานหานที่นอนอยู่ข้าง ๆ
คุณนายซูยิ้ม หญิงชราจัดแจงห่มผ้าผืนบางให้เด็กทั้งสอง ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้พอเหมาะ แล้วจึงเดินออกไปจากห้อง
ซูจิ่นอวี้ซึ่งยืนอยู่ตรงประตูอดใจไม่ไหวจนต้องส่งเสียงเรียกเบา ๆ “แม่คะ…”
คุณนายซูมองไม่เห็นสิ่งใด แต่ความรู้สึกประหลาดอันแสนคุ้นเคยกลับพุ่งวาบขึ้นมาในใจอีกครั้ง เธอพึมพำออกมาว่า “จิ่นอวี้… แม่รู้นะว่าลูกยังอยู่ที่นี่ ลูกอยู่ข้าง ๆ พวกเราตลอดมาใช่ไหม?”
“แค่แม่ได้รับรู้แบบนี้… มันก็เพียงพอแล้วล่ะ”
เธอไม่โหยหาการพบเจอซึ่งอาจนำความอาลัยอาวรณ์มาโดยไม่จบสิ้น เพียงแค่หวังให้ทุกคนมีความสุข ซู่เป่าเติบโตอย่างงดงาม จิ่นอวี้ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี และหลาน ๆ ทุกคนมีชีวิตสดใส… แค่นั้นก็เกินพอแล้ว
ซูจิ่นอวี้มองตามแผ่นหลังที่เริ่มดูเปราะบางตามวัยของคุณนายซู แล้วจู่ ๆ เธอก็เข้าใจ
การได้พบหรือไม่ได้พบ เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งของการแสดงความรัก…
ไม่ใช่จุดจบของความผูกพันเลยสักนิด